ชื่นมื่น! หวัง อี้ ชม อนุทิน หล่อมาก! ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ ทุเรียน-ข้าวหลาม ต้อนรับ

ชื่นมื่น! หวัง อี้ ชม อนุทิน หล่อมาก! ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ ทุเรียน-ข้าวหลาม ต้อนรับ

ชื่นมื่น! หวัง อี้ ชม อนุทิน หล่อมาก! ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ ทุเรียน-ข้าวหลาม ต้อนรับ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.52 น.

“หวังอี้” เข้าทำเนียบ พบ”อนุทิน” ชม”หล่อมาก” ตึกไทยคู่ฟ้าเสิร์ฟ”ทุเรียน-ข้าวหลาม” ก่อนนายกฯ ขับรถพากินข้าวกลางวันที่โรงแรม

วันที่ 24 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.55 น.ที่ตึกไทยคู้ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวรีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายกฯและ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ รอต้อนรับ 

โดยเมื่อนายหวังอี้ มาถึง นายกฯได้เข้าจับมือและโอบไหล่ทักทาย และมีการพูดคุยกันเล็กน้อย โดยนายหวังอี้ กล่าวชมนายกฯว่า “ท่านดูหล่อมากครับ” ก่อนที่นายกฯ จะตอบกลับว่า ”หล่อน้อยกว่าท่าน“ พร้อมพาคณะจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
  
จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาหารือประเด็นต่างๆบนตึกไทยคู่ฟ้า ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีการเสิร์ฟทุเรียนและข้าวหลามในกะลามะพร้าวต้อนรับ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของรัฐมนตรีจีน นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมขนมไทยอย่างลูกชุบ และขนมสอดไส้ ไว้เตรียมรองรับด้วย ภายหลังการหารือเวลา 11.55 น. นายอนุทิน และนายหวังอี้ ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมกันเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตคารอาหารจีน โรงแรม Chefman สาขาราชดำริ ถนนวิทยุ เขตปทุมวันที่โรงแรม  โดยนายอนุทิน ได้เปิดประตูรถไฟฟ้าBYD ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนตัวของนายกฯให้นายหวังอี้ขึ้นไปนั่ง ก่อนที่ตนเองจะทำหน้าที่พลขับ โดยมีนายหวังอี้นั่งอยู่ด้านข้างนายอนุทิน และนายสีหศักดิ์ นั่งอยู่เบาะด้านหลัง.
 

อนุทิน มอบสารวันเทศบาล ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อนุทิน มอบสารวันเทศบาล ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อนุทิน มอบสารวันเทศบาล ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

‘นายกฯ อนุทิน’ มอบสารเนื่องในวันเทศบาล 24เมษาฯ69 ชูเป็นรากฐานสำคัญการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นองค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบริหารจัดการท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนยั่งยืน

วันที่ 24 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบสารเนื่องในวันเทศบาล 24 เมษายน 2569 ใจความสำคัญว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “เทศบาล” ถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ภารกิจของท่านทั้งหลาย ไม่เพียงแต่เป็นการจัดบริการสาธารณะ เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบริหารจัดการท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

“ผมขอขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทุกระดับ ที่ได้ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ขอให้ท่านทั้งหลายร่วมแรงร่วมใจกันสานต่อภารกิจเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมันและศรัทธาให้กับประชาชนสืบไป”

สำหรับ “วันเทศบาล” ตรงกับวันที่ 24 เมษายนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดเทศบาล เกิดขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้ ทรงปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของไทยใหม่ให้ทันสมัย ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ โดยจัดให้มี “การปกครอง ส่วนท้องถิ่น” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในรูปแบบสุขาภิบาล ที่สุขาภิบาลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2441 และได้ขยายการจัดตั้งสุขาภิบาลออกไปในท้องถิ่นต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ กระทั่งต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476 ขึ้น และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2476 โดยได้มีการยกฐานะ สุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลหลายแห่ง กระทั่งบังคับใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 จึงทำให้เทศบาลมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย

กระทรวงมหาดไทย จึงได้ออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายน ของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” เพื่อระลึกถึงความสำคัญของการก่อกำเนิดเทศบาล และเพื่อให้พนักงานเทศบาลตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของการเป็นผู้ให้บริการสาธารณะประชาชน ด้วยหลักธรรมาภิบาล บริการเพื่อประชาชน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง! คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง!  คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

สภาไม่ใช่พื้นที่ทำได้ทุกอย่าง! คดี 44 อดีต สส.กับขอบเขตอำนาจผู้แทน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

คำสั่งศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2569 รับคำฟ้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อปี 2564 เป็นพัฒนาการสำคัญของคดีนี้ เพราะข้อกล่าวหาที่อยู่ในชั้นตรวจสอบ ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลอย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนกรณี สส.พรรคประชาชน 10 คน ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในชั้นนี้ เป็นรายละเอียดประกอบ ไม่ใช่ประเด็นหลักของคำสั่งครั้งนี้ เพราะสาระสำคัญคือศาลเห็นว่าคดีมีเหตุเพียงพอให้ดำเนินกระบวนการต่อ

นั่นหมายความว่า อดีต 44 สส. จะต้องชี้แจงด้วยข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่อศาล ไม่ใช่อาศัยคำอธิบายทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

คดีนี้มีผลทางการเมืองชัดเจน เพราะผู้ถูกฟ้องหลายคนเป็นบุคคลสำคัญของพรรคประชาชน ทั้งในฐานะผู้นำพรรค ผู้อภิปราย และบุคคลที่มีบทบาทต่อภาพลักษณ์ของพรรค

หากผลคดีออกมาในทางลบ ผลกระทบย่อมไม่จำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่จะลามไปถึงการจัดวางบุคลากร ทิศทางพรรค และความเชื่อมั่นของฐานเสียงในระยะต่อไป

ฝ่ายที่ออกมาปกป้อง 44 อดีต สส. มักย้ำว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายเป็นสิทธิ์ของผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ แต่สิทธิ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเสนอเรื่องใดก็ได้โดยไม่ต้องรับผลตามกฎหมาย

ยิ่งเป็นการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ยิ่งมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายทั่วไป เพราะมาตรานี้เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติ และเป็นองค์ประกอบของระบอบการปกครองไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผู้ที่มองมาตรา 112 เป็นเพียงคดีหมิ่นประมาททั่วไป อาจมองข้ามข้อเท็จจริงสำคัญว่า ประมุขของรัฐไม่ใช่บุคคลธรรมดาในทางสถานะของรัฐ การคุ้มครองจึงมีมิติกว้างกว่าการคุ้มครองบุคคลทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของรัฐ ความมั่นคง และความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก

เนื้อหาการแก้ไขที่มีการเสนอในเวลานั้น ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการลดระดับความคุ้มครองของสถาบัน และทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเข้าสู่กระบวนการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องในลักษณะใกล้เคียงบุคคลทั่วไป ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า กำลังลดทอนสถานะของประมุขของรัฐหรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักคิดของรัฐไทย และกระทบความรู้สึกของประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยึดโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น เมื่อมีการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แล้วถูกตรวจสอบ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากธรรมชาติของประเด็นที่มีผลกระทบกว้างและมีความละเอียดอ่อนสูง

เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว ข้อถกเถียงทั้งหมดจะต้องอยู่บนฐานของกฎหมายมากขึ้น ไม่ใช่อยู่บนการสื่อสารทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ผู้ถูกฟ้องมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเต็มที่ มีสิทธิ์ชี้แจงเจตนา มีสิทธิ์นำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล และมีสิทธิ์พิสูจน์ว่าการกระทำของตนอยู่ในกรอบหน้าที่ผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้ฟ้องก็ต้องแสดงให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่

นี่คือสาระของกระบวนการยุติธรรม คือให้ทั้งสองฝ่ายใช้ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ไม่ใช่ใช้กระแสสังคมตัดสินคดี

ผลของคดีนี้จึงถูกจับตาอย่างมาก เพราะผู้ถูกฟ้องหลายคนเป็นกำลังหลักของพรรคประชาชน หากเกิดผลทางคดีในภายหลัง ย่อมกระทบต่อโครงสร้างพรรคอย่างหลีกเลี่ยงยาก

อีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเป็นสัญญาณต่อนักการเมืองทุกพรรคว่า การเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของประเทศ ต้องพิจารณาผลตามมาให้รอบด้าน ไม่ใช่มองเพียงผลทางการเมืองระยะสั้น

แก่นของคำสั่งศาลฎีกาครั้งนี้ คือการยืนยันว่า การใช้อำนาจทางการเมืองในเรื่องสำคัญ ย่อมถูกตรวจสอบได้ และเมื่อมีข้อกล่าวหาตามกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคส้มวางตัวเป็นพรรคแห่งการเปลี่ยนแปลง และใช้ประเด็นปฏิรูปหลายเรื่องเป็นแนวทางทางการเมือง แต่เมื่อเลือกเดินในประเด็นที่แตะสถาบันหลักของประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าผลตามมาจะมีน้ำหนักมากกว่านโยบายทั่วไป

การรับคำฟ้องครั้งนี้จึงทำให้อนาคตทางการเมืองของแกนนำหลายคนอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และทำให้พรรคประชาชนต้องรับมือกับปัญหาทางการเมืองอีกครั้ง

จากนี้ไป คำตอบของเรื่องนี้จะอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาล ไม่ใช่คำอธิบายทางการเมือง

สำหรับอดีต 44 ส.ส. คดีนี้มีผลโดยตรงต่ออนาคตทางการเมือง และสำหรับพรรคประชาชน คดีนี้อาจกำหนดทิศทางของพรรคในช่วงต่อจากนี้อย่างชัดเจน

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ท้า ฮุนเซน เปิดชื่อมาเลย ใครทรยศชาติ ขนน้ำมันให้เขมร

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ท้า ฮุนเซน เปิดชื่อมาเลย ใครทรยศชาติ ขนน้ำมันให้เขมร

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ท้า ฮุนเซน เปิดชื่อมาเลย ใครทรยศชาติ ขนน้ำมันให้เขมร

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ภาพที่มี สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา พร้อมข้อความในภาพ “ฮุนเซนขู่แรง!! ถ้าไทยไม่คืน  ปราสาทตาควาย จะเปิดชื่อคนไทยที่แอบขนน้ำมันมาขายให้เขมร”

ทำให้ นันทิวัฒน์ สามารถ ได้โพสต์กลับไปว่า  ลุงรีบๆ เลย 

ลุงโกธรจัดจะเปิดชื่อคนขนน้ำมันให้เขมร 

ถ้าไทยไม่คืนปราสาทตาควายให้เขมร 

อยากบอกสมเด็จอังเคิลรีบเปิดชื่อมาเลย 

เชื่อเถอะไทยไม่คืนปราสาทตาควายให้แน่นอน

ไทยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี 2478 

ยังไม่มีกัมพูชา แต่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส 

เวลานั้น ฝรั่งเศสไม่เคยคัดค้านการขึ้นทะเบียน

แต่อยากให้ลุงอังเคิลเปิดชื่อคนไทยที่ทรยศ

หวังอี้ เยือนทำเนียบฯ นายกฯ เปิดห้องรับรอง ย้ำสัมพันธ์ ไทย-จีน

หวังอี้ เยือนทำเนียบฯ นายกฯ เปิดห้องรับรอง ย้ำสัมพันธ์ ไทย-จีน

หวังอี้ เยือนทำเนียบฯ นายกฯ เปิดห้องรับรอง ย้ำสัมพันธ์ ไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.40 น.

วันนี้ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

อนุทิน ชาญวีรกูล
หวัง อี้
หวัง อี้
หวัง อี้
หวัง อี้
หวัง อี้

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.36 น.

ทูตรัสเซียประธานประชุม ESCAP สมัย 82 ถกประเด็นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่ความคืบหน้าครั้งสำคัญของ นายเยฟเกนี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียฯ ในบทบาทผู้แทนถาวรประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) โดยได้นำหารือในประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับภูมิภาค ดังนี้

“เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย และผู้แทนถาวรของรัสเซียประจำคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ในฐานะรองประธานฯ และได้ทำหน้าที่ตำแหน่งประธานในการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ ในการประชุมสมัยที่ 82 ในหัวข้อต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการ เช่น การขนส่ง เศรษฐศาสตร์มหภาค การค้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสถิติ เป็นต้น”

ทูตรัสเซีย
ทูตรัสเซีย

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ก สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

เพื่อไทย ประชุมใหญ่สามัญปี 69 อุ๊งอิ๊งค์ และแกนนำตบเท้าเข้าร่วม

เพื่อไทย ประชุมใหญ่สามัญปี 69 อุ๊งอิ๊งค์ และแกนนำตบเท้าเข้าร่วม

เพื่อไทย ประชุมใหญ่สามัญปี 69 อุ๊งอิ๊งค์ และแกนนำตบเท้าเข้าร่วม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

วันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เลขานุการการประชุม และนายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค ร่วมดำเนินการประชุม มีแกนนำพรรคเข้าร่วม อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย  นางมนพร เจริญศรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค สส. และ สมาชิกพรรค ร่วมประชุม มีผู้ลงชื่อเข้าร่วมประชุมเป็นองค์ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พรรคเพื่อไทย รวมจำนวน 264 คน ครบถ้วนตามที่กฎหมายและข้อบังคับพรรคกำหนด

มีรายงานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ลาประชุมไปผ่าตัดต้อหิน และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ติดภารกิจ ไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย

เพื่อไทย

การประชุมเริ่ม เวลา 09.30 น. โดยมีระเบียบวาระ เรื่อง ประธานแจ้งที่ประชุมทราบ เรื่อง รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2569 พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เรื่อง พิจารณางบการเงิน ปี  2568 และการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต, พิจารณารายงานการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรค ในรอบปี 2568, เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแทนตำแหน่งที่ว่างลง, เลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาแทนตำแหน่งที่ว่าง และเพิ่มเติม

เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย

เปิดฉบับเต็ม! คำสั่งศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.ก้าวไกล สั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดฉบับเต็ม! คำสั่งศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.ก้าวไกล สั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดฉบับเต็ม! คำสั่งศาลฎีการับคำร้อง คดี 44 สส.ก้าวไกล สั่ง 10 สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.24 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น.  ศาลฎีกาได้มีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 44 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้ง 44 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสส.ของพรรคก้าวไกล กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 10 ก.พ.2564 ถึงวันที่ 20 มี.ค.2566 ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ…. (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) พร้อมบันทึกหลักการ และเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารพิจารณา

โดยอาศัยสิทธิของสส. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทุตทุนองค์พระมหากษัตริย์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นการขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งถึงถึงข้อบกพร่องดังกล่าว ให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง

การกระทำของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน จึงเป็นการฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิบไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรธานทางจริยธรรมของตลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงดำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 วรรคสอง และข้อ 27 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2565 นั้น

ศาลฎีกา มีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้ส่งสำเนาคำร้องพร้อมเอกสาร ประกอบให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คน หากจะคัดด้านให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 14 วัน

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับกับผู้คัดด้านดังกล่าว ยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัฏิบัติในฐานะ สส. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

พฤติการณ์แห่งคดี จึงยัง ไม่สมควรให้ ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 วรรคสาม ประกอบมาตรา 81 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการผ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ 12 วรรคสอง

จึงมีคำสั่งให้ ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยห้ามผู้คัดค้านดังกล่าวกระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ให้มีหนังสือแจ้งคำสั่งศาลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

นัดพิจารณาครั้งแรก ในวันที่ 30 มิ.ย.2569 และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 ส.ค.2569 เวลา 09.30 น. ทั้งสองนัด

ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของป.ป.ช.ไว้พิจารณา โดยไม่สั่งให้สส.ทั้ง 10 คนของพรรคประชาชน(ปชน.)ต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ห้ามกลุ่มผู้คัดค้านดังกล่าวกระทำซ้ำหรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยศาลนัดพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 30 มิถุนายนนี้และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 สิงหาคม นี้เวลา 09.30 น.ทั้ง2นัด

ด้านนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความของพรรค ปชน.ผู้คัดค้านเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องการชี้แจงเพิ่มเติมทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งศาลจะมีการนัดพิจารณาและให้นำคำชี้แจงพยานหลักฐานส่วนกรณีที่ให้สส.ปฏิบัติหน้าที่ต่อนั้นก็ถือเป็นข่าวดีในวันนี้  ส่วนเหตุผลของคำร้องที่ศาลได้รับฟังในวันนี้เพราะเราได้ยื่นเอกสารถึงอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราเป็นตัวแทนของประชาชนในการเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชนในรัฐสภาและยืนยันว่าไม่มีการกระทำการที่ถูกกล่าวหาในคดี
   สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ต้องรอหารือกับทางทีมกฎหมายพรรค และตัวแทนพรรคต่อไป

ด้านนายศุภอรรถ อธิลา ผู้อำนวยการกลุ่มคดี 1 สำนักคดี ตัวแทนจากป.ป.ช.เปิดเผยว่า รายละเอียดเป็นไปตามคำชี้ช่องของผู้ร้องว่ามีพยานบุคคลอย่างไรบ้าง แล้วได้ส่งให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนแล้ว ศาลได้นัดส่งคำร้องภายใน 14 วัน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เป็นไปตามรายงานของศาลที่ได้แจกให้กับสื่อมวลชน ส่วนเรื่องที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณาแต่ให้กลุ่ม 10 สส.ของพรรคประชาชนปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนั้นจะนำเสนอคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อพิจารณาต่อไป

โฆษกภท. ยันชัด ไม่ปรับ กก.บห. อนุทิน ไชยชนก เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯ กทม.

โฆษกภท. ยันชัด ไม่ปรับ กก.บห. อนุทิน ไชยชนก เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯ กทม.

โฆษกภท. ยันชัด ไม่ปรับ กก.บห. อนุทิน ไชยชนก เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

“โฆษกภท.” เผย ประชุมใหญ่พรรคพรุ่งนี้ ไม่มีปรับ กก.บห. บอก “อนุทิน-ไชยชนก“ เห็นพ้อง ไม่ส่งชิงสนามผู้ว่าฯกทม. รับ ยังต้องทำการบ้านอีกเยอะ

วันที่ 24 เม.ย. เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคภูมิใจไทย วันที่ 25 เม.ย.นี้ ว่า เป็นการประชุมทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามวาระที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด ที่ทุกพรรคต้องประชุมสามัญภายในเดือนเมษายนของทุกปี

โฆษกภท.

เมื่อถามว่า จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรในพรรคหรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า หลักๆ คงจะมีเรื่องข้อบังคับพรรค และตอนนี้พรรคภูมิใจไทย ยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคที่ว่างอยู่ แต่วันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.) อาจจะยังไม่มีการเพิ่มตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เป็นแค่การพิจารณาระเบียบข้อบังคับของพรรคเท่านั้น 

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยที่มีรัฐมนตรีใหม่หลายคน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาหรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น ยังเป็นรูปแบบเดิมอยู่ ทุกคนยังอยู่ในตำแหน่งเดิม 

โฆษกภท.

เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐมนตรีของพรรค ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ ครบทุกคนแล้วหรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า น่าจะลาออกครบแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ให้รัฐมนตรีที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อลาออก เพราะจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงในเรื่องนิติบัญญัติ ถือเป็นนโยบายของพรรคอยู่แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาทำหน้าที่แทน

เมื่อถามถึงความชัดเจนการส่งผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ?

น.ส.แนน กล่าวว่า เป็นไปตามที่เลขาธิการพรรคพูด เรายังไม่มีนโยบายเรื่องนี้ 

โฆษกภท.

เมื่อถามย้ำว่า พรรคไม่สนใจที่จะส่งผู้สมัครในสนาม กทม.เลยใช่หรือไม่ ?

น.ส.แนน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นได้คุยกันคร่าวๆ ว่ายังไม่มี

เมื่อถามว่า ท่าทีของหัวหน้าพรรคในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ?

น.ส.แนน กล่าวว่า ความคิดไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในพื้นที่ กทม. หากจะส่งผู้สมัคร ส.ก.และผู้ว่าฯ กทม. เราคงต้องทำงานอีกเยอะ

โฆษกภท.
โฆษกภท.
โฆษกภท.

ไปต่อไม่ถูก! โตโต้ ตัดพ้อ สุดย้อนแย้ง บอกให้มาสู้ในสภา กลับเสี่ยงโดนประหารการเมือง

ไปต่อไม่ถูก! โตโต้ ตัดพ้อ สุดย้อนแย้ง บอกให้มาสู้ในสภา กลับเสี่ยงโดนประหารการเมือง

ไปต่อไม่ถูก! โตโต้ ตัดพ้อ สุดย้อนแย้ง บอกให้มาสู้ในสภา กลับเสี่ยงโดนประหารการเมือง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.13 น.

วันที่ 24 เมษายน 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก โตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep ระบุว่า วันที่ผมต่อสู้อยู่บนท้องถนน ทั้งนายทหาร นายตำรวจที่เข้ามาเจรจาต่างก็แนะนำว่าหากต้องการเรียกร้องเรื่องใดๆก็แล้วแต่ที่กำลังเรียกร้องกันอยู่นี่ ให้ไปว่ากันในสภาเถอะใช้กลไกการแก้ไขได้ตามระบบรัฐสภา ก็จะดีกว่ามาเสี่ยงชีวิตเสี่ยงคุกเสี่ยงทำผิดกฎหมายใดๆ อีก

แต่พอเมื่อได้เข้ามาแล้วก็ประสบพบว่า  แม้แต่การเสนอแก้ไขกฎหมายภายใต้กลไกนิติบัญญัติ ตามอำนาจหน้าที่ของเราโดยแท้ ยังเสี่ยงโดนประหารชีวิตทางการเมือง  โทษหนักเสียยิ่งกว่าการเรียกร้องบนท้องถนนเสียอีก  แบบนี้สังคมไทยคงยากที่จะมีพื้นที่ให้ได้พูดคุยกันอย่างอารยะ ยิ่งนับวันแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีรูระบาย และนั้นหมายถึงระเบิดเวลาที่รออยู่เบื้องหน้า