ABAC เปิดคณะแพทยศาสตร์ ยกระดับการศึกษาการแพทย์และการสาธารณสุขสู่สากล

ABAC เปิดคณะแพทยศาสตร์ ยกระดับการศึกษาการแพทย์และการสาธารณสุขสู่สากล

ABAC เปิดคณะแพทยศาสตร์ ยกระดับการศึกษาการแพทย์และการสาธารณสุขสู่สากล

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร และกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ (PRINC Group) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพสูงเข้าสู่ระบบสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ณ อาคาร St. Luke School of Medicine มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

ดร.สาธิต วิทยากร ประธานมูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร เปิดเผยว่า การร่วมปั้นแพทย์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการระดับสากล ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาด้านการศึกษาเท่านั้น แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและคุณภาพให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

ด้าน ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ABAC กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาแพทย์ว่า พันธกิจของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คือการสร้าง ‘Global Doctor’ หรือแพทย์ที่มีคุณภาพในระดับสากล ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ควบคู่ไปกับคุณธรรมและจิตวิญญาณแห่งการรับใช้สังคม เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ ตามปณิธานด้านความเป็นเลิศทางวิชาการและจริยธรรมที่มหาวิทยาลัยฯ ยึดถือมาโดยตลอด

นพ.วิชญเวทย์ รักษ์กุลชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRINC Group เผยอีกว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นการสนับสนุนทางวิชาการและการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกสำหรับนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติ ที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะความเป็นเลิศทั้งในด้านการรักษา จริยธรรมทางการแพทย์ และทักษะการสื่อสารในระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาพในยุคดิจิทัลและสร้างรากฐานสาธารณสุขที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สอศ.เร่งเครื่องผลิตกำลังคน จับมือภาคอุตฯปิโตรเลียม ร่วมพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี–ไฟฟ้าควบคุม

สอศ.เร่งเครื่องผลิตกำลังคน จับมือภาคอุตฯปิโตรเลียม ร่วมพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี–ไฟฟ้าควบคุม

สอศ.เร่งเครื่องผลิตกำลังคน จับมือภาคอุตฯปิโตรเลียม ร่วมพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี–ไฟฟ้าควบคุม

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  ร่วมกับ มูลนิธิศึกษาพัฒน์ กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด (Vocational Chemical Engineering Practice College) ระยะที่ 7 (หลักสูตร V-ChEPC) และโครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุมระยะที่ 4 (หลักสูตร V-EsEPC ) ประจำปี พ.ศ. 2569-2571 พร้อมสนับสนุนงบประมาณการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอาชีวศึกษาให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และเป็นการสร้างกลไกเชื่อมโยงการศึกษากับภาคการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยภาคเอกชนได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งมาโดยตลอด และมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จริง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะของครู นักเรียน และนักศึกษามีสมรรถนะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และงานไฟฟ้าควบคุมในปัจจุบัน พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า สอศ. ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณในโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (หลักสูตร V-ChEPC) เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 3 ปี รวมปีละ 3,875,000 บาท จากกลุ่มบริษัทปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทอูเบะ (ประเทศไทย) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ขณะที่โครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม (หลักสูตร V-EsEPC ) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวมปีละ 1,400,000 บาท จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2568 มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร V-ChEPC จำนวน 64 คน และหลักสูตร V-EsEPC จำนวน 23 คน ขณะที่ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมามีนักศึกษาที่จบการศึกษาหลักสูตร V-ChEPC จำนวน 588 คน และหลักสูตร V-EsEPC จำนวน 90 คน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาเกือบทั้งหมดได้เข้าสู่การทำงานในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘VISION HOUSE’ เชื่อมศิษย์เก่า สร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘VISION HOUSE’ เชื่อมศิษย์เก่า สร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘VISION HOUSE’ เชื่อมศิษย์เก่า สร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดตัวโครงการ VISION HOUSE ศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์จริง เพื่อเชื่อมโยงศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคม กับนักศึกษาปัจจุบัน สร้างคุณค่าทางสังคมและนวัตกรรม พร้อมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ

การจัดงานครั้งแรกนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด From Vision to Action: Sustainability for Social Development” เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย อ.ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ แสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันความร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในรั้วมหาวิทยาลัย

ตามด้วยการนำเสนอโครงการจากตัวแทนนักศึกษา 4 คน นำโดย นายอานุวง ลาวลี คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 2, นางสาววรัญญา เดชรักษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบแฟชั่น ชั้นปีที่ 4, นางสาวอารยา โรจนเสรีโชค คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3 และนายภาสน์เดช โชติกะมาศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ชั้นปีที่ 4 ที่มาแบ่งปันผลงานและประสบการณ์การทำงานเพื่อสังคมตลอดระยะเวลาที่ศึกษา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดสู่สังคม

จุดเด่นสำคัญของงาน คือการบรรยายพิเศษโดย คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะและการออกแบบ ในหัวข้อ “Sustainability for Social Development” แบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาสังคม เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับศิษย์เก่าและนักศึกษาในการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Mini Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมแนวคิดจากประสบการณ์จริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมพบปะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่า ผู้บริหาร คณาจารย์ และภาคีเครือข่าย

ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวปิดงานพร้อมแสดงจุดยืนของมหาวิทยาลัยในการวางรากฐานการพัฒนาเครือข่าย VISION HOUSE ในระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าในการระดมทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนโครงการที่ช่วยเหลือชุมชน สิ่งแวดล้อม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

VISION HOUSE ถือเป็นการสร้างเวทีเชื่อมโยงศิษย์เก่า นักศึกษา และภาคีเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้และแรงบันดาลใจจากผู้นำองค์กรสู่นักศึกษา การสร้างเครือข่าย Community ที่เข้มแข็ง และการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาโครงการและกิจกรรมร่วมกันในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ม.นครพนม จัดเวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ ‘Unlock Your Cinematography’ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์

ม.นครพนม จัดเวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ ‘Unlock Your Cinematography’ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์

ม.นครพนม จัดเวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ ‘Unlock Your Cinematography’ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาขาวิชานิเทศศาสตร์ดิจิทัล คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดกิจกรรม “Unlock Your Cinematography” เวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรีภูมินทร์ ฮงมา คณบดีคณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นประธานเปิดงาน ณ MIT Co-working Space ชั้น 1 คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เขตพื้นที่มรุกขนคร

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการค่ายแคมโขง ณ นครพนม” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการผลิตสื่อ เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสาร รวมถึงพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ และส่งเสริมการบริการวิชาการของคณาจารย์และนักศึกษาตามความเชี่ยวชาญของคณะ

ซึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นแหล่งเรียนรู้และแรงบันดาลใจ อันเปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำโขง เพื่อให้เยาวชนสามารถเชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับการสื่อสารในโลกยุคใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ภายในค่ายมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การอบรมเชิงปฏิบัติการ “พื้นฐานการสร้างภาพยนตร์สั้น ศิลปะการเล่าเรื่อง และการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นประกอบเพลง” โดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว นักวิชาการด้านภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์ การอบรมการใช้อุปกรณ์ในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดย บริษัท พานาโซนิค โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท สริชทิ ดิจิไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่าย SIGMA ในประเทศไทย ตลอดจนกิจกรรมลงพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบเพลงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง และการนำเสนอผลงานพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนพิธีมอบเกียรติบัตรและประกาศผลรางวัล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรีภูมินทร์ ฮงมา กล่าวว่า ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล บทเพลงมิใช่เพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นพลังสำคัญในการสะท้อนความคิด ตัวตน และประเด็นทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาศักยภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง พร้อมชื่นชมสาขาวิชานิเทศศาสตร์ดิจิทัล ที่จัดโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และพัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัย สอดคล้องบริบทสื่อยุคใหม่ ควบคู่การเชื่อมโยงอัตลักษณ์ลุ่มน้ำโขงเข้ากับการเรียนรู้ด้านสื่อดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

TOA ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

TOA ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

TOA ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.22 น.

TOA ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายพระบรมศพ ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไปนั้น

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA นำโดย นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางละออ ตั้งคารวคุณ รองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ตลอดจนพนักงาน ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป จากวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ที่สวดพระพุทธมนต์

การร่วมพิธีในครั้งนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานทุกคน ต่างตั้งใจน้อมถวายเป็นราชสักการะ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

อนึ่ง สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 21.00 น.

‘MSU PRIDE’ มมส เชิดชูเกียรตินักวิจัย สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร

‘MSU PRIDE’ มมส เชิดชูเกียรตินักวิจัย สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร

‘MSU PRIDE’ มมส เชิดชูเกียรตินักวิจัย สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดโครงการเชิดชูเกียรตินักวิจัย ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “From history maker to the Global Connect Facilitator. You are MSU PRIDE!” เพื่อประกาศเกียรติคุณและสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรวิจัยที่สร้างชื่อเสียงในระดับสากล โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ และ ศ.ดร.ไพโรจน์ ประมวล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนานวัตกรรม นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักวิจัยเข้าร่วมรับรางวัลทั้งสิ้น 170 คน จาก 14 ประเภทรางวัล ณ โรงแรมสยามธาราพาเลซ จ.มหาสารคาม

ศ.ดร.ไพโรจน์ ประมวล เปิดเผยว่า มมส มีนโยบายมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับงานวิจัยสู่กลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research) ในปี 2568 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผลงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับสากล SCOPUS จำนวนถึง 1,214 ผลงาน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569)

ในปีนี้มีนักวิจัยและบุคลากรได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 14 ประเภท แบ่งเป็นรางวัลนักวิจัยดีเด่น และ นักประดิษฐ์คิดค้นดีเด่น ประเภทละ 1 รางวัล , รางวัลด้านการอ้างอิง (Citation) นักวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงสูงสุดต่อบทความ และรวมสูงสุด ในฐานข้อมูล SCOPUS (รวม 18 รางวัล) , รางวัลผลงานตีพิมพ์สะสม นักวิจัยที่มีผลงานตีพิมพ์สะสมสูงสุด (44 คน) และผู้ที่มี H-index สูงสุด (73 คน) ในฐานข้อมูล SCOPUS , รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ และ นักวิจัยสายสนับสนุน (R2R) เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาจากงานประจำและสร้างนักวิจัยหน้าใหม่ , รางวัลเครือข่ายระดับโลก  นักวิจัยที่มีเครือข่ายร่วมกับต่างประเทศสูงสุด และผู้ตีพิมพ์ในวารสาร Rank 1

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรตินักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยในเวทีระดับนานาชาติ แสดงถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในฐานะ “MSU PRIDE” ที่พร้อมจะขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

สกู๊ปพิเศษ : เจาะลึก! ‘นวดแผนไทย’ ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การนวดแผนไทย หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ “การนวดแผนโบราณ” เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อดูแล รักษา รวมถึงบรรเทาอาการต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช จากวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สันนิษฐานว่า จุดเริ่มต้นมาจากวิชาแพทย์ของท่านชีวโกมารภัจจ์ แพทย์หลวงของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งคาดว่าได้รับการถ่ายทอดวิชานี้จากประเทศอินเดียพร้อมกับการเผยแพร่พุทธศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมเข้ามาสู่ประเทศไทย และยังคงสืบทอดต่อๆ กันมาในหลายร้อยปี ซึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีการนวดต่างๆ จนกลายมาเป็น “นวดแผนไทย” ที่มีการเรียนการสอนและปฏิบัติกันอยู่ในทุกวันนี้

โดยพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดและมีการพูดถึงการนวดแผนไทย คือ ศิลาจารึกในสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง ขุดพบเจอที่โบราณสถานวัดป่ามะม่วง และในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีหลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูตลาลูแบร์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ได้บันทึกเรื่องหมอนวดไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “ในกรุงสยามนั้นถ้าใครป่วยไข้ลงก็เริ่มให้ยืดเส้นยืดสาย โดยให้ผู้มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้ขึ้นไปใช้เท้าเหยียบ และกล่าวกันว่าหญิงมีครรภ์มักใช้ให้เด็กเหยียบเพื่อให้คลอดบุตรง่ายไม่พักเจ็บปวดมาก (ตามความเชื่อสมัยนั้น)”

ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีหลักฐานจากกฎหมายตราสามดวงใน “นาพลเรือน” มีการกล่าวถึงการแบ่งส่วนราชการด้านการแพทย์ให้กรมหมอนวด และเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าถึงสองครั้ง ทำให้ตำรานวดบางส่วนถูกทำลายและเสียหายไป แต่ก็ยังมีหมอกลางบ้านและหมอพระที่อยู่ตามหัวเมืองเป็นจำนวนมาก จึงสามารถมาร่วมระดมความรู้กลับคืนมาได้

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงโปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ อีกทั้งมีการรวบรวมตำรานวดขึ้นอีกครั้ง และมีการปั้นรูปปั้นฤๅษีดัดตน รวมถึงจารึกตำราไว้ตามศาลารายรอบอุโบสถ ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ไทยแห่งแรก คือ วิทยาลัยแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ และโปรดให้มีการนำมาจารึกลงบนศิลาและประดับไว้ให้ประชาชนได้อ่าน ได้ศึกษาที่วัดโพธิ์จนถึงปัจจุบัน

“ปัจจุบันเรื่อง Thai Wellness คือ อแนวความคิดที่นำเอาแพทย์แผนไทยมาใช้บำบัดดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผสมผสานทั้งแพทย์แผนไทย นวดไทย รวมถึงการใช้สมุนไพรไทยมาใช้ ได้ผลจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ นี้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและป้องกันโรค การรักษาองค์รวมอย่างไทยช่วยทำให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ส่งผลให้มีอายุยืนยาว การนวดไทยทำให้เราผ่อนคลาย พอเราผ่อนคลายก็สามารถลดความเครียด ความเครียดทำให้คนอายุสั้น ยิ่งนวดเยอะจะทำให้เราผ่อนคลาย มีอายุยืนยาวนาน Thai Wellness ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาวะ แต่ยังเป็นโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจชาติด้วย Soft Power ดังที่เราเห็นชาวต่างชาติจำนวนมากสนใจรับบริการนวดไทย เข้ารับการฝึกอบรมการนวดไทยและในต่างประเทศ” ศ.ดร.สถิรกร กล่าวและว่า

การนวดแผนไทย คือ ศาสตร์การแพทย์แผนไทยอย่างหนึ่งที่ช่วยในการบำบัดและรักษาโรคต่างๆ ซึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มีการแบ่งประเภทการนวดแผนไทยไว้ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.การนวดแบบราชสำนัก เป็นการนวดให้กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ที่อยู่ในวังอย่างพระมหากษัตริย์ เป็นต้น การนวดประเภทนี้จึงออกแบบให้มีความสุภาพ โดยจะใช้เพียงนิ้วมือและมือเท่านั้นในการนวดสัมผัสกับผู้นวด ซึ่งวิธีการนวดจะถูกถ่ายทอดจากช่างนวดหลวง หรือหมอหลวงไปยังผู้มารับหน้าที่คนต่อๆไปที่ได้ทำงานอยู่ในรั้วในวังเป็นหมอหลวง และ 2.การนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดแบบทั่วไป หรือนวดแบบชาวบ้าน ซึ่งการนวดประเภทนี้สามารถใช้มือ เท้า ศอก เข่า ได้หมด โดยการเรียนนวดจะได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษส่งต่อๆกันมา และใครๆก็สามารถเรียนได้ ซึ่งในปัจจุบันมีการเรียนการสอนอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดสามพระยา และวัดปรินายก เป็นต้น

ความแตกต่างของการนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์ สามารถสรุปสั้นๆ ได้ดังนี้ การนวดแบบราชสำนัก จะมีความพิถีพิถัน เน้นการรักษาเฉพาะโรคที่ซับซ้อนกว่า และต้องมีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์การนวดอย่างลึกซึ้ง ส่วนการนวดแบบเชลยศักดิ์ เป็นการนวดที่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป เน้นการนวดเพื่อผ่อนคลาย หรือรักษาอาการเมื่อยล้าตามร่างกาย เช่น การตึงตามข้อ หรืออาการปวดเมื่อย

เมื่อเปรียบเทียบนวดแผนไทย นวดอโรม่า และนวดสวีดิช มีความแตกต่างกัน คือ การนวดแผนไทย เป็นการใช้ศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย สามารถรักษาอาการต่างๆ โดยใช้ทั้งมือ แขน ศอก เข่า และเท้าในการนวด เน้นการกด การคลึง การบีบ การดัด การดึง และการประคบ จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆ หรือผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น กระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ไหลเวียนได้ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของอวัยวะและสร้างภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลายและลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณที่ใช้งานหนัก เช่น ข้อต่อ เส้นเอ็น รวมถึงลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อด้วย ช่วยบรรเทาความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ นอนหลับสบาย และลดอาการปวดหัวได้ ช่วยลดอาการเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร อาการบวมตามตัวและอาการปวดหลัง หรือปวดเอวได้ และช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีข้อควรระวังและข้อห้ามในการนวดแผนไทย โดยเฉพาะกับผู้ที่เพิ่งรับประทานอาหารหรือยังรู้สึกอิ่มอยู่ ขณะเดียวกันเด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาและได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจตามมา และห้ามโดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น ผู้ที่มีบาดแผลเปิด แผลเรื้อรัง แผลไหม้ หรือแผลที่ยังไม่หายดี ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนขั้นรุนแรง มีภาวะข้อต่อหลวม มีการแตกหักของกระดูก หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดกระดูกมาไม่นาน และผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ที่มีเนื้องอกในร่างกาย โดยหลีกเลี่ยงการนวดกดจุด และต้องได้รับการยืนยันจากแพทย์ก่อนนวดเสมอ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบที่ตามมา

ส่วนการนวดอโรม่า เป็นศาสตร์การนวดที่มุ่งเน้นการใช้น้ำมันหอมระเหยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนวด เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับร่างกาย เป็นที่นิยมมากในหมู่สาวๆ เพราะน้ำมันที่ใช้นวดจะช่วยให้ความชุ่มชื่น และผิวพรรณดีขึ้น โดยจะใช้ฝ่ามือในการนวด ไม่เน้นการลงน้ำหนัก แต่เน้นให้รู้สึกสบายตัว ผ่อนคลาย ลดความอ่อนเพลียและการตึงของกล้ามเนื้อ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่รู้สึกว่ากล้ามเนื้ออ่อนล้า และผู้ที่อยากผ่อนคลายความเครียด รวมไปถึงสาวๆ ที่อยากบำรุงผิวพรรณให้ดูชุ่มชื่น อิ่มน้ำ ผิวสวย

และ การนวดสวีดิช เป็นศาสตร์การนวดของฝั่งตะวันตก ถือว่าเป็นการนวดสปาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อชั้นบน และลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะใช้นิ้วมือในการนวดและรีดเส้น เน้นการลูบ การบีบ การเคาะ การกด และการเขย่า เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบการนวดแบบหนักหน่วง และผู้ที่ทำงานด้วยท่าเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น ยืน นั่ง หรืองานที่จำเป็นต้องเดินทั้งวัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม

ทั้งนี้ การนวดแผนไทยนั้นถือเป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการบำบัด ฟื้นฟู และรักษาโรคต่างๆให้ดียิ่งขึ้น และนอกจากที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพแล้ว ก็ยังช่วยด้านจิตใจ ให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และสดชื่นอีกด้วย ซึ่งก่อนที่จะนวดแผนไทยก็ควรศึกษาและตรวจสภาพร่างกายตัวเองก่อนนวดว่าเรานวดได้หรือไม่ เพื่อเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เปิดรับสมัคร ‘อบรมครูวิทย์ออนไลน์’ เคมีแบบย่อส่วน ใช้ได้จริงในห้องเรียน ต่อยอดแรงบันดาลใจให้เด็กไทย

เปิดรับสมัคร ‘อบรมครูวิทย์ออนไลน์’ เคมีแบบย่อส่วน ใช้ได้จริงในห้องเรียน ต่อยอดแรงบันดาลใจให้เด็กไทย

เปิดรับสมัคร ‘อบรมครูวิทย์ออนไลน์’ เคมีแบบย่อส่วน ใช้ได้จริงในห้องเรียน ต่อยอดแรงบันดาลใจให้เด็กไทย

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) และเครือข่ายพันธมิตรด้านการศึกษา เปิดรับสมัครคุณครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมเวิร์กช็อปออนไลน์ “การอบรมเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา และโครงการห้องเรียนเคมีดาว รุ่นที่ 13” เพื่อยกระดับการเรียนการสอนเคมีให้ทันสมัย ปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องเรียน

การอบรมจัดขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน Zoom โดยแบ่งการเรียนรู้เป็นภาคทฤษฎีในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 และภาคปฏิบัติในวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 มุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคนิคการทดลองเคมีแบบย่อส่วน ซึ่งช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มความปลอดภัย ประหยัดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมแนวทางการประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในบริบทของโรงเรียนมัธยมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เข้าร่วมอบรมภาคปฏิบัติจะได้รับชุดอุปกรณ์ทดลองเคมีแบบย่อส่วนที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน จำนวน 8 ชุด มูลค่ากว่า 4,000 บาท สามารถนำไปใช้จัดการเรียนการสอนได้มากกว่า 20 ครั้ง อีกทั้งผู้ที่สำเร็จการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจาก สพฐ. และสามารถนับชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพหรือวิทยฐานะได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการอบรมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2569 โดยลงทะเบียนและชำระค่าสมัครผ่าน QR Code ที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้สมัครทุกท่านจะต้องเข้าร่วมการทดสอบระบบและการชี้แจงรายละเอียดการอบรมก่อนวันเรียนจริง ในวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 สำหรับภาคทฤษฎี และวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำหรับภาคปฏิบัติ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ doingsciences@outlook.co.th หรือโทรศัพท์หมายเลข 02-611-7656

ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66

ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66

ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.20 น.

ซาบีดา ตอกเขมร ยันประเพณีสงกรานต์ไทย ขึ้นทะเบียนยูเนสโกแล้ว เมื่อปี66 แม้กัมพูชาเตรียมเสนอขึ้นทะเบียนในปี 2570 ยันไม่กระทบประเทศไทย

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2569 น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่ประเทศกัมพูชาเสนอรายการ Mohasangkran chnam thmey, the traditional Khmer New Year in Cambodia ต่อ UNESCO ว่า เป็นข้อมูลจริงตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ

แต่อย่างไรก็ตาม น.ส.ซาบีดา ขอยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว ไม่กระทบต่อสถานะ “สงกรานต์ในประเทศไทย” ซึ่งประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2566 

ฉะนั้น การขึ้นทะเบียนดังกล่าวของประเทศไทยมีผลสมบูรณ์ และไม่ถูกกระทบจากการเสนอของประเทศอื่นโดยการขึ้นทะเบียนของ UNESCO ไม่ได้เป็นการรับรองความเป็นเจ้าของแต่เพียงประเทศเดียว เนื่องจากประเพณีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันสามารถมีความคล้ายคลึงกันได้ในหลายประเทศ

นอกจากนี้ ไทยยังมีรายการมรดกวัฒนธรรมที่เสนอเพิ่มเติมอีกหลายชนิด เช่น ชุดไทย มวยไทย ผ้าขาวม้า และลอยกระทง เป็นต้น โดย “ชุดไทย” มีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของ UNESCO ในปีปลาย 2569 นี้ กระทรวงวัฒนธรรมโดยรัฐบาลไทย ทำงานเชิงรุกในทุกมิติเพื่อปกป้องทุนวัฒนธรรมไทยและมรดกของชาติทุกประเภทให้เป็นของชาติไทยอย่างแข็งขัน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ดำเนินการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนทราบ และติดตามความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวของประเทศกัมพูชาอย่างใกล้ชิดต่อไป
 

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย หลังดาวเทียม “แนคแซท 2 (KNACKSAT-2)” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดจากความร่วมมือของหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) สำเร็จเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในภารกิจนี้ บพข. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา “IoT Payload” หรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณเพื่อการสื่อสาร ผ่านโครงการ “การพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศเพื่อการสาธิตในวงโคจร” ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS)

รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ KNACKSAT-2 ถือเป็นหมุดหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทย โดยในส่วนที่ บพข. เข้าไปมีบทบาทสนับสนุน คือการผลักดันเทคโนโลยีด้าน Digital Platform โดยเฉพาะเรื่อง Internet of Things (IoT) ซึ่งเรามองเห็นโจทย์ใหญ่ของประเทศเรื่องการเข้าถึงสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล (Remote Area) จึงได้อนุมัติทุนสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นำโดย ดร.พงศธร สายสุจริต ในการพัฒนาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (IoT Payload) เพื่อนำขึ้นไปทดสอบการทำงานจริงบนอวกาศ โดยอาศัยดาวเทียม KNACKSAT-2 เป็นฐานในการทดสอบ

“การสนับสนุนของ บพข. ในครั้งนี้ เรามองเห็นโอกาสในการสร้าง Use Case ทางธุรกิจ ที่ชัดเจนสำหรับการขยายขีดความสามารถด้าน Digital Connectivity ของประเทศ โดยใช้พื้นที่อวกาศเป็น Sandbox ในการทดสอบระบบ (Flight Heritage) เพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี IoT ฝีมือคนไทย สามารถทำงานได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์เพื่อปิดจุดบอดของสัญญาณเครือข่ายภาคพื้นดิน”

โครงการพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศฯ ที่ บพข. และ AIS ร่วมลงทุน (Co-Funding) มุ่งเน้นการพัฒนา IoT Payload (อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ) ขึ้นไปติดตั้งบนดาวเทียม เพื่อทำหน้าที่เป็น Gateway บนอวกาศ โดยใช้ระบบ LoRaWAN บนดาวเทียม ซึ่งมีจุดเด่นคือการกินพลังงานต่ำแต่ส่งสัญญาณได้ไกล โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ที่เสาสัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง เช่น การติดตามตำแหน่งเรือเดินทะเลกลางมหาสมุทร การตรวจวัดสภาพอากาศในป่าลึก หรือพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ เพื่อส่งข้อมูลกลับมาประมวลผลที่สถานีภาคพื้นดินและ Cloud Server ของ AIS เพื่อประมวลผล ซึ่งถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญให้กับประเทศ

รศ.ดร.กานดา กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางการให้ทุนวิจัยว่า แผนงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) บพข. มุ่งเน้นสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพในการขยายผลเชิงพาณิชย์ (Scalability) เป็นเทคโนโลยีที่พร้อมจะออกจากห้องแล็บ (TRL 4 ขึ้นไป) เพื่อไปสู่การใช้งานจริง หรือทดสอบในสภาวะจริง มีภาคเอกชนร่วมลงทุน (Co-Funding) อย่างเช่นโครงการนี้ที่มี AIS ร่วมสนับสนุนทุน 50% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดจริงและมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ต่อแน่นอน และต้องเป็นโครงการที่สร้างผลกระทบวงกว้าง (High Impact) ช่วยแก้ปัญหาระดับประเทศ หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เกิด Ecosystem ใหม่ๆ ในประเทศ เช่น Digital Transformation ในภาคอุตสาหกรรม

“ความสำเร็จในวันนี้ คือบทพิสูจน์ของการทำงานร่วมกันระหว่าง นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน เพื่อปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขัน ผลักดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดจริง โครงการนี้ นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของ บพข. ในการสร้าง Use Case ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง โดยความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การขยายโครงข่าย IoT ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยโดยไม่ต้องลงทุนตั้งสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และเราพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการศักยภาพสูงเช่นนี้ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง” รศ. ดร.กานดา กล่าวทิ้งท้าย