ไชยชนก ยัน ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยวแก้ รธน. ไม่รู้มีเจตนาสื่ออย่างไร หลัง ปดิพัทธ์ เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง

ไชยชนก ยัน ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยวแก้ รธน. ไม่รู้มีเจตนาสื่ออย่างไร หลัง ปดิพัทธ์ เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง

ไชยชนก ยัน ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยวแก้ รธน. ไม่รู้มีเจตนาสื่ออย่างไร หลัง ปดิพัทธ์ เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

“ไชยชนก” ยัน “เนวิน” ไม่เกี่ยวแก้รธน. หลัง “ปดิพัทธ์” เหน็บให้ครอบครัวชิดชอบมาร่างเอง ด้าน “ภราดร” ถาม “หมออ๋องคือใคร”

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ระบุถึงการเสนอร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลว่าไม่ต้องเสียเวลา แต่ให้แต่งตั้งนายเนวิน และครอบครัว มาเขียนเลยก็ได้ ว่าตนไม่แน่ใจว่ามีเจตนาสื่ออย่างไร ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามีความตั้งใจที่จะทำออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ รับประกันได้ว่าตนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการร่างแต่อย่างใด แต่มีทีมงานที่มีประสบการณ์ และมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนขอแสดงความคิดเห็นประมาณนี้ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ยิ้มหลังสื่อถามถึงประเด็นดังกล่าว ก่อนถามกลับว่า ”หมออ๋องเป็นใคร“ ก่อนผู้สื่อข่าวจะตอบว่าเป็นอดีตรองประธานสภาฯ คนที่ 1 นายภราดร จึงยิ้มก่อนร้อง ”อ๋อ ครับ“

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ แก่ ศศิพัชร สินสโมสร อดีต ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละชีวิตปกป้องนักเรียน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ แก่ ศศิพัชร สินสโมสร อดีต ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละชีวิตปกป้องนักเรียน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ แก่ ศศิพัชร สินสโมสร อดีต ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละชีวิตปกป้องนักเรียน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้วายชนม์

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย ให้แก่ นางศศิพัชร สินสโมสร อดีตผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสงขลา สตูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เนื่องจากขณะที่ยังมีชีวิตได้ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจนได้รับอันตรายถึงแก่ความตาย โดยได้ปกป้อง ดูแลให้ความช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งครูและนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของตน และยอมเสียสละตนเป็นตัวประกันแทนครูและนักเรียน เป็นเหตุให้ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ .ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประวัติ ผอ ศศิพัชร แม่พิมพ์ผู้ล่วงลับ สละชีพปกป้องลูกศิษย์จนวินาทีสุดท้าย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ppkschool.ac.th, เฟซบุ๊ก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์, เฟซบุ๊ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล, เฟซบุ๊ก หนูน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ

‘รู้จักกูน้อยไป’พ่นพิษ! หมอเดชา ชี้คนแบบนี้​ แถวสุพรรณ​บุรี ไม่มีใครนับถือ​ ไม่ใช่​ นักเลง-สุภาพบุรุษ ตัวจริง​

‘รู้จักกูน้อยไป’พ่นพิษ! หมอเดชา ชี้คนแบบนี้​ แถวสุพรรณ​บุรี ไม่มีใครนับถือ​ ไม่ใช่​ นักเลง-สุภาพบุรุษ ตัวจริง​

‘รู้จักกูน้อยไป’พ่นพิษ! หมอเดชา ชี้คนแบบนี้​ แถวสุพรรณ​บุรี ไม่มีใครนับถือ​ ไม่ใช่​ นักเลง-สุภาพบุรุษ ตัวจริง​

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุว่า 

จากกรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)   แสดงอาการไม่พอใจ หลังถูกนักข่าวถามถึงปมไม่ตรวจสอบ กรมควบคุมมลพิษ จากกรณีคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจว่าเป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาท ก่อนจะเดินแหวกกลางวง สัมภาษณ์ชนไหล่กับผู้สื่อข่าวแล้วหันมาพูดว่า “รู้จักกูน้อยไป” ซึ่งเวลาต่อมานายสุชาติ ก็ได้ออกมาขอโทษนักข่าวดังกล่าวแล้ว

 นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Deycha Siripatra ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  วันนี้มีเหตุการณ์​ที่เป็นไวรัล​ และยืนยันความถูกต้องของคำสอน​ เกี่ยวกับ​การสู้รบ

นั่นคือ… “รู้​เขา​ รู้เรา​ รบร้อยครั้ง​ ชนะร้อยครั้ง​ -​ไม่รู้เขา​ ไม่รู้เรา​ รบร้อยครั้ง​ แพ้ร้อยครั้ง” เหตุการณ์​ที่เป็นไวรัล​นั้น​ คือ​เหตุการณ์​ระหว่าง​ คุณ​สุชาติ​ ชมกลิ่น​ กับ​ คุณ​วิษณุ​ นุ่นทอง คุณ​สุชาติ​ ชม​กลิ่น​ เป็น​ รมว​ ก.ทรัพยากรธรรมชาติ​และ​สิ่ง​แวดล้อม​ ที่นักข่าวรู้จักกันดี ส่วน​ คุณ​วิษณุ​ นุ่นทอง​ เป็นกรรมการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์​แห่งประเทศไ​ทย เป็นนักข่าวอาวุโส​ ที่แม้แต่คุณ​ทักษิณ​ฯ​ ขณะเป็นนายกฯ​ ยังให้เกียรติ​ไปในงานแต่งงาน

แต่คุณสุชาติฯ​ คงไม่รู้จักคุณวิษณุ​ฯ​ จึงใช้คำพูดที่กลายเป็นไวรัล​ (ภาพด้านซ้าย) เพราะไม่พอใจคำถามของคุณวิษณุ​ฯ​ จึงแสดงความไม่พอใจทั้ง​ วจีกรรม​ และ​ กายกรรม วจีกรรม​ คือคำพูด…”มึงรู้จักกูน้อยไป” ส่วน​ กายกรรม​ คือ การเดินชนไหล่คุณ​วิษณุ​ฯ คุณ​สุชาติ​ฯ​ คงรู้จัก​คุณ​วิษณุ​ฯ​ จากใครบางคน​ จึงได้กลับมาขอโทษ​ 

นอกจากคำขอโทษ​แล้ว​ คุณ​สุชาติ​ฯ​ ยังขอให้คุณ​วิษณุ​ฯ​ ถือว่าคุณ​สุชาติ​ฯ​ เป็นน้องด้วย เรียกได้ว่า​ หากเป็นการสู้รบ​ คุณสุชาติฯ​ ก็เป็นฝ่าย​ “พ่ายแพ้” คุณ​วิษณุ​ฯ​ แบบ​ “หมดรูป” เพราะ​ แม้ว่าจะลงทุนถึงขนาด​ ยกมือไหว้​ขอโทษ​ ขอเป็นน้อง​ ก็​ยังไม่ทำให้คนรู้สึกเห็นใจ ดูได้จาก​ ผลการสำรวจความเห็น​คนไทย 3​ แหล่ง​ ผลออกมาชัดเจน​ (ภาพขวาล่าง) คนไทยส่วนใหญ่​เห็นว่า​ การกระทำของคุณสุชาติ​ฯ​ ไม่เหมาะสม​ ทั้งๆที่​ ขอโทษแล้ว เนื่องจาก​ พฤติกรรม​ของคุณสุชาติ​ฯ​ นั้น​ คนไทยมีคำเรียกว่า…. ​ “ตบหัว​ แล้วลูบหลัง” การเดินชนใหล่โดยจงใจ​ การใช้คำว่า​ “มึง” และ​ “กู” ต่อหน้าคนอื่น​ ถือเป็นการ​ “ตบหัว”

ส่วนการยกมือไหว้​ กล่าวคำขอโทษ​ และขอลดตัวลงเป็น​ “น้อง”… คือการ​ “ลูบหลัง” น่าสงสัยว่า​ หากคุณ​สุชาติ​ฯ​ ไม่รู้ (ภายหลัง)​ ว่าคุณวิษณุ​ฯ​ เป็นใครแล้ว​ จะขอโทษ​ใหม จะยกมือไหว้และขอเป็นน้อง​ หรือไม่​…. ที่ขอโทษ​ เพราะสำนึกผิด​ หรือเพราะกลัวอะไร ที่ผ่านมา​ ผมไม่รู้​จัก​ “ตัวตนที่แท้” ของคุณสุชาติฯ​  แต่วันนี้​ ผมเชื่อว่าได้รู้จัก​ (มาก)​ แล้ว และผมรู้สึก​ “ไม่นับถือ” ความเป็น​ “ตัวตนที่แท้” ของคุณสุชาติ​ฯ​ ที่ผมเพิ่งรู้จัก เหตุผลที่ผมรู้สึก​ “ไม่นับถือ” มิได้เกิดจาก​ เห็นว่าคุณ​สุชาติ​ฯ​ เป็นฝ่ายแพ้​ ในเหตุการณ์​นี้ แต่เกิดจาก​ “ความไม่ชัดเจน” ในการวางฐานะ​ “ตัวตน” ของคุณสุชาติ​ฯ​ เอง

เริ่มจาก​ “ตัวตน” ที่เข้มแข็ง​ ดุดัน​ ในคำพูด​และการกระทำ​ ( กู-มึง…. เดินชนใหล่) กลายเป็น​ อ่อนแอ​ และนุ่ม​นิ่ม​ ในคำพูด​และการกระทำ​ ช่วงหลัง​ (  ผม-พี่… ยกมือไหว้) คนประเภทนี้​ แถวบ้านผม​ (สุพรรณ​บุรี)​ ไม่มีใครนับถือ​ หรืออยากคบค้าสมาคม​ด้วย เพราะ​ คนแบบนี้​ ไม่ใช่​ “นักเลง” จริง….. และคงไม่ใช่​ “สุภาพบุรุษ” ตัวจริง​ ด้วยเหมือนกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้จัก..น้อยไป สุชาติ เดือด เดินชนไหล่นักข่าว ปมถูกซักสินบนกรมคพ.

สุชาติ นั่งไม่ติด ไหว้ขอโทษนักข่าว หลังปะทะคารม-พูดไม่ดี แจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ

วิษณุ นุ่นทอง สื่อมืออาชีพ ที่ สุชาติ รู้จักน้อยไป

รอมฎอนทัวร์ลงอีก หลังโพสต์ถาม สมัครอส.เสียเงินเท่าไหร่

รอมฎอนทัวร์ลงอีก หลังโพสต์ถาม สมัครอส.เสียเงินเท่าไหร่

รอมฎอนทัวร์ลงอีก หลังโพสต์ถาม สมัครอส.เสียเงินเท่าไหร่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.08 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “สมัครเป็น อส.ที่ชายแดนใต้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้างครับ?”

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก๊มีคนเข้ามาคอมเมนต์สนั่น ในเฟซบุ๊กของ รอมฎอน ปันจอร์ อาธิ อ่านเม้นท์แล้ว โดนทุกดอก 555 , ถ้าตั้งใจจะเป็นจริงๆ ฉลามขวด 10 บาทเองคับอาแบ ,  เรียนฝึกยิงปูน วางถังแก๊ส ฟรี ได้ที่โรงเรียน สมัครฟรีเรียนฟรีมีโควต้า ใจถึง หน่วยก้านดี

ว่าหน่วยงานอื่นเเต่ทำไมเข้าตัวเองวะงง55 , เป็น สส. แลกไก่มากี่ตัว ,ลองไปสมัครดูซิ ถามหาวิมานอะไร , เสียค่าน้ำผึ้งป่า1ขวดหรือเป็ด2ตัว, หาสาระไม่ได้เลยหมอนี่,จริงรึป่าวที่ สส.มาโพสต์ ถ้าเขามีเงินขนาดนั้น เขาจะมาเป็นทหารพรานเหรอครับ ผมถามหน่อย,

, ทุกวันนี้คุณรอมฎอนก็เป็น อส. อยู่นะเท่าที่ผมเห็น, อย่าพยายามมาเปิดประเด็นให้เป็นเรื่องด้อยค่า ลดความน่าเชื่อถือหรือทำลายหน่วยงานราชการเลย เอาเวลาไปดูเปอร์มูดอร์ให้อยู่เป็นที่เป็นทางดีกว่าน่ะ, ท่านจะสมัครหรอครับ,คอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเอกฉันท์555,

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว ลั่นรู้จักน้อยไป หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว  ลั่นรู้จักน้อยไป  หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว ลั่นรู้จักน้อยไป หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว ลั่นรู้จักน้อยไป หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต สุดท้ายวิ่งโร่ไหว้ขอโทษ คปท.บุกยื่นทวงภาษีแม้ว

“สุชาติ”ยัวะเดินชนไหล่นักข่าวพูดไม่ดีกับสื่อ หลังปะทะคารมถูกจี้ถามปมไม่ตั้งคกก.ตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษปมเรื่องสินบน เจ้าตัวนั่งไม่ติด ปรี่ออกจากห้องประชุมครม.เข้ายกมือไหว้พร้อมขอโทษนักข่าวรัวๆแจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ รับเจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน ด้านนักข่าวบอกไม่ติดใจ ขอมองข้ามเรื่องเล็กน้อยขณะที่ คปท.บุกทำเนียบฯยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีเรียกภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ”ทักษิณ”1.7หมื่นล้าน ขู่ฟ้องล้มละลาย หากไม่ชำระ

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน ระบุกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่มี มูลค่าสินบน เฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาท

สุชาติลั่นปกป้องคนในสังกัด

โดยกล่าวว่าต้องเข้าใจว่าการทำโพลหรือการวิจารณ์สามารถทำได้หมด แต่ถ้าทำโพลแล้วมีผลกระทบ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเสียขวัญกำลังใจ โดยที่ไม่มีข้อมูล หลักฐาน ถามว่าจ่ายเพื่ออะไรและทุจริตแล้วได้อะไร คุณต้องการอะไรจากเขา สำหรับตนในฐานะหัวหน้าครอบครัว ก็ต้องปกป้อง ตนมีหน่วยงานที่ต้องควบคุมทั้งหมด 9 กรม เหมือนมีลูก 9 คน เราเลี้ยงลูกมา ทำไมเราจะไม่รู้ว่าลูกเราคนไหนเป็นอย่างไร การจะตีลูกเราต้องมีหลักฐาน ถ้าจะมาฟ้องลูก เราก็ต้องมีหลักฐานว่าลูกเราเกเรอย่างไร ถึงจะตีหรือลงโทษลูกเราได้ หรือถ้ามีการดำเนินคดีทางกฎหมาย ก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับกรมควบคุมมลพิษหลังจากเป็นข่าววันแรก ตนได้ให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้ชี้แจง

มอบปลัดทส.ประสานกกร.

“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัววันนี้ได้มอบให้พี่สาวคนโตคือ ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นผู้ปกครองไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์ และกระจ่าง โดยประสานกับทางกกร.ให้นำข้อมูล มาชี้แจงกับทางปลัดกระทรวง ทส.ตอนนี้ถือเป็นหน้าที่ปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นหัวหน้าราชการ นิสัยผม สไตล์ผมก็คือไม่ใช่ว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่ผมกำลังบอกว่าโพลที่ออกมาชี้ว่าคนนั้นทุจริต คนนี้ทุจริต แต่ถ้าโพลชี้นำว่า ครอบครัวของสื่อมวลชนหรือของใครเป็นครอบครัวที่ดี แย่ สื่อมวลชน จะรับได้หรือไม่ ไม่มีใครรับได้หรอก ต้องเอาหลักฐานมาดู นี่คือ สิ่งที่ผมจะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของเรา ถ้าผิด ก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ามีคนมาบอกว่า ลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรอ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่า ลูกเราเป็นอย่างไร” นายสุชาติ กล่าว

ยันไม่เคยให้ท้ายขรก.ที่ไม่ดี

นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่ไม่ดี สังเกตได้ว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งกรรมการสอบ ให้ออกไม่รู้กี่คน ตั้งแต่ตนมาอยู่ เพียงไม่กี่เดือน เอาออกหมด ไม่ว่าใครทำผิด ใครที่ทำให้ทรัพยากรเสียหาย ร่วมมือกับนายทุน ตนเอาออกหมด ส่วนกรณีนายกฯตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นคณะทำงานประสานทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต้องบอกว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของคนทำงาน

กรมไม่มีหน้าที่ออกใบอนุญาต

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องฟ้องเพื่อเรียกหลักฐานมาดู นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า ฟ้อง แต่อธิบดีได้บอกแล้วว่าได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปขอหลักฐานที่ว่า มีการจ่ายเงินเพื่อต้องการอะไรจากกรมควบคุมมลพิษ เพราะกรม ไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกรมวิชาการไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต หรือให้คุณ ให้โทษที่จะให้เปิดโรงงานได้ มันไม่มี

ย้ำเป็นการเมืองบางกลุ่มฉกฉวย

เมื่อถามว่าพอมีข่าวนี้ออกมาควรจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า“มันเป็นเรื่องการเมือง กลายเป็นว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มหยิบยกเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นและขยายความว่า เราไม่ยอมรับ ซึ่งมันไม่ใช่ ต้องแยกประเด็นก่อน

“สมมุติมีโพลๆหนึ่งทำโพลว่า สส.พรรคใดที่มีคดีเยอะที่สุด แล้วถ้าผลออกมาว่า เป็นพรรคของคุณ คุณยอมรับหรือไม่ คุณก็ไม่ยอมรับ เพราะโพลไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันเป็นการถามและให้ขีดคำตอบมันเป็นกูเกิล”

ข้องใจทำไมไม่ตั้งกก.ตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ควรมีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า แน่นอน แต่อันดับแรก ตนได้ให้อธิบดีชี้แจงแล้ว ทุกกรมต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี เมื่อวันหนึ่งลูกบอกว่าแม่เขาไม่ได้ทำ เราเลี้ยงลูกก็รู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร เราปกป้องลูกเราก่อน ถ้าปกป้องเสร็จก็ต้องบอกคนที่ว่า ลูกเราให้เอาหลักฐานมาหน่อย เดี๋ยวเราจะตีลูกเราเอง

เมื่อถามอีกว่าทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก่อน ทำไมถึงออกมาพูดว่า ไม่ยอมรับโพลดังกล่าวนายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงทส.ชี้แจงแล้ว เราเลี้ยงลูกมา 9คน ตนรู้ว่า ลูกเรานิสัยอย่างไร ถ้าลูกคุณนิสัยอย่างนี้ เมื่อรู้คุณก็ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่คุณรู้ว่าลูกคุณไม่มีอำนาจอะไรเลย แล้วมาว่าลูกคุณว่า ขี้ขโมย คุณจะตีลูกคุณเลยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจึงย้อนว่ามันคนละอย่างกัน รัฐมนตรีจะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน นายสุชาติ ตอบว่า ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหน่วย มีคนมาว่าลูกน้องคุณ คุณต้องปกป้องลูกน้องคุณก่อน

เหมือนไม่ยอมรับตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายเดิมจึงบอกว่าอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และบอกว่า ปกป้องลูกน้องก่อน แสดงว่า ไม่ใช่นักบริหารแล้ว มันต้องตรวจสอบ นายสุชาติ จึงตอบว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงตรวจสอบแล้ว

ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่าปัญหาคือท่าทีของรัฐมนตรีที่ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับโพลเลยมันเหมือนกับว่ารัฐมนตรีไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าเรารู้ว่า หน่วยงานเรา เป็นหน่วยงานวิชาการ ซึ่งหน่วยงานวิชาการ มันจะให้คุณให้โทษกับใครได้ การชี้แจงมันหมายความว่า เราทำผิดหรือ

กระทุ้งกกร.ต้องเปิดหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายเดิมถามอีกว่าสิ่งที่รัฐมนตรีพูดเหมือนว่าไม่เห็นด้วยกับกกร.นายสุชาติ จึงย้อนถามว่าแล้วคุณจะแนะนำอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่าไม่ได้แนะนำ เพียงแต่บอกว่า เรื่องนี้ควรมีการตรวจสอบก่อนแต่ถ้ามีข่าวปุ๊บ แล้วรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเลย มันจะเป็นปัญหาว่า เราไม่ยอมรับกระบวนการ นายสุชาติ ตอบว่า ตนก็ให้อธิบดีชี้แจงก่อนให้คนออกมาชี้แจงทั้งหมดก่อน ตนมาพูดหลังจากที่กรมชี้แจงไปแล้ว ที่ไม่ออกมาชี้แจงก่อนเพราะตนไม่รู้อำนาจหน้าที่ทั้งหมดผู้สื่อข่าวรายเดิมยังถามย้ำว่า แต่การชี้แจงมันไม่ใช่การตรวจสอบ มันเหมือนเป็นการออกมาพูดเฉยๆ นายสุชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบก็ต้องให้ กกร.เอาหลักฐานออกมาว่า ที่ทำโพลมาว่า รับเงินในข้อหาได้ใบอนุญาต หรือใบอะไร

ต่อสายปธ.หอการค้าฯขอหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวจึงย้อนถามว่าสรุปว่า ท่านไม่ได้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ก่อนชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถามว่า“ผมถาม ผมโทรไปถามพี่พจน์ (พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย) ให้เอาหลักฐานมา ผมโทรไปเอง ถามเขาดูว่าจริงมั้ย ผมเป็นคนชัดเจน”

เมื่อถามอีกว่าที่บอกว่าให้รายงานกับปลัดกระทรวงคือให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงเรียกกกร.มาในวันนี้ให้เอาหลักฐานเอกสารมาดู ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ทำให้นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า “ตั้งแต่วันแรกเลย ผมโทรหาพี่พจน์ ไปถามดูว่า โทรไปจริงมั้ย คนอย่างผมไม่มีถอยหรอก โทรถามเลย เอาหลักฐานมาพี่พจน์ รู้จักกันต้องรู้จักนิสัยกัน”

โยนให้สอบถามทางปลัดทส.

เมื่อถามว่าทางกกร.จะเอาหลักฐานไปให้ปลัดกระทรวงทส.วันนี้ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ ต้องคุยกับปลัดกระทรวงเอง เพราะมอบให้ปลัดกระทรวงไปแล้วเนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ปลัดกระทรวงเป็นผู้ปกครองหน้าที่ของปลัดกระทรวงไปว่าเอา เพราะตนไม่ได้เป็นคนตั้งข้าราชการซี 8 ซี 9 เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เป็นคนตั้ง ตนเป็นคนตั้งอธิบดีเสนอเข้าครม.ตนถึงรู้นิสัยว่าอธิบดีแต่ละคนเป็นอย่างไรแต่ถ้าเป็นข้าราชการข้างล่าง ปลัดกระทรวงก็ไปจัดการ ไปค้นหามา

‘เฮ้ง’ยั้วะเดินชนไหล่นักข่าว-พูดไม่ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น สีหน้านายสุชาติแสดงออกถึงความไม่พอใจ และเดินแหวกวงสัมภาษณ์ตรงจุดที่ผู้สื่อข่าวรายที่จี้ถามหลายคำถามโดยระหว่างนั้นมีการเดินชนไหล่กับผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวด้วย ทำให้ผู้สื่อข่าวรายนั้นถึงกับพูดว่า“เดินชนกันอย่างนี้เลยหรอ”ขณะที่นายสุชาติได้หันมาพูดว่า“มึงรู้จักกูน้อยไป” ก่อนเปลี่ยนไปขึ้นทางตึกบัญชาการ 2 (เดิมขึ้นทางตึกบัญชาการ 1)

นั่งไม่ติดติดต่อขอโทษนักข่าว

ต่อมา เวลา11.45น.หลังจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและปะทะคารมกัน เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1.30 ชั่วโมง นายสุชาติ ให้ทีมงานประสานติดต่อไปยังสื่อมวลชนคนดังกล่าวเพื่อที่จะขอโทษและพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนที่นายสุชาติจะเดินลงมาจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี แม้การประชุมยังไม่เสร็จสิ้นเพื่อมาหานักข่าวคนดังกล่าวที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

ทันทีเจอหน้าไหว้ขอโทษรัวๆ

ทันทีที่มาถึงนายสุชาติได้ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษกับนักข่าวคู่กรณี พร้อมบอกว่า“ขอโทษครับพี่”และจับมือพร้อมกับนั่งลงพูดคุยเคลียร์ใจนายสุชาติกล่าวว่า“ผมขอโทษ สิ่งที่พี่แนะนำ ผมน้อมรับไว้ต้องขอโทษอีกครั้ง เพราะเรามองกันคนละมุม”นักข่าวคนดังกล่าว ตอบไปว่า“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ ตอนแรกคิดว่ารัฐมนตรีจะเดินมาคุยเพราะทุกครั้งหลังสัมภาษณ์จะเป็นแบบนี้ที่สัมภาษณ์ในวงและออกมาคุยกันได้ อยากให้รัฐมนตรีอย่าไปติดใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ”

พูดไม่ดี‘เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ’

นายสุชาติกล่าวว่า“ต้องขอโทษ ด้วยความที่เรามีความตั้งใจในการทำงาน ตอนแรกเราก็ได้ให้แก้ไขปัญหา ชี้แจงในเรื่องที่ถูกต้อง และต้องขอโทษจริงๆที่พูดกับพี่ไม่ดี เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ ขอให้ถือว่าผมเป็นน้องของพี่ สิ่งที่ผมพูดไป อาจจะมีข้อมูลอีกด้าน เราอาจจะฟังมาจากคนข้างนอกหมด เมื่อกี้นั่งประชุมครม.ก็คิดว่าลงมาขอโทษพี่ดีกว่า และได้ให้ทีมงานประสานมา ขอให้พี่ให้อภัย ผมก็แล้วกัน ก็ผิดพลาดกันได้ ยืนยันมีความตั้งใจ ผมมาย้อนฟังถึงคำถามของพี่ ก็รู้ว่าพี่หวังดี เราก็ไม่สบายใจ ต้องขอโทษพี่จริงๆด้วยความเคารพที่ผ่านมาสื่อมวลชนทุกท่าน ผมไม่เคยไม่ให้สัมภาษณ์ใครแต่บังเอิญว่าเรามุ่งหวังคาดหวังแบบนี้ อาจจะทำให้กระทบกระทั่งน้ำใจกันก็ขอโทษจริงๆ”

ยอมรับเจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน

ก่อนที่นายสุชาติยกมือไหว้อีกครั้งและยกมือไหว้ไปที่สื่อมวลชนก่อนบอกว่า“ขอโทษสื่อมวลชนทุกคน”ขณะที่นักข่าวคนเดิมกล่าวว่า ตนไม่ได้ติดใจอะไร นายสุชาติกล่าวต่อว่า“ขอบคุณพี่ๆที่ให้คำแนะนำ ยอมรับว่า เราทำงานอยู่ มาเจอเรื่องนี้เราก็เฟลเหมือนกัน ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนยกมือไหว้อีกครั้งและจับมือกับนักข่าวคนดังกล่าวก่อนกลับขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

‘วิโรจน์’ได้ทีกรีด‘เฮ้ง’ฉุนสื่อ

ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังเกิดเหตุการณ์ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงอาการไม่พอใจสื่อมวลชนที่จี้ถามเรื่องกรมควบคุมมลพิษถูกระบุว่าเป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนสูงสุด โดยนายวิโรจน์ ระบุว่า “ที่เขารู้จักคุณน้อยเกินไป เพราะเขาอาจจะไม่อยากรู้จักคนอย่างคุณก็ได้นะครับ ขอให้กำลังใจ กกร.และสื่อมวลชนที่กรุณาเกาะติดกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยไม่หวั่นไหวต่อท่าทีของนายสุชาติ ชมกลิ่น ครับ”

‘เฮ้ง’แจ้งดำนินคดี’ไอซ์’โพสต์กล่าวหา

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.12 น. ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จโดยกล่าวหาว่า ปม“คนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน”ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 โดยมีพ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ยันข้อมูลเท็จ บิดเบือนโจมตีการเมือง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯกล่าวว่าข้อมูลที่โพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริง และเป็นข้อมูลเท็จ ปั่นกระแสมุ่งโจมตีทางการเมือง สร้างความเสียหาย เมื่อคดีอยู่ในอำนาจศาล ตนไม่ขอให้ความเห็นให้ไปสอบถามจากทีมทนายความตนเพราะเสียเวลาในการทำงาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทุกอย่างชี้แจงได้ การปั่นกระแส มุ่งโจมตีทางการเมือง นำเรื่องสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงปี 2563-2566

ตนยืนยันว่าไม่เคยมีความประพฤติสันดานโกง หรือไปพัวพันรับสินบน ทั้งเป็นอำนาจหน้าที่ ปปช.ตรวจสอบ ตนพ้นตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยทุจริต และไม่ได้เป็นคนชั่วเรืองอำนาจ ครองเมือง เจตนาโพสต์ยึดโยงข้อมูลเก่า เป็นการจงใจให้เกิดความเสียหายกระทบเป็นวงกว้าง ตนใช้สิทธิฟ้องปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ให้ไปอ่านสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง อย่ามั่ว ทำให้สังคมสับสน

คปท.บุกทำเนียบฯยื่นนายกฯ-คลัง

วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วม ประมาณ 40 คน นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล,นายนัสเซอร์ยีหมะ,น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง (ทนายมิ้นท์) และนางกรองแก้ว วัฒนกุล เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง

เร่งบังคับเรียกภาษีฯแม้ว1.7หมื่นล.

โดยมีข้อเรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ขอให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ คณะผู้ชุมนุมระบุว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (คดีทางแพ่ง) ซึ่งยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร ส่งผลให้คำสั่งเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำนวนกว่า 17,600 ล้านบาท มีผลผูกพันทางกฎหมาย และต้องมีการชำระคืนแก่รัฐ

โดยเครือข่ายฯระบุว่าหลังศาลมีคำพิพากษาผ่านมากว่า 9 เดือน ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการติดตามหนี้ภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงช่วงกลางปี 2570ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดระยะเวลาบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบังคับคดีโดยด่วน หากพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

หากไม่ชำระขู่ฟ้องล้มละลาย

นอกจากนี้ในอีกประเด็น ทางเครือข่ายฯยังขอให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการบังคับคดีภาษีดังกล่าวอย่างเคร่งครัดโดยระบุว่าปัจจุบันมีการบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดหนี้ทั้งหมด พร้อมย้ำให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการเร่งรัดยึดทรัพย์และติดตามหนี้ ก่อนหมดอายุความในช่วงกลางปี 2570 และหากพบว่าทรัพย์สินไม่เพียงพอ ให้พิจารณาดำเนินการฟ้องล้มละลายโดยทันที

โสภณเซ็นยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสส.-สว.

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา(ก.ร.)แถลงผลการประชุม ก.ร.ว่าที่ประชุมก.ร.มีมติให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สส. สว.และกรรมาธิการ (กมธ.)ของสภาฯ หรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ลงนามอนุมัติขึ้นค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินการของสส.และสว. ทั้งนี้เข้าใจว่าการอนุมัติดังกล่าวในตอนนั้นยังไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจแต่สภาปัจจุบันในยุคของตนเห็นว่าการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าวไม่เหมาะสมโดยระเบียบดังกล่าวตนสามารถใช้อำนาจประธานรัฐสภายกเลิกได้และจะให้กลับไปใช้ค่าตอบแทนเดิมที่มีอยู่

ตั้งคณะกก.อิสระศึกษารายละเอียด

นายโสภณกล่าวอีกว่านอกจากนั้น มติก.ร.ยังได้ตั้งคณะกรรมการอิสระโดยมี พล.ต.อ.ประสิทธิ์ ทำดี กรรมการ ก.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายสภาฯเป็นประธานกรรมการและมีผู้ทรงคุณวุฒิจากสส. และสว. รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงบประมาณ ก.พ. กฤษฎีกา และมีบุคคลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือเป็นกรรมการร่วม เพื่อให้พิจารณาในรายละเอียดว่าควรยกเลิกผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ จำนวนผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ ประจำตัว สส. สว. จำนวนกี่คนที่สามารถช่วยปฏิบัติงานได้ โดยไม่เป็นภาระ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยให้เวลาศึกษาภายใน 90 วัน โดยให้ทันเดือน ต.ค. นี้

“เพื่อสร้างความจริงให้ปรากฎต่อสิทธิที่มากมาย จึงตั้งกรรมการอิสระเพื่อพิจารณาและนำเสนอให้สังคมทราบว่า ต่อไปจะมีผู้ช่วยดำเนินงานของฝ่าย สส.สว. กี่คนตามความเหมาะสม ต่อการขับเคลื่อนงานของสส. หรือ สว.รวมถึงการพิจาณาสิทธิประโยชน์ของผู้ช่วยทำงานของ สส. สว. เช่นเงินเดือนที่เหมาะสม โดยผมกำชับให้นำมาตรฐานของประเทศอื่นที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาพิจารณาด้วย” นายโสภณ กล่าว

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท. ตรวจฉี่คนขับ

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท.  ตรวจฉี่คนขับ

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท. ตรวจฉี่คนขับ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รถไฟเช็ค951รายทั่วปท. ตรวจฉี่คนขับ รายงานผลภายใน24ชม. เตรียมยกจุดตัดลอยฟ้า

นิติเวชรพ.ตำรวจ ยันผลตรวจอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุรถไฟชนรถเมล์ 4 ร่าง ส่งให้ตำรวจ สน.มักกะสัน ด้าน ‘สิริพงศ์’ เผยแนวคิดงดให้รถไฟเข้าพื้นที่ กทม.ชั้นใน เป็นเพียงแค่การพิจารณา ส่วน รฟท.เร่งแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟขณะที่เกิดเหตุรถไฟเฉี่ยวชนไรเดอร์ พบรุกล้ำเขตรถไฟ เข้าไปยืนปัสสาวะ

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุรถไฟชานเมืองที่ 367 กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย 206บนจุดตัดทางรถไฟ ใกล้สถานีมักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง กทม.เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต8 ราย และบาดเจ็บ32 รายเหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ กล่าวถึงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิต ว่าขณะนี้สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล โดยยืนยันรายชื่อได้แล้ว 4 ร่าง และได้ส่งรายชื่อไปยังพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ติดต่อประสานกับญาติผู้เสียชีวิตต่อไปโดยตนมีหน้าที่เพียงตรวจสอบเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัวเท่านั้น

พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เหลืออีก 4 ร่าง กำลังดำเนินการเพราะต้องตรวจพิเศษ ซึ่งในส่วนของผู้เสียชีวิตเราตรวจเสร็จแล้ว แต่ที่ยังไม่ครบคือข้อมูลของญาติ เนื่องจากต้องรอญาติเข้ามาเก็บดีเอ็นเอก่อนเนื่องจากยังมาเก็บดีเอ็นเอไม่ครบ โดยมีญาติมาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ 7 ครอบครัว จากทั้งหมด 8 ครอบครัว และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตรงทุกครอบครัวหรือไม่ ซึ่งญาติต้องเป็นฝ่ายติดต่อมาหากสงสัย เพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ส่วนเรื่องเพศของร่าง ก็ยังระบุไม่ได้ทั้งหมดเช่นกัน

“ร่างที่ยังไม่มีญาติมาติดต่อ เจ้าหน้าที่จะเก็บไว้ก่อน และรอประชาสัมพันธ์จากญาติ เหมือนการพบศพไม่ทราบชื่อ ทั้งการเก็บหลักฐาน ตัวอย่างดีเอ็นเอ และร่างของผู้เสียชีวิต และตำรวจจะประชาสัมพันธ์ออกไปว่าหากใครสงสัยว่าอาจมีญาติเราอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ให้มาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ เพื่อเปรียบเทียบที่นิติเวชได้” พล.ต.ต.วิรุฬห์ กล่าว

ส่วนมูลนิธิร่วมกตัญญูได้เตรียมความพร้อมในการนำร่างผู้เสียชีวิตส่งกลับภูมิลำเนา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นรอเพียงกำหนดวันและเวลา โดยเตรียมรถสำหรับเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตไว้แล้ว7 คัน หากได้รับการยืนยันว่าสามารถเคลื่อนย้ายร่างได้ ก็จะดำเนินการทันที นอกจากนี้ยังมีทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต เข้าไปดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย

วันเดียวกัน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่ รมว.คมนาคม มีแนวคิดงดการเดินรถไฟในพื้นที่ กทม.ชั้นในเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถไฟชานเมืองว่า รมว.คมนาคม ให้เวลาการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปทำแผนภายในระยะเวลา 2 เดือน และมีเวลาพิจารณา 3 เดือน ว่าจะดำเนินการอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยดำเนินการมาแล้วในอดีตโดยนำข้อท้วงติงต่างๆ มาหารือกันและครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเสนอแนะแนวทางยังไม่ได้ทดลองใช้ แต่หากจะทดลองใช้ก็คงเป็นระยะสั้นเท่านั้น

นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่ายังไม่มีการนำส่งแผนในเรื่องนี้ และจะต้องรับฟังทุกเสียง และยึดหลักในการดำเนินการของกระทรวงคมนาคม คือนำระบบรางขึ้นลอยฟ้าทั้งหมด เช่นเดียวกับเส้นบางซื่อ-รังสิต ที่ทำให้เห็นว่าช่วยเรื่องแก้ปัญหาการจราจรได้จริง ตรงนี้คือการแก้ปัญหาจุดเชื่อมต่อหากในอนาคตทำจุดเชื่อมต่อเสร็จก็จะเป็นระบบลอยฟ้า ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของ รฟท.

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่ารฟท.รักษาการผู้ว่า รฟท.เปิดเผยว่า ได้เริ่มตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถไฟทั่วประเทศ ประมาณ 951 คน ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางราง โดยประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เริ่มตรวจเป็นวันแรก ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ประมาณ 120 คน โดยจะรายงานผลไปยังกรมการขนส่งทางราง ภายใน 24 ชั่วโมง หากพบปัสสาวะเป็นสีม่วง หรือมีสารเสพติด จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล หากยืนยันผลว่ามีสารเสพติด พนักงานจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่

นายอนันต์ กล่าวกรณีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง นอกจากผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งมีผู้ที่ทรัพย์สินเสียหายด้วย ว่าได้ประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มคนเหล่านี้ ก่อนจะมีการประสานกับประกันภัย

ส่วนการแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟในกทม.กว่า 27 จุดในระยะยาว รฟท.จะผลักดันโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) โดยอยู่ระหว่างขอรับการจัดงบประมาณปี 2570 เพื่อดำเนินการศึกษาทบทวนผลการศึกษาโครงการฯ เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน นอกจากนี้จะหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานด้านจราจร เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขเฉพาะจุด รวมทั้งการปรับระบบสัญญาณไฟ และการบริหารจัดการจราจรบริเวณจุดตัดทั้ง 27 แห่ง ให้สอดคล้องกับจังหวะการเดินรถไฟลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า เรื่องที่ให้ รฟท.ศึกษาการปรับลด หรือยุติการเดินรถเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในยอมรับว่าประชาชนมีความต้องการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองโดยตรง และกังวลเรื่องความไม่สะดวกหากต้องเปลี่ยนระบบขนส่งหลายต่อ โดย รฟท.จะเร่งจัดทำแผนอย่างละเอียดก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายใน 3 เดือน

ที่รัฐสภา พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ส.ว.อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ว่าจะให้จัดตำรวจยืนเฝ้าทุกจุดกั้นรถไฟ ก็เป็นไปไม่ได้ ต้องเสริมสร้างวินัยของคนในประเทศ กรณีที่เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่จราจรติดขัด หากดูจากที่เจ้าหน้าที่ยกธงแดง มีการสื่อสารให้พนักงานขับรถไฟทราบหรือไม่ว่าบริเวณดังกล่าวมีจราจรหนาแน่นติดขัดคร่อมทางรถไฟ ไม่สามารถผ่านได้ควรให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวน อย่าเพิ่งฟันธงตัดสินตามโซเชียลฯว่าใครผิด โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย และกมธ.คมนาคม วุฒิสภา จะร่วมตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

พล.ต.ท.บุญจันทร์ กล่าวต่อว่า กรณีใบอนุญาตขับรถไฟ ในฐานะที่รับราชการตำรวจมาก่อน ไม่เคยเรียกขอตรวจใบอนุญาตเลย เมื่อศึกษาข้อมูลแล้วพบว่ามีระเบียบ ข้อปฏิบัติของการรฟท.เป็นบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจว่าปฏิบัติหน้าที่อะไร และมีการแก้ไขกฎหมายซึ่งอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากใบพนักงานฯมาเป็นใบอนุญาตการขับรถไฟ จึงขอให้สังคมอย่าพึ่งตำหนิคนขับว่าขับได้อย่างไรทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต

ขณะที่นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ส.ว.กล่าวว่า ขอคัดค้านอย่างหนักเกี่ยวกับแนวคิดห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน เพราะเป็นนโยบายวัวหายล้อมคอก ผลักภาระให้ประชาชน 4 หมื่นคนที่ใช้รถไฟเดินทางมาทำงานในกทม.ทุกวัน อย่าให้ความมักง่ายแก้ปัญหาของรัฐตัดตอนความต่อเนื่องการเดินทาง แล้วโยนความยากลำบากให้ประชาชน ขอให้ใช้การสูญเสีย 8 ชีวิต สร้างกำแพงความปลอดภัยทางวิศวกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง

เวลา 10.40 น.วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดอุบัติเหตุรถไฟเฉี่ยวชนคนเดินเท้า ได้รับบาดเจ็บสาหัส ย่านมักกะสัน กทม.บริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิดเหตุรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทาง สาย 206 ที่จุดตัดทางรถไฟ ถนนอโศก-ดินแดง ช่วงบ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเหตุครั้งนี้ผู้บาดเจ็บเป็นชาย มีอาชีพขับไรเดอร์ ซึ่งก่อนเกิดเหตุกำลังยืนปัสสาวะอยู่บริเวณข้างทางรถไฟ และสวมใส่หูฟังทั้ง 2 ข้าง โดยระหว่างกำลังเดินกลับไปที่จักรยานยนต์ ไม่ทันสังเกตว่ามีรถไฟวิ่งผ่านมา จึงทำให้ถูกรถไฟเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายหลังเกิดเหตุ ทางกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือนำตัวส่งไปรักษาที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า แล้ว

ทั้งนี้ รฟท. ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าเกิดจากผู้บาดเจ็บลักลอบฝ่าแนวแบริเออร์ เข้าไปในเขตทางรถไฟ ส่วนขบวนรถไฟที่ชนเป็นขบวนรถชานเมือง ที่ 367 กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราโดยเฉี่ยวชนบริเวณเสาโทรเลขที่ 6/3-4 ระหว่างสถานีมักกะสัน–คลองตัน (ช่วงก่อนเข้าป้ายหยุดรถอโศก) ขณะที่รถไฟวิ่งอยู่บนรางตามปกติ โดยอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการเดินรถ แต่เกิดจากการกระทำโดยประมาทของผู้บาดเจ็บ ที่ขับจักรยานยนต์มาจอดบริเวณริมถนนจากนั้นได้ปีนข้ามแนวแบริเออร์กั้นซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างถนนกับเขตทางรถไฟ เข้าไปยืนปัสสาวะในพื้นที่ของทางรถไฟรวมทั้งขบวนรถไฟ ได้เปิดหวูดเตือนเมื่อขบวนรถไฟซึ่งเป็นพาหนะขนาดใหญ่และมีระยะเบรกยาววิ่งมาถึงจึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนขึ้น

สำหรับการกระทำดังกล่าวนอกจากจะนำมาซึ่งอันตรายต่อชีวิตของผู้บุกรุกเองแล้ว ยังส่งผลกระทบให้การเดินรถไฟต้องหยุดชะงักและล่าช้ากว่ากำหนดไป 22 นาที สร้างความเดือดร้อนต่อผู้โดยสารส่วนรวมที่ใช้บริการซึ่ง รฟท.ขอย้ำเตือนประชาชนว่าพื้นที่เขตทางรถไฟที่มีรั้วหรือแบริเออร์กั้น ถือเป็นพื้นที่อันตรายและหวงห้ามเด็ดขาด ห้ามมิให้ผู้ใดปีนป่าย ลักลอบเข้ามาเดินสัญจร หรือทำธุระส่วนตัวโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านเอง และป้องกันผลกระทบต่อระบบการเดินรถไฟ

ขณะที่นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กรณีนี้ต่างจากเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทาง เนื่องจากไม่ได้เกิดเหตุบริเวณทางเชื่อม แต่เป็นทางวิ่งหลักของรถไฟโดยเขตทางมีอุปกรณ์กั้น ซึ่งผู้ที่เข้าไปมีลักษณะบุกรุก ล้ำเข้าไปเพื่อไปปัสสาวะ จึงถูกรถไฟเฉี่ยวชน ทั้งนี้ขอแสดงความเสียใจกับเหตุที่เกิดขึ้น แต่ประเด็นข้อกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะรางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับใคร เหตุครั้งนี้รถไฟวิ่งมาด้วยความเร็วปกติในทางที่ไม่ใช่จุดตัดทางเชื่อมและเกิดเหตุกระชั้นชิดไม่สามารถหยุดได้ทัน จึงฝากถึงประชาชนทุกคนว่าทางรถไฟไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย และมีอันตราย ขอให้ใช้ความระมัดระวัง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำโดยพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ต้องอาศัยเสียงของสมาชิกรัฐสภา และกว่าจะผ่านแต่ละครั้งได้ ต้องใช้เวลามาก จึงควรเลือกฉบับที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ที่สุด

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร

สส.พรรคกล้าธรรม

สอบ6โรงกลั่น DSIเล็งหมายเรียก บี้เอกสารขนน้ำมัน

สอบ6โรงกลั่น  DSIเล็งหมายเรียก  บี้เอกสารขนน้ำมัน

สอบ6โรงกลั่น DSIเล็งหมายเรียก บี้เอกสารขนน้ำมัน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะเทือนวงการน้ำมัน! ดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียก 6 โรงกลั่นดัง หลังพบจงใจปิดบังข้อมูลใบขนส่งน้ำมันทางเรือ 166 ฉบับ ส่อเวียนเอกสารช่วงวิกฤตพลังงาน พร้อมลุยสอบกรรมการนอมินีบริษัทน้ำมันอ่างทองโยงเครือข่ายเสี่ยตือ ฝ่าย“ชุดสุดซอย”หอบหลักฐานฟ้องเพิ่ม 20 พฤษภาคมนี้

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบเอกสารการขนส่งน้ำมัน โดยระบุว่า กรณีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งในประเทศไทย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หลังกรมธุรกิจพลังงานได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีจากความผิดปกติของใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือจำนวน 166 ฉบับ

พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า เอกสารดังกล่าวอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 พบว่าบางรายการไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เนื่องจากไม่ระบุข้อมูลสำคัญครบถ้วน เช่น วันที่ออกเอกสาร เลขที่ใบกำกับการขนส่ง วันที่เดินทาง และระบบติดตามพาหนะ (SEAL) ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่ครบถ้วนของข้อมูลและความเสี่ยงในการนำเอกสารไปใช้ซ้ำ

อธิบดีดีเอสไอระบุว่า การกระทำดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายคดีกักตุนน้ำมัน แต่ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท โดยพนักงานสอบสวนจะพิจารณาเป็นรายกรรม เนื่องจากเอกสารแต่ละฉบับถือเป็นความผิดแยกกัน ขณะนี้ดีเอสไอมีข้อมูลเบื้องต้นแล้วประมาณ 70-80% และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนเสนอที่ประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อพิจารณามีมติออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหา คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างขยายผลคดีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง หลังพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างกรรมการบริษัทและเส้นทางการเงิน โดยมีข้อมูลว่าผลประโยชน์บางส่วนอาจถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกโครงสร้างบริษัท และอยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า ได้มีการออกหมายเรียกพยานในส่วนของกรรมการบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว หากพบพยานหลักฐานเพียงพอจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาต่อไป

ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่า ในวันที่ 20 พ.ค. จะมีการยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อดีเอสไอในคดีดังกล่าว เกี่ยวกับการไม่รายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้วย

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย อัด1.7แสนล้าน ช่วยคนไทย43ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย  อัด1.7แสนล้าน  ช่วยคนไทย43ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย อัด1.7แสนล้าน ช่วยคนไทย43ล้านราย

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยช่วยไทยพลัสฉลุย อัด1.7แสนล้าน ช่วยคนไทย43ล้านราย เปิดลงทะเบียน25-29พ.ค. รับเงิน1พันต่อเนื่อง4เดือน เริ่มใช้สิทธิ์1มิ.ย.ถึง30ก.ย.

ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส”แบ่งเบาภาระค่าครองชีพกว่า 43 ล้านคน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่วงรัฐร่วมจ่ายเงินสัดส่วน 60/40 คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนผ่านแอปฯเป๋าตัง 25-29 พฤษภาคม ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน ด้านธนาคารกรุงไทย จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ ขณะที่นายกฯ สั่งครม.รับลูกขับเคลื่อนข้อเสนอวงหารือเจ้าสัว มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน 4 ด้านหลัก

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้

ครม.ไฟเขียว‘ไทยช่วยไทยพลัส’

นายเอกนิติ แถลงว่า ครม.อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท

สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้ 2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน และ 3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ขุนคลังชี้ถ้าไม่ทำอะไรยิ่งเสี่ยงวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ระลอกที่สองคือวิกฤตต้นทุน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะอย่างเกษตรกรและผู้ขับรถขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ผ่านมา แต่ในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตของแพง โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีโอกาสจะสูงขึ้นอีก หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะนำไปสู่ระลอกต่อไป นั่นคือวิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเงินออมสะสม จนอาจนำไปสู่การปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน และเศรษฐกิจซึมยาว

“หากรัฐบาลไม่สามารถรับมือกับวิกฤตของแพงได้ หรือหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่ทำอะไรเลย อัตราเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้นไปถึง 5% ได้ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่อาจขึ้นไปถึงระดับ 5% นั้น เป็นภาพสะท้อนของภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก และหากไม่สามารถประคองสถานการณ์ไว้ได้จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยต้องปิดตัวลงและส่งผลให้เกิดปัญหาคนตกงานตามมา”นายเอกนิติ กล่าว

ระบุทั่วโลกกังวลวิกฤตเงินเฟ้อ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวมากในเวลานี้คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนกำลังกังวล ซึ่งหากติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะพบว่าขณะนี้ทุกคนมีความกังวลในเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยในตลาดการเงินโลกพบว่ามีการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อจะรุนแรงและสูงขึ้นมาก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือบอนด์ยิวของสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นมาก ปรากฏการณ์นี้เป็นการยืนยันในมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก ว่าตลาดโลกและตลาดการเงินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน หรืออาจมีโอกาสที่จะสูงกว่าระดับที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับมือ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว

ปลัดคลังชี้บรรเทาภาระค่าครองชีพ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคนแรกจะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิ.ย.ถึง ก.ย. เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปในโครงการ 60/40 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคนเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่เคยลงทะเบียนไม่ทันในอดีต

“โครงการ 60/40 ไม่ใช่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม แต่เป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยกำหนดเกณฑ์อายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตามเกณฑ์ตลาดแรงงาน และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขร้านค้าที่เข้าร่วมโดยจะไม่รวมร้านในภาคบริการ เช่น ร้านทำผม ร้านนวด หรือสปา เพื่อให้เงิน 1,000 บาทในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าที่จำเป็นอย่างแท้จริง โดยเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทในแต่ละเดือนของโครงการ 60/40 จะต้องใช้ให้หมดภายในเดือนนั้นๆ และไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้เพื่อให้เกิดผลในการบรรเทาภาระตามช่วงเวลาที่กำหนด”ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

เปิดลงทะเบียน25-29พ.ค.

สำหรับกำหนดการของโครงการนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม นี้ ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐให้เข้าไปยืนยันตัวตนในระบบ และร้านค้าใหม่สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 25 – 30 พฤษภาคม สำหรับการใช้จ่ายผ่านระบบฟู้ดเดลิเวอรี่ทั้ง 4 รายยังสามารถทำได้เช่นเดิมแต่ระบบจะพร้อมใช้งานหลังจากเริ่มโครงการไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์

กรุงไทยเตรียมพร้อมรับลงทะเบียน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ครอบคลุมทั้ง 30 ล้านสิทธิ์ สำหรับประชาชนรายเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกดยืนยันสิทธิ์และจะทราบผลทันทีภายใน ส่วนรายใหม่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการก่อน ซึ่งจะใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน

ส่วนของร้านค้าสามารถเข้าไปที่แอปพลิเคชันถุงเงินเพื่อกดยืนยันรับเงื่อนไขและจะพร้อมรับชำระเงินตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้งที่สาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งจะมีการประกาศจุดบริการรับสมัครเพิ่มเติมในระยะถัดไป

สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ผู้ประกอบการสามารถกดสมัครผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ในวันที่ 10 มิ.ย. นี้ และประชาชนจะเริ่มเลือกใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป

จัดทำฟีเจอร์ใหม่ช่วยผู้ประกอบการ

นายผยง กล่าวว่า ธนาคารยังจัดทำฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า นกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบ AI ที่จะเข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยใน 3 ด้าน คือ 1.การตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส2.การวิเคราะห์ยอดขายรายวันเพื่อช่วยให้ร้านค้าทราบช่วงเวลาที่ขายดีที่สุดและยอดขายเฉลี่ยต่อรายการ ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการบริหารสต็อกของสดและการจัดสรรพนักงานให้เหมาะสม และ 3.การเชื่อมโยงข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เช่น ราคาหมูหรือไก่ เพื่อให้ร้านค้าบริหารจัดการต้นทุนและตั้งราคาขายให้มีกำไรอย่างเหมาะสม

นายกฯสั่งครม.รับลูกข้อเสนอเจ้าสัว

วันเดียวกัน เวลา 14.30 น.ที่ทําเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ให้ความสําคัญมาก และยืนยันกับประชาชนว่าการรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ ไม่ได้ทําไปเพื่อนักธุรกิจ แต่ถ้าภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ก็จะนําไปสู่การสร้างงานและสร้างรายได้แก่ประชาชน ซึ่งข้อเสนอของผู้ประกอบการนายกฯได้นํามาสั่งการในครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานกําหนดกรอบ ว่าได้มีการดําเนินการขับเคลื่อนตามข้อเสนอนั้นอย่างไร ภายในทุกๆ 30 วัน และ 60 หรือ 90 วัน ตามเป็นระยะ ผ่านกลไกครม.เศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)

ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดัน4ด้าน

โดยนายกฯเน้นย้ำ 4 ด้าน คือ 1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และพลังงานสะอาด ได้มอบหมายให้สํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ(สทนช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก 2. ด้านการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเอไอ และดิจิทัล ได้มอบหมายให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงานผลักดันตามข้อเสนอแนะ 3. การผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น ด้านสุขภาพ ดิจิตอล เกษตรสมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น โดยเรื่องนี้ให้กระทรวงการคลัง และสํานักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เป็นหน่วยงานหลัก และ 4. เรื่องการลดอุปสรรคการอนุญาต รวมถึงการใช้ที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์ ได้มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ( ก.พ.ร.) กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เข้าไปดําเนินการ

สส.ปชน.เห็นด้วย! ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะรัฐเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินี

สส.ปชน.เห็นด้วย! ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะรัฐเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินี

สส.ปชน.เห็นด้วย! ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน แนะรัฐเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“เฉลิมพงศ์”เห็นด้วย ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับสู่เกณฑ์เดิม แนะรัฐบาลเอาจริงกำจัดธุรกิจนอมินีทำลายเศรษฐกิจไทย ชี้ระยะยาวควรเน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกระดับคัดกรอง นทท.เข้าประเทศ

19 พฤษภาคม 2569 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่วันนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน จำนวนกว่า 90 ประเทศ และให้กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 30 วัน ว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมองว่าระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับวีซ่าท่องเที่ยวควรอยู่ที่ 18 วันด้วยซ้ำ แต่การบ้านใหญ่ที่ขอฝากถึงรัฐบาล คือขอให้เอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำจัดผู้ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการฟรีวีซ่า แต่สามารถทำลายการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามาตรการฟรีวีซ่าระยะยาว กลายเป็นช่องโหว่ให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาแฝงตัวพำนัก แย่งอาชีพคนท้องถิ่น ก่ออาชญากรรม ทำธุรกิจในลักษณะนอมินี ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและไม่เคารพกฎหมายไทย ปริมาณนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามามากเกินไปสวนทางกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ประสิทธิภาพในการคัดกรองและควบคุมดูแลลดลง จนลุกลามเป็นปัญหาสังคม

ในขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ไม่ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เน้นแต่ปริมาณ เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาล้นตลาด ก็เกิดการแข่งขันด้วยการตัดราคากันเอง แทนที่จะเป็นการแข่งขันเพื่อนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและแปลกใหม่เพิ่มมูลค่า

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางเพื่อยกระดับสู่การเป็น “Premium Destination” หรือจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เนื่องจากภูเก็ตมีต้นทุนทางธรรมชาติที่ทรงคุณค่า ทะเลสวยงาม น้ำใส หาดทรายขาว ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดคนทั่วโลก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการรักษาต้นทุนทางธรรมชาตินี้ไว้ ไม่ให้เสื่อมโทรมไปกับการท่องเที่ยวแบบไร้ทิศทาง

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำควบคู่กันคือการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่คัดกรองคุณสมบัติและศักยภาพของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศ เพื่อดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เชื่อว่าแนวทางที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว ทั้งในแง่ของการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ และการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย