ศาลให้ประกัน โตโต้ ปิยรัฐ คดี 112 วางหลักทรัพย์ 3 แสน ห้ามออกนอกประเทศ

ศาลให้ประกัน โตโต้ ปิยรัฐ คดี 112 วางหลักทรัพย์ 3 แสน ห้ามออกนอกประเทศ

ศาลให้ประกัน โตโต้ ปิยรัฐ คดี 112 วางหลักทรัพย์ 3 แสน ห้ามออกนอกประเทศ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 จากกรณี ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564

ต่อมา  ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดี ม.112 โตโต้ ปิยรัฐ โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ไม่รอลงอาญา

ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” ระบุว่า

ล่าสุด! เวลา 12.00 น. ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โตโต้ ปิยรัฐ โดยวางหลักทรัพย์ประกัน 3 แสนบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกราชอณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

ปกรณ์ เผย นายกฯ สั่งทำรายงานปิดช่องโหว่ทุจริต แย้มเอกชน ชงปรับปรุงงกฎหมายลำดับรอง

ปกรณ์ เผย นายกฯ สั่งทำรายงานปิดช่องโหว่ทุจริต แย้มเอกชน ชงปรับปรุงงกฎหมายลำดับรอง

ปกรณ์ เผย นายกฯ สั่งทำรายงานปิดช่องโหว่ทุจริต แย้มเอกชน ชงปรับปรุงงกฎหมายลำดับรอง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

‘ปกรณ์’ เผย นายกฯสั่งหน่วยงานรัฐทำรายงานศึกษาปิดช่องโหว่ทุจริต สยบข้อครหา ด้าน ‘เอกชน’ ชงปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่มีปัญหา พร้อมรับฟังความคิดเห็น ก่อนส่ง ครม.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมในกรณีที่ภาคเอกชนมีผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าจริงๆแล้ว เรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการต่อต้านการทุจริต เพราะประเทศจะไปข้างหน้าไม่ได้เลยถ้าเรามีเรื่องเหล่านี้อยู่ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนจะไม่มี นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่กันอย่างไร และตนได้ให้นโยบายต่อไปว่าให้เอาข้อมูลในประเด็นต่างๆ เข้าไปทำการสำรวจ ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยไปศึกษาว่าตรงไหนยังมีช่องโหว่บ้างที่อาจจะก่อให้เกิดประเด็นการคอรัปชั่น เหล่านี้ได้ให้ไปหาทางปิดช่องโหว่ แล้วนำเสนอทำเป็นรายงาน นำเสนอคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริตที่รัฐบาลตั้งขึ้น เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า เรื่องการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่ภาคธุรกิจมีประเด็นปัญหาอยู่ใน 6 หรือ 7 กลุ่มธุรกิจ ในวันที่ 10 มิ.ย. ภาคเอกชนจะเสนอข้อเสนอแนะมายังรัฐบาลจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริต และพอเสนอมาแล้วจะนำมารับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเว็ปไซต์ law.go.th และเมื่อได้ความคิดเห็นเป็นอย่างไรแล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไข จะได้ไม่เกิดช่องโหว่ต่างๆในเรื่องนี้ที่เป็นครหากันอีก 

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาคเอกชนจะรับทราบถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่จะดำเนินการในเรื่องนี้จริงๆ สำหรับการให้สัมภาษณ์อะไรต่างๆคงไม่มีประเด็นแล้ว ทุกหน่วยงานเข้าใจหมดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายประจำซึ่งจะต้องรับข้อมูลไปปฏิบัติ

ปกรณ์ ย้ำคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ ปมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต้องส่งภายใน 7 วัน

ปกรณ์ ย้ำคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ ปมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต้องส่งภายใน 7 วัน

ปกรณ์ ย้ำคำชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ ปมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต้องส่งภายใน 7 วัน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการทำคำแถลงชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบแล้ว จะต้องส่งภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ว่า ต้องภายใน7 วัน

ก.อ.มติเอกฉันท์ตั้ง โกวิท ศรีไพโรจน์ นั่งอัยการสูงสุดคนใหม่คนที่ 21

ก.อ.มติเอกฉันท์ตั้ง โกวิท ศรีไพโรจน์ นั่งอัยการสูงสุดคนใหม่คนที่ 21

ก.อ.มติเอกฉันท์ตั้ง โกวิท ศรีไพโรจน์ นั่งอัยการสูงสุดคนใหม่คนที่ 21

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

ก.อ. มติเอกฉันท์ตั้ง “โกวิท ศรีไพโรจน์ “นั่งอสส. คนที่21  หลัง”โชคชัย” รอง อสส.อันดับ1ขอขึ้นเป็นอัยการอาวุโส

วันที่ 20 พฤษภาคม  ที่ห้องประชุมคณะกรรมการอัยการ(ก.อ.) สำนักงานอัยการ ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ประธานคณะกรรมการอัยการ (ประธานก.อ.)เป็นประธานการประชุมโดยที่ประชุมมีวาระสำคัญในการเลือกอัยการสูงสุดคนใหม่ 

โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายโชคชัย ทิฐิกัจจธรรม รองอัยการสูงสุด อาวุโสลำดับที่ 3 ซึ่งเดิมมีโอกาสขึ้นเป็นอัยการสูงสุดแทนนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ในช่วงสิ้นปีงบประมาณนี้ ได้ยื่นขอขึ้นเป็นอัยการอาวุโสเป็นที่เรียบร้อยโดย สำนักงาน ก.อ.ได้รับเรื่องไว้เเล้ว   โดยมีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะส่งผลให้ ในวาระการประชุม ก.อ.ในวันนี้มีวาระการเเต่งตั้งอัยการสูงสุดคนใหม่แทน โดยตามขั้นตอนประธาน ก.อ.จะเสนอชื่อผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดลำดับที่ 1  ขึ้นรับการพิจารณาจากที่ประชุมก.อ. เพื่อขึ้นดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุด เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการอัยการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง และการเลื่อนชั้นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการ พ.ศ.2566 ข้อ 17 

สำหรับกรณีที่นายโชคชัย ซึ่งมีอาวุโสสูงสุด ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ได้ขอพ้นจากตำแหน่งบริหารเพื่อไปดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโส นั้น  ทำให้ลำดับอาวุโสนายโกวิท จากที่2 เลื่อนมาเป็นลำดับแรก เพื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21 ต่อจากนาย อิทธิพร แก้วทิพย์ 

ภายหลังจากที่มีการเสนอชื่อนาย โกวิท คณะกรรมการอัยการ ได้ใช้สิทธิอภิปรายเรื่องความสามารถ และความเหมาะสมของนายโกวิท ก่อนที่คณะกรรมการอัยการจะลงมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายโกวิท ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คนถัดไป

โดยหลังจากนี้ รายชื่อว่าที่อัยการสูงสุดคนใหม่จะถูกส่งให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณา เเละหากผ่านขั้นตอนทั้งหมดเเละได้รับโปรดเกล้าฯเเล้ว นายโกวิท จะขึ้นดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21 มีวาระดำรงตำเเหน่ง 2 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน2571 

ทั้งนี้นายโชคชัย เเละนายโกวิท เป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 98 เเละมีรายงานว่าทั้งคู่เรียนห้องเดียวกัน 

สำหรับนายโชคชัยเป็นคนมีบุคลิกเงียบเก็บตัว ชอบความสงบ ทำให้มองว่าอาจจะคล้ายกับกรณี นายสมเกียรติ คุณวัฒนานนท์ รองอัยการสูงสุดที่มีคิวอาวุโสขึ้นอัยการสูงสุด ที่เคยขอขึ้นเป็นอัยการอาวุโสก่อน 1 ปีส่งผลให้ นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ เลื่อนคิวขึ้นมาเป็นอัยการสูงสุดเเทน

ในส่วน นายโกวิทเดิมก็มีคิวอาวุโสจะขึ้นดำรงตำเเหน่ง อัยการสูงสุดอยู่เเล้ว1 ปี  เเต่การที่นายโชคชัยขอขึ้นอัยการอาวุโสครั้งนี้ ทำให้นายโกวิทก็จะนั่งดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุด 2 ปี 

สำหรับนายโกวิทเป็นอัยการมือทำคดี เคยอยู่สำนักงานคดีพิเศษเก่า เคยรับผิดชอบคดีม็อบการเมืองและคดีผู้มีอิทธิพลสำคัญก่อนย้ายกลับไปภาคใต้ มีบทบาทในเรื่องคดีเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่มิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่สมัยเป็นอธิบดีอัยการปราบปรามทุจริตภาค 8 ที่สำคัญ ที่ผ่านมาตอนเป็นอธิบดีอัยการ สพอ.มีบทบาทในการจัดอบรมบรรยายปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรบทบาทหน้าที่ของอัยการผู้ช่วยที่สอบได้รวมถึงพัฒนาเพิ่มพูนทักษะของข้าราชการอัยการทั้งหมด รวมถึงหลักสูตรใหญ่ๆ ของอัยการทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีบทบาทสมัยนั่งอธิบดีอัยการสำนักงานปราบปราบการทุจริต ซึ่งเป็นสำนักงานที่มีความสำคัญดำเนินคดีกับข้าราชการระดับสูงเกี่ยวกับคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และได้รับเลือกเป็นกรรมการเนติบัณฑิตยสภา เเละกรรมการอัยการถือว่าได้รับการยอมรับจากพี่น้องอัยการ

ในเเง่วิชาการนายโกวิทก็มีการศึกษาค้นคว้ากฎหมายเกี่ยวกับคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบ อย่างละเอียดเชี่ยวชาญ ถูกมองว่าเป็นอัยการที่ครบเครื่องทั้งบู๊ทั้งบุ๋นเพราะอยู่ทั้งสายงานอบรมเเละสายงานคดี 

    สำหรับประวัติการศึกษานายโกวิทย์จบการศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (NIDA)
* เนติบัณฑิตไทย : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
* ปริญญาตรี : นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
* หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง
– ปี 2526 หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา
– ปี 2531 หลักสูตรผู้บริหารโรงเรียนสายสามัญและสายอาชีวศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ)
– ปี 2555 หลักสูตรการบริหารจัดการความมั่นคงแห่งชาติรุ่นที่ 4 (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)
– วปอ. รุ่นที่ 61
– บ.ย.ส. รุ่นที่ 26
– ปปร. รุ่นที่ 29 – นธป. รุ่นที่ 14 และอื่น ๆ 
ผลงานและเกียรติประวัติ
• ด้านกฎหมายและคดีสำคัญ
– รับผิดชอบคดีเรียกค่าไถ่(คดีกลุ่มโจรไข่หมูก เส้งเอียด)
– คดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวลี่นักธุรกิจชาว ซาอุดีอาระเบีย
ด้านสังคมและจิตอาสา
– ช่วยเหลือจัดการศพ “สึนามิ”
– ดำเนินโครงการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์
(อัยการอำเภอ)
– สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
– กรรมการฝ่ายกฎหมาย สมาคมกีฬา ปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย
– กรรมการสภาทนายความ
– กรรมการเนติบัณฑิตยสภา.

ก.คลัง พร้อมรับคำขอใช้งบ 2.4 หมื่นล้าน ที่เหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก

ก.คลัง พร้อมรับคำขอใช้งบ 2.4 หมื่นล้าน ที่เหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก

ก.คลัง พร้อมรับคำขอใช้งบ 2.4 หมื่นล้าน ที่เหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.53 น.

ก.คลัง พร้อมรับคำขอใช้งบ 2.4 หมื่นล้านที่เหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก เผย เริ่มทยอยขอใช้งบ 2 แสนล้านล็อตหลังเข้ามาแล้ว

เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการพิจารณาใช้งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจากพระราชกำหนด ( พ.ร.ก.) กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ล็อตแรก จะเอาไปดำเนินโครงการอะไรว่า ต้องดูทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องนำเสนอเข้ามา โดยให้แต่ละกระทรวงพิจารณาว่ามีโครงการใดสอดคล้องกับการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้หรือไม่ และหากจะใช้วงเงินก็เสนอคำขอโครงการเข้ามาได้ โดยขณะนี้มีคำขอโครงการ 2 แสนล้านบาท ล็อตหลังเข้ามาแล้ว ซึ่งทางคณะกรรมการการกลั่นกรองจะพิจารณาว่าโครงการเข้ากับงบประมาณก้อนแรกหรือหลังมากกว่ากัน

เมื่อถามถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ไปช่วยกลุ่มเปราะบางที่อาจไม่มีบัตรสวัสดิการและเทคโนโลยีนั้น นายลวรณ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปดูในเรื่องนี้ ไปเก็บตกผู้ตกหล่นว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีคำขอเข้ามาเยอะหรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า เพิ่งมีโครงการเดียวที่ผ่าน ครม.เมื่อวันที่ 19 พ.ค. และยอมรับว่า ขณะนี้ต้องพิจารณาภาพรวมงบประมาณ 4 แสนล้านบาท

จริงใจ ไม่จิงโจ้! อนุทิน นำสส.ภูมิใจไทยยื่น ร่างฯแก้ไข รธน. โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ ปชช.

จริงใจ ไม่จิงโจ้! อนุทิน นำสส.ภูมิใจไทยยื่น ร่างฯแก้ไข รธน. โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ ปชช.

จริงใจ ไม่จิงโจ้! อนุทิน นำสส.ภูมิใจไทยยื่น ร่างฯแก้ไข รธน. โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ ปชช.

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

‘อนุทิน’ นำสส.ภูมิใจไทยพรึ่บตบเท้ายื่น ‘ร่างฯแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ โวลั่นเป็นพรรคแรกทำตามประชามติ-ยึดเจตนารมย์ประชาชน ยันจริงใจแน่นอน ไม่จิงโจ้ หวังปิดจ็อบได้กติกาประเทศใหม่ในรบ.นี้ ด้าน ’ปธ.รัฐสภา‘ พร้อมดันบรรจุระเบียบวาระ

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยสส.ของพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันลงชื่อ190คน เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยเนื้อหาในร่างฯของพรรคภูมิใจไทย จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านกลไกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ให้เป็นไปตามผลการลงประชามติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง เมื่อวันที่ 8ก.พ.69 ทั้งนี้ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคหลักที่เสนอร่างฯเข้ามา ตนในฐานะประธานรัฐสภา พร้อมที่จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระตามขั้นตอน เพื่อให้สมาชิกได้มีการพิจารณาต่อไป 

ด้านนายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราได้มายื่นร่างฯฉบับนี้เป็นไปตามเจตนารมย์ของพรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้นการรับฟังเสียง และความต้องการของประชาชน ตามเสียงประชามติที่เป็นเอกฉันท์ประสงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา พรคคภูมิใจไทยจึงตอบสนองความต้องการประชาชน ด้วยความที่เราเป็นพรรคของประชาชนทุกคน เป็นพรรคแรกที่ได้ยื่นร่างฯสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา อยากให้ทุกคนรับทราบเจตนารมย์ ความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยด้วย ตามที่มีคนกล่าวหาว่าเราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น 

“วันนี้เราได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาใดๆ เรามาที่นี่เพราะประชาชนบอกให้มา ไม่ใช่มาเพราะว่าบิดเบือนข้อกล่าวหาที่มีคนกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ตั้งใจ หรือไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่าเราเป็นพรรคแรกที่มา” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าร่างฯที่ยื่นเข้ามามั่นใจว่าจะผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา(สว.)หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะก่อนกล่าวว่า เรายื่นให้ประธานรัฐสภาบรรจุวาระ แล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นทั้ง2สภาฯคือผู้ที่จะกำหนดทิศทางว่าผลของการพิจารณาร่างฯจะเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่าในสัปดาห์หน้าพรรคประชาชนจะยื่นร่างฯเข้ามาเช่นกัน พรรคภูมิใจไทยจะรับร่างฯของพรรคประชาชนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอดูร่างฯของพรรคประชาชนก่อน ยังไม่เห็น ส่วนสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยยื่นร่างฯในนามพรรคการเมือง ไม่ได้ยื่นในนามคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้น เพราะเราเป็นพรรคการเมือง รับฟังประชาชนเป็นปราการด่านแรก รัฐบาลมาจากพรรคการเมือง พรรคการเมืองมาจากประชาชน เราก็ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ยึดตามทำนองคลองธรรมทุกอย่าง

เมื่อถามว่า เบื้องต้นได้หารือกับพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ว่ามีแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่มีการหารือเบื้องต้น ทุกพรรคสามารถยื่นร่างฯเสนอ เราก็มาดูว่าตรงไหนถ้าเป็นเจตนารมย์ร่วมกัน เป้าหมายร่วมกัน เป็นประโยชน์กับประเทศ และประชาชนเราก็พร้อมสนับสนุน ไม่ใช่เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น 

เมื่อถามว่าหากพรรคอื่นมีการเสนอให้มีการเลือกสสร.โดยอ้อมจะพอยอมรับได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว้า เดี๋ยวว่ากัน ทุกอย่างต้องมาจากความเห็นร่วมของสส.ทุกคน ตรงนี้มันเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนด้วย เราต้องรับฟังเสียงของสส.ทุกคนที่สะท้อนเสียงประชาชนออกมา ส่วนจะกังวลหรือไม่หากพรรคร่วมฯเห็นต่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจะนำมาเป็นข้อต่อรองทางการเมืองนั้น เราทำทุกอย่างให้ดีที่สุด สิ่งที่ไม่กังวลเลยคือสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคนมีเจตนารมย์ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ตอบสนองความเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ารัฐบาลนี้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง นายอนุทิน กล่าวว่า มาอยู่ตรงนี้ยังไม่จริงอีกหรือ จริงจังแน่นอน ไม่มีจิงโจ้

ปชน.ไม่ถอย! ยื่น 6 ร่าง กม.กลับสภาอีกครั้ง พริษฐ์ หวัง ส.ว.ให้ร่างแก้ม.256 ผ่านวาระ 1

ปชน.ไม่ถอย! ยื่น 6 ร่าง กม.กลับสภาอีกครั้ง พริษฐ์ หวัง ส.ว.ให้ร่างแก้ม.256 ผ่านวาระ 1

ปชน.ไม่ถอย! ยื่น 6 ร่าง กม.กลับสภาอีกครั้ง พริษฐ์ หวัง ส.ว.ให้ร่างแก้ม.256 ผ่านวาระ 1

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“ปชน.” ไม่ถอย ยื่น 6 ร่างกฎหมายกลับเข้าสภาฯ อีกครั้ง หลัง ครม.ไม่ยืนยันร่างค้างจากสภาชุดก่อน ด้าน “ไอติม” เผย ยื่นร่างม.256 ไม่เกินสัปดาห์หน้า หวัง สว.ให้ผ่านวาระ 1 เหมือนรอบที่แล้ว 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงยืนยันเจตนารมณ์ของพรรคประชาชน ว่า จะมีการยื่นร่างกฎหมายกลับเข้าไปสู่การพิจารณาของสภาฯ ที่เป็นร่างกฎหมายค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นชัดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีมติยืนยันจึงทำให้โครงร่างทั้ง 6 ร่างดังกล่าวตกลงไป ทางเราจึงได้มีการอภิปรายถึงเหตุผลว่าเหตุใด 6 ประเด็นดังกล่าวควรจะได้ไปต่อในวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ในคำชี้แจงของรัฐบาลยังไม่สมเหตุสมผล พวกเราจึงมาแถลงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะยื่นร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยจะมีร่างที่เรายื่นร่างเดิมกลับไปโดยไม่มีการปรับปรับปรุงเนื้อหา แต่อาจจะมีบางร่างที่มีการปรับปรุงเนื้อหาเล็กน้อยเพิ่มเติมก่อนที่จะยื่นเข้าไป โดยกฎหมายที่มีการยื่นกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างพ.ร.บ. โรงงาน ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า ร่างพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทั้ง 6 ร่าง ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจสังคมการเมือง และมีร่างกฎหมายของภาคประชาชนหลายฉบับที่ได้ผ่านกระบวนการฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว และหวังว่าในการประชุมสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม 3 วัน จะมีวันสำหรับการพิจารณากฎหมายของสส. โดยเฉพาะไม่ใช่แค่ของครม. ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ทางประธานสภาฯ เคยให้ไว้ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ 

เมื่อถามว่าขณะนี้ พรรคประชาชนมีการยกร่างแก้ไขสมบูรณ์แล้วหรือยัง และกรณีคูหาเลือกตั้งมีรายละเอียดอย่างไร นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้จะมีการถกเถียงกัน แต่ยืนยันว่า การเปิดคูหาคือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่าง เนื่องจากเรามองคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อพื้นฐานหลักการประชาธิปไตย และขัดคําวินิจฉัยฉบับก่อนของศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ํา ในการระบุไม่ให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างโดยตรง

นายพริษฐ์ ย้ำว่า การมีคูหาจะเป็นกลไกที่ทําให้เนื้อหาของรัฐรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถออกแบบวิธีการบรรจุการพิจารณาวาระหนึ่งของรัฐสภาได้ ส่วนรายละเอียดนั้น จะมีการยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า

ส่วนเงื่อนไขเสียง สว. นายพริษฐ์ ย้ำว่า เราไม่มีแนวคิดในการไปเพิ่มอํานาจให้กับ สว. แต่เราปฏิบัติกับ สส.และ สว.เท่าเทียมกัน คราวที่แล้วเรากําหนดแค่กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา 

เมื่อถามถึงการกําหนดไทม์ไลน์ของพรรคภูมิใจไทย จะถือว่าเป็นการบีบพรรคการเมืองอื่นให้รีบยื่นร่างเข้ามาหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า การยื่นร่างเป็นเพียงขั้นตอนแรก เราพร้อม แต่ตัวร่างน่าจะเสร็จสมบูรณ์ และพร้อมยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า เรื่องกรอบเวลาเป็นขั้นตอนของสภาฯ ที่ต้องมีการนัดประชุม ผ่านการกรรมาธิการ วาระสอง วาระสาม

ส่วนเสียง สว.ในวาระหนึ่ง ก็ต้องไปว่ากันในการพิจารณาของรัฐสภา อาจจํากันได้เนื้อหาร่างพรรคประชาชนปลายปี 68 วาระที่หนึ่งนั้น ก็มีความสอดคล้องกับหลักการที่เราพูดไว้ และไม่เห็นเหตุผลอันใดที่ สว.จะลงมติแตกต่างจากคราวก่อน 

นายกฯเอาจริง! ถกร่วมภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบคอร์รัปชัน เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย

นายกฯเอาจริง! ถกร่วมภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบคอร์รัปชัน เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย

นายกฯเอาจริง! ถกร่วมภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบคอร์รัปชัน เชื่อมีหลักฐานแน่ โจรย่อมทิ้งร่องรอย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

นายกฯถกภาครัฐ-เอกชน ลุยปราบทุจริตคอรัปชัน สั่งเปิดข้อมูลภาครัฐไม่ต้องกั๊ก หลังเคยเจอกับตัวขอข้อมูลได้ไม่ครบ ลั่นพบ ’รมต.-นายกฯ‘ ผิดยื่นหน่วยงานตรวจสอบ เชื่อมีหลักฐานแน่โจรย่อมทิ้งร่องรอย บอกไม่เห็นด้วยCPI ทำสถิติจากความรู้สึกกระทบการเมือง ทำปท.เสียหาย

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 09. 10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ – เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ครั้งที่ 1 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายมานะ นิมิตรมงคล  ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้แทนประธานสภาหอการค้าและผู้แทนสภาอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวแทนจาก 35 หน่วยงานภาครัฐและ คณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน(กกร.) 

โดยนายกฯกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดจากการที่รัฐบาลได้รับทราบความกังวลใจของประชาชนจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการภาครัฐ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ในฐานะที่ตนเป็รหัวหน้ารัฐบาลและผู้ที่บริหารหน่วยงานราชการ เห็นว่าสมควรที่จะรับฟังและศึกษาให้ ความเห็นของทุกท่านเพิ่มเติม ในการหาทางแก้ปัญหาป้องกันปราบปรามในเรื่องของการทุจริตคอรัปชันต่อไป แต่ขอกราบเรียนย้ำให้ท่านได้รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาคอรัปชันเชิงโครง โดยเสนอปฏิรูปกระบวนการอนุมัติอนุญาต ส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใส ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชนและยังเลยไปไปถึงประชาคมโลกด้วยในระดับนานาชาติ

นายกฯ กล่าวว่า ล่าสุดตอนนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต เพื่อประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม และยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย(CPI) ซึ่งตรงนี้ตนยังไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ในส่วนของภาครัฐตนขอมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ปฏิบัติตามกฏหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด และให้มีการสนับสนุนในทุกกรณีเพื่อให้หน่วยงานต่างๆได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานและทำทุกวิถีทางให้หน่วยงานเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานแก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน เห็นว่าเราปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ปลอดการทุจริตคอร์รัปชัน

“ผมเคยเป็นฝั่งขอข้อมูล ขอเท่าไหร่ก็มีข้อยกเว้นข้อมูลนี้ให้ได้ ข้อมูลนั้นให้ไม่ได้ ข้อมูลนี้ให้ได้แค่เสี้ยวเดียว ครึ่งเดียว  ผมได้แจ้งนายปกรณ์ให้เปิดเผยให้หมดไม่มีคำว่าปิด เพราะมีกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอยู่แล้ว แม้มีข้อยกเว้นก็เข้าไปแก้กฎหมาย ไม่ให้มีข้อยกเว้น เปิดก็เปิดไปเลย ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเปิดๆปิดๆ เฉพาะส่วนที่อยากให้รู้ส่วน ที่ไม่อยากให้ดูไม่เปิดอย่างนี้ต้อง จะแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการคอร์รัปชั่น  ซึ่งผมบ่นกับเลขาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าปล่อยให้มีเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าพวกท่านเห็นว่าข้าราชการคนไหนโกง รัฐมนตรีคนไหนโกง นายกฯคนไหนโกงและทุจริต ท่านไปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไปศาล ไปป.ป.ท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปทุกที่ที่ท่านไปได้ ไปในหน่วยงานที่มีการบังคับบัญชาเหนือหน่วยงานที่เขาทุจริต เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายเรื่องของกฎหมายพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารต่างๆ ซึ่งถ้าเขาทำและออกวัดออกมาเป็นความสำเร็จแปลว่ามันต้องมีการตรวจสอบกลับไป โจรย่อมทิ้งร่องรอยผมคิดว่าเราเจอเป็นเคสๆ เน้นเป็นเคสๆ เน้นให้เต็มที่และผมเชื่อว่าตรงนั้น ท่านจะมีประชาคมมากมายมาให้การสนับสนุนให้ข้อมูล ให้แหล่งข่าวต่างๆที่จะสามารถทำให้สอบไปถึงต้นตอได้“นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า แต่การที่จะไปวัดจากการสอบถาม ตนขอกราบเรียนตรงๆว่าวันนี้ท่านมาถามตนในฐานะเป็นประชาชนทั่วไปไม่ใช่นายกฯ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง อาศัยบริการสาธารณะจากภาครัฐ อาศัยสาธารณูปโภคจากภาครัฐ และอ่านข่าวมาโดยตลอดเป็นเวลา 10 ปีว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร ถามว่านายอนุทินคิดว่าเมืองไทยมีคอร์รัปชันไหม คำตอบคือมีถาม 10 คนก็บอกมี 10 คน ฉะนั้นตรงนี้มันทำให้การรับรู้ รับทราบเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไข และไปทำเป็นสถิติเป็นเหตุให้ประเทศไทย มีความเปราะบางพอสมควรในการที่ถูกกำหนดว่าเป็นประเทศที่เชื่อว่ามีการทุจริตมากมายในระบบของประเทศนี้ ซึ่งตนคิดว่ามันมีผลกระทบมากมายหลายประการ มีผลสรุปและบทวิเคราะห์เช่นนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนาๆประเทศทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นทางการเมืองการลงนามต่อเอ็มโอยู การสร้างความร่วมมือต่างๆที่เขาต้องใช้เงินใช้ทองมาลงทุนในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศของไทยของเราเป็นฐานการผลิตที่สามารถมาลงทุนได้และมีความมั่นใจสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งประเทศเราเอง สิ่งเหล่านี้มันมีความเสียหาย

ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

ด่วน! ศาลพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564

ล่าสุด นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน  โพสต์ผ่านเพจ “โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep” ระบุว่า ด่วน! วันนี้ (20 พ.ค. 69) เวลา 09.30 น. ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดี ม.112 โตโต้ ปิยรัฐ โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ไม่รอลงอาญา

โดยคดีดังกล่าวศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้สืบเฉพาะพยานโจทก์ และได้ตัดการสืบพยานจำเลยแม้จำเลยจะคัดค้าน และต่อมาได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์มีความน่าสงสัยก็ตาม

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการยื่นคำขอขอประกันตัว และปล่อยตัวชั่วคราว

โพสต์โดยทีมงาน สส.ปิยรัฐ จงเทพ  20 พ.ค. 69

#โตโต้ปิยรัฐ #พรรคประชาชน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาพรุ่งนี้!!! ศาลนัดฟังคำพิพากษา โตโต้ ปิยรัฐ คดี ม.112

ปธ.สภาหอการค้าไทย รับคุยกับ สุชาติ ประจำ บอกพวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

ปธ.สภาหอการค้าไทย รับคุยกับ สุชาติ ประจำ บอกพวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

ปธ.สภาหอการค้าไทย รับคุยกับ สุชาติ ประจำ บอกพวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

”พจน์“ รับ คุยกับ ”สุชาติ” ประจำ บอก พวกกันทั้งนั้น ไม่มีอะไร

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุได้มีการโทรศัพท์หานายพจน์แต่วันแรกที่ผลสำรวจหน่วยงานรัฐส่อทุจริตรับสินบนออกมาว่า “โอ้ย คุยกันประจำอยู่แล้ว” 

เมื่อถามย้ำว่า เคลียร์กันแต่วันแรกใช่หรือไม่ นายพจน์ กล่าวว่า พวกกันๆ ไม่มีอะไร ก่อนนายพจน์กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า พวกกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีอะไร