ติดตามมาตรการ COVID-19 สอบครูผู้ช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634388

ติดตามมาตรการ COVID-19 สอบครูผู้ช่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.กฤษ ละมูลมอญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ตรวจติดตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) วัดอุณหภูมิ จุดคัดกรอง ล้างมือ
ด้วยเจลแอลกอฮอล์จุดบริการก่อนเข้าห้องสอบ การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย

ธ.ก.ส จับมือม.เกษตรฯ จัดสัมมนา ฟาร์มสุกรแนวใหม่สู้ภัย ASF

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634391

ธ.ก.ส จับมือม.เกษตรฯ จัดสัมมนา  ฟาร์มสุกรแนวใหม่สู้ภัย ASF

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดงานสัมมนา “การจัดการฟาร์มสุกรแนวใหม่สู้ภัย ASF” โดยมี รศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เข้าร่วมกิจกรรม

งานสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสุกรขุนและแม่พันธุ์ ฟาร์มมาตรฐาน ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจฟาร์มสุกร เพิ่มคุณภาพและลดความเสี่ยงในการเลี้ยงสุกรภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค African Swine Fever (ASF) ให้แก่ Smart Farmer
ผู้ประกอบการ SME เกษตรกรลูกค้าผู้เลี้ยงสุกรขุนและแม่พันธุ์ รวมถึงพนักงาน ธ.ก.ส. กว่า 350 ราย นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook page : KURDI NEWS และ Facebook page :
BAAC SME & Startup สำหรับผู้ที่สนใจ ซึ่งทาง ธ.ก.ส. และมก. มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามโมเดล BCG Economy ด้วยการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย
ให้กับภาคเกษตรไทย สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ณ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

‘อรรถพล’ร้อง’ตรีนุช’ขอเยียวยานั่งเลขาธิการ สกสค.คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634323

'อรรถพล'ร้อง'ตรีนุช'ขอเยียวยานั่งเลขาธิการ สกสค.คนใหม่

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 13.49 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 นายอรรถพล ตรึกตรอง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอให้เร่งรัดการเยียวยาตามผลคำพิพากษาศาลปกครอง กรณี การสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อปี 2562 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษา เพิกถอนเฉพาะส่วน คำสั่งแต่งตั้งให้ นายณรงค์ แผ้วพลสง เป็นเลขาธิการ สกสค.ซึ่งคณะกรรมการ สกสค.ขณะนั้นมี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานบอร์ด ได้มีมติดำเนินการสรรหาเลขาธิการ สกสค.ใหม่ และให้ นายณรงค์ สละสิทธิ ทั้งที่ศาลมีคำสั่งออกมาแล้วให้เพิกถอนเฉพาะส่วนคำสั่งแต่งตั้งนายณรงค์ไปแล้ว โดยไม่ได้สั่งเพิกถอนกระบวนการสรรหาเลขาธิการ สกสค.ในขณะนั้น ดังนั้น ตนซึ่งมีชื่อเป็นหนึ่งใน 2 คนที่ผ่านกระบวนการสรรหามาอย่างถูกต้อง จึงเหลือเพียงรายชื่อเดียวที่จะต้องได้รับการพิจารณาว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สกสค.หรือไม่

“บอร์ด สกสค.ขณะนั้น ไม่ได้นำประเด็นมาหารือ แต่กลับให้มีการสรรหาใหม่ และได้ นายธนพร สมศรี มาเป็นเลขาธิการ สกสค.ในเวลานั้นผมไม่อยากให้ ศธ.เสียชื่อเสียง เพราะเห็นว่าบอบช้ำกันมามากแล้วจึงไม่ได้ดำเนินการคัดค้าน แต่ตอนนี้ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.ว่างลงแล้ว จึงอยากให้ น.ส.ตรีนุช นำเรื่องของผมเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สกสค.ว่าจะแต่งตั้งให้ผมเป็นเลขา สกสค.หรือไม่ หากบอร์ดไม่เห็นชอบก็ต้องมีเหตุผลที่ดีรองรับว่าไม่เห็นชอบเพราะอะไร เพราะผมได้ผ่านกระบวนการสรรหามาอย่างถูกต้องโดยตลอด หากบอร์ด สกสค.มีมติแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการ สกสค.ก็สามารถทำสัญญาจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการสรรหาใหม่” นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หากที่ประชุมบอร์ด สกสค.มีมติไม่แต่งตั้งตนเป็นเลขาธิการสกสค.คนใหม่ ตนก็จะขอฟังเหตุผลก่อน และจะพิจารณาอีกทีว่าจะขอความเป็นธรรมจากศาลหรือไม่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า น.ส.ตรีนุช เป็นคนมีเหตุมีผลจะให้ความเป็นธรรมแก่ตนได้

จับโป๊ะ‘มือปืนรับจ้าง’รับงานมั่วสอบ‘ครูผู้ช่วย’ ฟันโทษหนักตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634259

จับโป๊ะ‘มือปืนรับจ้าง’รับงานมั่วสอบ‘ครูผู้ช่วย’ ฟันโทษหนักตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 08.33 น.

จับโป๊ะ‘มือปืนรับจ้าง’รับงานมั่วสอบ‘ครูผู้ช่วย’ ฟันโทษหนักตัดสิทธิ์สอบราชการตลอดชีวิต เผยพบผู้เข้าสอบติดโควิดหลายสนามสอบ แต่ไม่ติดสิทธิ์ สยบดราม่า!ยันข้อสอบไม่ยากเกินไป

9 กุมภาพันธ์ 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2564 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยให้ผู้มีสิทธิสอบเลือกสอบในจังหวัดที่อาศัยอยู่ปัจจุบันหรือที่ทำงานปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเพื่อไม่ให้ เกิดการเคลื่อนย้ายของผู้เข้าสอบที่ต้องเดินทางไปสอบในจังหวัดที่ได้ยื่นใบสมัครไว้ 

ทั้งนี้ สพฐ. ดำเนินการจัดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ไปเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2565 และ ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2565 พร้อมกันทั่วประเทศ 77 จังหวัด โดยมีผู้มีสิทธิ์สอบรวมทั้งสิ้น จำนวน 173,976 คน  ในจำนวนนี้มีผู้มาเข้าสอบประมาณ 80%  จัดสอบใน 71 กลุ่มวิชา จัดสนามสอบทั่วประเทศ 266 สนามโดยมีตำแหน่งว่าง 11,877 อัตรา และจะประกาศผลสอบไม่เกินวันที่ 22 ก.พ.นี้

นายอัมพร กล่าวว่า จากการจัดสอบที่ผ่านมาพบว่าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีผู้เข้าสอบ 1 ราย ทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมมาเข้าสอบแทนกัน เมื่อเจ้าหน้าที่คุมสอบจับได้ และตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าคนที่ต้องเข้ามาสอบตัวจริงเป็นครูอัตราจ้าง และเป็นคน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่คนที่มาเข้าสอบแทน เป็นคนจาก จ.มหาสารคาม และกำลังตรวจสอบว่าคนที่มาเข้าสอบแทนนั้นเป็นข้าราชการด้วยหรือไม่ หากพบว่าเป็นข้าราชการก็ต้องถูกสอบวินัยด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สพฐ.ได้ตัดสิทธิ์การสอบของทั้งสองคน และเลิกจ้างครูอัตราจ้างที่ให้คนมาสอบแทนด้วยแล้ว ทั้งนี้ ทั้งสองคนจะไม่มีสิทธิ์สอบเข้ารับราชการได้อีกตลอดชีวิต

“ที่ผ่านมา ศธ.มีการกำชับมาโดยตลอดว่าในการดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วยฯจะต้องไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีช่องทางการทุจริตเกิดขึ้นอีก เราห้ามไม่ได้ แต่เราก็สามารถจับคนทำผิดได้ หรือป้องกันได้ก็ถือว่าดี  อย่างไรก็ตาม ผมได้รายงานเรื่องนี้ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.รับทราบเบื้องต้นแล้ว ว่าพบมือปืนรับจ้างมาเข้าสอบครูผู้ช่วยแทนกัน  ซึ่งท่านก็บอกให้ดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และดำเนินการอย่างเต็มที่  และในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเรียกผู้กระทำผิดทั้งสองคนไปให้ปากคำเนินคดีต่อไป” นายอัมพร กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ในการจัดสอบครูผู้ช่วยทั้ง 2 วันที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลายสนามสอบ อาทิ จ.ชลบุรี  จ.น่าน แต่ทางสนามสอบก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์การสอบ โดยทางสนามสอบได้แยกห้องสอบให้ผู้ติดเชื้อสอบได้สอบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้สอบเสียสิทธิ์

นายอัมพร กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษในการสอบครูผู้ช่วย คำว่า Emergency Room ที่มีผู้สอบครูผู้ช่วยหลายคน แปลว่า โรงเรียน หรือสระว่ายน้ำนั้น ก็ถือว่าเป็นนานาจิตตังในการแปล ดังนั้น คนที่ออกข้อสอบก็ต้องรับไปพิจารณาประเด็นในการตีความของข้อสอบนั้น ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์ต่อว่า Emergency Room ยังแปลไม่ได้ แล้วจะไปสอนเด็กได้อย่างไร นั้น เรื่องนี้ตนไม่ขอออกความเห็น ซึ่ง สพฐ.อาจจะให้มหาวิทยาลัยมีการรวบรวมข้อมูลว่าผู้สอบจบจากสถาบันไหน ซึ่งถึงแม้จะไม่เป็นผลดีกับทางมหาวิทยาลัย แต่บางที่ก็อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวมหาวิทยาลัย แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคนที่มาสอบหรือเปล่า เราจึงไม่กล้าก้าวล่วง ส่วนที่มีผู้เข้าสอบบ่นว่าข้อสอบยากนั้น ก็เป็นธรรมชาติของการสอบ ที่มีทั้งคนที่บอกว่าข้อสอบง่าย อีกคนบอกปานกลาง บางคนบอกข้อสอบยาก แต่มาตรฐานข้อสอบก็ต้องมีคนสามกลุ่มนี้อยู่แล้วที่ร่วมเข้าสอบ

ห่วง‘สังคมสูงวัย’ทำผู้ป่วยติดเตียงเพิ่ม แพทย์-นักวิชาการชี้ไทยต้องเตรียมรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634143

ห่วง‘สังคมสูงวัย’ทำผู้ป่วยติดเตียงเพิ่ม  แพทย์-นักวิชาการชี้ไทยต้องเตรียมรับมือ

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ภาคีเครือข่ายสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนาออนไลน์ หัวข้อ “อนาคตสังคมผู้สูงอายุไทย ก้าวต่อไปอย่างไรบนความท้าทาย” โดย นพ.ภูษิต ประคองสาย เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย(มส.ผส.) กล่าวว่า ปี 2565 ประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) มีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

และอีก 9 ปีข้างหน้า ในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้มีผู้สูงอายุกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ประมาณร้อยละ 3หรือ 4 แสนคน จากผู้สูงอายุที่มีอยู่ประมาณ 13 ล้านคนดังนั้นโจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือวางโครงสร้างกับสังคมผู้สูงอายุระยะยาว

ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุพบความหลากหลายในชีวิตประจำวัน ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ 1.รายได้ไม่เพียงพอ 2.ไม่มีหลักประกันสุขภาพ และ 3.สภาพแวดล้อมในบ้านและสังคมไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานชีวิต เช่น ได้รับการศึกษาที่ไม่สูง ไม่รู้วิธีการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการต่างๆ นโยบายไม่ตอบโจทย์ต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน และในอีก 20 ปีข้างหน้าพบผู้สูงอายุมีแนวโน้มครองโสด ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก หรือมีลูกน้อยลง

การจัดทำนโยบายดูแลคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุมทุกกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะในอนาคตจะมีผู้สูงอายุที่มีภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจและสุขภาพ 7 กลุ่ม คือ1.ผู้สูงอายุที่ผู้พิการ-ทุพพลภาพ 2.ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม 3.ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง-ไร้บ้าน 4.ผู้สูงอายุยากจน 5.ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสถานะบุคคล 6.ผู้สูงอายุที่ย้ายถิ่นกลับบ้าน และ 7.ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งนี้ ระยะสั้นตนมีข้อเสนอให้กำหนดนโยบายเรื่องหลักประกันด้านรายได้มาตรการบำนาญให้เป็นเป้าหมายของสังคมที่ชัดเจน

อีกทั้งควรปรับปรุงให้เป็นแผนใหญ่พร้อมดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมออกแบบเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ส่วนระยะกลางต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมดูแลผู้สูงอายุที่จะย้ายถิ่นกลับด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งการดูแลให้ความช่วยเหลือจะต้องบูรณาการหลายภาคส่วน โดยอาจต้องนำแนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยในที่เดิมมาวางแผนเรื่องการออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อทำให้ผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

‘มหิดล’ชวนปชช.อ่านคู่มือ เข้าใจโควิด-คลายปัญหาอคติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634141

‘มหิดล’ชวนปชช.อ่านคู่มือ  เข้าใจโควิด-คลายปัญหาอคติ

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จะดีเพียงใดถ้าคนในสังคมไทยได้ตื่นขึ้นมาเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 พร้อมกับเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาวะของตัวเองอย่างถูกวิธีกันอย่างจริงจังเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน? คำถามนี้ผศ.ดร.สุคนธา ศิริ หัวหน้าภาควิชาระบาดวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เขียน E-Book “หลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน” ว่า เรื่องของ “ความรอบรู้ทางสุขภาวะ (Health Literacy)” เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ เช่นเดียวกับศาสตร์ทางด้านระบาดวิทยา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกในยุคที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 รวมถึงการกลายพันธุ์ของเชื้อดังกล่าว จากสายพันธุ์เดลต้าซึ่งให้ผลที่รุนแรง และล่าสุดคือโอมิครอน ที่ถึงแม้จะไม่รุนแรงเท่า แต่ก็สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า ทั้งนี้ ด้วยหลักการ “Epidemiologic Triad” ทางระบาดวิทยาที่อธิบายการเกิดปัญหาสุขภาพอยู่บน 3 ปัจจัยพื้นฐาน คือ ตัวโรค (Agent) คน (Host) และสิ่งแวดล้อม (Environment)

หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถสอดประสานให้เกิดความสมดุลก็จะสามารถป้องกันควบคุมการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ด้วยการเรียนรู้ที่จะเข้าใจในธรรมชาติของโรค การกระจายและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเพื่อให้สามารถป้องกันควบคุมการแพร่ระบาด และเรียนรู้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนว่ามีการกลายพันธุ์เป็นเรื่องปกติ ซึ่งการฉีดวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

“เราจะรับมือโควิด-19 อย่างไรอย่างมีสติ โดยการก้าวขึ้นบันไดตามหลักการป้องกันโรค จากขั้นปฐมภูมิตั้งแต่ก่อนเกิดโรคทำอย่างไรให้ประชาชนห่างไกลโควิด-19 สู่ขั้นทุติยภูมิ ค้นหาผู้ติดเชื้อ เพื่อตัดวงจรการติดและแพร่กระจายเชื้อ ไปจนถึงขั้นตติยภูมิทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทันเวลาเพื่อลดอัตราตาย เพิ่มการรักษาให้ได้มากที่สุด” ผศ.ดร.สุคนธา กล่าว

ผศ.ดร.สุคนธา กล่าวต่อไปว่า ใน E-Bookหลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน ผู้อ่านจะได้เรียนรู้เรื่องระบาดวิทยาอย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาการวัดทางระบาดวิทยา รูปแบบการศึกษาพื้นฐานทางระบาดวิทยา การเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การวินิจฉัยชุมชน ไปจนถึงการประเมินประสิทธิผลของวัคซีนในแต่ละประเภทการคัดกรอง และการใช้เครื่องมือที่ดีในการคัดกรอง ฯลฯ เช่น “การเลือกซื้อชุดตรวจแบบ ATK มาใช้” ให้ดูที่มาตรฐานการผลิตเป็นหลัก โดยจะต้องผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) แล้วเท่านั้น

นอกจากนี้ “การจะดูว่าเป็น ATK ที่ใช้ตรวจครอบคลุมโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ สามารถสังเกตได้ง่ายๆ โดยดูปีที่ผลิต” ว่าอยู่ในช่วงที่โควิด-19สายพันธุ์ใดกำลังแพร่ระบาด ซึ่งช่วงที่สายพันธุ์โอมิครอนกำลังแพร่ระบาดอยู่ในช่วงปลายปี2564 ต่อจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า อย่างไรก็ดี ไม่ชัดเจนเท่าดูการระบุคุณสมบัติที่ข้างกล่อง ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า E-Bookหลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน จะสามารถทำให้ประชาชนได้ก้าวข้ามผ่านอคติซึ่งเกิดจากความไม่รู้จนสามารถรอดพ้นวิกฤต หรือกับดักทางความคิด ให้เดินหน้าอยู่กับโควิด-19 ได้ต่อไปด้วยความรู้เท่าทัน

ผู้สนใจสามารถติดตามอ่าน E-Book “หลักวิทยาการระบาดพื้นฐาน” และเล่มอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยมหิดลภูมิใจมอบให้เพื่อการส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ได้ทางแอปพลิเคชัน “MU PRESS” ที่สามารถดาวน์โหลดด้วยสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

ฟื้นย่านเมืองเก่า‘โคราช’ ชูจุดขายท่องเที่ยวเพื่อเศรษฐกิจชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634146

ฟื้นย่านเมืองเก่า‘โคราช’  ชูจุดขายท่องเที่ยวเพื่อเศรษฐกิจชุมชน

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“นครราชสีมา (โคราช)” จังหวัดชั้นนำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย “ในปี 2563
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่านครราชสีมา มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวกว่า 12,675 ล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย กว่า 12,434 ล้านบาท”ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “แม้จะเป็นช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 ระบาด แต่ก็ยังสามารถสร้างรายได้และมูลค่าจากการท่องเที่ยวพอสมควร” โดยเฉพาะในตัวอำเภอเมือง ที่มีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์สำคัญ

“จากสภาพการณ์ในปัจจุบันพบว่า เมืองเก่าถูกลดความสำคัญลงไป มีห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่เกิดขึ้นมา ประกอบกับไม่มีที่จอดรถ ทำให้คนในพื้นที่บางส่วนต้องประกาศขายร้าน ย้ายถิ่นฐาน แต่ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่ยังคงเห็นความสำคัญ เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองเก่าแห่งนี้ จึงได้เริ่มต้นการฟื้นฟูด้วยการจัดงานถนนคนเดินเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในย่านนี้มากขึ้น

และเป็นที่มาของการเริ่มต้นโครงการนี้ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพ สภาพแวดล้อม สังคมวัฒนธรรม รูปแบบสถาปัตยกรรม และองค์ประกอบภายในย่านการค้าเมืองเก่านครราชสีมาจากนั้นวิเคราะห์ปัญหา ศักยภาพ และแนวโน้มการพัฒนา พร้อมทั้งเสนอแนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนา ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์”

ผศ.ดร.การุณย์ ศุภมิตรโยธินอาจารย์ประจำหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวถึง“โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาย่านการค้าเมืองเก่านครราชสีมา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์” โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน

ที่มาที่ไปของโครงการนี้ ผศ.ดร.การุณย์ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองเป็นชาวโคราชตั้งแต่กำเนิด จึงมองเห็นภาพความเป็นไปของพื้นที่เมืองเก่าที่เคยเป็นย่านธุรกิจของจังหวัด มีตลาดหลายแห่ง มีร้านค้าภายในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน มีงานสถาปัตยกรรมและสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนหลายกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ถือเป็นพื้นที่ทางพหุวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เช่น ย่านจอมพล ที่มีคนไทยเชื้อสายจีน มีผู้นับถือศาสนาซิกข์ทำให้มีศาสนสถานทั้งศาลเจ้าจีน วัดซิกข์ และวัดพุทธแบบไทยอยู่ด้วยกัน เป็นต้น

โครงการนี้เริ่มจากการสำรวจข้อมูลทุกมิติ ทั้งกายภาพ สังคมวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ไปจนถึงสถาปัตยกรรม จากนั้นได้รวบรวมข้อมูล เริ่มต้นสำรวจรังวัดอาคารที่เป็นมรดกวัฒนธรรมในย่านดังกล่าว เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และเสนอไปยังคณะกรรมการถนนจอมพล ถนนประวัติศาสตร์ ที่มีการจัดงานถนนคนเดินช่วงตรุษจีนทุกปี โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หอการค้า ผู้ประกอบการ ให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่มีอยู่

ด้วยการเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นที่พัฒนาย่านเมืองเก่าทางประวัติศาสตร์ เช่น ภูเก็ต สงขลา แม้กระทั่งในต่างประเทศเช่น สิงคโปร์ จนมีการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ขึ้น จากนั้นได้เริ่มต้นทำแบบสถาปัตยกรรม ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ จากการรังวัด ขึ้นมาทำในรูปแบบพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง มีแอปพลิเคชันนำเที่ยว ตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ไปจนถึงสี่แยกสวนหมาก โดยแยกเป็นหมวดการท่องเที่ยว 5 เส้นทางหลัก คือ 1.เส้นทางการเรียนรู้โคราช 2.ไหว้พระ 9 วัดที่อยู่ในเขตเมืองเก่าและนอกเมืองเก่า 3.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์

4.รวบรวมแห่งร้านอาหารที่อยู่ในย่านเมืองเก่า 5.ตึกเก่าเล่าเรื่อง ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของโครงการ ชูจุดขายที่เป็นตึกสมัยเก่าที่มีมานาน เช่น ศูนย์ขายรถยนต์แห่งแรกของจังหวัด ตึกโรงเต้าเจี้ยว หรือโรงผลิตน้ำมะเน็ด ซึ่งตึกแต่ละแห่งก็มีเรื่องราวรวมถึงความเฉพาะของสถาปัตยกรรมที่ต่างกันออกไป และมีเรื่องราวที่ชวนน่าติดตาม หากนักท่องเที่ยวได้นำแอปพลิเคชันมาใช้ก็จะทำให้เข้าใจถึงความเป็นมาของแต่ละสถานที่ได้ดียิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดูข้อมูลภาพเก่าและสถาปัตยกรรมของตึกแต่ละแห่งได้ทันที

ผศ.ดร.การุณย์ เปิดเผยว่า หลังเริ่มทำโครงการนี้ พบว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทุกคนเห็นด้วยกับการเดินหน้าโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซาจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 อีกทั้งอยากให้หน่วยงานราชการในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูย่านเมืองเก่า ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของเมืองเช่นกัน สะท้อนได้ว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการอนุรักษ์พื้นที่ย่านประวัติศาสตร์ของจังหวัด

“หลายคนเมื่อรับทราบข้อมูลว่าตึกที่ตนเองอาศัยอยู่มีคุณค่ามากเพียงใดก็เกิดความหวงแหนมากขึ้น ต้องการอนุรักษ์ไว้ทั้งสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม และสามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนจากการท่องเที่ยวได้มากขึ้นอีกด้วยซึ่งแม้ในช่วงนี้จะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถท่องเที่ยวได้เต็มที่เท่าช่วงปกติ แต่ก็ยังสามารถดูข้อมูลได้จากแอปพลิเคชัน KoratArchitecture ที่สามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ Google Play Store” ผศ.ดร.การุณย์กล่าวในท้ายที่สุด

สำรวจการรับรู้ของประชาชน ที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634148

สำรวจการรับรู้ของประชาชน  ที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาลระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2564โดยเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศจากทุกภูมิภาค จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อศึกษาและระบุนโยบายและผลงานที่สำคัญของรัฐบาลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและเพื่อสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานของรัฐบาล ความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกรัฐมนตรี

รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล ซึ่งในการศึกษานี้ได้ยึดหลักการทำวิจัยตามหลักวิชาการและได้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทฤษฎีด้านนโยบายสาธารณะและการรับรู้ของประชาชน ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีด้านการสื่อสารสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามก่อนการจัดเก็บข้อมูลจริง

ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายอย่างน้อย 10 เรื่อง โดยเฉพาะนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ การใช้จ่ายของกินของใช้และสาธารณูปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งนโยบาย 4 อันดับแรกที่ประชาชนมีการรับรู้ในระดับมากถึงมากที่สุดประกอบด้วย(1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ คนละครึ่งชิมช้อปใช้ ช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกันรับรู้รวมเท่ากับ 99.4% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 50.5%

(2) มาตรการเยียวยาประชาชนจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แก่เราชนะ เราไม่ทิ้งกัน และ ม33 เรารักกัน รับรู้รวมเท่ากับ 98.9% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 45.4% (3) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับรู้รวมเท่ากับ 99.3% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 39.3% และ (4) นโยบายเปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้รวมเท่ากับ 96.5% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 36.3%

ขณะที่นโยบายอื่นๆ ที่มีขอบเขตด้านพื้นที่ ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และกลุ่มเป้าหมายของนโยบายที่เฉพาะเจาะจง กลับมีสัดส่วนการรับรู้ของประชาชนระดับมากถึงมากที่สุดในลำดับที่รองลงมา ไม่ว่าจะเป็น โครงการประกันรายได้เกษตรกร,การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุและคนพิการ, การอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี, การส่งเสริมกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แต่อย่างไรก็ดี การรับรู้รวมของแต่ละนโยบายล้วนมีสัดส่วนที่มากกว่า 80% ขึ้นไปทั้งสิ้น

ยกเว้นนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ การเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้า และนโยบายการเพิ่มค่าป่วยการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) ที่พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของนโยบายมากนัก เนื่องจากไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงเพราะเหตุนี้ จึงปรากฏผลการรับรู้รวมของนโยบาย2 รายการสุดท้ายนี้ เท่ากับ 65.4% และ 64.4% ตามลำดับ

ผลการศึกษาการรับรู้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจข้างต้น ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารนโยบายและผลงานรัฐบาลที่พบว่าประชาชนมีความเข้าใจฯ ในระดับมากถึงมากที่สุด คิดเป็น 4 อันดับแรก เช่นเดียวกันโดยช่องทางการสื่อสารหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนโยบาย ได้แก่ โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ อาทิเว็บเพจ เฟซบุ๊ค ไลน์ยูทูบ อินสตาแกรม และ ติ๊กต็อก

ส่วนที่เหลืออีก 6 นโยบายพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจและการส่งต่อ/แบ่งปันข้อมูลข่าวสารของนโยบายในระดับมากถึงมากที่สุด ไม่เกิน30.0% ทุกรายการ โดยเฉพาะนโยบายการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุและคนพิการ, การอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี, การเพิ่มค่าป่วยการ อสม., โครงการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ และการเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้า ในกรุงเทพมหานคร,

โครงการประกันรายได้เกษตรกร (ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) และนโยบายการส่งเสริมกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่พบว่า ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของนโยบายในระดับน้อยถึงไม่เข้าใจเลยรวมกันมากกว่า 40.0% ทุกนโยบายซึ่งปรากฏผลในทิศทางเดียวกันกับสัดส่วนของการไม่แบ่งปัน/ส่งต่อข้อมูลของทั้ง 6 นโยบาย เพราะประชาชนอย่างน้อย 45.0% ขึ้นไป ระบุว่าไม่มีการแบ่งปัน/ส่งต่อข้อมูลของกลุ่มนโยบายดังกล่าวแต่ประการใด

ส่วนประเด็นการศึกษาด้านความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่าประชาชน 50.30% มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางขึ้นไปในด้านความใส่ใจและห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งนี้ ทีมผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาลว่าควรมีการพิจารณาปรับรูปแบบในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของนโยบาย

โดยเฉพาะนโยบายด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่มีการรับรู้นโยบายในระดับน้อยถึงน้อยที่สุดและมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รับรู้เลย ด้วยการมุ่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของนโยบายในเชิงรุกผ่านช่องทางการสื่อสารที่ประชาชนนิยม เช่น โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ให้มากขึ้น!!!

คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’ มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634144

คัดกรอง‘สิงห์อมควัน’เข้าข่ายติด‘นิโคติน’  มาตรฐานใหม่‘รพ.’ช่วยคนไทยเลิกสูบบุหรี่

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)กล่าวถึง มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5(HA) ซึ่งประกาศเมื่อเดือน ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2565 เป็นต้นไป ว่า มาตรฐานฉบับดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาล ต้องมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยทุกคน

โดยผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ต้องระบุในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence)หรือไม่ และต้องมีการวางแผนการรักษาการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การให้ความรู้ การเข้าร่วมโครงการเลิกบุหรี่หรือการพิจารณาการใช้ยาเลิกบุหรี่ตามความเหมาะสมรวมทั้งการให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ชี้นำสถานพยาบาลให้เห็นความสำคัญและนำสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้ ในระบบการกำหนดรหัสโรคสากล ICD-10-CM โรคภาวะติดนิโคติน (Nicotine Dependence) มีรหัสโค้ด F17.210

“การซักถามประวัติผู้ป่วย แพทย์ พยาบาลจะสร้างการเรียนรู้เรื่องการซักประวัติ การวินิจฉัย รวมถึงการวางแผนการดูแลต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และเชื่อมโยงกับโรคสำคัญต่างๆ ในกระบวนการดูแลรักษาจากกระบวนการตามรอย ซึ่งจะทำให้ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญและกำหนดแนวทางการดูแลผู้ป่วยดังกล่าวอย่างเป็นระบบต่อไป” พญ.ปิยวรรณ กล่าว

ขณะที่ นพ.ชยนันท์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มาตรฐาน HA ที่กำหนดใหม่นี้ จะทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคนมีการบันทึกประวัติการสูบบุหรี่ การวินิจฉัยโรคภาวะติดนิโคติน และการวางแผนการรักษาอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระดับโลกของประชากรไทยปี 2554 พบว่า ในจำนวนผู้สูบบุหรี่ 13 ล้านคน มีร้อยละ34.6 หรือ 4.1 ล้านคนที่เข้ารับบริการทางการแพทย์ในหนึ่งปี

“ในจำนวนนี้ 65.3% หรือ 2.6 ล้านคนได้รับการซักประวัติการสูบบุหรี่ และ 55.8% ของคนที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือ 1.45 ล้านคน ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบ ซึ่งเท่ากับ 35% ของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่หรือ1 ใน 3 เท่านั้น ที่มารับการรักษา ที่ได้รับการแนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งมาตรฐาน HA ที่กำหนดให้ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนได้รับการวินิจฉัยและรักษาการเลิกสูบบุหรี่ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นแน่นอน” นพ.ชยนันท์ ระบุ

ด้าน ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพติดผลิตภัณฑ์คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กล่าวว่าการรักษาเพื่อเลิกการติดนิโคตินเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดที่จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การกำหนดมาตรฐานให้มีการบันทึกการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาเพื่อเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทุกคนเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก และนานาประเทศมีการดำเนินการมาก่อนแล้ว ตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งการกำหนดมาตรฐานนี้ จะทำให้ผู้ให้บริการผู้ป่วยทุกคน รวมถึงผู้ป่วยและครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญของการให้การรักษาเพื่อเลิกสูบบุหรี่

“ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังมีผู้สูบบุหรี่ถึง 10 ล้านคนและจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562 มีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตกว่า 2 ล้านคนที่ยังสูบบุหรี่ ซึ่งจะเร่งการเกิดโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยทั้ง 2 โรคนี้ ทั้งนี้ จะมีการวางแผนร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สมาคมวิชาชีพสุขภาพ และสถาบันการศึกษา ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้รู้ถึงมาตรฐาน HA ใหม่นี้ เพื่อจะได้มีการดำเนินการในหน่วยบริการทั่วประเทศโดยเร็ว”ศ.พญ.สมศรี กล่าว

อาชีวะอุบลฯ ส่งมอบชุดผ้าไหมแก่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-เอกอัครราชทูตประเทศคูเวต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634208

อาชีวะอุบลฯ ส่งมอบชุดผ้าไหมแก่เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย-เอกอัครราชทูตประเทศคูเวต

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.10 น.

UVC PROUD  : อาชีวะอุบลฯ พบ เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย และเอกอัครราชทูตประเทศคูเวต เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมในงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11

8 กุมภาพันธ์ 2565 นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ได้นำคณะผู้บริหาร นางสมจิตร  บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ,นางสาวธนิดา  วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ,นางอรสา แถบเกิด นายชาติชาย คนขยัน ครูแผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ,นางสาวสายฝน ทองแก้ว ครูแผนกวิชาภาษาต่างประเทศ  และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ เข้าพบ Mohammed Hussain Al-Failakawi เอกอัครราชทูตคูเวต ประจำประเทศไทย เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศคูเวต จำนวน 1 ชุด โดยมีนางเเบบ คือ นางสาว นัสรียา เย็นอังกูร ตำแหน่ง เลขานุการฝ่ายบัญชี  ,Ms Nusreeya Yen-angkool Position: Secretary accounting office ,นาง อพิณยา พวงมณี  ตำแหน่ง เลขาทูต และ Mrs Apinya Puangmanee  Position : Secretary to Ambassador

จากนั้นเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย เพื่อส่งมอบชุดผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของประเทศมองโกเลีย จำนวน 2 ชุด โดยมี  นายทูมูร์ อามาร์ซานา (H.E. Mr. Tumur Amarsanaa- Ambassador) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยให้การต้อนรับ และนางแบบและนายแบบที่สวมใส่ชุด คือ  1. Mrs. Orkhon Lkhamsuren- Spouse of Ambassador 2. Mr. Anand Tumur Son of Ambassador

ซึ่งชุดผ้าไหมจะใช้ในงาน  “โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 11 นับเป็นความภาคภูมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยเฉพาะ นักเรียน นักศึกษา สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะวิชาชีพในสาขาที่เรียน นำมาโชว์ศักยภาพเผยแพร่ผ้าไหมไทย สู่สายตาชาวโลก เกิดสันติไมตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาประเทศทั่วโลก -(016)