สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

สภาทนายความ จับมือ 6 องค์กรสื่อ MOU ส่งทีมช่วย นักข่าว สู้คดีถูกฟ้อง ป้องคุกคามสิทธิตรวจสอบข้อเท็จจริงปราศจากความกังวล

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่สภาทนายความ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและส่งเสริมวิชาการแก่สื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตแต่กลับถูกฟ้องร้องคุกคามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สื่อมวลชนทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยปราศจากความหวั่นกลัว โดยมี นายธนพล คงเอี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนจาก 6 องค์กรสื่อ นำโดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธาน​สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พร้อมด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เป็นผู้ลงนาม

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ครั้งนี้ มีเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต แต่ถูกดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ในชั้นศาล ในทุกกฎหมาย รวมทั้งคดีที่เกี่ยวพันกัน โดยให้เปล่าตลอดทุกชั้นศาล ยกเว้นการเสียค่าธรรมเนียมศาล ค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นจากองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้

รวมทั้ง ช่วยเหลือสนับสนุนด้านการดำเนินคดี เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ตลอดจนหกองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ เป็นผู้กล่าวหา หรือเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง อาญา ปกครอง โดยให้เปล่าตลอดในชั้นสอบสวน ทุกชั้นศาล ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ค่าฤชาธรรมเนียมต่างๆ ทั้งนี้ โดยผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นจากองค์กรสื่อซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้

และสนับสนุนด้านการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่สื่อมวลชน และแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการประชาสัมพันธ์ด้านกิจกรรมต่างๆ ระหว่างสภาทนายความฯ,กับ6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน โดยบันทึกข้อตกลงนี้มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เริ่มเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 สิ้นสุดวันที่ 7 พ.ค.2573 

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ปลดล็อก กม.ขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ปลดล็อก กม.ขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ปลดล็อก กม.ขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

นายกฯ มอบ มท. ลุยปรับโฉม PEA สู่ One Stop Service ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมปลดล็อกกฎหมายขยายไฟฟ้าทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดังนี้

1. บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service)

ประชาชน “มาที่เดียว จบ ครบ ทุกเรื่องไฟฟ้า” โดยหัวใจสำคัญคือ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะการขอติดตั้ง Solar Rooftop ที่ PEA จะเป็นพี่เลี้ยงให้ตั้งแต่ก้าวแรก ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนจะได้รับคำแนะนำครบวงจร ทั้งการเขียนคำร้อง เอกสารที่ต้องใช้ ไปจนถึงการคำนวณความคุ้มค่าว่า “ติดแล้วประหยัดเงินไปกี่บาท” รวมถึงช่วยประสานแหล่งเงินทุน/สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้อีกด้วย

2. ไฟฟ้าเข้าถึงทุกครัวเรือน (ขยายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล) จะต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ในพื้นที่ทุรกันดาร

จะต้องเร่งขยายโครงข่ายไฟฟ้าเข้าสู่ภาคการเกษตรและพื้นที่ห่างไกล (เช่น แม่ฮ่องสอน หรือพื้นที่เกาะ) โดยหวังให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลจะมีไฟฟ้าใช้เพื่อสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเน้นว่า “PEA พร้อมไปหา ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะเข้าถึงยากเพียงใด”

3. ปลดล็อกอุปสรรคเพื่อประชาชน (Policy & Law Reform) กฎหมายต้องช่วยคน ไม่ใช่ขวางความสะดวก

โดย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเดินหน้าในการผลักดันและแก้ไข พรบ. หรือระเบียบต่างๆ ที่เคยเป็นอุปสรรคในการขยายเขตไฟฟ้า เช่น พื้นที่ทับซ้อนหรือข้อจำกัดด้านที่ดิน ทั้งนี้ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาของประชาชนรวดเร็วขึ้น ประชาชนไม่ต้องรอคอยไฟฟ้านานเป็นปีๆ เพียงเพราะติดข้อระเบียบทางเอกสาร

“กฟภ. ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน สังคม และประเทศชาติ  รัฐบาลขอให้ กฟภ. ช่วยสนับสนุนภารกิจของภาครัฐในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ปัจจุบัน ทุกหน่วยงานด้านพลังงานต่างต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาบูรณาการเข้ากับการทำงาน จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายในระยะยาว” น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

ปธ.รัฐสภา เฟิร์มนัดประชุมร่วม 15 พ.ค. ลงมติเห็นชอบ 31 ร่างกม.ค้างท่อ ที่ ครม. ร้องขอให้เดินหน้าต่อ 

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้นัดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 15 พ.ค. เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คือ การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอและยื่นมาถึงสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เมื่อ 6 พ.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีร่างกฎหมายที่ครม. ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณา รวมทั้งสิ้น 31 ฉบับ แบ่งเป็นร่างพ.ร.บ.ที่ถูกเสนอโดยที่ ครม. จำนวน 18 ฉบับ อาทิ  ร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลากาศาลยุติธรรม ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ร่าง พ.ร.บ.การเดินเรือน่านน้ำไทย ร่างพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร  ร่างพ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรถไฟฟ้า 3 โครงการ คือ สายนัคราพิพัฒน์ ช่วงวังทองหลาง-อ.เมืองสมุทรปราการ สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี และ สายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี ในท้องที่หลักสี่ ซึ่งค้างอยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาของสภาฯในวาระที่หนึ่ง

ร่างพ.ร.บ.ที่ ครม.เสนอและมีร่างของสส. หรือภาคประชาชน ประกบ  รวม 3 ฉบับ ได้แก่  ร่างพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน  ซึ่งอยู่ในชั้นวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนสภาฯ   ร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย  ซึ่งค้างในขั้นตอนที่กรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภาพิจารณาแล้วเสร็จและรอบรรจุวาระของวุฒิสภา  ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่อยู่ระหว่างการพิจาราของกมธ.วุฒิสภา 

ร่างกฎหมายที่เสนอโดย  สส. จำนวน 10 ฉบับ อาทิ ร่างพ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม ที่อยู่ในชั้นรอการพิจาณาวาระสองของวุฒิสภา  ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของกมธ.วุฒิสภา ทั้งนี้พบว่ามี 3 ฉบับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำเสนอร่างกฎหมาย ที่ได้รับการยืนยันด้วย ได้แก่  ร่างพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่างพ.ร.บ.สภาตำบลและองค์กาารบริหารส่วนตำบล ร่างพ.ร.บ.เทศบาล  ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่รอวุฒิสภาพิจารณาวาระหนึ่ง

ส่วนกฎหมายของภาคประชาชนมีส่วนร่วมนำเสนอร่างกฎหมาย พบว่ามีเพียงฉบับเดียวคือ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด

นายกฯ ถึงเซบู เตรียมหารือสามฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์

นายกฯ ถึงเซบู เตรียมหารือสามฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์

นายกฯ ถึงเซบู เตรียมหารือสามฝ่าย ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

7 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศ Brigadier General Benito N. Ebuen Air Base (BGBNEAB) เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมี นางดีตา อังการา-มาทาย (H.E. Mrs. Dita Angara-Mathay) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วย นางแพมิลา ซีลากัน บาริคูอาโตร (Mrs. Pamela Silagan Baricuatro) ผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู รอให้การต้อนรับ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจในช่วงค่ำ เวลา 18.00 น. นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการหารือสามฝ่าย ระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือสามฝ่าย นายกฯ และภริยา จะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือ Special BIMP-EAGA Summit (Brunei Darussalam-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area Summit)

“การหารือสามฝ่าย หรือไตรภาคี ไทย – ฟิลิปปินส์ – กัมพูชา นั้น เป็นการดำเนินการโดยประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกการประชุมในครั้งนี้ ซึ่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.กต.ที่เดินทางมาก่อนล่วงหน้านั้น ได้เน้นย้ำจุดยืนไทยในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จะมีการดำเนินการทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่สำคัญคือ การสร้างความไว้ใจ (trust) กันกลับมาใหม่อีกครั้ง” น.ส.รัชดา ระบุ

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) นายกฯ มีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) และพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนต่างๆ ด้วย

นฤชา เอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ เล็งฟ้องกลับ ภูมิธรรม ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นฤชา เอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ เล็งฟ้องกลับ ภูมิธรรม ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นฤชา เอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ เล็งฟ้องกลับ ภูมิธรรม ปมโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

ภูมิธรรม สะดุ้งอีกเฮือก! นฤชา ยันเอาด้วยกับ ไชยวัฒน์ ผนึกเดินหน้าเล็งฟ้องกลับ คืนความเป็นธรรมหลัง ก.พ.ค. ฟันธงคำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำเป็นบรรทัดฐานให้ ขรก.พึงสังวร 

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า  เพิ่งได้รับทราบจากสื่อที่ปรากฏคำแถลงข่าวจาก ก.พ.ค. ถือว่าเป็นการได้รับความเป็นธรรมจาก ก.พ.ค.ซึ่งพิจารณาล่าช้ามาก  ทราบว่ามีการโต้ตอบหนังสือ กลับไปกลับมา ขอขยายเวลาชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นหนังสือจากผู้มีหน้าที่ตั้งหลายครั้ง

สุดท้ายตนต้องทำหนังสือทวงถามผลการพิจารณาเอง เพราะอยากรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นมันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต่อไปก็จะต้องมาพิจารณาว่าขั้นตอนการเสนอเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตนนั้น มีการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาชอบหรือไม่ชอบอย่างไร  มีเหตุผลหรือไม่ กล่าวคือตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจนครม.เห็นชอบใครตั้งเรื่อง ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนสั่ง ชอบหรือไม่ เจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนั้นก็ต้องไปชี้แจงต่อศาลเอง  

“เรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้บังคับบัญชา ข้าราชการที่มีอำนาจ แต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย พึงสังวร  การใช้อำนาจต้องคู่กับคุณธรรม นอกจากเคสนี้ยังมีการกระทำเช่นนี้อีกหลายกรณี ทั้งย้ายผู้บริหารส่วนกลางถอยกลับไปเป็นนายอำเภอ ทำให้เสียสิทธิ์ เสียโอกาสในความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น” นายนฤชา กล่าว

นายนฤชา กล่าวด้วยว่า ตนเห็นด้วย กับนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมปกครอง ที่ หลังจากนี้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป และตนก็เอาด้วย

เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จว.ใต้ จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์-ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี

เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จว.ใต้ จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์-ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี

เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จว.ใต้ จี้รัฐทบทวนแลนด์บริดจ์-ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

7 พฤษภาคม 2569 เครือข่ายองค์กรชุมชน 14 จังหวัดภาคใต้ ออกแถลงการณ์เรื่อง รัฐบาลต้องทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ดังนี้

นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ทั้งภาคประชาชน สื่อมวลชล และนักวิชาการ ถึงความไม่คุ้มทุนในการก่อสร้างโครงการ ที่มีงานวิชาการรองรับอย่างชัดเจนว่าวิธีการขนส่งสินค้าแบบถ่ายลำเรือคือวิธีการที่ไม่ได้ดึงความสนในผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์และยังความเสี่ยงที่ไร้อนาคต อาจจะกลายเป็นการยกผืนแผ่นดินภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร ร่วม 100,000 ไร่ ให้กับนายทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนมากกว่า 99 ปี ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย SEC

ขณะที่พลเมืองไทยจำนวนมากยังไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัย และอีกจำนวนไม่น้อยถูกริดรอนสิทธิ์ด้วยการการประกาศเขตป่าไม้ เขตอุทยานแห่งชาติทับที่ จนไม่สามารถออกถือกรรมสิทธิ์ได้อย่างชอบธรรม โดยอ้างกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังระดับชาติที่เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคมานานหลายปี ที่หลายรัฐบาลไม่กล้าแม้แต่จะแก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่พอกับนายทุนต่างชาติจะเข้ามาใช้ที่ดินของพวกเราจำนวนมากนับแสนไร่ กลับง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

“พวกเราเครือข่ายขบวนองค์กรสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดฟังเสียงประชาชน และเสียงของนักวิชาการที่กำลังเสนอให้เห็นถึงความเสี่ยงในโครงการนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กำลังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและแผ่นดินผืนใหญ่ของภาคใต้ให้กับนายทุนต่างชาตินานนับร้อยปี ด้วยการทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์และยกเลิกแนวคิดให้ทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี ในทันที”

จับตา 15 พ.ค.นี้ ประชุมร่วมรัฐสภา เร่งพิจารณา 31 กฎหมายค้างท่อ

จับตา 15 พ.ค.นี้ ประชุมร่วมรัฐสภา เร่งพิจารณา 31 กฎหมายค้างท่อ

จับตา 15 พ.ค.นี้ ประชุมร่วมรัฐสภา เร่งพิจารณา 31 กฎหมายค้างท่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

7 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ทำหนังสือด่วนที่สุด ถึงประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ตามที่มีร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบค้างพิจารณาอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากมีการยุบสภา วันที่ 12 ธ.ค.2568 และมีการเรียกประชุมสภาตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2569 มาตรา 147 บัญญัติให้กรณียุบสภา ร่างกฎหมายที่รัฐสภายังไม่ให้ความเห็น หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการเลือกตั้งร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา พิจารณาต่อไป ถ้าเห็นชอบด้วยก็ให้พิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก หลังการเลือกตั้ง หรือภายในวันที่ 12 พ.ค.2569 โดย ครม.พิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภาและวุฒิสภาแล้ว ลงมติร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาตามรายละเอียดที่ได้แนบมา จำนวน 31 ฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน , ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย , ร่าง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าตอบแทนและค่าค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา , ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ประธานรัฐสภา นัดประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 15 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.เพื่อให้ความเห็นชอบพิจารณาร่างกฎหมายที่ ครม.ยืนยันมา

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

สส.ภท. ท้า หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ประกาศสละสิทธิบำนาญคนแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

สภาฯ ตั้ง 8 กก.กองทุนบำนาญอดีต สส.-สว. “วรงค์”บี้”ตัดบำนาญ”พ่วง”ทุนการศึกษาบุตรเรียนนานาชาติ” ท้า”สส.-สว.”ปัจจุบันประกาศไม่รับบำนาญ ด้าน”สนอง”ย้อนคืน ทำเป็นตัวอย่างประกาศคนแรกไม่รับเบี้ยยังชีพผู้แทนฯ

7 พฤษภาคาม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 จำนวน 8 คน ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย , นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย , นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นายประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย , นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม , นายประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย , น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม พรคก้าวไกล และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งดังกล่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายเสนอแนะต่อกรรมการกองทุนฯ ตอนหนึ่งว่า ให้พิจารณาความเหมาะสมต่อการอนุมัติเงินสวัสดิการให้กับอดีต สส.และอดีต สว.ว่า กรรมการกองทุนมีทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็น สส.และ สว.รวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา มี 17 คน หากรวมเลขาธิการของสภาฯ และวุฒิสภา รวมเป็น 19 คน ส่วนคนนอกมี 2 คน คือ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ทำให้มีข้อห่วงใยว่ากรรมการจะมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้สมาชิกรัฐสภามากเกินจำเป็น

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบัน สส.จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน แต่แลกกับสิทธิประโยชน์ที่กองทุนมอบให้กับอดีตสมาชิกรัฐสภา 5 สิทธิประโยชน์ คือ 1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ เงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต 2.รักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท และกรณีไม่เจ็บป่วย สามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ ในวงเงิน 1.3 แสนบาทต่อปี 3.สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร โดยในหลักการตนรับได้ แต่เชื่อหรือไม่สิทธิครอบคลุมบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมากเกินความจำเป็น 4.กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อถึงแก่กรรม ครอบครัวและลูกได้ 2 แสนบาท จุดที่ประชาชนคลางแคลงใจคือ บำนาญ สส.และ สว.หากจ่ายเงินแค่ 1 ปี แล้วเกิดยุบสภา ต้องได้รับการดูแลจนตาย ตนถือว่าสิทธิมากเกินจำเป็น เมื่อรวมกับสิทธิการศึกษาที่ให้กับบุตรที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เป็นสิทธิที่ทะลุฟ้ามากเกินความจำเป็น

“ช่วงนี้เห็น สส.ลาออก บางคนลาออกไปเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อกองทุนไม่ได้จำกัดสิทธิคนเป็นรัฐมนตรีถือว่าลาออก สส.เป็นอดีตสมาชิกทำให้นอกจากได้เงินเดือนรัฐมนตรียังได้เงินบำนาญ สส.อีก ถือว่าเอาเปรียบประชาชน หรือแม้แต่ สส.บางคนลาออกไปลงผู้ว่าฯ กทม. ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นอกจากได้เงินเดือนผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ยังได้เงินบำนาญของอดีต สส.หรือ สว.อีก ดังนั้น อยากฝากให้ สส.ที่ไปเป็นกรรมการกองทุน ให้พิจารณาว่าสิทธิอะไรที่มากเกินความจำเป็นอย่าให้มากเกินไป เช่น ตัดค่าการศึกษาบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ เอาแค่โรงเรียนของรัฐ รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส.และ สว.และผมขอเรียกร้องให้ สส.และ สว.ชุดปัจจุบัน แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ควรได้รับบำนาญ ถือเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูประบบสภา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน” นพ.วรงค์ กล่าว

ขณะที่ นายสนอง อภิปรายว่า ในฐานะกรรมการกองทุน จะรับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ ตนขอพูดด้วยความสัตย์จริง และเป็นธรรม คนเป็น สส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีต สส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้น เมื่อมีสวัสดิการเพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเงินส่วนหนึ่งมาจากการหักเงินเดือนตอนดำรงตำแหน่ง และเป็นสิทธิแต่ละบุคคลว่าหากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน แจ้งความจำนงค์ขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพ สส.ซึ่งจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ

“ที่ทราบมา นพ.วรงค์ เคยเป็น และหยุดพักไปหลายปี แต่ยังได้รับ ดังนั้น ขอให้แจ้งความจำนงได้ว่าต่อไปนี้ไม่รับ จะได้ประกาศให้สังคมชื่นชม ดังนั้น การพูดใดๆ ขอให้คำนึงถึงความเป็นธรรม หากจะพูดเอาหล่อ เอาดีคนเดียวใครก็พูดได้ แต่อยากมองให้เห็นเพื่อนรอบข้างสิ่งที่เหมาะสม ยินดีจะรับไว้เป็นข้อสังเกตเพื่อปฏิบัติด้วยความเรียบร้อย” นายสนอง กล่าว

ทำให้ นพ.วรงค์ ชี้แจงต่อว่า เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายเป็นกองทุนให้อดีตสมาชิกรัฐสภา ปีละ 400 – 500 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ สส.ไม่ได้รวยทุกคน แต่พอดูแลตัวเองได้ ตนไม่มีเงินมาก แต่พอดูแลตัวเองได้ เพราะตนไม่โลภ ไม่คิดเข้ามาโกง ตนพอเพียงกับชีวิต ดังนั้น อย่าวัดว่าใครจนใครรวย แต่วัดที่สำนึกความรับผิดชอบต่อประชาชน

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

ปชน.ส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่กีดกัน ปชป. แต่ขอเขียนคำร้องเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

เท้ง เผย มติพรรคประชาชน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 12 พ.ค.นี้ ย้ำ ประชาธิปัตย์-พรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมได้ แต่ต้องให้ปชน.เขียนคำร้อง ระบุต้องพิจารณารอบคอบไม่ไปขยายขอบเขตอำนาจศาลรธน.

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวเกี่ยวกับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น คือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี  ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป  

เมื่อถามว่าการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เมื่อถามย้ำว่ามองถึงส่วนที่ 2 ซึ่งมี อากาศเข้าข่ายหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าจริงๆส่วนแรกก็อาจจะมีปัญหาตามที่นางสาวศิริกัญญาตั้งคำถามไปแล้วว่าการเยียวยานั้นเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ไม่ใช่การเยี่ยวยาแบบพุ่งเป้าแบบที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าอำนาจในการตราพระราชกำหนดเป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ กรณีที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่เรากังวลใจว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ของฝ่ายบริหารว่าอาจจะรู้แก่อำนาจไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือเงินกู้ 200,000 ล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แต่ในรายละเอียดก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเยียวยาเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่ารัฐมนตรีเข้ามาชี้แจงว่าส่วนของเงินเยียวยานั้นทุกคนเดือดร้อนกันหมด ฟังขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเราพยายามใช้กลไกในสภาเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบ การตั้งกระทู้ถามก็คาดหวังหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่าได้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้สามสด ไปหลายประเด็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร

เมื่อถามว่าร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯ อื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ตามที่มีการตั้งกระถามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้แทน ว่าเพราะคนเดือดร้อนถ้วนหน้าเลยแจก 30 ล้านคน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ควรจะ แจกแบบถ้วนหน้า ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่าอยากให้เป็นการเยียวยามุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง ซึ่งในสไลด์ที่รัฐบาลส่งให้กับสื่อมวลชน  ก็ยังเน้นย้ำเรื่องเดิมว่าจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย แต่ในรายละเอียดการเยียวยากลับเยียวยาเกือบถ้วนหน้า และถ้าเป็นการเยียวยาแบบเกือบทั่วหน้าจริงก็น่าจะมีตัวเลขแต่เกือบ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ารอบนี้มันก้ำกึ่งเพราะรวมทั้งคนละครึ่งและโครงการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตัวเลขก็ยังอยู่ที่ราวๆ 44 ล้านคน แสดงว่ามีคนส่วนหนึ่งตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ ดังนั้นเราไม่ติดถ้าจะเยียวยาประชาชน แต่อยากให้เลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้าบอกว่าทุกคนเดือดร้อนก็จ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดว่าจ่ายแบบมุ่งเป้า เพราะถ้าอยากจ่ายแบบมุ่งเป้าต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงตกหล่น  

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากรณีเงิน 200,000 ล้านบาท มีการพูดกึ่งยอมรับว่า ไม่ได้มีโครงการ เท่ากับเป็นการยอมรับว่าตีเช็คเปล่าหรือไม่ น.ส.ศิริกันยา กล่าวว่า ใช่ จริงๆ ทางรัฐมนตรี ก็รับเองว่ายังไม่ได้มีตัวโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องขึ้นมา ให้คณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังยอมรับกับเราอีกด้วยว่าสำหรับการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ แล้วในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ก็ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด แต่ในส่วนที่เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนเรื่องจำเป็นหรือไม่ เลี่ยงได้หรือไม่ก็จะใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเห็นชอบแทน

ถามต่อว่าก่อนหน้านี้มีการชี้แจงว่าเงินกู้นี้ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ใช่ และถือเป็นเรื่องตลก เพราะเราพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินการคลังไม่ได้มีแค่เพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีคำตอบเดียวตามโพย ว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุ ซึ่งตนไม่ได้ถาม แต่ก็คงช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทำทุกอย่างแล้วยังโอเค วินัยการเงินการคลังไม่ได้ถูกทำลาย แต่ในใจเราทุกคน หรือวิญญูชนย่อมทราบดีว่า วินัยการเงินการคลังครั้งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงในยามวิกฤตก็ไม่ใช่ยามที่จะมารักษาวินัยการเงินการคลังแบบเคร่งครัดขนาดนั้นอยู่แล้ว ก็กลายเป็นฝั่งรัฐบาลเองที่ต้องกลืนน้ำลายตัวเองว่า พยายามจะรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

อ้างเป็นเรื่องภายใน! เท้ง เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

อ้างเป็นเรื่องภายใน! หัวหน้าพรรคส้ม เผยลงโทษวินัย ภัณฑิล ปมพาดพิง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวโยง ยาเสพติด เรียบร้อยแล้ว แต่ปัดลงรายละเอียด

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการวินัยพรรคประชาชนในการพิจารณาลงโทษ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงกำนัน และผู้ใหญ่บ้านเอี่ยวยาเสพติดว่า ในส่วนนี้เป็นกระบวนการภายในพรรคซึ่งมีการประชุมผู้บริหารพรรคเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าเรามีการดำเนินการทางวินัย เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามถึงรายละเอียดการลงโทษนายภัณฑิล ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การลงโทษทางวินัยเป็นกระบวนการภายในพรรค ซึ่งตนยืนยันว่าเรามีการดำเนินการทางวินัยไปแล้ว ส่วนการแสดงออก การแสดงความจริงใจ ต่อพ่อแม่พี่น้องผู้ใหญ่บ้าน กำนันที่ถูกพาดพิงก็ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

เมื่อถามต่อถึงการประสานงานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อประสานไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้นายภัณฑิลเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เนื้อหาหลักที่อยากให้ประชาชนได้รับทราบคือความพยายามของรัฐบาลที่พยายามสอดไส้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มากกว่า ส่วนเรื่องทางวินัยของสส.ภายในพรรคประชาชน พวกเราก็ดำเนินการจัดการอยู่