The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี’ มีศักดิ์ศรี

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย 'อยู่ดี แก่ดี ตายดี' มีศักดิ์ศรี

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี’ มีศักดิ์ศรี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

The Active ไทยพีบีเอส เปิดเวทีนโยบายสาธารณะ ชวนนักวิชาการ–แพทย์–นักออกแบบเมือง ออกแบบเมืองรองรับสังคมสูงวัย เสนอแนวคิด “ชุมชนกรุณา”, “ชรานคร” และระบบดูแลประคับประคอง เพื่อให้ “อยู่ดี แก่ดี ตายดี” มีศักดิ์ศรี วาระสุดท้ายต้องเป็นสิทธิของทุกคน

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่สนทนาสาธารณะ “Policy Forum : เมืองแบบไหน ให้เราอยู่ดี-แก่ดี-ตายดี” พุดคุยหารือเชิงนโยบายระหว่างนักวิชาการ แพทย์ นักออกแบบเมือง และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันมองอนาคตของสังคมสูงวัยไทย เพราะการออกแบบเมือง ระบบสุขภาพ และการสร้างชุมชนที่ทำให้ผู้คนยังคงเชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน ทำให้เราอยู่ดี แก่ดี จนถึงตายดีในสังคมที่โดดเดี่ยว ต้องมาจากเมืองที่มีความพร้อม เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในงาน Death Fest 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 13 – 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6

วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าวว่า การ “ตายดี” ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในสังคม โดยเสนอแนวคิด “ชุมชนกรุณา” ที่ทำให้ผู้คนในละแวกเดียวกันสามารถดูแลกันได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง พร้อมเสนอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยการจัดทำ Living Will หรือสมุดเบาใจ เพื่อสื่อสารความต้องการในช่วงท้ายของชีวิต

“ชุมชนกรุณา ต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้ง และในวาระสุดท้าย เขาควรมีสิทธิเลือกได้ว่าจะจากไปอย่างไรและที่ไหน” ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าว

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) กล่าวว่า  “ชรานคร”คือเมืองที่ต้องออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เด็กเกิดน้อยลง วัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” เราต้องเตรียมตัว “ก่อนแก่” เมืองต้องมีพื้นที่และระบบที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยัง Active ได้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเมืองในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องออกแบบเมืองใหม่บนหลัก Universal Design หรือ Design for All  และแนวคิดเมือง 15 นาที ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน พื้นที่สีเขียว และระบบขนส่งสาธารณะได้ในระยะใกล้ รวมถึงการสร้างพื้นที่ที่คนต่างวัยสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ต้องไม่ใช่แค่มีทางลาด แต่ต้องมีระบบขนส่ง พื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างเมืองที่ทำให้คนทุกวัยออกมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ เมืองต้องเป็นฐานรากของการสร้างสุขภาวะ ไม่ใช่สร้างภาระ โดยขอเสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การตั้งรับ ระบบบริการสุขภาพต้องเข้าถึงง่าย 2.การปรับตัว สวัสดิการและโอกาสทางเศรษฐกิจ (Silver Economy) และ 3. การเปลี่ยนแปลง ปรับสภาพแวดล้อมให้เป็น Aging in Place หรืออยู่กับที่ได้จนแก่

ผศ. พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อแนะนำในการคัดกรองสมรรถนะของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อ “ป้องกันก่อนจะป่วย” โดยเน้น 6 ด้าน 1.การเคลื่อนไหว (กล้ามเนื้อและกระดูก) 2.การมองเห็น 3.การได้ยิน 4.การรู้คิด (ความจำและสมอง) 5.สภาวะทางจิตใจ (ความเศร้า) 6. พลังชีวิต สรุปได้ว่า การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยประคับประคอง ต้องประเมินองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1.ด้านร่างกาย การรักษาโรคประจำตัว (เบาหวาน, ความดัน, หัวใจ) 2.ด้านจิตใจ (Mental) ภาวะซึมเศร้า หรือความโดดเดี่ยว (Loneliness) 3. ด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย เป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ดี คือความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองได้ หากรักษาระดับ “Function” ไว้ได้นานที่สุด ผู้สูงอายุจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีอิสระ ซึ่งเมืองที่ “อยู่ดี แก่ดี” ควรมีระบบสาธารณสุขที่เป็น One-Stop Service และให้มีบริการรับฝากดูแลผู้สูงอายุชั่วคราวช่วยลดภาระของผู้ดูแล

“การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ไม่ใช่การรอวันสุดท้ายของชีวิต แต่คือการรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุดตั้งแต่วันที่สุขภาพยังดี เพื่อให้มีสิทธิเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตช่วงท้ายอย่างไร ไม่ใช่รอจนถึงวาระสุดท้ายแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะอาจสายเกินไปที่จะทำให้การตายดีเกิดขึ้นจริง” ผศ. พญ.ฐิติมา กล่าว

ด้าน ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทย 1.8 ล้านคนเสี่ยง “ตายโดดเดี่ยว” เพราะอยู่ลำพัง แต่ข้อมูลงานวิจัยที่ได้ลงพื้นที่วิจัยที่เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 7,000 หลังคาเรือน พบว่าคนที่ “อยู่ลำพัง” จริง ๆ สูงถึง 50% มากกว่าข้อมูลของภาครัฐ เนื่องจากเป็นการนับแค่เชิงกายภาพคือ อยู่ลำพังในบ้านจริง ๆ แต่ในทางสังคมศาสตร์ แบ่งความลำพังเป็น 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเปราะบางทางกายภาพ อยู่คนเดียวจริง ๆ 2.กลุ่มเปราะบางทางจิตใจ อยู่หลายคนแต่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือ เหงา 3.กลุ่มเสี่ยงเชิงสถานการณ์ เพราะลูกหลานไปทำงาน ทิ้งให้อยู่ลำพังตอนกลางวัน 4.กลุ่มแบกรับภาระ คือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงอีกคน (Hero ที่ถูกลืม)

“สังคมไทยต้องยอมรับว่าการอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นวิถีชีวิตใหม่ของสังคมเมือง ปัญหาคือระบบยังไม่รองรับ นโยบายที่ดีต้องทำให้คนสามารถใช้ชีวิตแบบที่เขาเลือกได้อย่างปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีจนถึงบั้นปลาย รัฐจึงต้องปรับบทบาทจากการสงเคราะห์ มาเป็นการสร้างระบบสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งด้านรายได้ สุขภาพ และการมีส่วนร่วมในสังคม”ผศ.ณัฏฐพัชร กล่าว

ด้าน ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส กล่าวว่า The Active ไทยพีบีเอส ร่วมขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ เพื่อเปิดพื้นที่กลางให้สังคมร่วมแลกเปลี่ยนและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ประเด็นสังคมสูงวัย เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายของสังคมไทย เพราะไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมทางนโยบาย เมือง และระบบสังคม ให้ประชาชนทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนถึงวาระสุดท้าย การตายดีไม่ควรเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่ควรถูกยกระดับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่รัฐ เมือง และชุมชนต้องร่วมกันออกแบบให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และทำให้การ “อยู่ดี แก่ดี และตายดี” เป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

สำหรับ Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย จัดโดย Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)​, กรมการแพทย์, สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ, ชีวามิตร, The Active Thai PBS และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) งานจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 13 – 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6 ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://readthecloud.co/activity/death-fest-2026/

ทั้งนี้ สามารถดูย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=U3KNU-4no-I

นักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้อง JWST ตามรอยซูเปอร์โนวา พบผลิตฝุ่นเพิ่มเร็วเกินคาด อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก

นักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้อง JWST ตามรอยซูเปอร์โนวา พบผลิตฝุ่นเพิ่มเร็วเกินคาด อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก

นักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้อง JWST ตามรอยซูเปอร์โนวา พบผลิตฝุ่นเพิ่มเร็วเกินคาด อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เผย ดร.สมาพร ติญญนนท์ นักวิจัย NARIT ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) ติดตามการระเบิดของซูเปอร์โนวา 2014C พบการก่อตัวของปริมาณฝุ่นที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงผิดปกติ ขยายขอบเขตความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับการเกิดฝุ่นของซูเปอร์โนวา เผยให้เห็นถึงกระบวนการใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน และอาจนำไปสู่การไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Astrophysical Journal

ดร.สมาพร ติญญนนท์ นักวิจัยด้านจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์ดาราศาสตร์พลังงานสูง NARIT กล่าวว่า เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัย เชื้อเพลิงในแกนกลางจะหมดลงและไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวดาวเองได้ ดาวฤกษ์จึงยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระเบิดออกเป็น ซูเปอร์โนวา หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ทรงพลังที่สุดในเอกภพ ปัดเป่ามวลสารที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิวชั่นภายในใจกลางของดาวออกไปสู่มวลสารระหว่างดวงดาว ซึ่งมวลสารเหล่านั้นจะก่อตัวไปเป็นระบบดาวฤกษ์อื่นๆต่อไป หากปราศจากซูเปอร์โนวาแล้ว ธาตุที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน หรือแม้กระทั่งธาตุหนักอย่างเช่น เหล็ก จะไม่สามารถรวมตัวกันจนก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์ดังเช่นโลกของเราได้

ซูเปอร์โนวา 2014C (หรือ SN2014C) มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากซูเปอร์โนวาทั่วไป เนื่องจากดาวฤกษ์ต้นกำเนิดมีฮีเลียมจำนวนมาก แต่มีไฮโดรเจนน้อย ในขณะที่มวลสารระหว่างดวงดาวที่ห้อมล้อมดาวฤกษ์อยู่นั้นอุดมไปด้วยไฮโดรเจน ซึ่งปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ช่วงก่อนการระเบิด เมื่อเกิดซูเปอร์โนวา คลื่นกระแทกจากการระเบิดได้ปะทะกับมวลสารโดยรอบ ส่งผลให้สามารถติดตามศึกษาปรากฏการณ์ได้ต่อเนื่องยาวนานหลายปี การเฝ้าติดตามธาตุหนักที่อาจเพิ่มขึ้นในมวลสารรอบดาวฤกษ์ภายหลังการระเบิด เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจว่าดาวฤกษ์ปลดปล่อยธาตุหนักที่ผลิตขึ้นภายในออกไปสู่เอกภพได้อย่างไร

การสังเกตการณ์ SN2014C ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ในครั้งนี้ พบว่ามวลสารจากการระเบิดยังคงมีปฏิกิริยากับมวลสารไฮโดรเจนที่ล้อมรอบอยู่ แม้ว่าการระเบิดซูเปอร์โนวาจะผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ ยังพบปริมาณฝุ่นรอบดาวฤกษ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีมวลมากกว่าโลก 20,000 ดวง นับเป็นหนึ่งในปริมาณฝุ่นจากซูเปอร์โนวาที่มากที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ และเพิ่มมากขึ้นกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาณฝุ่นเดิมที่วัดได้จากการศึกษาของตนด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ในปี 2019

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของฝุ่นใน SN2014C ที่ตรวจพบในครั้งนี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงประมาณ 9 ปี หลังการระเบิดของซูเปอร์โนวา นับเป็นอัตราการเพิ่มของฝุ่นรอบซูเปอร์โนวาที่สูงที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการศึกษาปริมาณฝุ่นในช่วงหลายปีหลังการระเบิดของซูเปอร์โนวายังมีค่อนข้างน้อย ประกอบกับช่วงรอยต่อของกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่สามารถสังเกตการณ์ในย่านอินฟราเรด เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ที่ปลดประจำการในปี 2020 ทำให้เกิดช่วงว่างของการสังเกตการณ์ก่อนที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ จะเริ่มใช้งานในช่วงปลายปี 2021 งานวิจัยนี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่สามารถศึกษาปริมาณฝุ่นหลังการเกิดซูเปอร์โนวาได้ในช่วงเวลาประมาณ 9 ปี

ปัจจุบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทันสมัยที่สุด มีกระจกหลักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.5 เมตร โคจรอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ณ จุดลากรานจ์ที่ 2 (L2) ของวงโคจรโลกและดวงอาทิตย์ นับตั้งแต่ขึ้นสู่อวกาศ ได้เปิดให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลกสามารถยื่นขอใช้เวลากล้องได้โดยไม่จำกัดสัญชาติ ทำให้กระบวนการขอใช้เวลากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ มีการแข่งขันสูงที่สุดในวงการดาราศาสตร์ โดยข้อเสนอโครงการของ ดร.สมาพร ติญญนนท์ ได้รับคัดเลือกให้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฯ ดังกล่าวติดตามศึกษาซูเปอร์โนวา 2014C และยังเป็นนักวิจัยคนไทยคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย (Principal Investigator) ในโครงการที่ใช้กล้องอันทรงพลังนี้

ยกระดับด่านหน้าชายแดนใต้ ปส.ฝึกเข้มด่านศุลกากรสงขลา รับมือภัยคุกคามนิวเคลียร์–รังสี

ยกระดับด่านหน้าชายแดนใต้ ปส.ฝึกเข้มด่านศุลกากรสงขลา รับมือภัยคุกคามนิวเคลียร์–รังสี

ยกระดับด่านหน้าชายแดนใต้ ปส.ฝึกเข้มด่านศุลกากรสงขลา รับมือภัยคุกคามนิวเคลียร์–รังสี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.กิตติ์กวิน อรามรุญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออกวัสดุนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสีตามด่านศุลกากร ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา และด่านศุลกากรสงขลา จังหวัดสงขลา

การจัดอบรมครั้งนี้มีขึ้นภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการลักลอบขนส่งวัสดุนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสีผ่านช่องทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรังสี หรือภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ด่านศุลกากรจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ หน่วยงานด่านหน้า (Front-line Officer)” ในการตรวจสอบ คัดกรอง และสกัดกั้นวัสดุอันตรายก่อนเข้าสู่ประเทศ การฝึกอบรมมุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ ทั้งด้านความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนิวเคลียร์และรังสี หลักการป้องกันอันตรายจากรังสีตามหลัก ALARA การใช้งานและแปลผลเครื่องมือตรวจวัดรังสี การประเมินความเสี่ยง การควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ ตลอดจนขั้นตอนการแจ้งเหตุและการประสานงานระหว่างหน่วยงานตามแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ

อว.ผนึก 5 หน่วยงาน ตั้งศูนย์บ่มเพาะ ‘Food Ray Genius’ ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี

อว.ผนึก 5 หน่วยงาน ตั้งศูนย์บ่มเพาะ ‘Food Ray Genius’ ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี

อว.ผนึก 5 หน่วยงาน ตั้งศูนย์บ่มเพาะ ‘Food Ray Genius’ ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ระหว่าง 5 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. กล่าวว่า อาหารไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศ การยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตในภูมิภาคให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “เทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร” ซึ่งช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยืดอายุการเก็บรักษา และช่วยให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากองค์การระหว่างประเทศ และมีการใช้แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า การยกระดับอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารไทย ที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคต่างๆมาตั้งแต่ปี 2564 มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ รวม 934 ผลิตภัณฑ์ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเกิด “Product Champion” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น

ในปี 2569 นี้ สทน. จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ สู่การจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน” ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ซึ่งจะเป็นเวทีค้นหาและพัฒนาผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพ ให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยสถาบันอาหาร จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ขณะที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่พื้นที่ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SME โดยมีผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่นจากแต่ละจังหวัดเข้าร่วมพัฒนา อาทิ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไก่ย่างพังโคน และหม่ำเนื้อจากจังหวัดสกลนคร หม่ำ ปลาส้ม และแจ่วบอง/แจ่วมะกอก จากจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงไส้กรอกปลา ข้าวเหนียวเขาวงและน้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ จากจังหวัดกาฬสินธุ์

ความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมทั้งสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารรุ่นใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันกลไก University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ท่ามกลางบริบทที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไก UHC จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยกลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในระดับมหาวิทยาลัย UHC เป็นช่องทางถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัย เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา นำผลงานต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ สนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียน ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ขณะที่ UHC ยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเอกชนและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง พร้อมลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมี UHC ร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ UHC ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมระดับประเทศ ในการช่วยผลักดันธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สอวช. มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและประสานนโยบาย เพื่อให้กลไก UHC เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบในการจัดตั้งและดำเนินการ UHC รวมถึงผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ UHC Learn & Share และพัฒนาเครือข่าย UHC Network เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้วได้แบ่งปันประสบการณ์แก่สถาบันอื่น ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์จากนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และมีการร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้  UHC ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุก และจุดประกายให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ดร.สุรชัย กล่าวถึงการพัฒนา UHC ระยะต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เสริมขีดความสามารถของ UHC และบุคลากร ผ่านการสนับสนุนให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น 2. ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ส่งเสริมการกำหนดโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลไก Matching Fund เพื่อเร่งให้ผลงานและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และ 3. สร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน ผ่านโครงการ Corporate-Startup หรือ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมตั้งโจทย์และจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

“UHC ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง โดย สอวช. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยก้าวสู่กลไกนี้ได้อย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกลไก UHC กล่าวถึงความท้าทายของการจัดตั้ง UHC ว่า มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อบทบาทที่แท้จริงของ UHC การพัฒนาบุคลากรที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยและ UHC ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก สอวช. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน UHC ทั้งการจัดตั้งนโยบาย ระเบียบที่ช่วยปลดล็อกกลไก รวมถึงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนผ่าน UHC Learn & Share และ UHC Network ทำให้ได้แลกเปลี่ยนปัญหาที่แต่ละมหาวิทยาลัยเจอ วิธีการแก้ไข และแนวทางพัฒนากลไกในอนาคต

“มูลค่าของ UHC ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าเชิงการศึกษาและวัฒนธรรม ช่วยปลูกฝัง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้คนรุ่นใหม่ จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่สนใจ มาร่วมสร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านกลไก University Holding Company ไปด้วยกัน” ผศ. ดร.รัชนี กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย พร้อมประกาศความสำเร็จในการยกระดับทักษะกำลังคนครั้งใหญ่ผ่านโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในกิจกรรมปัจฉิมนิเทศและสานสัมพันธ์ชุมชนเชื่อมโยงเครือข่ายภายใต้หลักสูตร “Master Thai Chef Program” ดำเนินการร่วมโดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  มุ่งปั้น 20,000 เชฟทักษะสูงสู่การเป็นกำลังคนขับเคลื่อนยกระดับเมนูไทยสู่สินค้าพรีเมียมในเวทีโลก พร้อมสร้างระบบนิเวศการค้าที่ยั่งยืนเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนต้นน้ำสู่ธุรกิจปลายน้ำ เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 3,300 ล้านบาท และเสริมเกราะป้องกันผู้ประกอบการด้วย Made by Thai และ เทคโนโลยี Data Analytics รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าและนโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดโลก

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย แต่ด้วยปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ในปี 2569 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงตั้งเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม เพื่อรับมือกับปัจจัยท้าทายรอบด้านและมุ่งเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเพื่อเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและเทรนด์อาหารในเวทีโลกอย่างแท้จริง โดยการเร่งการยกระดับผู้ประกอบการไปสู่ประสิทธิภาพขั้นสูงและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เน้นการผลิตจากผู้ประกอบการไทยที่สนับสนุนการใช้วัตถุดิบผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ แรงงาน บริการ และทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารรายย่อยที่มีกว่า 4 แสนรายทั่วประเทศ จากการประกอบธุรกิจในรูปแบบเดิมจะต้องปรับเปลี่ยนโดยหันมาใช้เทคโนโลยี Data Analytics มาเป็นอาวุธให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและช่วยในการอ่านใจตลาดโลกเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมทั้งต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ยังพุ่งสูง        

“การปั้นเชฟกว่า 20,000 คน ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นการสร้างเพิ่มคุณภาพให้แก่อาหารไทยและช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหาร โดยเชฟเหล่านี้จะเป็นตัวกลางสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมนูอาหารไทยให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยนำพาอาหารไทยให้ไปผงาดในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยมีบทบาทสำคัญต่อ GDP ประเทศอย่างมาก โดยทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบสินค้าเกษตรและเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในสาขาอาหารไทยจึงถือเป็นการหยิบทุนทางวัฒนธรรมที่คนทั่วโลกยอมรับมาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ ความสามารถ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม โดยผสมผสานองค์ความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลงตัวกระทรวงฯ มุ่งเน้นปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาระบบนิเวศการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการประกอบกิจการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งขับเคลื่อน Soft Power ผ่านการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อต่อยอดการนำวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาใช้ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการเผยแพร่ให้เกิดการสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านสาขาต่างๆ ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การจัดงานมหกรรมเสน่ห์ไทย การผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของอาหารไทย ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับการยกระดับบุคลากรและผลิตภัณฑ์ไทยผ่านการเพิ่มทักษะใหม่และเสริมทักษะเดิมโดยการเร่งสร้างเชฟอาหารไทยทักษะสูงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน “หลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program)” เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างงานและรายได้ที่มั่นคง รองรับการเปลี่ยนผ่านจาก “ครัวของโลก” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาหารระดับโลก” โดยใช้พลังของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในการพัฒนาเชฟชุมชนสู่เชฟอาชีพ ผ่านการ Upskill-Reskill ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ รสชาติสากล และการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจประเทศและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีพร้อม ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” อย่างเข้มข้นผ่านการฝึกอบรมครอบคลุมตั้งแต่การสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาอาหาร 4 ภาค ไปจนถึงภาษาอังกฤษสำหรับงานครัว พร้อมการเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การปรุงอาหารและการจัดการครัวตามมาตรฐานสากล จนสามารถบ่มเพาะเชฟทักษะสูงได้กว่า 20,000 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของบุคลากรในอุตสาหกรรมสาขาอาหาร โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ อาทิ ประกาศนียบัตรสมรรถนะผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 4 จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ประกาศนียบัตรมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 1 จากกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 จากผู้ที่เข้ารับการอบรม ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ล้านบาท และจะเกิดการกระจายรายได้กลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

“ดีพร้อมเชื่อมั่นว่าโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ไม่เพียงสร้างทักษะอาชีพให้คนไทย แต่พลังสร้างสรรค์จากอาหารไทยที่เชฟชุมชนได้รังสรรค์เมนู จะเป็นการบอกเล่าคุณค่า เรื่องราว และความมีเสน่ห์ของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ และยิ่งไปกว่านั้นคือ การเป็นทูตวัฒนธรรมด้านอาหารไทยที่สามารถถ่ายทอดรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก อีกทั้งยังเป็นก้าวแรกในการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน อาหารภูมิปัญญาไทยสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และพัฒนาศักยภาพของคนไทยเพื่อ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจชุมชน อันจะนำไปสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ต่าง ๆ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“อธิบดี สกร.”ร่วมเวทีเสวนา “MDCU MedUMORE The Global Phenomenon” ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันที่ 11 มี.ค.2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กล่าวว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าร่วมเสวนาในงาน “MDCU MedUMORE The Global Phenomenon” ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นที่ห้อง 302 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ ชั้น 3 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 
โดยมีการร่วมเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” (ยกระดับมาตรฐานสู่อนาคต เมื่อ AI พลิกโฉมการศึกษาแพทย์ไทย) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ได้แก่

– นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

– พล.อ.อ. นพ. อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา

– ศ. ดร. นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี ด้านแผนและการงบประมาณ ยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อน และบริหารความเสี่ยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) 

– รศ.ดร. พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ รองคณบดีด้านนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดจิทัล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– รศ. นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล ผู้ช่วยคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิบดี สกร.กล่าวว่า ในการเสวนาครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ การสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสะท้อนมุมมองของกระทรวงศึกษาธิการว่า การเปิดโอกาสให้เด็กและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม คือเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเข้าถึงองค์ความรู้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทันสมัย และพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในบริบทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่และครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,000 แห่ง ปัญหาสำคัญที่เผชิญมาอย่างยาวนานคือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งที่มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน แต่ยังจำเป็นต้องเปิดทำการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงโอกาส

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่ตามมาคือการขาดแคลนบุคลากรครูที่มีความรู้ความชำนาญครบทุกสาขาวิชาเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

“ด้วยเหตุนี้ แนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญในอดีตคือการนำระบบ การศึกษาทางไกลโดยมีโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นโรงเรียนต้นทางหรือครูตู้และโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนปลายทางผ่านดาวเทียม โดยการจัดการศึกษาผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ มาใช้ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของ “พ่อหลวง” (รัชกาลที่ 9) โดยได้เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน ในรัชกาลที่ 10 ซึ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด เป็น New DLTV เป็นการสร้างโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศได้รับการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานสำหรับการศึกษาในระบบ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้โดยตรงในกรณีที่โรงเรียนปลายทางมีครูไม่เพียงพอหรือไม่พร้อมในบางรายวิชา ทำให้เด็กและครูในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงได้ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน การจัดการศึกษาทางไกลได้มีการปรับตัวขนานใหญ่ตามพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากระบบการส่งสัญญาณผ่าน ดาวเทียม มาสู่ระบบ ดิจิทัลเปรียบเป็น “พาหนะที่รวดเร็ว” ในการส่งต่อความรู้ให้เด็กไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมและพร้อมกันทั่วประเทศ“ อธิบดี สกร.กล่าว 

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งมีพันธกิจในการดูแลการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “สกร. อยู่ในใจทุกครัวเรือน” โดยมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ผ่านกลไกของครู สกร. ที่ปฏิบัติงานอยู่ในทุกตำบล ทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำและสนับสนุนการเรียนรู้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

พร้อมกันนี้ สกร. ยังมีแนวทางในการเชื่อมโยงผลการเรียนรู้จากกิจกรรมต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น รวมทั้งดำเนินงานเชิงรุกผ่านเครือข่ายครูและบรรณารักษ์ในการเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและครัวเรือน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

”ทั้งนี้ เวทีเสวนาดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาและการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต“ อธิบดี สกร. กล่าว
 

อว.ยกระดับ ‘ธรรมาภิบาล’ เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส

อว.ยกระดับ 'ธรรมาภิบาล' เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส

อว.ยกระดับ ‘ธรรมาภิบาล’ เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” เผยกระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมการการอุดมศึกษา ยกระดับ “ธรรมาภิบาล” เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส ตรวจสอบได้พร้อมเปิดอบรม สบส. รุ่นที่ 8 ระดมนายก – กรรมการสภาฯ ผู้บริหารสถาบันอุดมฯ ร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้กลับมาได้รับความไว้วางใจจากสังคม

11 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานใน “พิธีเปิดการอบรมหลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบัน อุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูงในสถาบันอุดมศึกษารุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 (สบส.รุ่นที่ 8)” โดยมี น.ส.จารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. นายกสภา อุปนายกสภา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหาร อว. และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมได้เห็นเหตุการณ์และข่าวคราวเกี่ยวกับการบริหารงานของสภาสถาบันอุดมศึกษา อธิการบดี ตลอดจนผู้บริหารระดับต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลปรากฏต่อสาธารณะอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศ ซึ่งภารกิจในการกำกับดูแลและบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล คือเรื่องที่กระทรวง อว. ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ผู้บริหารระดับสูงต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคลากรและนิสิตนักศึกษา เพื่อสร้างให้เกิดธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุกและอุดช่องโหว่ดังกล่าว สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงฯ เรื่อง แนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล พ.ศ. … เพื่อใช้เป็นเข็มทิศตอกย้ำให้ทุกสถาบันต้องบริหารงานโดยยึดหลักสากล ทั้งเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบ การกระจายอำนาจ และหลักนิติธรรม” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวและว่า

สำหรับการอบรมหลักสูตร สบส.ครั้งนี้ กระทรวง อว.มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถาบันต่างๆ เพื่อนำข้อคิดเห็นไปประยุกต์ใช้ ยกระดับการบริหารจัดการภายในรั้วมหาวิทยาลัยให้กลับมาได้รับความไว้วางใจจากสังคม และผลักดันให้อุดมศึกษาไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ด้าน น.ส.จารุรินทร์ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีระบบการบริหารจัดการที่ดีและยกระดับธรรมาภิบาลตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 อันจะนำไปสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Re-inventing University) รูปแบบการอบรมประกอบด้วยภาคบรรยายในประเทศและศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐออสเตรีย โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 49 ท่าน ประกอบด้วยนายกสภาฯ กรรมการสภาฯ และผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสถาบันอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพต่อไป

NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร – KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน

NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร - KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน

NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร – KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ร่วมกับ พล.ท.พรเทพ ยังรักษา เจ้ากรมการทหารสื่อสาร และ รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและสั่งการจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และ กล้องวงจรปิด (CCTV) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังชายแดน ณ ห้องประชุมกรมการทหารสื่อสาร อาคารเสรีเริงฤทธิ์ กรมการทหารสื่อสาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร วันก่อน

พล.ท.พรเทพ ยังรักษา เจ้ากรมการทหารสื่อสาร เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวัง การติดตาม และการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงของกองทัพบก ผ่านการพัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลจากกล้องวงจรปิด อากาศยานไร้คนขับ และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ภาคสนาม เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์บัญชาการโดยใช้เทคโนโลยี Video Analytics และ AI ควบคู่กับการผสานองค์ความรู้ เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นแบบอย่างของการบูรณาการระดับประเทศ

ด้าน พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Platform รวมถึงมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ที่ครอบคลุมทั้ง Hardware, Software และ Peopleware เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลและบริหารจัดการข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมวางรากฐานการพัฒนาระบบความมั่นคงและสามารถต่อยอดไปสู่ภาคส่วนอื่นของประเทศในอนาคต

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า สถาบันพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

โครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์ภารกิจในการวางรากฐานสู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะของประเทศ และยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการข้อมูลให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของระบบข้อมูลเพื่อความมั่นคงในอนาคต

ฝ่าเกลียวคลื่น AGI ‘มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน’ กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI

ฝ่าเกลียวคลื่น AGI  'มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน' กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI

ฝ่าเกลียวคลื่น AGI ‘มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน’ กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคของ AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ หากหันกลับมามองเด็กไทย กลับพบความจริงที่ชวนสะท้อนใจ ประเทศไทยมีเด็กที่อ่านและทำความเข้าใจในระดับสูงเพียง 0.2%

ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 ยังชี้ว่า เด็กปฐมวัยยุค Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการใช้และความเข้าใจภาษา สาเหตุสำคัญมาจากการใช้หน้าจอเกินวัยและบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ซึ่งขับเคลื่อนมานานกว่าทศวรรษ ได้พัฒนาชุดหนังสือภาพเพื่อเสริมทักษะการอ่านตามระดับพัฒนาการของเด็ก

ผลลัพธ์ของโครงการถูกนำมาประเมินผ่านแนวคิด SROI (Social Return on Investment) ซึ่งชี้ว่า การลงทุนด้านการอ่านในช่วงปฐมวัย สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ TK Park และภาคีเครือข่าย ได้จัดประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อเผยแพร่ผลการประเมินดังกล่าว

ถอดรหัส SROI : เมื่อ ‘นิทานภาพเล่มเล็ก’

สร้าง ‘ปันผลทางสังคม’ ที่ประเมินค่าได้

งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง สสส. กับทีมวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้โครงการปฏิบัติการ อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ โดยใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (TOC) เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน

ผลการประเมินสะท้อน “สมการความคุ้มค่า” ที่ชัดเจน

โดยการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางสังคม 1.71 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มร้อยละ 71 ขณะที่ต้นทุนตั้งต้นของโครงการอยู่ที่ประมาณ 4,716 บาท ต่อการพัฒนา “กระบวนกร” 1 คน ให้มีทักษะใช้หนังสือจัดกระบวนการเรียนรู้

งานวิจัยยังพบว่า หากเด็กนำหนังสือกลับไปอ่านร่วมกับครอบครัวเพื่อสร้างเวลาคุณภาพ ผลตอบแทนทางสังคมจะเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 159 และหากนำโมเดลหนังสือไปใช้ในพื้นที่ เปราะบางทางภาษา เช่น ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเด็กจำนวนมากใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน ผลตอบแทนทางสังคมอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือเท่ากับการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทน 2 บาท

สะท้อนว่า นวัตกรรมเล็ก ๆ อย่างชุดหนังสือภาพ สามารถตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาได้อย่างตรงจุด

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. หนึ่งในผู้ผลักดันชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” กล่าวว่า โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านของเด็กไทยวัย 3–9 ปี ผ่านชุดหนังสือที่ออกแบบตามระดับพัฒนาการทางภาษา

จุดเด่นของหนังสือชุดนี้คือการเป็น หนังสือหัดอ่านในรูปแบบหนังสือภาพ ซึ่งแทบไม่เคยมีมาก่อนในไทย โดยใช้เรื่องราวเชิงวรรณกรรมจูงใจให้เด็กเรียนรู้ภาษา และต่อยอดไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้

“จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากการจับเข่าคุยกันของหลายกระทรวงถึงวิกฤตเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รวมถึงปัญหาความรุนแรงในเด็ก จะมีนวัตกรรมอะไรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้บ้าง เพราะเรื่อง ‘การสื่อสาร’ เพียงเรื่องเดียว มันเชื่อมโยงไปแทบทุกวิชา ไม่ว่าจะคณิต วิทย์ หรือการเรียนรู้ด้านอื่น หากเด็กยังตีความไม่ได้ ก็ยากที่จะไปต่อ

ผู้ใหญ่มักพูดว่า ‘เด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น’ แต่เราอาจลืมมองกระบวนการว่า อะไรทำให้เด็กเป็นแบบนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เชื่อว่าเด็กคิดไม่เป็น

ข้อมูลที่กรีดใจคนทำงานคือ สถิติช่วงก่อนโควิด-19 มีบ้านที่ไม่มีหนังสือเลยถึง 1.1 ล้านหลังคาเรือน นั่นแปลว่ามีเด็กกว่าล้านคนที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการมีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง…ดังนั้นสิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่ชุดหนังสือภาษาไทย แต่คือการซ่อน จิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูล และ การเคารพความหลากหลาย ไว้ในนิทานทุกหน้าเพื่อเด็กๆ ”

นางสุดใจ เล่าว่า เมื่อหนังสือชุดแรกออกมา อบจ.เชียงใหม่ได้นำไปทดลองใช้กับโรงเรียนที่ไม่เคยผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) มาก่อน ภายในเวลาเพียง 1 ภาคการศึกษา เด็กจำนวนมากสามารถยกระดับคะแนนการอ่านของตนเองได้ ขณะที่เด็กพิเศษก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ จนคะแนน RT ขยับขึ้นแตะระดับมาตรฐานของประเทศ

ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ทีมผู้พัฒนาเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมหนังสือชุดเล็กๆ นี้ น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

“เวลาที่ สสส. ลงทุนเรื่องการอ่าน มักมีคำถามจากสังคมเสมอว่าทำไมต้องทำ ทั้งที่หน่วยงานด้านการศึกษาอื่นก็ทำอยู่แล้ว… งานวิจัย SROI ในวันนี้ คือ ‘คำตอบ’ ที่ชัดเจนที่สุด ” นางสุดใจ กล่าว

ทำไมต้อง “อ่าน” ในยุค AI?

รศ.จุมพล รอดคำดี กรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. สะท้อนความน่ากังวลของ “พายุข้อมูลข่าวสาร” ในยุคที่หน้าจอครอบงำ โดยชี้ว่า สื่อออนไลน์มักดึงความสนใจแบบสั้นและฉาบฉวย กระตุ้นเพียงสมองส่วนความจำ แต่ละเลยสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ในวันที่ AGI กำลังฉลาดล้ำและสร้างข้อมูลได้เอง การอ่านจึงไม่ใช่แค่การสอนสะกดคำ หากคือการสร้าง “ตะแกรงร่อนข้อมูล” เพื่อฝึกให้เด็กไทยคิดและวิเคราะห์เป็น

“สื่อที่มาทางจอส่วนใหญ่ไม่ทันได้คิด และไม่ได้กระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมองส่วนความจำทำงานหนักกว่า ดูแล้วก็จำ ชอบใจก็กดไลก์ กดแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งแชร์สิ่งที่ไม่ควรแชร์ออกไป…

ทุกวันนี้ AGI เริ่มทำงานด้วยตัวมันเอง โดยที่อาจจะไม่ได้พึ่งมนุษย์ ดังนั้นเมื่อข้อมูลหลั่งไหลเข้ามามหาศาล จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถพิจารณา วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ว่าอะไรควรจะเชื่อ หรือควรนำไปใช้ประโยชน์” รศ.จุมพล กล่าว

ขณะที่นักวิชาการชื่อดังและนักคิดแห่งยุคสมัย อย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI  ชี้ให้เห็นว่า หากถามถึงความพร้อมของเด็กไทยในโลกอนาคต ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัด คือผลการประเมิน PISA ที่ใช้วัดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก ตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละปีทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก OECD ระบุว่า เด็กไทยกว่า 65% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 หรืออยู่ในกลุ่ม Functionally Illiterate คือ อ่านออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้

ปัญหานี้สะท้อนโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยาวนานของเด็กไทย ที่ผ่านมาแนวทางแก้ปัญหาคือการเร่งติวช่วงใกล้สอบ PISA ซึ่งถูกใช้มาหลายครั้ง แต่แทบไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการสอบ หากแต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเล็ก

“ถ้าถามว่าในวันที่โลกมีโซเชียลมีเดียและมี AI ที่ช่วยหาคำตอบและสรุปข้อมูลให้ทุกอย่าง แล้วห้องสมุดและการอ่านหนังสือเป็นเล่ม…ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ? คำตอบของผมคือ “จำเป็นอย่างยิ่ง” หากเรานำวรรณกรรมชิ้นเอกที่สะเทือนอารมณ์ไปให้ AI สรุป นั่นก็เท่ากับการถูกฉกฉวยความสุขระหว่างบรรทัดไปจนหมดสิ้น…”

ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์ เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน อธิบายหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่รองรับแนวคิดดังกล่าวว่า การอ่านมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการสมองเด็ก เพราะในช่วง 0–5 ปีแรก สมองมนุษย์เติบโตถึง 90% การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาศาล

งานวิจัยพบว่า หนังสือคือสื่อที่ “Just Right” สำหรับสมองเด็ก หากรับสื่อผ่านหน้าจอที่มีแสง สี เสียงมากเกินไป สมองจะทำงานหนักจน ร้อนเกินไป (Too Hot) ขณะที่การฟังเสียงอย่างเดียวอาจ เย็นเกินไป (Too Cold) แต่การเปิดหนังสือนิทานภาพแล้วอ่านให้เด็กฟัง คือจุดสมดุลที่ พอดีที่สุด (Just right)  จึงทำให้ช่วง 0–5 ปี เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง

ความลับของ “อ่าน อาน อ๊าน”

ความลับของชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน ที่ถูกซ่อนไว้ คือจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลและลึกซึ้ง ระพีพรรณ พัฒนเวช นักวิชาการโครงการฯ และผู้ร่วมสร้างสรรค์หนังสือ เผยความลับให้ฟังว่า หนังสือชุดนี้ตั้งใจสร้างตัวละครที่มี “มิติ”  ไม่สมบูรณ์แบบ มีความซุ่มซ่าม ทำของหก เลอะเทอะ เหมือนชีวิตจริงของเด็ก ๆ เพราะหากตัวละครสมบูรณ์แบบเกินไป เด็กจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนอื่น และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปในเรื่องได้

หลักการของหนังสือชุดนี้จึงทลายขนบเดิมของหนังสือเด็ก ที่มักเน้นการสั่งสอน โดยเปลี่ยนมาเป็นการสร้างให้เด็ก สนุก ซึมซับ และ ถอดรหัสคุณค่าด้วยตัวเอง

“เราไม่สั่งสอนตรง ๆ แต่ใช้เรื่องราวและภาพถ่ายทอดอารมณ์ ให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณค่าเอง หัวใจสำคัญคือผู้ใหญ่ต้อง เชื่อมั่นในหนังสือ และเชื่อมั่นในเด็ก ปล่อยให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน ยิ่งผู้ใหญ่พูดน้อย เด็กก็ยิ่งได้คิดมากขึ้น” ระพีพรรณ กล่าว

ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่น สู่ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน

บทพิสูจน์จากงานวิจัยระดับประเทศที่ประเมิน SROI อย่างเป็นรูปธรรม ยืนยันว่า การลงทุนกับโครงการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน” เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้สึกและสติปัญญา” ให้เด็กปฐมวัย ไม่ใช่เพียงการสอนให้อ่านออกเขียนได้ แต่กำลังก้าวสู่การขยายผลในมิติใหม่อย่างยั่งยืน

“ตัวหนังสือที่เราทำ หนังสือชุดนี้ไม่ได้มุ่งเพียงทักษะการอ่าน แต่ต้องการส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูลผ่านเรื่องราวไปถึงเด็ก ๆ พร้อมผลักดันให้หนังสือเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง.” สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย