สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายสุวิทย์ บึงบัว ผชช.ด้านการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี นางนัยนา ตันเจริญ ผอ.สำนักอำนวยการ รวมถึง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ข้าราชการ และบุคลากรฯ ร่วมส่งมอบคาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก สำหรับน้องๆ ในศูนย์พักพิงพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สระแก้ว เขต 1 ซึ่งคาราวานของขวัญดังกล่าวออกเดินทางจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 มกราคม 2569 จนมาถึงยังจุดหมายปลายทางในช่วงเช้าวันนี้ จากนั้น เลขาธิการ กพฐ. พร้อมคณะฯ ได้เยี่ยมชมให้กำลังใจบุคลากรที่เข้าร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อติดตามการดำเนินงานและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อีกด้วย

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ และ สพฐ. มีความห่วงใยสถานศึกษา นักเรียน ครูและบุคลากรฯ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เครื่องอุปโภคบริโภค และชุดการเรียนรู้สำหรับนักเรียน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและมอบกำลังใจแก่สถานศึกษาและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี สำหรับคาราวานของขวัญในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งมอบความสุขและขวัญกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชน ในพื้นที่ศูนย์พักพิงและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้เด็ก ๆ มีสุขภาพกายและจิตใจที่แข็งแรง แจ่มใส ปรับตัวได้อย่างมีความสุข พร้อมตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของตนเองที่มีต่อชาติบ้านเมือง ดังคำขวัญวันเด็กประจำปีนี้ที่ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายผู้บริหาร สพฐ. ลงพื้นที่ส่งมอบคาราวานของขวัญ ในอีก 5 จังหวัด ได้แก่ นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางสาวจรูญศรี แจบไธสง รอง ผอ.สวก. นายชนาธิป ทุ้ยแป ผอ.สทศ. นางสาวปาริชาต เภสัชชา หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ นางสาวสิรินทร์นิชา ดีทุ่ง รอง ผอ.สบศ. นายฉัตรชัย หวังมีจงมี รอง ผอ.สทศ. ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ณ โรงเรียนบ้านโพธิ์กอง สพป.สุรินทร์ เขต 3 และโรงเรียนประสาทวิทยาคาร สพม.สุรินทร์, นางวรางคณา ไชยเรือน ผอ.สศศ. นางสาวเปรมฤทัย เลิศบำรุงชัย ผอ.ศพก. ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ณ หอประชุมโรงเรียนอนุบาลบ้านกรวด สพป.บุรีรัมย์ เขต 2, นางสาวสุณิสา คำสองสี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม นางวรัญญภรณ์ ชาลีรักษ์ ผอ.สตผ. นางสาวพรเพ็ญ ทองสิมา ผชช.ด้านการประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ณ โรงเรียนบ้านแก้งโตน สพป.อุบลราชธานี เขต 2 และโรงเรียนบ้านยางใหญ่ สพป.อุบลราชธานี เขต 5, นายพิทักษ์ โสตถยาคม ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส นายไชยา อินทะเสน รักษาการ ผชช.ด้านวิเคราะห์วิจัยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเบญจวรรณ ดวงใจ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ณ โรงเรียนกันทรลักษณ์วิทยา สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร, นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ นางสาวจุฬาลักษณ์ ทรัพย์สุทธิ ผอ.กพร. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ณ โรงเรียนบ้านคลองประทุม สพป.ตราด เพื่อส่งมอบของขวัญวันปีใหม่และวันเด็ก ให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่อไป

อพท. ชวนร่วมงาน DASTA Forum : อพท. Fast Forward ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน

อพท. ชวนร่วมงาน DASTA Forum : อพท. Fast Forward ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน

อพท. ชวนร่วมงาน DASTA Forum : อพท. Fast Forward ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

‘อพท.’ชวนร่วมงาน “DASTA Forum : อพท. Fast Forward” ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน 15-16 ม.ค.นี้ ณศูนย์ราชการ อาคาร B

วันที่ 7 มกราคม 2569 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เตรียมจัดงาน “DASTA Forum : อพท. Fast Forward” ภายใต้แนวความคิด “ยั่งยืน…ทุกพื้นที่” ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ อาคาร B มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยผ่านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งเป็นเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเป็นวาระสำคัญในการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่ของ อพท. ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กระจายตัวสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

กิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วย
การยกระดับองค์ความรู้

• การปาฐกถาพิเศษ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทำอย่างไรถึงจะยั่งยืน โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

• เวทีเสวนา “A-B-C-D Travel Talk” ประกอบด้วย ประเด็น: Awakening ปลุกการท่องเที่ยวเมืองรองสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ระดับสากล โดยนายชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย Friend Zone ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน

ประเด็น: Beyond your Equation เปิดโลกประสบการณท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยนายสมศักดิ์ บุญคำ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Local Alike ธุรกิจการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวกับชุมชนเข้าด้วยกันและผู้แทนภาคีเครือข่ายชุมชน อพท.

ประเด็น: Craft your Imagination สร้างสรรค์จินตนาการและยกระดับขีดความสามารถทางการตลาดการท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดย นายทรงกลด บางยี่ขัน อดีตบรรณาธิการนิตยสาร a day และผู้ก่อตั้งนิตยสารออนไลน์ The Cloud

ประเด็น: Destination for All กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง: เพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพมาตรฐานสำหรับนักเดินทางทุกคน โดย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิ Friendly Design for All นายนิธิ สืบพงษ์สังข์ ผู้บริหาร บริษัท นัตตี้ส์ แอดเวนเจอร์ส์ จำกัดและนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท.

นวัตกรรมและวิชาการ : การนำเสนอผลงานวิจัยและวิชาการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่พิเศษทั่วประเทศ

นิทรรศการอพท. และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน : ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอพท. และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้ง 9 พื้นที่ โดยแต่ละโซนจะที่มีการตกแต่งตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้น พร้อมทั้งมีการส่งเสริมชุมชน โดยมีกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ของชุมชนจากพื้นที่พิเศษ ฯ ทั้ง 9 พื้นที่ มาทำการสาธิตและจำหน่าย

การแสดงทางวัฒนธรรม : การแสดงเพลงอีแซว จากสมหญิง ศรีประจันต์ ทายาทแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ ที่นำเสนอเมืองสุพรรณบุรี เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก , การแสดงโนราห์ ที่สื่อถึงเมืองสงขลา เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก นอกจากนั้นยังมีการแสดงจากศิลปินชั้นนำ ไรอัล กาจบัณฑิต และ ไข่มุก รุ่งรัตน์ พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกพิเศษจากอพท.ฟรี ตลอดงาน

ทั้งนี้ อพท. ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐ เอกชน คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานฟรี! ในวันพฤหัสบดีที่ 15 และวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ อาคาร B

เด็กวอศ.เชียงราย-วอศ.เสาวภา สุดเจ๋ง ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะ เมืองฮาร์บิน 

เด็กวอศ.เชียงราย-วอศ.เสาวภา สุดเจ๋ง ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะ เมืองฮาร์บิน 

เด็กวอศ.เชียงราย-วอศ.เสาวภา สุดเจ๋ง ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะ เมืองฮาร์บิน 

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

สุดเจ๋ง! นศ.วอศ.เชียงราย และวอศ.เสาวภา ชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2026 ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า  ปีนี้มีทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 4 ทีม ได้แก่  ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ที่เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2026 18th International Collegiate Snow Sculpture Contest (ICSSC 2026) ซึ่งจัดโดย Harbin Engineering University (HEU) และ China-Harbin International Ice and Snow Festival ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดงาน ระหว่างวันที่  4 – 7  มกราคม 2569  ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการแข่งขันในครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 46 ทีม จาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน ซึ่งผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ 1 

ส่วนทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลที่ 2 และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ได้รับรางวัลที่ 3 โดยทั้ง 4 ทีมได้รับรางวัลพร้อมประกาศนียบัตร 

รางวัลที่ 1

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้น ปวช.3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ได้แก่ นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่  นางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม โดยมี ครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง และ นางสาวศุภรัตน์  หาญศึก ชื่อผลงาน ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจใน “ปลากัดไทย” สัญลักษณ์ของความงดงาม ความแข็งแกร่ง และจิตวิญญาณนักสู้ของคนไทย ปลากัดทั้ง สี่ตัว ถูกออกแบบให้ ว่ายวนรอบลูกโลก ลดหลั่นกันเป็นลำดับ เปรียบเสมือนกระบวนการเติบโตทางปัญญาตามแนวคิด “บัวสี่เหล่า” ในพระพุทธศาสนาจากผู้ที่ยังไม่พร้อมรับแสงแห่งปัญญา จนถึงผู้ที่พร้อมเบ่งบานและเข้าถึงความตื่นรู้ ปลากัดตัวแรกสะท้อน บัวใต้น้ำ ผู้ที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลก ปลากัดตัวที่สองสื่อถึง บัวปริ่มน้ำ ผู้ที่เริ่มเปิดใจรับโอกาสและพร้อมจะพัฒนา ปลากัดตัวที่สามแทน บัวพ้นน้ำ ผู้ที่มองเห็นเส้นทางแห่งปัญญาได้อย่างชัดเจน ปลากัดตัวที่สี่คือ บัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ผู้ที่พร้อมเบ่งบานเต็มศักยภาพ ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยความงดงามภายใน 

การจัดลำดับการว่ายของปลากัดทั้งสี่จึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาความรู้ แต่ยังสะท้อน “การฟันฝ่า” เส้นทางชีวิตอันเปี่ยมความพยายาม เหมือนปลากัดที่ต้องต่อสู้เพื่อรอด เติบโต และเปล่งประกายด้วยตัวของมันเอง ดอกบัวที่กึ่งกลางองค์ประกอบจึงกลายเป็นศูนย์รวมของการงอกงามทางสติปัญญา ขณะที่ ลูกโลกด้านหลัง แทนเป้าหมายสำคัญในการพัฒนา คือการก้าวออกไปสู่สายตาของโลกด้วยคุณค่า ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์แบบไทย เมื่อสัญลักษณ์ปลากัด บัว และลูกโลก ได้ผสานเข้ากับ  “หิมะ” ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการแข่งขันครั้งนี้ หิมะจึงไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมอันเยือกเย็น หากแต่เป็น ความท้าทายใหม่ และในขณะเดียวกันก็เป็น พื้นที่แห่งโอกาสใหม่ เพราะงานแกะสลักหิมะต้องการความประณีต ความอดทน และสมาธิ เหมือนเส้นทางของผู้เรียนที่ต้องใช้ปัญญา ความพยายาม และความกล้าฝัน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและเติบโตในทุกสถานการณ์  ดังนั้น ผลงานนี้จึงเป็นภาพแทนของการเดินทางจาก “ผู้เรียนรู้” สู่ “ผู้เบ่งบาน” ที่พร้อมนำความเป็นไทยออกสู่เวทีนานาชาติด้วยความภาคภูมิใจ “สร้างฝันด้วยหิมะ จุดประกายอนาคตด้วยสติปัญญา”

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์  ได้แก่ น้องภูเขา นายอติคุณ ทวีวิไลศิริกุล ชั้นปวช.2 น้องกันดั้ม นายอภิโชค จันทนะ    ชั้นปวช.3 น้องตัส นายฐิติรัตน์ แสงจิรัง ชั้นปวช.3 และ น้องแอ๋ม นางสาวปานรดา ทิพยจันทร์ ชั้นปวช.3  โดยมีครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายศรชัย ชนะสุข และนายสุกฤษ สุธญพลาวุฒิ  ชื่อผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ”  ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน ทำให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและฝังรากลึกในประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของสรรพสิ่งทั้งเล็กและใหญ่ เปรียบเสมือนมารดาผู้หล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้น น้ำจึงมีความสำคัญต่อการกำเนิดและการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

สิ่งนี้ถูกนำเสนอผ่านงานศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งมีลักษณะเด่นคือท่าทางอันสง่างามของสตรีผู้เป็นมารดา เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างน้ำและการให้กำเนิดชีวิต ภาพแสดงให้เห็นสตรีคนหนึ่งกำลังบีบน้ำจากเส้นผมของเธอเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

รางวัลที่ 2 

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์  ได้แก่ “น้องมินนี่” นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ ชั้นปวช. 2  “น้องหนูดี” นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์  ชั้นปวช.2   “น้องทิว” นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา ชั้นปวช.2 และ“น้องไดมอนด์” นายณัชพล ญาวงศ์ ชั้นปวช.3

โดยมีครูผู้ควบคุม ได้แก่  นายสุระชาติ พละศักดิ์  และนายพิศิษฐ์  อู่ศิริกุลพาณิชย์ ชื่อผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ: จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” นำเสนอพลังของ มรดกบรรพการด้านคณธรรมและความอุดมสมบูรณ์ ผ่านสัญลักษณ์ของ พระแม่โพสพ และ กวนอู ที่หลอมรวมเป็นรากฐานแห่งความมั่นคง เพื่อจุดประกายความฝันและพลักสร้างสรรค์ใหม่ ความเคลื่อนไหวของ ปลากัดไทย – จีน สื่อถึงพลังขับเคลื่อน ขณะที่ รวงข้าว แทนความอุดมสมบูรณ์ และ หางนกยูง แทนความรุ่งเรือง ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิด “ความฝันใต้เงาหิมะ” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ความบริสุทธิ์ และความหวังในการสร้างอนาคตจากรากฐานอันทรงคุณค่าของอดีต

รางวัลที่ 3 

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ประกอบด้วย 1. “น้องแมค”  นายกิตติพันธ์ คงชนบท   ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 2.”น้องวา” นายปฏิภาณ พลชารี  ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 3. “น้องวันชัย”นายวันชัยชนะ จ่าโนนสูง   ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์  4. “น้องบีม” นายภัทรภูมิ เจียรนิมิต ปวส.ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ โดยครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายวสันต์ เมฆฉาย และนายกิตติพล  วิเชียรเชื้อ  รองผอ.วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  ชื่อผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต”  การศึกษาเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต จุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จุดประกายการเดินทางแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละคน เริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาอันอ่อนน้อม ซึ่งค่อยๆ คลี่คลายและเบ่งบานผ่านการรวบรวมความรู้และการบ่มเพาะความเข้าใจ มันคือเมล็ดพันธุ์ที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงแต่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังหล่อเลี้ยงโลกที่เบ่งบานอยู่รอบตัวพวกเขาด้วยภาพของเด็กที่เปิดหนังสือเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญของนักสำรวจรุ่นเยาว์ที่ก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่รู้จัก ภายในหนังสือเพียงเล่มเดียวมีพลังที่จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ ส่องสว่างโลกที่ซ่อนเร้น และโอบอุ้มหัวใจด้วยความหวังและความอัศจรรย์ เด็กคนนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง ผู้ที่กล้าที่จะฝัน  เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาเติบโตอย่างอ่อนโยน ได้รับการสนับสนุนจากพลังแห่งความอัศจรรย์ หน่ออ่อนค่อยๆ ขยายออกเป็นกิ่งก้านแห่งการเรียนรู้ ยื่นออกไปและขึ้นไปข้างบน จากรากที่แข็งแรงและหยั่งลึก สู่ยอดที่สง่างามและทะเยอทะยาน  ลวดลายที่ไล่ระดับขึ้นไปสะท้อนถึงการเดินทางของมนุษยชาติ: การเรียนรู้จากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย การเอาชนะความท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งความรู้ผลิบานเป็นความแข็งแกร่งและความสำเร็จ อนาคตที่เบ่งบานนี้คือ “วันพรุ่งนี้” ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เส้นโค้งที่อ่อนโยนและพลิ้วไหวพาดผ่านชิ้นงานราวกับคลื่นแห่งพลังชีวิต สัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจที่แพร่กระจายจากเด็กคนหนึ่งไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ พวกมันจุดประกายความฝันที่ไม่ยอมจางหายไป และนำทางเราไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างเงียบๆ และด้วยคำมั่นสัญญาที่สร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อมนุษยชาติไปไกลแสนไกล

ทั้งนี้ คณะมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น.

แก้ปมองค์การค้าฯโดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัดข้อตกลงคุณธรรมคุมเข้มพิมพ์แบบเรียนปี69

แก้ปมองค์การค้าฯโดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัดข้อตกลงคุณธรรมคุมเข้มพิมพ์แบบเรียนปี69

แก้ปมองค์การค้าฯโดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัดข้อตกลงคุณธรรมคุมเข้มพิมพ์แบบเรียนปี69

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

‘สกสค.’ ลงนามประเดิมใช้ ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ คุมโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน เหตุโดนร้องเรียน-ฟ้องร้องอ่วมทุกปี ‘ดิศกุล’ โอ่วางมาตรฐานใหม่ หวังโชว์โปร่งใส ไร้ครหา ‘ก.บัญชีกลาง’ เข้มตรวจยิบทุกขั้นตอน พร้อมสั่งเบรกหากเจอตุกติก ‘ประธานร่าง TOR’ เผยอยู่ระหว่างฟังวิจารณ์ร่าง TOR หน 2 ยังมั่นใจหนังสือถึงมือนักเรียนก่อนเปิดเทอมแน่

วันนี้ (7 ม.ค.69) ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้มีพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม “โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569” ขององค์การค้า สกสค.จำนวน 150 รายการ วงเงิน 1,010 ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินการตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยมีตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) (ACT) และผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอนของโครงการดังกล่าวทุกเข้าร่วม

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สกสค. เปิดเผยว่า การเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสำนักงาน สกสค.  เพื่อใช้เป็นกลไกสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันปัญหาการร้องเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ภาคีเครือข่ายด้านการต่อต้านการทุจริต รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์และกำกับตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้น ทั้งฝ่ายผู้ค้า ฝ่ายดำเนินการ และฝ่ายตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบร่วมกัน และสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง

“ที่ผ่านมา สกสค.ต้องเผชิญกับการฟ้องร้อง และข้อร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง การจัดทำข้อตกลงคุณธรรม จึงจะเป็นการสกัดการฟ้องร้อง เพราะมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ รวมไปถึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ที่เชื่อว่าจะมีการดำเนินการทำข้อตกลงคุณธรรมอย่างต่อเนื่องในปีถัดๆไป” ดร.ดิศกุล กล่าว

น.ส.ณิติญาภรณ์ อิ่มใจ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ในทุกๆ ปีงบประมาณ กรมบัญชีกลาง จะคัดเลือกโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงที่มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ให้เข้าร่วมโครงการเพื่อทำข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการพิจารณาโครงการฯ ประมาณปีละ 20-25 โครงการ สำหรับปีนี้เมื่อพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว คณะกรรมการ ค.ป.ท. เห็นว่า โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 ขององค์การค้า สกสค. เข้าเกณฑ์ทั้งในแง่ของวงเงินที่เกิน 1,000 พันล้านบาท และผลกระทบที่มีต่อนักเรียนทั่วประเทศ อีกทั้งในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ โครงการฯ ยังปรากฏเป็นข่าวถูกร้องเรียนหลายกรณี จึงเป็นที่สนใจของประชาชนและผู้ปกครองนักเรียนในวงกว้าง จึงเห็นควรให้เข้าดำเนินการตามกรอบข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งทางหน่วยงานก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีโครงการใดของ องค์การค้าของ สกสค.เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรมเลย จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มีความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการในทุกๆ ขั้นตอนโปร่งใส ยุติธรรม ไม่เกิดประเด็นครหาเหมือนที่ผ่านมา โดยเมื่อมีข้อตกลงคุณธรรมมากำกับแล้ว จะมีผู้สังเกตการณ์เข้ากำกับติดตามในทุกขั้นตอน หากจุดไหนที่ผุ้สังเกตการณ์มองว่า ดำเนินการไม่ถูกต้องก็สามารถทักท้วง เพื่อให้แก้ไข โดยที่หน่วยงานต้องชี้แจงข้อสงสัยได้ด้วย” น.ส.ณิติญาภรณ์ ระบุ

น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปีการศึกษา 2569 เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สกสค.ได้ประกาศร่าง TOR เพื่อเปิดให้มีการวิจารณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังข้อวิจารณ์ครั้วที่ 2 โดยที่ครั้งแรกมีผู้เข้ามาวิจารณ์ 7 ราย และครั้งที่ 2 จำนวน 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม และข้อสงสัยในเนื้อหาของ TOR ส่วนข้อสังเกตหรือ ข้อเสนอแนะให้ปรับแก้ไขนั้น ก็มีทั้งที่ปรับแก้ตามที่เสนอแนะเข้ามา บางส่วนที่ปรับไม่ได้ เพราะอาจจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนอื่น หรือหากปรับแก้ในทุกประเด็น ก็จะทำให้ระยะเวลาดำเนินการก็จะขยายออกไป จนการดำเนินโครงการล่าช้า ไม่ทันก่อนเปิดภาคเรียน อย่างไรก็ดี ก็ได้มีข้อชี้แจงกลับไปยังผู้ที่วิจารณ์ โดยจะเก็บข้อสังเกตเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับดำเนินโครงการในปีต่อๆ ไปแทน

“การจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้จะต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม เราจึงได้ทำข้อตกลงคุณธรรมกับ ค.ป.ท. ซึ่งจะมีผู้สังเกตการณ์เข้ามาร่วมตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่าง TOR จนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมั่นใจว่า การดำเนินการตามข้อตกลงคุณธรรมจะไม่กระทบระยะเวลาการพิมพ์หนังสือแบบเรียน และสามารถส่งถึงมือนักเรียนก่อนเปิดเทอมได้อย่างแน่นอน” น.ส.ชนนิกานต์ กล่าว.

วงเสวนาวันเด็กปี69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง

วงเสวนาวันเด็กปี69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง

วงเสวนาวันเด็กปี69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

วงเสวนาวันเด็กปี 69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน เอื้อเด็กไทย เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างอิสระ ปั้น “วัยรุ่น” คิดดี มั่นใจ มีภูมิคุ้มกัน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ การพนัน ยาเสพติด 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 ม.ค. 2569 ที่เดอะฮอล์ บางกอก วิภาวดี 64 มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กลุ่มไม้ขีดไฟ เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดเสวนา “เด็กรักสนุก เล่นง่าย ได้เรียนรู้” เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 

โดยนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบเยาวชน คนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 11.15 % ลดจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 12.7 % ส่วนนักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี มี 211,474 คน ในจำนวนนี้ 68.9% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี ส่วนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกลุ่มเยาวชน 15-24 ปี มีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 24.8% ลดจากปี 2564 อยู่ที่ 34.7% ส่วนปัญหาดื่มแล้วขับพบ 33.06% ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน ในจำนวนนี้ 25.09% ทำให้ผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในยานพาหนะบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่ปัญหาการพนัน ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2566 พบกลุ่มอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน โดย 1 ใน 4 หรือประมาณ 739,000 คน เสี่ยงเป็นนักพนันหน้าใหม่ 

“เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้ สสส. มุ่งสร้างความเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เน้นย้ำความสำคัญของการเล่นต่อพัฒนาการ การเสริมสร้างทักษะชีวิต และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง โดยทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย วางยุทธศาสตร์ทั้งด้านวิชาการ รณรงค์ และทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดปัจจัยเสี่ยงทั้งบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด การพนัน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน พร้อมนำบทเรียนในชีวิตแปรเปลี่ยนเป็นพลัง สร้างแรงบันดาลใจและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญช่วยกันปกป้องเยาวชนไทย ให้ห่างไกลปัจจัยเสี่ยงทุกชนิด และเสริมพลังสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเยาวชน” นายวิเชษฐ์ กล่าว 

นายศรัทธา ปลื้มสูงเนิน ผู้จัดการกลุ่มไม้ขีดไฟ กล่าวว่า ปัจจุบันนักปั้นเด็กและนักจิตวิทยาให้ความสนใจกับการเล่นอย่างอิสระว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสมองและจิตใจ  ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดกับเด็กได้อย่างดี โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และคนในชุมชน ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย ผ่านการปรับพฤติกรรม 4 ด้าน 1.ถอยเพื่อเพิ่มพื้นที่ เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการและร่างกายอย่างเต็มที่ในพื้นที่ที่เอื้ออำนวย 2.ถอยเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจ ให้เด็กเป็นเจ้าของการเล่นด้วยตนเอง เลือกสิ่งที่จะเล่น วิธีการเล่น ระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อฝึกทักษะการตัดสินใจ 3.ถอยเพื่อเป็นผู้สร้างบรรยากาศ เปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุนบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการเติบโตและเรียนรู้ 4.ถอยเพื่อประเมินความเสี่ยง เปิดใจให้เด็กได้เล่นเสี่ยง ได้เรียนรู้ขีดจำกัดของตนเอง รู้จักวิธีรับมือในช่วงวัยรุ่น แต่อยู่ภายใต้สายตาของผู้ใหญ่ ซึ่งจะทำให้มีวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความคิดดี มั่นใจ และมีภูมิคุ้มกัน ช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กได้อย่างยั่งยืน  

นางปรัชทิพา หวังร่วมกลาง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า การสร้างเมืองให้เป็นมิตรกับเด็ก เอื้อต่อการเรียนรู้ การเติบโต ปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยง มี 4 ปัจจัย 1.เด็กมีสิทธิได้รับโอกาสการเรียนรู้ โอกาสในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง เด็กทุกคนควรได้เล่นอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยอย่างปลอดภัย และได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่อย่างเต็มกำลัง 2.ผู้ใหญ่ต้องใจกว้างยอมรับการเล่นมีประโยชน์และคุณค่าต่อเด็ก และต้องช่วยสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างหลากหลายรูปแบบ 3.ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเล่นรอบตัวเด็ก ทั้งในโรงเรียน สถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ชุมชน หรือที่อื่นๆ โดยการทำชั่วโมงเล่น ทำวันเล่น ทำพื้นที่เล่น 4.สนับสนุนให้เกิดผู้อำนวยการเล่น จัดหาสิ่งของรอบตัว เช่น ชิ้นส่วน ลูสพาร์ท ธรรมชาติ ภูมิปัญญา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เป็นเมืองที่คำนึงถึงเด็กทุกคน

นายอนุลักษณ์ เอี่ยมสี เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนเห็นความสำคัญของการเล่นว่าเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ จึงควรสอดแทรกประเด็นปัจจัยเสี่ยงเข้าไปเพื่อให้เด็กๆ สามารถเล่นสนุกพร้อมกับการเรียนรู้ที่ถือเป็นประสบการณ์ตรง ช่วยให้ตระหนักถึงอันตรายของปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง กระตุ้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ จึงชักชวนแกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงมาร่วมกันออกแบบฐานการเรียนรู้ปัจจัยเสี่ยง เช่น การเรียนรู้ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการนำถุงถ่วงน้ำหนักจำลองแทนอาการเมา โดยนำถุงถ่วงน้ำหนัก 3-5 กก. ใส่ไว้ที่ขา และแขน แล้วให้เดินซิกแซกหลบหลีกสิ่งกีดขวาง หยิบของใส่ตะกร้า หรือเขียนชื่อ/ต่อบล็อก จะทำให้เห็นปัญหาจากการเมา ทั้งการทรงตัวแย่ เหนื่อยง่าย ตอบสนองช้า เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอุบัติเหตุ 

ในหลวง พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 69

ในหลวง พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 69

ในหลวง พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 69

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

“ในหลวง”พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 

วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลตำรวจโท มณฑลทัฬห์ บุนนาค รองประธานกรรมการอำนวยการ โครงการส่งเสริมการกีฬา เพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญของขวัญพระราชทาน เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 มอบแก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องรับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

ในการนี้ พลตำรวจโท มณฑลทัฬห์ บุนนาค ผู้เชิญกระเช้าปีใหม่พระราชทาน ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และเชิญของขวัญปีใหม่พระราชทานวางบนพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ก่อนเข้ารับพระราชทานของขวัญปีใหม่จากพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และบันทึกภาพร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี

ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมพิธี ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก กอง และข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธี

บึงกาฬจับติ้วฟุตซอล U15 ‘โนแอลคัพ 2026’ ลุ้นเดือดใครจะคว้าตั๋วตัวแทนจังหวัด

บึงกาฬจับติ้วฟุตซอล U15 'โนแอลคัพ 2026' ลุ้นเดือดใครจะคว้าตั๋วตัวแทนจังหวัด

บึงกาฬจับติ้วฟุตซอล U15 ‘โนแอลคัพ 2026’ ลุ้นเดือดใครจะคว้าตั๋วตัวแทนจังหวัด

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

ท่องเที่ยวและกีฬาบึงกาฬ ประชุมผู้จัดการทีมฟุตซอล U15 จับสลากประกบคู่ SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกจังหวัด

วันที่ 7 มกราคม 2569 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ จัดประชุมผู้จัดการทีมกีฬาฟุตซอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี รายการ SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ครั้งที่ 8 เพื่อเตรียมความพร้อมการแข่งขันรอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ สู่การแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยมี นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมดำเนินการจับสลากประกบคู่การแข่งขัน ซึ่งมีทีมจากสถานศึกษาภายในจังหวัดบึงกาฬเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 12 ทีม โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูอาจารย์ ตลอดจนผู้นำท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้นโยบายของจังหวัดบึงกาฬ ตามแนวทางของผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้บูรณาการความร่วมมือกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ ภายใต้โครงการ “1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์” ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ ลานกีฬา เพื่อส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชน

สำหรับการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ครั้งที่ 8 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เพื่อนกันมันสโนแอล” (ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน) ระดับจังหวัด รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ประจำปี 2569 ณ สนามฟุตซอลโรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ

โดยมีทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 12 ทีม ได้แก่ โรงเรียนศรีวิไลวิทยา, โรงเรียนประชานิมิตพิทยานุกูล, โรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม, โรงเรียนโพธิ์ทองวิทยานุสรณ์, โรงเรียนบ้านห้วยลึก, โรงเรียนศรีชมภูวิทยา, โรงเรียนพรเจริญวิทยา, ทีม KP FC, โรงเรียนปากคาดพิทยาคม, โรงเรียนโนนคำพิทยาคม, โรงเรียนสมสนุกพิทยาคม และโรงเรียนหนองยองพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเยาวชนด้านทักษะกีฬา เสริมสร้างวินัยและน้ำใจนักกีฬา ตลอดจนเป็นเวทีคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

จากประเทศผู้ผลิตเชิงอุตสาหกรรม สู่มหาอำนาจด้านนวัตกรรม — จีนกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะดินแดนแห่งเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกด้วย AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และนวัตกรรมล้ำสมัย ด้วยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับแนวหน้าของโลก  มีมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ  และระบบนิเวศนวัตกรรม “ห้องเรียน–ห้องแล็บ–โรงงาน–ตลาด”  ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ทำให้จีนไม่เพียงเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี” แต่ยังเป็น “สนามทดลองนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก” สำหรับการบ่มเพาะทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ ให้กับนักศึกษาจากนานาประเทศเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกในอนาคต

#ความเชื่อมโยงระหว่าง HUST กับ  โครงการ ODOS Summer Camp

โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เป็นโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาลไทยที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา และยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยด้านวิชาการ เทคโนโลยี และภาวะผู้นำให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก โดยได้ขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ จัด ODOS Summer Camp หลักสูตรระยะสั้น 6 สัปดาห์ ผ่านการให้ทุนการศึกษาแบบให้เปล่าแก่เยาวชนไทยระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย อายุ 16-20 ปี ที่สนใจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล   ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าครองชีพ และค่าเดินทาง คัดเลือกผู้เข้าร่วมโดยไม่ต้องทดสอบแข่งขันทางวิชาการ แต่ใช้วิธีทดสอบทักษะ ความตระหนักรู้ทางดิจิทัล และทักษะภาษาอังกฤษเบื้องต้น และสัมภาษณ์โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตของประเทศที่ร่วมเปิดรับนักเรียนนักศึกษาในโครงการนี้

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST) กับโครงการ ODOS Summer Camp เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นรุ่นแรกของโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้และใช้ชีวิตจริงในรั้วมหาวิทยาลัย HUST เป็นระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ หลักสูตรประกอบด้วยการบรรยายเชิงเทคนิคเฉพาะทาง การฝึกปฏิบัติโครงการจริง การเรียนรู้วัฒนธรรมจีน การเยี่ยมชมสถานประกอบการชั้นนำ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมระหว่างไทย–จีนในระดับสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม

#HUST ศูนย์กลางการเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต นวัตกรรม และผู้ประกอบการรุ่นใหม่

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST) เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนที่อยู่ในกลุ่ม Double First Class โครงการระดับชาติที่มุ่งพัฒนาให้มหาวิทยาลัยในประเทศจีนก้าวสู่ระดับโลก โดดเด่นด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ ด้วยมาตรฐานการเรียนการสอนและงานวิจัยในระดับสากล พร้อมบทบาทเป็นศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ ที่มีห้องปฏิบัติและศูนย์วิจัยขั้นสูง เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานจริง  นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายวิชาชีพในระดับนานาชาติ

HUST มุ่งเน้นพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ผสานห้องเรียน งานวิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน จึงเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนที่ตอบโจทย์โลกอนาคต รวมทั้งเป็นจุดหมายการศึกษาที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ เสริมสร้างทักษะ และต่อยอดโอกาสในระดับโลกให้แก่นักศึกษาจากนานาประเทศที่มีเป้าหมายเดียวกัน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจงถือเป็นแหล่งผลิตวิศวกรชั้นนำของจีน และปัจจุบันกำลังเปิดรับนักศึกษาที่มีความมุ่งมั่นจะเป็นวิศวกรจากทั่วโลกมาศึกษาที่ประเทศจีน

วิทยาเขตของ HUST ตั้งอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำคัญของจีน ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาวิทยาลัยท่ามกลางป่าธรรมชาติ” ด้วยสภาพแวดล้อมทันสมัยและเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ตลอดระยะเวลาการศึกษา 

#นิทรรศการภาพถ่าย “ร่องรอยดิจิทัล” ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย-จีน

ในช่วง 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา HUST ได้รับนักศึกษาไทยที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ ODOS Summer Camp จำนวน 50 คน เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ธีม “ปัญญาประดิษฐ์และเมตาเวิร์ส” ในรั้วมหาวิทยาลัยที่วิทยาเขตเมืองอู่ฮั่น   และเพื่อเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาในเชิงรูปธรรม  พร้อมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน   HUST จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ VIVO จัด “นิทรรศการภาพถ่ายเยาวชนจีน – ไทย” ภายใต้ธีม “Digital Footprint: My Six-Week Journey at HUST” หรือ “ตามรอยดิจิทัล: การเดินทาง 6 สัปดาห์ของฉันที่ HUST” ในวันที่ 9 – 18 มกราคม 2025 ณ ริเวอร์ พาร์ค (River Park) ลานกิจกรรมกลางแจ้งริมน้ำ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ  เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย 

#ภายในนิทรรศการ ประกอบด้วย

• ผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลจากการประกวดของนักศึกษาไทยกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเสมือนบันทึกประสบการณ์และการเรียนรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาจีน – ไทย รวมถึงมุมมองชีวิตภายหลังสำเร็จโครงการและกลับสู่ประเทศไทย

• นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ จุดเด่นของหลักสูตรการศึกษา ตลอดจนขั้นตอนและโอกาสในการสมัครทุนการศึกษา เพื่อเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลสำคัญสำหรับเยาวชนไทยที่สนใจศึกษาต่อในระดับนานาชาติ ณ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST)

• เช็กอินถ่ายภาพภายใต้แนวคิดอินเทอร์แอกทีฟ โดย VIVO ถ่ายทอดบรรยากาศสร้างสรรค์ผ่านสื่อและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วม

โครงการ ODOS Summer Camp แม้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้น แต่นับเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าสำหรับเยาวชนไทยที่ต้องการพัฒนาศักยภาพให้พร้อมสู่เวทีการศึกษาและนวัตกรรมระดับนานาชาติ สอดคล้องกับพันธกิจความร่วมมือของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST) ที่ต้องการให้นักเรียนไทยได้เปิดโลกเข้าถึงระบบการเรียนการสอน มาตรฐานทางวิชาการ และสภาพแวดล้อมด้านนวัตกรรมของ HUST อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อในระดับนานาชาติและสนับสนุนการสร้างบุคลากรคุณภาพด้านเทคโนโลยี 

ปูพรม 15 จังหวัด สร้างเครือข่าย ‘EDC Trainer’ ระดับภูมิภาค ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

ปูพรม 15 จังหวัด สร้างเครือข่าย ‘EDC Trainer’ ระดับภูมิภาค ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

ปูพรม 15 จังหวัด สร้างเครือข่าย ‘EDC Trainer’ ระดับภูมิภาค ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ประกาศแผนลุยเดินหน้าโปรเจกต์ EDC (ETDA Digital Citizen) ประจำปีงบประมาณ 2569 ชูโมเดล ‘Regional Digital Trainers Network’ (เครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค) เตรียมปูพรมจัดกิจกรรมครอบคลุม 15 จังหวัดทั่วประเทศ เดินหน้าสร้างเครือข่าย EDC Trainer ระดับภูมิภาค เพิ่มอีกกว่า 2,000 คน พร้อมยกระดับการส่งต่อทักษะดิจิทัลสู่ประชาชนในชุมชนไม่น้อยกว่า 60,000 คน ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สำคัญอย่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งบูรณาการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ออกแบบการพัฒนาทักษะผ่าน 4 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานพลเมืองดิจิทัล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงธุรกิจ พร้อมประเดิมจัดกิจกรรมแรกแล้วที่จังหวัดน่าน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของ ETDA ในการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ผ่านการอบรม แต่เป็นการสร้าง แกนนำ หรือ ผู้ถ่ายทอด ที่มีความเข้าใจบริบทพื้นที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอด สร้างการเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จในการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ETDA เดินหน้าขยายผลในปี 2569 อย่างจริงจัง โดยในปีที่ผ่านมา ETDA ตั้งเป้าหมายสร้าง EDC Trainer จำนวน 1,200 คน แต่ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย หน่วยงานในพื้นที่ และความตื่นตัวของภาคประชาชน ส่งผลให้สามารถพัฒนาเทรนเนอร์ได้จริงมากกว่า 3,300 คน หรือเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึงกว่า 200%

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างจริงจัง ETDA จึงไม่หยุดอยู่เพียงความสำเร็จเชิงตัวเลข แต่ต้องการยกระดับไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและสามารถขับเคลื่อนตนเองได้ในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ในปีงบประมาณ 2569 ETDA จึงเดินหน้าภายใต้โมเดล ‘Regional Digital Trainers Network’ หรือเครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาเทรนเนอร์ดิจิทัลหน้าใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 2,000 คน เพื่อขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเพิ่มศักยภาพในการส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อีกไม่น้อยกว่า 60,000 คน ภายในปีเดียว

จุดเด่นของการดำเนินงานในปีนี้คือการนำข้อมูลเชิงสถิติและบริบทเชิงพื้นที่ (Data-driven & Area-based) มาใช้เป็นฐานในการออกแบบจัดกิจกรรมอบรม โดย ETDA ได้ร่วมมือกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการนำข้อมูลระดับจังหวัดและอำเภอมาวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เนื้อหาการอบรมตอบโจทย์ความต้องการจริงของแต่ละพื้นที่มากที่สุด ควบคู่ไปกับความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าทักษะที่ถ่ายทอดมีมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต

ในด้านเนื้อหาการอบรม ETDA ได้ปรับปรุงและยกระดับหลักสูตรเป็น 4 หลักสูตรสำคัญ (ฉบับปรับปรุง) ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการเป็นพลเมืองดิจิทัล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในภาคธุรกิจ ได้แก่ EDC Plus (ETDA Digital Citizen Plus) มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์ดิจิทัล การใช้งานดิจิทัล การสื่อสารดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัย และการรู้เท่าทันดิจิทัล เพื่อพัฒนาพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคม Generative AI เพื่อการทำงาน เสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยงานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร , Social Commerce for Business (V.2) เจาะลึกการทำธุรกิจและการขายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, TikTok และ Instagram รวมถึงการทำ Live Commerce สำหรับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล , AI Marketing การประยุกต์ใช้ AI ในงานการตลาด ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การวางกลยุทธ์ ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างแม่นยำ

โครงการได้เริ่มต้นกิจกรรมแรกแล้วที่จังหวัดน่าน โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ในหลักสูตร Social Commerce for Business และ AI Marketing เพื่อช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการค้าขาย และสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงปลายปี

หลังจากนี้ ETDA จะขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดยุทธศาสตร์อีก 14 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดปีงบประมาณ 2569 ได้แก่ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปัตตานี ขอนแก่น อุบลราชธานี ลำปาง เชียงใหม่ ระยอง เชียงราย อุดรธานี ยะลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต เพื่อให้การพัฒนากำลังคนดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและลดช่องว่างทางดิจิทัลในทุกภูมิภาค ผู้ที่สนใจ ทั้งหน่วยงานที่ต้องการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่การเป็น EDC Trainer และประชาชนทั่วไปที่ต้องการยกระดับทักษะดิจิทัล สามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/pqoX4eVvgSECnd2U6 หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand

‘Thai Life Insurance Sports Showcase’ ปั้นฝันเยาวชนไทยสู่เวทีสากล ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

‘Thai Life Insurance Sports Showcase’ ปั้นฝันเยาวชนไทยสู่เวทีสากล ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

‘Thai Life Insurance Sports Showcase’ ปั้นฝันเยาวชนไทยสู่เวทีสากล ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคโลกไร้พรมแดน การเรียนในต่างประเทศไม่ใช่เพียงการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ ฝึกทักษะชีวิต และเตรียมความพร้อมเพื่อการพัฒนาความสามารถสู่การแข่งขันในเวทีระดับสากล การได้รับ “ทุนการศึกษา” และ “ทุนกีฬา” จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ความฝันได้อย่างมั่นคง

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จึงสานฝันส่งมอบโอกาสทั้งด้านการศึกษาและด้านกีฬาให้แก่นักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทย ผ่านโครงการ “Thai Life Insurance Sports Showcase” เพื่อส่งเสริมศักยภาพเด็กไทย ให้ได้รับโอกาสคว้าทุนการศึกษาและทุนด้านกีฬาจากต่างประเทศ (Student Athletes Scholarship) เพื่อสร้างหลักประกันอนาคตให้แก่เยาวชนไทย

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวสร้างโอกาสให้กับนักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทยทั่วทั้งประเทศ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จากทั้ง Platform Event และ Online ให้ได้รับทุนการศึกษาและทุนกีฬาในต่างประเทศ ทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี และสเปน จากการจัดกิจกรรม 15 ครั้ง ใน 8 ประเภทกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล, เทนนิส, บาสเกตบอล, ฟันดาบ, วอลเลย์บอล, กอล์ฟ, ว่ายน้ำ และ E-sports โดยมีนักเรียนนักกีฬาได้รับทุนจำนวนทั้งสิ้น 371 คน คิดเป็นมูลค่าทุนรวมกว่า 1,800 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาเยาวชนไทยอย่างชัดเจน

ปิ่น – อัญชญา เกตุแก้ว เงือกสาวผู้พิสูจน์ว่า “ข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่ใช่ข้อจำกัดของความสำเร็จ” โดยปิ่นเป็นตัวแทนนักกีฬาว่ายน้ำคนแรกที่ได้รับทุนจากโครงการฯ ที่พิสูจน์ว่าข้อจำกัดด้านร่างกายไม่สามารถขวางกั้นพลังใจและศักยภาพ ด้วยความมุ่งมั่นและใจที่แข็งแกร่ง ทำให้ในปี 2564 ปิ่นคว้าทุนกว่า 60% จาก Campbellsville University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย Top 20 ทางกีฬาในรัฐเคนทักกี้ ที่ถูกจัดอยู่ในลีกแข่งขันกีฬาระดับ NAIA โซน Mid-South ของสหรัฐอเมริกา เส้นทางของปิ่นไม่ธรรมดา เพราะเธอคือ นักกีฬาพาราลิมปิกคนแรกของโครงการ Sportsync ในเอเชีย ที่ได้ลงแข่งขันว่ายน้ำในพาราลิมปิกเกมส์ ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 2559 และยังคว้าเหรียญเงินจากเอเชียนพาราเกมส์ ในการแข่งขันกรรเชียง 100 เมตรหญิงอีกด้วย

ปัจจุบันปิ่นกำลังศึกษาอยู่ปี 4 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา สาขาวิทยาการกีฬาและสุขภาพ พร้อมเผยแนวคิดที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีว่า “การเรียนและการแข่งขันกีฬาต้องไปควบคู่กัน โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในต่างประเทศ เราจำเป็นต้องวางแผนและเรียนรู้ที่จะปรับตัว ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม หรือแม้แต่เรื่องของสภาพอากาศ สิ่งสำคัญคือ Mindset ที่แม้ว่าเราจะแตกต่างจากคนอื่น แต่แค่ยอมรับและนำความแตกต่างไปเป็นแรงผลักดันพัฒนาตัวเอง ก็เชื่อว่าเราจะทำทุกอย่างได้ตามเป้าหมาย”

ในอนาคต ปิ่นวางแผนที่จะทำงานในแวดวงกีฬา ในฐานะผู้ประสานงานหรือดูแลนักกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติ ซึ่งเธอเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ทั้งการฝึกซ้อมและแข่งขันที่ผ่านมาจะเป็นประโยชน์สำหรับน้องนักกีฬารุ่นต่อๆไป ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานนักกีฬาคนพิการของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

กะปอม – จอมขวัญ เวทยไวกูณฐ์ นักเทนนิสหัวใจ Fighter นักหวดลูกสักหลาดสาวจาก จ.ภูเก็ต อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโครงการฯ ที่เริ่มต้น Profile ผ่าน Online Platform ก่อนเข้าร่วมคัดตัวใน Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ภายใต้กิจกรรม “Thai Life Insurance Tennis Showcase” โดยสามารถคว้าทุนจาก Westtown School ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนประจำในระดับชั้นมัธยมที่ดีที่สุดของรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องที่ Springfield College คณะการเงิน วิชาเอก Finance and Healthcare Management

แต่เส้นทางความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อครั้งเรียน Grade 12  กะปอมเคยได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักกีฬาเทนนิส แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และทัศนคติเชิงบวก เมื่อร่างกายฟื้นฟูเธอจึงกลับมามุ่งมั่นฝึกซ้อมและพัฒนาฝีมือได้อีกครั้ง

กะปอมให้ความสำคัญกับการบาลานซ์ทั้งเรื่องการเรียน กีฬา และการใช้ชีวิต ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมต่างๆในมหาวิทยาลัย รวมถึงใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียนฝึกงานด้านการเงินกับบริษัทต่างๆ จึงถือเป็นเยาวชน Success Case ที่ใช้โอกาสได้คุ้มค่าอย่างแท้จริง

ไม้โท – ศุภกร ศุภซื่อสงวน รู้เป้าหมาย ลงมือทำ และไม่กลัวสิ่งใด นักกีฬาเยาวชนของโครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 มีทักษะในกีฬาฟุตบอลที่โดดเด่นจนเข้าตาโค้ช ทำให้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนี่องและกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านการเรียน กีฬา และการใช้ชีวิต

“ไม้โท” คือภาพสะท้อนของความสำเร็จรอบด้าน เขาได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึง 2 ใบ จาก Springfield College รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เกรดเฉลี่ย 3.9 ด้านการเงินและการบัญชี

ด้วยคติประจำใจ Know what you want. Do what you need. And never be afraid of anything คือ “รู้ว่าคุณต้องการอะไร ให้ลงมือทำโดยไม่ต้องลังเล หรือกลัวอะไร” ดังนั้น เมื่อทุกๆ โอกาสเข้ามา ไม้โทก็พร้อมที่จะเรียนรู้รวมถึงรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและใช้ทุกโอกาสอย่างคุ้มค่าเสมอ

ปัจจุบันไม้โทได้ทำงานในสายการเงินตามที่ตัวเองถนัดที่ บริษัท Damiano, Burk & Nuttall ที่รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา และล่าสุดยังได้รับทุนเต็มจำนวน (100%) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ Clark University รัฐแมสซาชูเซตส์

โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase จึงไม่เพียงแค่เป็นเวทีในการคัดเลือกทุน แต่ยังเป็น เครื่องมือสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างโอกาสสำหรับเยาวชนไทย เปรียบเสมือน “หลักประกันอนาคต” ที่มั่นคง และเป็นรูปธรรม ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของเยาวชนและครอบครัวไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง