สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

“สีหศักดิ์” เผย คุย “หวัง อี้” หวังดันความสัมพันธ์-การค้าการลงทุนให้ก้าวหน้า ชี้ จีนเป็นตลาดสำคัญและมีบทบาทในภูมิภาค สอดคล้องความต้องการไทย มุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 11.40 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังของไทย ภายหลังได้พบหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า มีหลายส่วน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและการค้าการลงทุน เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือเป็นอันดับ 2 และในอีกไม่ช้าก็อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แต่ที่สำคัญคือการลงทุนของจีนเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการ เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์อีวี รวมถึงพลังงานสะอาด

ขณะที่ อีกส่วนหนึ่งคือจีนเป็นหุ้นส่วนสำคัญในระดับภูมิภาคและมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคง จึงได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ เพราะในแถบตะวันตกหลายประเทศเรียกร้องในเรื่องของประชาธิปไตยและการปรองดอง ทำให้เรื่องนี้มีเป้าหมายที่ตรงกับไทย แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายในเมียนมาก็ต้องหาทางปรองดองกันให้ได้ ดังนั้นการที่ตนและนายหวัง อี้ เดินทางไป คืออยากจะให้เขาเข้าสู่กระบวนการสันติภาพและกระบวนการปรองดองหลังเลือกตั้ง เพราะไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันกับรัฐบาลเมียนมา ขณะเดียวกันปัญหาชายแดนก็รอไม่ได้จึงต้องทำควบคู่กันไปด้วย เช่น ปัญหาการค้าชายแดนที่ด่านถูกปิดอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ภายใน ออนไลน์สแกม ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ เป็นต้น ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องร่วมมือกับทั้งรัฐบาลเมียนมาและคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ด้วย

ส่วนกรอบความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สามฝ่าย ระหว่าง ไทย-เมียนมา- ลาว นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนอยากให้กรอบความร่วมมือนี้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ใช่แค่ในระดับทวิภาคี แต่ยังเป็นการแสดงบทบาทของเราในภูมิภาคด้วย ตนจึงเรียนนายหวัง อี้ ไปว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยนิ่ง แต่คิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะมีเสถียรภาพที่จะสามารถดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศที่หายไปจากจอเรดาร์มานาน ให้กลับมาและมีผลประโยชน์อีกครั้ง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm  001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ว่าด้วยหลักสูตร TopForm 001

หลายวันที่ผ่านมา ชื่อของหลักสูตร TopForm และสถาบันพระปกเกล้าถูกกล่าวถึงทั้งในสื่อและโลกออนไลน์ มีทั้งความคาดหวัง ความสมหวังและผิดหวังมีทั้งความรู้สึกจากผู้สมัคร กรรมการ และการตั้งคำถามจากสังคมผมขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงในสองประเด็นสำคัญ ที่ยาวเกิน 8 บรรทัด แน่นอน หากเปิดใจค่อยอ่านก็ได้ครับ จะได้ไม่เสียเวลา

1.ประเด็นแรก — หลักสูตรนี้คืออะไร ?

TopForm 001 เป็นหลักสูตรใหม่ที่เกิดจากการตั้งคำถามกับรูปแบบเดิมของการพัฒนาผู้นำ ที่ผ่านมา เรามักนำ “คนที่มีตำแหน่งแล้ว” มาอบรมแต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีอำนาจ มีภาระ และมีสถานะ ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย และประสิทธิภาพของการเรียนรู้ก็มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ผมจึงตัดสินใจปิดบางหลักสูตรลดจำนวนผู้เข้าอบรมในหลายหลักสูตรและปรับแนวคิดจาก “พัฒนาผู้นำ” มาเป็น “สร้างผู้นำ”แทนที่จะให้เฉพาะคนมีตำแหน่งมาเรียนเราจะเปลี่ยนมาสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี” ที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบการเมืองหลักสูตรนี้คัดเลือก 63 คนที่มีความสนใจทางการเมือง หรือมีศักยภาพจะเป็นผู้นำหรือแม้กระทั่งผู้ที่มีตำแหน่งแล้ว แต่ยังต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจังมาร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ตั้งแต่การสื่อสารในที่สาธารณะกฎหมายเลือกตั้งข้อบังคับการประชุมสภาการยื่นบัญชีทรัพย์สินไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ให้ความรู้”แต่คือการ “ปรับวิธีคิด” และ “เตรียมความพร้อม”เพื่อให้พรรคการเมือง และสังคมมีตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูงหากใน 63 คนนี้มีเพียงบางส่วนที่ได้เข้าสู่ตำแหน่งและช่วยทำให้การเมืองดีขึ้นได้จริงผมเชื่อว่า การลงทุนนี้ก็คุ้มค่าครับ

2.ประเด็นที่สอง — กระบวนการคัดเลือกและกรรมการ

เราตั้งใจให้กระบวนการคัดเลือกสะท้อน “โลกความเป็นจริงของการเมือง”ผู้สมัครมีเวลา 3 นาทีในการนำเสนอตัวเองและทราบผลทันทีในห้องเพราะในโลกจริงประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนภายในเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง สำหรับคำถามว่า “ทำไมกรรมการจึงมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ”

คำตอบคือ

การได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจไม่เคยขึ้นอยู่กับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่“ความสามารถในการสื่อสาร”“การเข้าถึง” และ “ความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ”ด้วยเหตุนี้เราจึงเชิญสื่อมวลชน และผู้ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกเพราะนี่คือทักษะที่ไม่มีในตำราแต่มีผลอย่างยิ่งในสนามจริง

ในขณะเดียวกันองค์ประกอบของกรรมการก็สะท้อน“ความหลากหลายของสังคมไทย”จากทุกภาคส่วน ทุกแนวคิด ทุกประสบการณ์ ทุกสี ทุกขั้วเราไม่ได้ต้องการ “กรรมการที่ถูกใจทุกฝ่าย”แต่ต้องการ “กรรมการที่สะท้อนทุกฝ่าย”เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่การเห็นตรงกันทั้งหมดแต่คือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างแน่นอนว่า ทุกความพยายามย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความคาดหวัง ความกังวลและความท้าทายของระบบการเมืองไทยและบางทีนั่นคือเหตุผลที่หลักสูตรนี้ “จำเป็น”แม้หลักสูตรยังไม่เริ่มแต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของสังคมแล้วผมหวังว่า63 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายจะไม่ใช่เพียง “ผู้ผ่านการคัดเลือก”แต่จะเป็น “ผู้เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย”และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบTopForm 001อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดแต่คือ “จุดเริ่มต้นของคำตอบ”

ขอบคุณครับ
อิสระ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

อ่านข่าวที่เก่ยวข้อง : สมมงตัวแม่ ม้า อรนภา นั่งแท่นกรรมการคัดเลือกนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

‘ยศชนัน-จุลพันธ์-วัชระพล’ ลุยอุดรฯ หวังยกระดับทักษะแรงงานสู่มาตรฐานสากล ชูหลักสูตร ‘เชฟอาหารไทย’ สร้างรายได้สูง เน้นปรับใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมพัฒนาทักษะ วางเป้าใตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันที่ 25 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวัชระพล ขาวขํา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเกษตร ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามนโยบายสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะแรงงาน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง พร้อมเปิดตัวโครงปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย โดยหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของชาวอุดรธานีในช่วงเข้า 

ในช่วงเที่ยง ศ.ดร.ยศชนัน นายจุลพันธ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงาน โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนาแรงงานยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่การเรียนตามหลักสูตร แต่ต้องเป็นการเติมทักษะที่ตลาดต้องการจริง เช่น หลักสูตรเชฟอาหารไทย ต้องมุ่งเน้นมาตรฐานรสชาติและสุขอนามัยระดับสากล เพื่อผลักดันแรงงานไทยสู่ตลาดรายได้สูงทั้งในและต่างประเทศ หรือต่อยอดเป็นเจ้าของกิจการเอง

ด้าน รมว.แรงงาน ได้เน้นว่า ควรมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้าไปปรับใช้ในหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อให้แรงงานไทยไม่เพียงแค่ทำงานได้  แต่ต้องทำเป็นและเก่งกว่า สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของทีมคณะรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทั้งในด้านทักษะอาชีพ และต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและภาคอีสานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 จากกรณี น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ เอิง ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการ ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัว ที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา)

ล่าสุด   เพจพรรคประชาชน ชลบุรี ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “คำขอบคุณจากใจถึงคุณเอิง และก้าวต่อไปของพรรคประชาชนเพื่อพัทยา ของทุกคน” สืบเนื่องจาก น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพของคนในครอบครัว ในนามของพรรค และทีมงานทุกคน เราขอแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจของคุณเอิง และขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณคุณเอิง จากใจของพวกเรา 

เพื่อให้การทำงานและนโยบายต่าง ๆ ถูกสานต่ออย่างเข้มแข็งเต็มกำลังและต่อเนื่อง พรรคประชาชนมีมติส่ง นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร เข้ามารับไม้ต่อในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน นายอิทธิวัฒน์อยู่ในทีมพัทยาประชาชนมาตั้งแต่ต้น มีความพร้อม มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ พร้อมส่งมอบนโยบายพัทยาเพื่อทุกคน และที่สำคัญคือมี หัวใจที่พร้อมจะทุ่มเททำงานหนักเพื่อชาวพัทยาอย่างสุดความสามารถ

ทุกเสียงสะท้อน ทุกคำแนะนำ และทุกการสนับสนุนของพ่อแม่พี่น้องชาวพัทยา คือเข็มทิศนำทางของเราเสมอ มาร่วมจับมือและเดินหน้าสร้าง “พัทยาเพื่อทุกคน” ไปด้วยกัน

ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

ดร.มัลลิกา ซาบซึ้ง ในหลวง พระราชทาน เครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568

ซึ่ง ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พร้อมด้วย บุคคลต่างๆทั้งสิ้น 20,141 ราย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ดังรายนามท้ายประกาศนี้ ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่ <<<

พระราชทานเครื่องราชฯ 20,141 ราย ‘ภูมิธรรม’ ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก-‘ซาบีดา’ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ 'คนละครึ่งพลัส' กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ วอนสื่ออย่าถามดีเทลโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กลัวคนอื่นไม่กล้าทำงาน ย้ำพร้อมหนุนทุกโครงการพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีโครงการคนละครึ่งพลัสจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อใดว่า เขาวางไทม์ไลน์ว่าจะเดินหน้าเดือนมิถุนายน ก็ต้องเข้า ครม.ตั้งแต่ช่วงนี้ถึงช่วงเดือนพฤษภาคม  

เมื่อถามว่าโครงการนี้จะถือเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้ย! โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่เราใช้ตั้งแต่หาเสียง ตอนแรกต้องการให้โครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วง 4 เดือน ควิก บิ๊ก วิน แต่เห็นว่าเมื่อดำเนินการไปแล้วมันเกิดประโยชน์มากมายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และตอนนั้นเรากำลังจะมีเฟส 2 แต่ยุบสภาฯไปก่อน ไม่ใช่เรื่องใหม่ และช่วงนี้มีเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจมีผลกระทบต่อประชาชนเราก็มาพลัส โดยไม่ใช่คนละครึ่งแล้วแต่ใช่คำว่าไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบไม่ใช่ 50-50 พยายามจัดสรรเพื่อมาแบ่งเบาภาระประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบ จากเดิมโครงการ 2 เดือน ก็เพิ่มเป็นเดือนละ 1,000 จำนวน4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาท ตามที่เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังบอกไว้ 

เมื่อถามว่าวางกรอบคนลงทะเบียนไว้เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ต้องถามนายเอกนิติ ขอทำความเข้าใจว่าจะมาถามรายละเอียดกับตัวผม ผมว่าไปถามผู้ปฏิบัติและผู้รับผิดชอบจะดีกว่า เพราะพอผมพูดไปคนอื่นเลยไม่กล้าพูดต่อ ตัวผมยินดีให้การสนับสนุนโครงการหรือการดำเนินการต่างๆ ของรัฐมนตรีทุกกระทรวงทุกพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้าจะถามผมให้ถามว่าโอเค ผมเห็นชอบในหลักการหรือยังคุยกับเราหรือยังพร้อมสนับสนุนไหม แต่รายละเดียดขอความกรุณาถ้าผมตอบไปคนอื่นไม่กล้าทำงานพอดี“ 

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.53 น.

อนุทิน ลั่นเดินหน้าแลนด์บริดจ์ดึงเงินเข้าประเทศ บอกคนในพื้นที่ต้องเข้าใจเป็นเรื่องของส่วนรวม​ ขณะที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด หนุนร่างของ ภท.เป็นหลัก

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาช่วง มิ.ย.-ก.ค. ว่า แลนด์บริดจ์เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจผลักดัน เราศึกษาและปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ต้นทุนการก่อสร้าง รูปแบบที่ทำให้เกิดขึ้น และวันนี้มีเหตุผลต้องนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการพูดถึงกันว่าใครจะแสดงความเป็นผู้ครอบครองช่องทางขนส่งโดยมีแนวคิดการจัดเก็บค่าผ่านทางช่องแคบนั้นช่องแคบนี้ ดังนั้นในส่วนของประเทศไทยหากเรามีสิ่งที่สามารถพึ่งพาได้เกิดประโยชน์และรายได้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเราก็ต้องเร่งพิจารณา 

เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันเป็นเรื่องของส่วนรวม 

ส่วนกรณีจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “จะสนับสนุนร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก “

อดีตทูต นริศโรจน์ ให้คะแนนเต็ม ชั้นเชิงการทูตขั้นเทพของ อนุทิน ต้อนรับ หวังอี้

อดีตทูต นริศโรจน์ ให้คะแนนเต็ม ชั้นเชิงการทูตขั้นเทพของ อนุทิน ต้อนรับ หวังอี้

อดีตทูต นริศโรจน์ ให้คะแนนเต็ม ชั้นเชิงการทูตขั้นเทพของ อนุทิน ต้อนรับ หวังอี้

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.48 น.

หลังจากที่วานนี้ (24 เมษายน 2569) หวัง อี้ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งในระหว่างหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้านั้นมีการเสิร์ฟทุเรียนและข้าวหลามในกะลามะพร้าวต้อนรับ นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมขนมไทยอย่างลูกชุบ และขนมสอดไส้ ก่อนที่ในเวลาต่อมา นาย อนุทิน ชาญวีรกูล จะขับรถไฟฟ้า BYD พา หวังอี้ ไปกินข้าวกลางวันที่โรงแรมด้วยตนเอง

ล่าสุดวันนี้ 25 เมษายน 2569 นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์หมากเกมการเมืองระดับโลกในจังหวะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถไฟฟ้าส่วนตัวพา หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนไปรับประทานอาหารด้วยตนเอง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “นรม.ขับรถไฟฟ้า BYD (Build Your Dream) ที่ นรม.เพิ่งซื้อมาใช้ส่วนตัว พาหวังอี้ไปกินข้าวด้วยตนเอง ทั้งๆที่ในทางพิธีการ (Protocol) หวังอี้มีขบวนรถรับรองอย่างดีที่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจัดเตรียมให้แล้ว หมากทางการทูตหมากนี้ ผมให้คะแนนเต็ม เพราะอะไร อย่างที่เคยบอกว่าชั้นเชิงทางการทูตนั้นไม่ได้ดูแค่ภาษาพูด หรือ ภาษาเขียน แต่ต้องดูภาษากายประกอบด้วย การยื่นมือให้ก่อน จับแล้วใช้มืออีกข้างกุมจับให้กระชับแน่น การแสดงความเป็นกันเองที่นอกพิธีการ เช่น นรม.ขับรถเอง หวังอี้นั่งคู่ด้านหน้า รถที่ใช้เป็นรถไฟฟ้าจีน ชื่อรถที่มีความหมายดี อาหารที่พาไปกินเป็นอาหารไทย มี “ลูกชุบ” ด้วย ทั้งหมดมีนัยยะที่ตีเป็นความหมายแฝงในทางที่ดีได้หมด

ผมมองว่าเป็นการ “ตัดไม้ข่มนาม” ประเทศเพื่อนบ้านที่หวังอี้เพิ่งไปเยือนมาก่อนหน้าด้วย โชว์ให้เห็นๆกันไปเลยว่า เอ็งกับข้าคนละ level กัน ซึ่งเรื่องแบบนี้ “เด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ทำไม่ได้ เพราะบารมีไม่ถึง ! มิหนำซ้ำยังออกตัวแรง ชอบอวดว่าเป็น ผลิตผลทางการศึกษาจาก US จะยืนหลังตรง จะไม่ใช้นโยบายลู่ลม บลา บลา บลา โชคดีเหลือเกินที่ประเทศไทยเราไม่ได้เด็กเมื่อวานซืนอ่อนประสบการณ์มาเป็นผู้นำ”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

หลังจากโพสต์ของ นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนแนวคิดของอดีตทูตกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบารมีและประสบการณ์การทำงาน เช่น

“มากกว่าพิธีทางการทูต คือเพิ่มความเป็นไทยลงไป”

“ท่านหวังอี้ นั่งรถไปด้วยกันกับท่านนายกฯอนุทิน แสดงถึงความสนิทสนม ไว้วางใจ ยิ่งกว่าแค่มีมิตรภาพ อีกค่ะ”

“ไอ้ที่ได้ไปเรียน รร.ทหารโก้ๆ ก็โควต้าเด็กไทยสละให้”

“เหนือสิ่งอื่นใด..พูดภาษาเดียวกันค่ะ ไม่ต้องใช้ล่าม”

“จริงค่ะ ชอบความเก๋าเกมของนายกฯอนุทิน”

“เมื่อตอนเห็นภาพข่าว ผมรู้สึกประทับใจในตัวนายกรัฐมนตรีของเรามากครับ”

“เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ…ท่านทูตฯ..#โชคดีมหาศาล ที่ ไอ้เด็กวานซืน ไม่ได้ เป็น เพียงแค่ เกือบ!!!”

“พฤติกรรมการแสดงออกถึงความดูแลเอาใจใส่ ยิ่งกว่าภาษากายทั่วไป ด้อมส้มคงไม่สามารถหยั่งรู้ด้วยญาณวิถีใดๆทั้งสิ้น”

นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล
นริศโรจน์ เฟื่องระบิล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Fuangrabil Narisroj

โอ๊ย ไร้สาระ! อนุทิน ลั่นใส่สื่อหลังถูกถาม ปมมีโมเดลส้มใส่กล่องกระจกตั้งห้องทำงาน

โอ๊ย ไร้สาระ! อนุทิน ลั่นใส่สื่อหลังถูกถาม ปมมีโมเดลส้มใส่กล่องกระจกตั้งห้องทำงาน

โอ๊ย ไร้สาระ! อนุทิน ลั่นใส่สื่อหลังถูกถาม ปมมีโมเดลส้มใส่กล่องกระจกตั้งห้องทำงาน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.45 น.

อนุทิน ร้อง โอ๊ย! ไร้สาระ หลังถูกถาม เอาโมเดลส้มใส่กล่องกระจก ตั้งโชว์ในห้องทำงาน โยงการเมือง ลั่น ถามแล้ว ปชช.ได้อะไร 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีภาพปรากฏบนสื่อออนไลน์ว่า มีโมเดลผลไม้ส้มขนาดใหญ่ 2 ลูก ตั้งโชว์ไว้ในกล่องกระจกใสภายในห้องทำงานนายกฯ ซึ่งมีคนไปตีความว่าขังส้มหรือไม่ โดยนายอนุทินหัวเราะ ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ไร้สาระจริงๆ เลย โอ๊ยตายแล้ว” 

เมื่อถามยํ้าว่า เป็นส้มอะไร ส้มมงคลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่บอก ไม่เกี่ยว มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเผยแพร่ หากส้มไม่อยู่ในกล่องแล้วจะไปอยู่ที่ไหน อย่ามาถามเรื่องแบบนี้ ประชาชนได้อะไร ประเทศชาติได้อะไร มันเป็นอุปสรรคการทำงานของรัฐบาลไหม ไม่ใช่ก็ไม่ควรจะต้องถาม”

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

อนุทิน ยํ้า ภูมิใจไทยเป็นปึกแผ่น แม้พรรคขยายตัว ลั่น ไม่มีมุ้งในพรรค 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของพรรคภูมิใจไทย ว่า มีการรับรองรายงานการประชุม และมีการเปลี่ยนระเบียบข้อบังคับพรรคเล็กน้อย 

เมื่อถามว่า เห็นนายกฯ ย้ำในที่ประชุมถึงความเป็นปึกแผ่นภายในพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว เราก็ต้องเน้นย้ำ เพราะพรรคภูมิใจไทย ขยายตัวมากขึ้น มีสมาชิกเพิ่มขึ้น สมาชิกใหม่ก็มีเพิ่มมา ก็ต้องเน้นให้ทุกคนรับทราบ และรักษาเอกลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย คือความเป็นปึกแผ่นในพรรค และความตั้งใจทำงานให้กับประเทศและประชาชน

เมื่อถามว่า มุ้งภายในพรรคยังมีอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มุ้งในพรรคภูมิใจไทย มีมุ้งผมนี่แหละ”