Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สภาเอสเอ็มอี-GrabFood-กลุ่มบีทีเอส จัดงาน GrabFood Thai Touch Market กินอยู่อย่างไทย

Posted on June 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658233

สภาเอสเอ็มอี-GrabFood-กลุ่มบีทีเอส จัดงาน GrabFood Thai Touch Market กินอยู่อย่างไทย

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.35 น.

สภาเอสเอ็มอีไทย ร่วมกับ GrabFood-กลุ่มรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดลานปทุมวัน BTS สนามกีฬาแห่งชาติจัดงาน ‘GrabFood Thai Touch Market กินอยู่อย่างไทย’ รับการเปิดประเทศ เชิญคนกรุงและนักท่องเที่ยวชิม ช้อป 40 เมนูอาหารเด่นท้องถิ่นไทยจากทั่วประเทศหนุนประกอบการรายย่อย

5 มิถุนายน 2565 นายศุภชัย แก้วศิริ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (sme) เปิดเผยว่า สภาเอสเอ็มอีฯร่วมกับ GrabFood กลุ่มรถไฟฟ้าบีทีเอส จัดงาน “GrabFood Thai Touch Market กินอยู่อย่างไทย” ที่ลานปทุมวันรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติระหว่างวันที่ 4-12 มิถุนายน 2565 นี้ โดยมีการคัดสรร 20 ร้านอาหารและร้านค้าเด็ดประจำจังหวัด ซึ่งเป็นอาหารไทยกว่า 40 เมนูจากทั่วประเทศมาให้ผู้บริโภคได้จับจ่ายใช้สอยภายในงาน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระบบและนอกระบบ ให้กับ SME ที่มีมากถึง 3.2 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการมากกว่ากึ่งหนึ่งที่ต้องประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และภาวะความผันผวนของโลกที่เป็นความปกติใหม่ ทำให้ SME ต้องรับมือกับการปรับกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจอย่างหนัก โดยในระยะสั้นนี้ สภาเอสเอ็มอีไทย ได้เร่งให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจค้าปลีกรายย่อย ในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ด้วยการบูรณาการช่องทางทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ควบคู่กับการบ่มเพาะทักษะและแนวคิดทางธุรกิจในเชิงนวัตกรรมเพื่อประคับประคองและผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถก้าวผ่านภาวะวิกฤติและมีกำลังใจที่เข้มแข็งพร้อมสำหรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง

ทั้งนี้ สภาเอสเอ็มอีไทย จึงบูรณาการความร่วมมือและสร้างเครือข่ายพันธมิตรสร้างช่องทางและเปิดมิติใหม่ทางการตลาดให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยร่วมกับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) , กรุงเทพมหานคร และบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวกการจัดโครงการผ่านกิจกรรม “GrabFood Thai Touch Market กินอยู่อย่างไทย” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้ออาหารคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยมพร้อมเมนูพิเศษที่หาทานได้

ขณะที่นายจิรกิตต์ กว้างสุขสถิตย์ ผู้อำนวยการธุรกิจแกร็บฟู้ด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือกับสภา เอสเอ็มอี ไทยผ่านกิจกรรม “GrabFood Thai Touch Market กินอยู่อย่างไทย ” ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของแกร็บในการสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย ภายใต้แคมเปญ แกร็บเคียงข้างร้านค้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อช่วยให้ร้านค้าสามารถสร้างยอดขายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและกิจกรรมทางการตลาดผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง สำหรับแคมเปญนี้ สภาเอสเอ็มอีไทยได้ร่วมมือกับแกร็บในการคัดสรร 20 ร้านอาหารและร้านค้าเด็ดประจำจังหวัดที่ไม่เคยอยู่บนแพลตฟอร์มมาก่อน มาให้ผู้บริโภคได้จับจ่ายใช้สอยภายในงาน โดยสามารถเลือกวิธีสั่งอาหารได้ทั้งแบบเดลิเวอรี หรือรับอาหารที่หน้าร้านด้วยตนเอง พร้อมรับส่วนลด 20% สูงสุดไม่เกิน 100 บาท เมื่อใส่รหัส “THAI” เมื่อสั่งอาหารแบบรับหน้าร้านด้วยตนเอง (Self Pick-up) ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน จนถึง 12 มิถุนายน 2565 นี้

ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส กล่าวว่าความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นโครงการที่ดีเพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งตรงกับนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือสังคมให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยโครงการฯ นี้เป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สอดรับกับแผนการเปิดประเทศของภาครัฐบาล และเพื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ลิ้มรสกับอาหารหลากหลายรสชาติประจำท้องถิ่นของประเทศไทย อีกด้วย

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สุดชื่นมื่น! ‘หนึ่ง บางปู’แต่งงานอดีตสามี สินสอด’ควาย-รถมินิ’ มูลค่า30ล้าน

Posted on June 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658229

สุดชื่นมื่น! 'หนึ่ง บางปู'แต่งงานอดีตสามี สินสอด'ควาย-รถมินิ' มูลค่า30ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.58 น.

5 มิถุนายน 2565 เมื่อเวลา 09.00น. นายปวิช ฉิมพาลี เจ้าบ่าว พร้อมด้วย พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังการกองปราบปราม อุปนายก สมาคมพัฒนาควายไทย ฝ่ายผู้ใหญ่ฝ่ายชาย เจ้าบ่าว  พร้อมด้วยขบวนขันหมาก ด้วยควายเจ้ามังกรฟ้า เสี่ยเจ้าทองคำ มูลค่าตัวละกว่า 10 ล้าน รถยนต์มินิคูเปอร์ มูลค่า 5 ล้าน รวมมูลกว่า 30 ล้าน ยกขบวนขันหมากไปสู่ขอ น.ส.วรัชญากร อ่อนธรรมหรือหนึ่ง บางปู  

โดยนายปวิช ฉิมพาลี เจ้าบ่าว ได้นั่งเกวียนโดยมีเจ้าควายแคะเผือกเพศผู้ ชื่อน้องกับตัน เป็นควายลากเกวียน ของใจแสวงฟาร์ม หนองบัวลำภู จ.ชัยภูมิ ไปยังสถานควายนาคาเฟ่ ต.บ่อยาง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี โดยมฝ่ายเพื่อนเจ้าบ่าวและประชาชน ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยช่วงเช้าได้มีพิธีสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้นได้มีการแห่ขบวนขันมาก ต่างกันได้สวมแหวนต่อหน้าลูกสาว ‘น้องมะนาว’ และต่อหน้าฝ่ายผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย หลังจากนั้นได้มีพิธีรดน้ำสังข์ให้คู่บ่าวสาว ท่ามกลางบรรยากาศสุดชื่นมื่น. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แฟนคลับทำบุญ 100 วัน อาลัยการจากไปของ’แตงโม นิดา’

Posted on June 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658224

แฟนคลับทำบุญ 100 วัน อาลัยการจากไปของ'แตงโม นิดา'

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.48 น.

5 มิถุนายน 2565 เมื่อเวลา 09.00 น.  ที่ท่าเรือพิบูลสงคราม 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี กลุ่มแฟนคลับมี น.ส.มาดี ภัทรนนทนันท์ ประธานชมรมริบบิ้นขาว และชาวชุมชนพิบูลสงคราม 1 ร่วมจัดงานครบรอบ 100 วัน การเสียชีวิตของแตงโม นิดา ดาราสาวที่พลัดตกเรือเสียชีวิต

โดยมีนายดายศ เดชจบ หรือต่อย พี่ชายของแตงโม เป็นตัวแทนของครอบครัวมาเป็นประธานในพิธีและมีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 5 รูป จากวัดปากน้ำนนทบุรี และวัดพลับพลาศิริวิทยา มาสวดมนต์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับแตงโม 


     
น.ส.มาดี ภัทรนนทนันท์ ประธานชมรมริบบิ้นขาว กล่าวว่า หลังจัดงานครบรอบ 100 วันเรียบร้อยแล้ว ทางชมรมจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องร่วมกันทำบุญให้เด็กพิการที่น้องแตงโมเคยไปทำบุญครั้งยังมีชีวิต ส่วนเรื่องคดีความนั้นอยากให้เรื่องจบเร็วๆถึงแม้ว่าทางกลุ่มจะไม่เชื่อเรื่องอุบัติเหตุ แต่ก็ต้องยอมรับผลการตัดสินของศาลและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนที่ศาลาท่าเรือแห่งนี้ทางกลุ่มจะขออนุญาตใช้สถานที่กับทางเทศบาลนครนนทบุรี เพื่อขอให้ตั้งรูปของแตงโม จนครบวันที่น้องตกเรือเสียชีวิตไปจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 66 ปีหน้า

เวลา 10.00 น. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เป็นตัวแทนนางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของแตงโม ร่วมพิธีทำบุญ 100 วัน หลังเสร็จพิธีได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า วันนี้มาเป็นตัวแทนแม่น้องแตงโม และสส.เต้ ร่วมงานทำบุญครบ 100 วัน ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความคืบหน้าเรื่องรวบรวมพยานหลักฐานเป็นอย่างไรบ้าง นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตอนนี้ได้รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนวันอังคารที่ 7 มิ.ย.65 จะพาแม่ของแตงโม ไปพบพล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท.ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และในวันพุธ พร้อมแม่น้องแตงโม จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าในการร้องขอความเป็นธรรมที่ สำนังงานอธิบดีอัยการภาค 1 พระนครศรีอยุธยา สำนักอัยการสูงสุด และสำนักงานอัยการนนทบุรี จะมีการร้องขอความเป็นธรรม จำนวน 8 ข้อ เพื่อดูว่าดำเนินการให้เราอย่างไร ส่วนวันพฤหัสบดี ตนจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ร่วมกันให้การเท็จและร่วมกันทำลายพยานหลักฐาน ที่มีการล้างคราบเลือดบนเรือลำเกิดเหตุ

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า การต่อสู้จะเป็นการฟ้องศาลโดยตรง อะไรก็ตามที่ไปยื่นไว้ที่ DSI จะมีการยกเลิกทั้งหมด เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่พึ่งไม่ได้และเอาข้อมูลของเราทั้งหมดไปใช้อย่างอื่นแทน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคดีนี้ จะยกเลิกทั้งหมดไม่ให้พยานทุกคนไปที่ DSI ส่วนจะฟ้องโดยตรงวันไหนจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขอยืนยันว่าสำนวนที่เตรียมจะยื่นฟ้องตรงเสร็จสมบูรณ์ ทั้งพยานหลักฐานและพยานบุคคล

ส่วนจะมีการตรวจคราบเลือดใหม่เพราะเราพบว่า มีคราบเลือดอยู่ที่เบาะด้านขวาบนเรือลำเกิดเหตุ และจะนำหลักฐานไปให้อธิบดีอัยการภาค 1 ดูในวันที่ไปพบ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า สภาพจิตใจแม่น้องแตงโมเป็นอย่างไรบ้าง นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตอนนี้แม่แตงโมมีความสุขดี โดยมี สส.เต้ กับภรรยาช่วยดูแล ทั้งเรื่องความปลอดภัยให้ทุกอย่าง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามที่ทนายเดชา ไปยื่นถอดถอน สส.เต้ และแจ้งความดำเนินคดีนายอัจฉริยะ โดยนายอัจฉริยะ กล่าวว่า ไม่ต้องห่วงตนห่วงตัวเขาเอง ว่าจะโดนกี่คดีและเรื่องที่จะไปถอดถอน สส.เต้ คุณฝันไว้เลยไม่มีการเปลี่ยนไปได้ เพราะอีกไม่กี่เดือนรัฐบาลก็ยุบสภาแล้ว เพราะถือว่าการร้องเรียนเป็นอันสิ้นสุดเพราะยุบสภาแล้ว ต่อให้คุณเสรี ทำยังไงก็ไม่มีความหมาย เพราะการร้องเรียนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะเข้าขั้นตอนต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่ใช่ว่าจะถอดถอนกันง่ายๆตอนนี้ก็แค่ออกมาเรียกเรตติ้ง   

ดูตัวอย่างคดีคุณปวีณา ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ใช้เวลาปีกว่า ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้อีกไม่นานก็ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ เรื่องของ สส.เต้ ยังอีกนาน. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ม็อบโคราช3ตำบล! ’ฮือเผาโลงค้านคันดิน จี้ปรับแบบ‘รถไฟความเร็วสูง-รางคู่’เป็นตอม่อ

Posted on June 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658221

ม็อบโคราช3ตำบล! ’ฮือเผาโลงค้านคันดิน จี้ปรับแบบ‘รถไฟความเร็วสูง-รางคู่'เป็นตอม่อ

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.41 น.

โคราชม็อบชาวบ้าน 3 ตำบลชุมนุมเรียกกร้องการก่อสร้างรถไฟรางคู่ จุดตัดทางรถไฟแบบคันดิน วิงวอนขอให้เป็นตอม่อ ยกระดับ แกนนำขนมวลชนปิดทางรถไป จนขบวนรถไฟต้องจอดหยุด 10 นาที ก่อนเผาโลงไอ้คันดิน แล้วปล่อยขบวนไปยังจุดหมายปลายทางก่อนสลายตัวอย่างสงบ

5 มิถุนายน 2565 ที่บริเวรทางกั้นรถไฟ ชุมชนบ้านเดื่อ หน้าที่ทำการผู้ใหญ่บ้านบ้านเดื่อ ตำบลโคกกรวด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้มีชาวบ้านในพื้นที่ 3 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลโคกกรวด , ตำบลบ้านใหม่ , ตำบลในเมือง อ.เมือง โดยมีนายประพจน์ ธรรมประทีป ส.จ.อำเภอเมือง เป็นแกนนำ , นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจ.นครราชสีมา และนางสาวกัญจนา กาญจนวัฒนา กำนัน ต.โคกกรวด เป็นแกนนำ โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้สูงอายุผู้เฒ่าผู้แก่กลุ่มสตรีเด็กเยาวชนประชาชนทั่วไปชุมนุมรวมมกว่า 1,000 คน พร้อมยืนถือป้ายบริเวณทางตัดทางรถไฟยาวกว่า 100 เมตร อีกส่วนหนึ่งไปยืนบนกลางรางรถไฟ เขียนข้อความจำนวนมาก 

อาทิ ฉันไม่เอาคันดิน ฉันจะเอาต่อม่อ , ตำบลโคกกรวดต้องการยกระดับเป็นตอม่อ ไม่ใช่คันดิน , ต้องการตอม่อ เท่านั้น เป็นต้น และมีป้ายผ้ามีความยาว 50 เมตร เขียน ขอบคุณลุงตู่ที่นำรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงมาให้ แต่พวกเราไม่เอาคันดิน และไม่เอาทางรรอด ขอแก้เป็นตอม่อยกระดับเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีการนำโลงศพสีขาว เขียวข้อความข้างโลงว่า งานฌาปนกิจศพ ไอ้คันดิน วันที่ 5 มิ.ย. 2565  โดยมีพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ 6 รูปมาประกอบพิธีกรรม

โดยขณะมีขบวนรถไฟทั้งขาขึ้นลาล่องวิ่งผ่านมีการตะโกนโห่ร้องว่า พวกเราไม่เอาคันดิน พวกเราจะเอาตอม่อ ซึ่งขบวนรถไฟต้องชะลอความเร็ว เพื่อป้องกันอันตราย โดยมี พ.ต.อ.นาวิน ธีระวิทย์ ผกก.สภ.โพธิ์กลางฯ นำกำลังตำรวจกว่า 10 นายไปคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและให้ปลอดภัยกรณีมีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน เกรงว่าเด็กเยาวชนพี่น้องประชาชนจะได้รับอันตราย โดยการชุมนุมประท้วงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนสายตัวไปเปิดการประชุมเรียกร้องในพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ฯ ต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านผู้ใช้รถใช้รถสัญจรผ่านบริเวณจุดทางตัดรถไฟดังกล่าวสะท้อนว่า จุดดังกล่าวชาวบ้านในพื้นที่ต่างได้รับความเดือดร้อนมาก แต่ละวันมีผู้ขับขี่รถยนต์ รถจักรยายนต์ รถบรรทุก รถพืชผลการเกษตรผ่านไปมาวันละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นเที่ยว ยังมีรถบัสพนักงาน รถพุ่มพวง รถขายสินค้าอีกด้วย โดยเฉพาะนักเรียนต้องใช้เส้นทางนี้ไปโรงเรียนในช่วงเช้า-เย็น บางวันเครื่องกั้นเสียไม่ยกขึ้นยกลงเป็นอันตรายมาก ซึ่งจุดนี้มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง โดยทุกคนที่ขับขี่ผ่านบอกว่า ต้องการให้เป็นแบตอม่อ ไม่ใช่คันดินและต้องไม่ใช่ทางลอด พอฝนตกหนักน้ำท่วมทางลอดอีก มันซ้ำซากแทบทุกจุด   

นายประพจน์ ธรรมประทีป แกนนำ กล่าวว่า เรื่องการชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้เราไม่ได้มาต่อต้าน หรือคัดค้านการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่หรือรถไฟควาเร็วสูง เรามาเพื่อส่งเสียงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้แก้ไขแบบการก่อสร้างคันดิน เป็นตอม่อ แทน เนื่องจากอาจจะมีการออกแบที่ผิดพลาดเรื่องของคันดิน ให้เป็นแบบยกระดับตอม่อ เพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้กับลูกหลานของเรา เช่น ปัญหาน้ำท่วม , ปัญหาการสัญจรไปมา และสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เกิดขึ้นในจ.นครราชสีมา

โดยเฉพาะประชาชน ตำบลบ้านใหม่ , ตำบลโคกกรวด และตำบลในเมืองฯ ซึ่งจุดตัดรถไฟจะถูกปิดไปบางส่วน แล้วจะมาสะพานยูเทิร์นเกือกม้ากลับรถ 3 จุดด้วยกัน ฉะนั้นพวกเราจะเรียกร้องและวิงวอนไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราอออกมาเรียกร้องเพื่อจุดกระแสไปให้กับผู้บริหารฯได้จัดสรรงบประมาณอย่างรีบเร่งมาแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะถ้ายิ่งช้าความเดือร้อนของประชาชนก็จะมีมากขึ้น เราอยากจะฝากไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี , นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ขอให้ท่านได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณลงมาโดยเร่งด่วน เพราะนี่คือความเดือดร้อนของพี่น้องอย่างแท้จริง เราไม่ได้อุปโลกน์หรือไม่ได้สร้างสถานการณ์ขึ้นมา แต่มันเป็นเหตุการณ์จริงๆ เป็นชีวิตประจำวันจริงของพี่น้อง

ปัญหานี้สะสมมากว่า 3-4 ปีแล้ว ซึ่งเราได้ยื่นความต้องการของพี่น้องประชาชนไปยังนายวิเชียร จัทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา และหน่วยงานราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง การรถไฟแห่งประเทศไทย , รองนายกรัฐมนตรี , รมว.คมนาคม , คณะกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภา ส.ส.นครราชสีมา ซึ่ง 4 ปีที่เราต่อสู้มาเราไม่เคยได้รับคำตอบจากการถไฟแห่งประเทศไทย ไม่เคยเห็นแบบที่ชัดเจนเลย อยากเรียกร้องวิงวอนและขอฝากตรงนี้ในการพิจารณา

ด้านนางสาวกาญจนา กาญจนวัฒนา กำนันตำบลโคกกรวด กล่าวว่า การชุมนุมก็เป็นชาวบ้าน 3 ตำบลที่เขาเดือดร้อนจริงๆ เดือดร้อนมากว่า 4 ปีแล้ว ความต้องการของชาวบ้านต้องการทางรถไฟที่เป็นแบบยกระดับตอม่อ เพราะถ้าเป็นแบบคันดิจสร้างผลกระทบหลายอย่างมากมายตามมา ไม่ว่วิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวบ้านหรือผลกระทบการสัญจรไปมาและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรื่องน้ำท่วมชาวบ้านเดือนร้อนหลายพันคน โดยเฉพาะ 2-3 ตำบล คือ ต.โคกกรวด , ต.บ้านใหม่ และ ต.ในเมืองบางส่วน ซี่งจริงชาวบ้านทุกคนดีใจและเห็นด้วยที่มีการสร้างรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง เขาทุกคนอยากให้สร้างเสร็จเร็วๆด้วยซ้ำไปเพราะอยากให้ความเจริญมาอยู่แล้ว

แต่ก่อนหน้าที่ความชัดเจนแบบก่อสร่งไม่มีเลย แต่พอมาทราบว่าเป็นคันดินระยะทาง 7 กม. เรากังวลเรื่องน้ำท่วม โอกาสที่จะเป็นเหมือนเขื่อนดินก็มีสูง เพราะน้ำไหลมาจากตอนบน ต.โคกกรวด ลงมา จุดนี้ก็จะกลายเป็นลำคลองไปเลย อย่างไรก็ตามก็อยากขอบคุณพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่นำความเจริญมาให้ จ.นครราชสีมา ให้ภูมิภาคภาคอีสาน แต่อยากเรียกร้องวิงวอนให้กลับไปพิจารณาสักนิดนึงว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบมีมากจริงๆ เราก็ได้ยืนหนังสือไปให้กับหน่วยงานทุกแห่งที่เราสามารถยื่นได้แล้ว ตอนนี้รอผู้ใหญ่จะหันกลับมามองอีกรอบ วันนี้เรามาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

ทั้งนี้ช่วงขณะชุมนุมมีการนำมวลชนขึ้นไปยืนขวางบนรถรถไฟพร้อมถือป้ายเรียกร้อง โดยมีขบวนรถไฟขบวนหนึ่งขบวนเป็นรถโดยสารธรรมดาที่ 234 จากสถานีสุรินทร์-กรุงเทพ ขณะผ่านช่วงจุดตัดต้องชะลอควาเร็วลง และค่อยๆ จอดหยุดบริเวณกลางจุดตัดรถไฟ เป็นเวลาประมาณ 10 นาที โดยชาวบ้านต่างตะโกนคำว่า พวกเราไม่เอาคันดิน พวกเราจะเอาตอม่อ พร้อมกับมีการจุดไฟเผาโลงศพ ฌานปกิจไอ้คันดิน โดยไม่มีเหตุบานปลาย การแสดงออกของมวลชนเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ก่อนทยอยออกจากรางรถไฟเพื่อให้ขบวนรถไฟเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ก่อนสลายการชุมนุม. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เชิดของหนี! ทำทีซื้อกุ้ง3โล ได้ของไม่จ่ายเงินขับหนี เจ้าของร้านเจ็บใจแจ้งความ

Posted on June 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658216

เชิดของหนี! ทำทีซื้อกุ้ง3โล ได้ของไม่จ่ายเงินขับหนี เจ้าของร้านเจ็บใจแจ้งความ

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.41 น.

5 มิถุนายน 2565 วงจรปิดจับภาพชายขับรถมอเตอร์ไซด์ไปจอดรถซื้อกุ้ง หลังจากได้ของแล้ว ก็ขับรถหลบหนีไปอย่างหน้าตาเฉย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่จุดเกิดเหตุ ที่บริเวณถนนชุมค้า ทางเข้าตัวอำเภอสีคิ้ว ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ได้พบกับเจ้าของร้านกุ้ง เผยเจ็บใจโดนหลอกให้เอากุ้งให้ 3 กิโลกรัม อ้างเอาไปให้ลูกค้าบนรถตู้ ก่อนรถหลบหนีไปอย่างตาเฉย ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สีคิ้ว วอนนำเงินกลับมาจ่ายหรือให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวกุมตัว

โดยนายชัยวัฒน์ มีไผ่ อายุ 48 ปี ลูกจ้างในร้าน เปิดเผยว่า ตนได้ขับรถมาจากอำเภอโชคชัยเพื่อจะมาขายกุ้งสดที่สีคิ้วเป็นประจำ ซึ่งได้มีชายหนุ่มไม่ทราบชื่อขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ทำท่าทีมาสั่งกุ้งว่ามีลูกค้าบนรถตู้จะสั่งกุ้งของตนจำนวน 3 กิโลกรัม ราคาประมาน 810 บาท ตนเองได้จับกุ้งใส่ถุงพลาสติกให้กับขายดังกล่าว

ก่อนที่ชายดังกล่าวจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปทันทีและไม่ได้จ่ายเงินให้กับตนเองด้วย ส่วนที่จะเอาไปให้ลูกค้าบนรถตนก็เห็นจังหวะที่มอเตอร์ไซด์ของโจรขับออกไปรถตู้ก็ขับสวนออกมาพอดี ทั้งนี้ตนจึงไปแจ้งความที่ สภ.สีคิ้ว วอนอยากให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวให้โดยเร็ว เพราะตนก็ไม่ใช่เจ้าของร้าน ตนเองเป็นลูกจ้าง ต้องโดนเจ้าของร้านหักเงินไปเหมือนกัน.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สุขภาพดี’ใครก็อยากมี ‘สตรีทฟู้ด’ถึงเวลาปรับรับ

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658167

สกู๊ปแนวหน้า : ‘สุขภาพดี’ใครก็อยากมี  ‘สตรีทฟู้ด’ถึงเวลาปรับรับ

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.05 น.

“สตรีทฟู้ด (Street Food)” หรืออาหารริมทาง-ริมบาทวิถี เป็นทั้งที่พึ่งพิงของประชากรระดับฐานรากในเขตเมือง เป็นอาชีพรองรับผู้ที่หลุดออกจากการเป็นแรงงานในระบบสถานประกอบการขณะเดียวกัน ยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ มีสื่อต่างประเทศจัดอันดับว่าอาหารริมทางในไทยอร่อยที่สุดในโลก ถึงกระนั้น ในมุมของผู้เห็นต่าง มองสตรีทฟู้ดว่าเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง นอกจากเรื่องกีดขวางทางเท้าที่ถูกพูดถึงกันมากแล้ว ความสะอาดก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง รวมถึงในระยะหลังๆ ยังมี “คุณค่าทางโภชนาการ” ถูกคาดหวังเพิ่มเข้ามาด้วย

ที่งานเสวนา “การจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี” ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ถ.ราชวิถีกรุงเทพฯ) เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นพ.ไพโรจน์เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เผยแพร่เอกสารประกอบการเสวนา อ้างอิง โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ, สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ พบว่า

“เหตุผลในการเลือกซื้ออาหารริมบาทวิถี” 3 อันดับแรก อันดับ 1 สะดวกเข้าถึงง่าย ร้อยละ 83.2 อันดับ 2 ราคาถูก ร้อยละ 39.4 อันดับ 3 น่ารับประทาน ร้อยละ 26.4 “ประเภทอาหารริมบาทวิถีที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยที่สุด” 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ปิ้ง/ย่าง/เผา ร้อยละ 34 อันดับ 2 อาหารตามสั่ง ร้อยละ 22 อันดับ 3 ต้ม ร้อยละ 19

“สสส. ร่วมกับ กรมอนามัย ไปทำวิจัยเก็บข้อมูลแล้วเขียนเป็นคู่มือ ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีทักษะ แต่แค่นี้ยังไม่พอ ภาครัฐต้องมาช่วยอีกเยอะ ต้องช่วยกันส่งเสียง คำว่าส่งเสียงไม่ได้ไปประท้วง หมายถึงว่าผลักดันนโยบายอะไรต่างๆ ผู้ว่าฯ เดินผ่านมาต้องรีบบอกว่าอยากเห็นอะไร อยากได้อะไร บางทีเสียงเล็กๆ เขาสามารถไปกำหนดเป็นนโยบาย” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึง โครงการการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เมื่อปี 2561 พบมากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารริมบาทวิถีที่สุ่มเก็บตัวอย่าง มีปริมาณพลังงาน ไขมันและโซเดียม สูงกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันและพบว่าร้อยละ 42 ของอาหารที่สุ่มเก็บตัวอย่าง มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค สูงเกินกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ประกอบการยังมีความรู้ความเข้าใจไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตามหลักโภชนาการและสุขาภิบาลอาหาร

ดังนั้นในปี 2563 สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย จึงมีโครงการต่อเนื่อง คือการจัดการด้านโภชนาการและสิ่งแวดล้อมของอาหารริมบาทวิถี เพื่อพัฒนาเกณฑ์และระบบควบคุมติดตามคุณภาพ และพัฒนาคุณค่าเชิงโภชนาการและความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอาหารกลุ่มนี้ในการจัดการอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ ใน 3 พื้นที่นำร่องคือฟู้ดทรัค กรุงเทพมหานคร (กทม.) ย่านซอยอารีย์เขตพญาไท กรุงเทพฯ และตลาดราชบุตร จ.อุบลราชธานี

โครงการนี้เป็นการให้ความรู้ในการปรับสูตรอาหารแก่ผู้ค้า ทำอย่างไรเมนูที่ขายกันอยู่จะได้มาตรฐานด้านโภชนาการ ลดไขมัน ความหวานและโซเดียม เพิ่มใยอาหาร ขณะเดียวกัน ยังตรวจสอบและปรับเปลี่ยนกระบวนการประกอบอาหารที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคด้วย อาทิ ผู้ค้ารายหนึ่งขายทั้งก๋วยจั๊บญวนและหมูสะเต๊ะ ก่อนเข้าร่วมโครงการพบเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในกะทิ ซึ่งเมื่อตรวจสอบก็พบสาเหตุมาจากกระบวนการปิ้งหมูสะเต๊ะ ที่มีการนำน้ำกะทิมาป้ายขณะปิ้ง จากนั้นเมื่อสุกแล้วก็ยังนำหมูไปจุ่มในกะทิถ้วยเดิมก่อนใส่ถุงให้ลูกค้า

นั่นหมายถึงเป็นกะทิถ้วยเดียวกับที่ใช้ขณะที่หมูยังดิบอยู่ ข้อค้นพบดังกล่าวจึงเกิดเป็นข้อแนะนำกับผู้ประกอบการว่าควรมีกะทิ 2 ถ้วย ซึ่งผู้ค้าก็ปรับเปลี่ยนในทันที แล้วเมื่อตรวจซ้ำหลังจากการปรับเปลี่ยนก็ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อตัวเดิมอีก ส่วนกรณีของก๋วยจั๊บญวน ไม่พบการปนเปื้อนเชื้อในส่วนของก๋วยจั๊บ แต่ไปพบที่ผักโรย ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการล้างไม่สะอาด เมื่อจะโรยในอาหารก็โรยแบบดิบๆ เรื่องนี้ต่อไปจะกลายเป็นคู่มือสำหรับนำไปใช้กับอาหารที่ใช้วัตถุดิบแบบเดียวกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว ลาบ ที่มีการใช้ผักโรยเหมือนกัน

“ต้องเรียนว่าสตรีทฟู้ดตอนที่ทำระยะที่ 1 เนื่องมาจากว่าเราจะเป็นครัวโลก แล้วเราก็ส่งเสริมเศรษฐกิจให้ต่างชาติมาเที่ยว เข้ามากินสตรีทฟู้ด แต่จริงๆ แล้วข้อมูลจากระยะที่ 1 ที่กินคือนักศึกษา นักเรียน พนักงานทำงานระยะเงินเดือนต้นๆ อายุ 20 ต้นๆ ไปจนถึง 30 ต้นๆ ฉะนั้นชื่อเราบอกว่าจะเป็นแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วเราต้องมา Concern (ให้ความสำคัญ) กับคนไทยเราที่ต้องกินสตรีทฟู้ดเพราะเข้าถึงง่าย เช้าๆ ถามกินข้าวหรือยัง บอกยังเดี๋ยวแวะซื้อข้าวเหนียวหมูทอด ก็อยากให้เราช่วยกัน ในฐานะผู้ขาย สุขภาพคนไทยอยู่ในมือท่าน” รศ.ดร.เรวดี กล่าว

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมโครงการวลัยพันธ์ ออกกิจวัตร เจ้าของร้านฟู้ดทรัค สเต็กคนกลางแจ้ง ซึ่งหลังอบรมก็ได้ทราบว่า ชิ้นเนื้อสเต็กที่ได้มาตรฐานโภชนาการ อยู่ที่ขนาด 80 กรัม/จาน น้อยกว่าที่ใช้อยู่เดิมซึ่งอยู่ที่ 100-120 กรัม/จาน และการลดเนื้อสัตว์จาก 100-120 กรัมเหลือ 80 กรัม มองด้วยสายตาก็ไม่แตกต่างมากนัก โดยทางร้านได้เพิ่มผัก 3 สี บวกกับผสมเห็ดลงในซอส ตกแต่งให้น่ารับประทาน ผลตอบรับคือขายดีขึ้น และต้นทุนเนื้อสัตว์ลดลง

เข็มพร โนนอินทร์ ร้านเข็มพรขนมจีน ซอยอารีย์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ กล่าวว่า ที่ร้านมีการปรับสูตรขนมจีนด้วยการผสมน้ำแครอทปั่นลงไปในน้ำยา เพื่อให้ลูกค้าที่ไม่รับประทานผักได้รับประทานด้วย ผลตอบรับนั้นค่อนข้างดี ลูกค้าไม่ได้บ่นอะไร รสชาติก็ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม และยังได้ความหวานจากแครอทเพิ่ม ในขณะที่
ลดเครื่องปรุงต่างๆ ลง เช่น น้ำปลา

อมรรัตน์ มุทาวัน ร้านเคบับตลาดราชบุตร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ในช่วงแรกๆ ที่คณะทำงานภาควิชาการไปชักชวนผู้ค้ามาเข้าโครงการ ยอมรับมีความรู้สึกต่อต้าน เพราะการอบรมหมายถึงการต้องเสียเวลาปิดร้านซึ่งหมายถึงขาดรายได้ แต่เมื่อมาอบรมก็ได้รับความรู้ว่าที่ทำกันมานั้นน้ำมันเยอะเกินไปบ้าง โซเดียมมากเกินไปบ้าง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และได้ผลดีจากการเปลี่ยนแปลงนั้น จากลูกค้าที่ตอบรับมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลการดำเนินโครงการปรับสูตรอาหารริมบาทวิถีเพื่อสุขภาพใน 3 พื้นที่ รวม59 รายการ พบมีการพัฒนาด้านโภชนาการจำนวน36 รายการ คิดเป็นร้อยละ 61 การปนเปื้อนจุลินทรีย์ก่อโรคอยู่ที่ 19 รายการ จากเดิม20 รายการ ที่ยังพบส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ผ่านความร้อนบางส่วนหรือไม่ผ่านความร้อนก่อนเสิร์ฟอนึ่ง ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือของ สสส. และกรมอนามัย ได้ที่ link https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/ce2e08c7-e750-eb11-80ec-00155d09b41f


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘สคอ.’ลงพื้นที่‘เกาะลิบง’ ท้องถิ่นลดอุบัติเหตุทางถนน

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658160

‘สคอ.’ลงพื้นที่‘เกาะลิบง’  ท้องถิ่นลดอุบัติเหตุทางถนน

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่ศึกษาดูงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ต.เกาะลิบง อ.กันตรัง จ.ตรัง เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานและแนวทางการป้องกันแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนของพื้นที่ โดยนายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการ สคอ.กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้รูปแบบการทำงานในวิถีท้องถิ่นของคนบนเกาะที่มีพื้นที่เฉพาะ ศึกษาวิธีการทำงานด้านลดอุบัติเหตุในพื้นที่

เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวปลอดภัย และการเชื่อมโยงคนในชุมชนด้วยผู้นำศาสนาที่กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชุมชนทุกมิติ นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนร่วมกับคนในชุมชนด้วยการทาสีทางม้าลายบริเวณหน้าโรงเรียนเพื่อลดจุดเสี่ยงเวลาเด็กนักเรียนมาโรงเรียน และทำให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนักถึงความปลอดภัย เมื่อเห็นทางม้าล้ายต้องชะลอความเร็ว

ทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ 2 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านเกาะลิบง ม.1 บ้านโคกสะท้อน และโรงเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ ม.4 บ้านบาตูปูเต๊ะต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ทั้งนี้ การที่ สคอ.และเครือข่ายในพื้นที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันจะทำให้คนในชุมชนได้เกิดการตื่นตัวเห็นความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ตนเองมากขึ้นและที่สำคัญถือเป็นการเริ่มต้นการมีทางม้าลายแห่งแรกของเกาะลิบงอีกด้วย

นายสิทธิพร จิเหลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกาะลิบง กล่าวว่าต.เกาะลิบง มี 8 หมู่บ้าน ประชากร 7,422 คน2,272 ครัวเรือน ประกอบอาชีพประมงและกรีดยาง คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้นำศาสนามีบทบาทสำคัญมากในพื้นที่และมีโรงเรียนประถมศึกษา 6 แห่ง โดยเรื่องความปลอดภัยของคนในชุมชน เป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของท้องถิ่นที่จะต้องเข้าไปดูแล

ได้แก่ ด้านถนน ทาง อบต.ได้ให้งบสร้างถนนคอนกรีต 3 สาย ยาวกว่า 20 กิโลเมตร แต่ก็ยังเหลือหมู่บ้านที่เป็นถนนลูกรังเพราะถนนไม่ได้อยู๋ในการดูแลของ อบต. จึงไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ ด้านอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ตํารวจรับแจ้งเหตุและตรวจท้องที่ ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านการท่องเที่ยว ได้จัดระเบียบบริเวณท่าเรือ แก้ปัญหาจราจร

โดยทำ MOU กับชุมชน ทุกคนที่มีรถและเดินทางมาในบริเวณท่าเรือต้องจอดรถตามจุดที่ให้จอดเท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนจะมีการตักเตือน ด้านป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่เกาะลิบง ยังมีจุดเสี่ยงหลายแห่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขประมาณ 4-5 จุด เช่น บริเวณหน้าโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูงเพราะถนนโล่ง และไม่มีทางม้าลายให้คนข้าม ส่งผลให้เด็กนักเรียนเสี่ยงอันตรายเวลาข้ามถนนซึ่ง อบต.กำลังเร่งแก้ไขปรับปรุง

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการใช้กฎหมายเข้มกับคนบนเกาะทำได้ยาก ต้องปรับเป็นสร้างจิตสำนึกและรณรงค์ถึงความสำคัญจึงจะทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้น ช่วงที่ผ่านมา อุบัติเหตุในพื้นที่มีน้อย เดือนละ 1-2 ครั้ง บางเดือนก็ไม่มี ส่วนใหญ่ที่เกิดเป็นนักท่องเที่ยว เช่ารถจักรยานยนต์ขี่เองและไม่ชำนาญทาง แต่เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยส่วนกรณีมีผู้เสียชีวิตเคยเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วโดยวัยรุ่นในพื้นที่ขี่เร็วและไม่ใส่หมวกกันน็อกเฉี่ยวชนกับคู่กรณีที่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่สนใจทาง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ หลังจากนั้นก็ยังไม่มีผู้เสียชีวิตในพื้นที่อีกเลย

นางไพรัช วัฒนกุล เครือข่ายองค์กรงดเหล้า จ.ตรัง กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ตนเองทำงานในพื้นที่คนในชุมชนพบว่า คนเกาะลิบงมีอัธยาศัยดีเป็นกันเอง พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตลอดเวลา ผู้นำมีความเข้มแข็ง มีการทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่เป็นอย่างดี และเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ทางเครือข่าย สสส. ได้ลงไปเปิดเวทีความคิด นำคนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้พาไปศึกษาดูงานแล้วนำสิ่งที่ได้มาปรับใช้ในพื้นที่ตนเอง จนทำให้เกาะลิบงพัฒนาและปรับเปลี่ยนไปในที่ดีขึ้น สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ของชุมชนเองได้

เกิดความร่วมมือคนในชุมชนที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงภาคีได้ดี จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยเกือบทุกด้านเกาะลิบง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะวันหยุด นอกจากนี้ยังมีแบบโฮมสเตย์ ที่ทางชุมชนควบคุมราคาไม่ให้เอาเปรียบนักท่องเที่ยว มีการทำข้อตกลงร่วมกันในคนชุมชนที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวประทับใจและได้รับบริการที่ดีกลับไป สำหรับข้อแนะนำนักท่องเที่ยวที่จะมาเกาะลิบง จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ ห้าม 6 ส. ได้แก่ สุนัข สุกร สายเดี่ยว สุรา ยาเสพติด และนุ่งสั้น

หากนักท่องเที่ยงนุ่งสั้นหรือแต่งกายล่อแหลม ก็จะให้แต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันอาชญากรรม เกือบทุกหมู่บ้านจะห้ามดื่มและจำหน่วยสุรา ยกเว้นบางพื้นที่ที่เป็นรีสอร์ทเอกชน ปัจจุบันเกาะลิบง ได้มีการพัฒนาและขยายเครือข่ายการทำงาน เช่น การรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย การใส่หมวกันน็อกฝึกอาชีพ แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร และจัดการขยะในพื้นที่ จากความร่วมมือ ร่วมใจของทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับชุมชนทุกมิติ ส่งผลให้ปัจจุบันเกาะลิบงได้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยที่มีความเข้มแข็ง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ปลุกพลังเยาวชนไทย ป้องกันปัจจัยเสี่ยง‘เหล้า บุหรี่’ในสถานศึกษา

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658157

สกู๊ปพิเศษ : ปลุกพลังเยาวชนไทย  ป้องกันปัจจัยเสี่ยง‘เหล้า บุหรี่’ในสถานศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัญหาสิ่งเสพติดกับวัยรุ่นเป็นปัญหาใหญ่ที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในสังคมไทย และเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในสถานศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีความพยายามแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด

เมื่อไม่นานมานี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ได้มีการจัดแถลงข่าวโครงการพัฒนาเครือข่ายและหนุนเสริมศักยภาพครูแกนนำ นักศึกษาอาชีวป้องกันปัจจัยเสี่ยง(เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษา ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

งานนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยถึงข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นในหลายด้าน เพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งเสพติดในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม รวมทั้งกลุ่มพลังอาชีวะ เท่าทัน ป้องกัน ปัจจัยเสี่ยง โดยนักศึกษาจากหลายสถาบัน ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยเทคนิคพังงา
และวิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว

โดยน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เล่าถึงการทำงานด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด และสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวไว้ดังนี้

ธณภัทร เกศกัณฑ์ นักศึกษาจากวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวถึงการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถาบันที่ตนศึกษาอยู่ว่า ตั้งใจที่จะช่วยให้นักศึกษาพณิชยการบางนา ลด ละ เลิก บุหรี่ โดยการเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาให้มีการประกวดคลิป ต่างๆ นานา ส่งเสริมให้ทุกคนที่สูบบุหรี่ได้เข้ามารับชมเพื่อให้ทราบถึงพิษภัยของบุหรี่และจูงใจให้เลิกสูบบุหรี่ โดยมีรางวัลให้กับคนที่ทำคลิปได้ดีที่สุด รวมทั้งมีรางวัลมอบให้กับคนที่เข้ามาชมคลิปด้วย และตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนนี้ จะจัดให้มีการเดินขบวนรณรงค์งดเหล้า บุหรี่

ธนภัทรยอมรับว่า มีปัญหาในเรื่องของนักศึกษาบางคนที่สูบบุหรี่แล้วไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ซึ่งเราก็ใช้ระบบตัวแทนเครือข่ายในการตามหาคนในกลุ่มนี้ โดยมุ่งเน้นในระดับ ปวช.2 มาเป็นตัวแทน ช่วยกันหาข้อมูลว่ามีใครสูบบุหรี่ตรงไหน แล้วก็ลงพื้นที่ไปสอบถามเพื่อหาทางช่วยกันแก้ไขปัญหา เท่าที่ทำมาก็เห็นว่าได้ผลดี น่าจะเข้าถึงรุ่นน้องได้ง่ายขึ้น ปัญหาแบบนี้ มองว่า การใช้เด็กด้วยกัน มีวัยเท่าๆ กัน จะมีจุดแข็งที่ดีกว่า เพราะบางครั้งนักศึกษาอาจไม่ค่อยเชื่อฟังครูบาอาจารย์เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นรุ่นเดียวกัน มาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ หรือว่าพูดคุยกันก็น่าจะชักโยงให้เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้

พงษ์ศักดิ์ ถวิลวิวัฒน์ อีกหนึ่งนักศึกษาจากวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวเสริมว่า การพูดคุยดังกล่าวไม่ได้เป็นการสั่งสอนแต่เป็นการพูดเชิงแนะนำ ก็อาจจะฟังง่ายกว่า มานั่งฟังผู้ใหญ่พูดให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าเป็นรุ่นเดียวกันด้วย ก็เลยน่าจะเข้าได้กันได้ง่ายกว่า และเด็กจะมีความคลุกคลีกับเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็น่าจะมีความใกล้ชิด สนิทสนมกันมากกว่า ฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะเป็นการเข้าถึงจิตใจของคนในรุ่นเดียวกันได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ มีความมุ่งหวังให้นักศึกษาทั้งสถาบันเลิกบุหรี่ได้จริง แต่ไม่ได้เป็นการหักดิบ เป็นการลด ละ เลิก จนหายไปในที่สุด

สองเยาวชนจากวิทยาลัยพณิชยการบางนา กล่าวตรงกันว่า ถ้าหลายๆ สถาบันการศึกษาตั้งใจทำพร้อมกัน ผลักดันโครงการผ่านสื่อออนไลน์จะทำให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ง่าย เพราะวัยรุ่นใช้สื่อออนไลน์เยอะมาก ทั้งนี้ กลุ่มที่สูบบุหรี่ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ ซึ่งแม้ว่าทางสถาบันการศึกษาจะสั่งห้ามเขาก็ไม่ฟังอยู่แล้ว มันเป็นกฎการบังคับ ยังไงก็ต้องแอบสูบในห้องน้ำอยู่ดี ฉะนั้น เราจึงจับเครือข่ายกลุ่มนักศึกษาที่เข้าถึงกัน มาช่วยกันจับตามองว่ามีรุ่นพี่คนไหนบ้างที่สูบบุหรี่ แล้วไปบอกอาจารย์ ให้เรียกมาตักเตือน เพื่อให้ห่างไกลจากสูบบุหรี่และเห็นว่า รุ่นพี่เป็นคนที่ทำให้รุ่นน้องอยากทำตาม ถ้าเปลี่ยนที่รุ่นพี่ได้ก็จะเป็นการช่วยรุ่นน้องได้ด้วย

สุดท้าย อยากฝากว่า บุหรี่มีแต่ข้อเสีย ไม่ได้มีข้อดีอะไรเลยการสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นพิษกับตัวเราเองแล้ว ก็ยังเป็นพิษกับคนรอบข้าง จึงอยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย

นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล นักศึกษาในโครงการวิทยาลัยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์พังงา วิทยาลัยเทคนิคพังงา กล่าวถึงโครงการ“เล่าเหล้าเรียน” ที่ตนได้เข้าร่วมว่า เกิดจากการที่เห็นว่า ปัจจุบันเยาวชนส่วนใหญ่เสพติดสื่อโซเชียลมีเดีย เราเลยอยากใช้ช่องทางนี้เป็นเครื่องมือในการทำโครงการเพื่อที่จะไม่ต้องลงทุนเยอะ และสะดวกสบายใช้งานง่าย โดยเน้นการสร้างสื่อเกี่ยวกับการเลิกเหล้า โทษของเหล้า เนื่องจากมีหลากหลายคนที่พยายามจะเลิกเหล้าแต่ก็คว้าน้ำเหลวในหลายๆ ครั้งเนื่องจากการปฏิบัติที่ผิดขั้นตอน หรือไม่ถูกวิธีเท่าที่ควร โดยสื่อที่จะทำจะเน้นรูปแบบใหม่ๆ ไม่น่าเบื่อ จะมีการสำรวจก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายนิยมใช้แพลตฟอร์มใดมากที่สุด

และอีกหนึ่งช่องทางที่เราจะทำก็คือการทำสื่อลงในติ๊กต็อก เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันครับ สาเหตุที่ตั้งชื่อของ โครงการว่า เล่าเหล้าเรียน เพราะเราจะมีการใช้กรณีตัวอย่างของคนที่เลิกเหล้าได้แล้วมาแชร์กัน เพื่อเป็นบทเรียนให้แก่ผู้อื่น

สำหรับเหตุผลที่เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะเห็นคนรอบข้างหลายๆ คนที่เจอกับความล้มเหลวในชีวิตหรือมีเรื่องเหล้าเข้ามาทำลายชีวิต จึงไม่อยากเห็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องเจอกับปัญหาดังกล่าว และไม่อยากให้คนจำภาพของเด็กอาชีวะว่าเป็นพวกขี้เหล้าเมายา เท่านั้น จุดมุ่งหมายคือ ทำให้คนที่ต้องการเลิกเหล้า หรือพยายามเลิกเหล้า รู้สึกไม่โดดเดี่ยว มีคนคอยแนะนำตลอดการเดินทางของพวกเขา และสุดท้ายหวังว่าคนรุ่นใหม่จะตระหนักได้ถึงโทษของเหล้า และลด ละ เลิกมันได้

นาถวัฒน์ ยอมรับว่า แอบกังวลว่า เราจะทำตามเป้าหมายได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านๆ มาก็เคยเห็นโครงการแนวๆ นี้เยอะ แต่ก็เป็นเหมือนกับแค่การรณรงค์พอจบกิจกรรมปัญหาก็กลับมาอีก เราเลยตั้งเป้าหมายกันว่าเราจะไม่ทำให้เป็นเพียงแค่การรณรงค์แบบเก่าๆ

สำหรับจุดแข็งของโครงการนี้ เมื่อได้ทำงานกับกลุ่มเพื่อนๆ เยาวชนด้วยกัน เราจะค่อนข้างที่จะเข้าใจปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย รู้สึกที่เขาชอบ หรือไม่ชอบให้ทำ รู้ว่าเขาชอบให้พูดหรือไม่ชอบให้พูดแบบไหน ดังนั้น การทำงานค่อนข้างที่จะดำเนินการไปได้ตามแผน

“อยากฝากถึงสังคม เราไม่อยากให้สังคมตีตราว่าเด็กอาชีวะเป็นกลุ่มขี้เหล้าเมายา หรือ เป็นกลุ่มเด็กเกเร เพราะเอาจริงๆ ปัญหานี้มีทุกที่และกับคนทุกกลุ่ม เราอยากให้สังคมให้กำลังใจ ไม่ซ้ำเติม และอยากให้มองนักเรียนกลุ่มนี้ในด้านอื่นๆ อย่างน้อยขณะที่คุณกำลังมองเด็กอาชีวะในแง่ลบ แต่ขณะเดียวกันยังมีนักเรียนอาชีวะอีกกลุ่มหนึ่งนี่แหละที่กำลังช่วยกันคิดค้นหาวิธีที่จะพัฒนา แก้ไขปัญหาสังคม ในหลายๆ ด้านเพื่อคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคมที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับพวกเรากำลังทำ ดังนั้นเป็นกำลังใจให้กันซึ่งกันเถอะครับ” นาถวัฒน์ กล่าว

อรัตธิดา ฤาชา นักศึกษาจากวิทยาลัยสมุทรสงคราม กล่าวว่า วิทยาลัยสมุทรสงคราม มีโครงการลดละเลิกการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา เล่นการพนัน ที่เชื่อมโยงกับ สสส. หลายโครงการมาก ไม่ว่าจะเป็น“ศูนย์เพื่อนใจ” ที่เอาเพื่อนๆ ที่สูบบุหรี่มาเข้าโครงการเพื่อเลิกบุหรี่ หรือกิจกรรม “ล้อมรั้ว ล้อมรัก” ที่ทุกคนจะช่วยดึงเพื่อนๆ ให้ออกห่างจากสิ่งเสพติด การพนัน วิทยาลัยของเราเป็นกลุ่มช่างที่จะมีปัญหาเรื่องบุหรี่และการพนันมากกว่าเด็กพาณิชย์ เราก็ช่วยกันคัดกรอง ว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเขาก็เปิดใจไม่ยาก แต่เขาจะไม่กล้าไปคุยกับผู้ใหญ่ จะกล้าคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ รุ่นราวคราวเดียวกันที่สนิทกันมากกว่า และจากนั้นก็จะเห็นว่าไม่ต้องสูบแล้วก็ได้ หันมาทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เช่นการเล่นกีฬา

สำหรับปัญหาที่เจอ ก็คือกลุ่มเสี่ยงมากๆ ติดยาเสพติดไปแล้ว ระแวงว่าเด็กอื่นเป็นสายสืบ ไม่เปิดใจให้เรา เราจึงอยากได้การสนับสนุนจากทางโรงพยาบาลมาช่วยคัดกรองเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะมีฝ่ายจิตเวช ที่จะมีการพูดคุยให้แนะนำที่ดีกับเด็ก และอยากให้ทุกคนสนับสนุนโครงการนี้มากๆ เพราะถ้าสังคมเรามีแต่ยาเสพติดมันจะทำให้เด็กหดหู่ และรู้สึกว่า ถ้าเครียดก็จะหันเข้าหายาเสพติด แต่ถ้าเครียดแล้วมีอะไรทำที่มากกว่าเหล้า ก็จะทำให้ดึงความสนใจให้เด็กได้มากกว่า และฝากถึง สสส. ว่า อยากให้ผลักดันโครงการต่อไปเรื่อยๆ ไม่ให้มีเหล้า บุหรี่ แล้วเด็กๆ จะได้ไม่ต้องไปยุ่ง หรือเห็นสภาพแบบนั้นอีก

ภัทรวีร์ ประจิตต์ นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม กล่าวเสริมว่า อยากให้ทางผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคณะครู หรือผู้ปกครองพยายามเข้าใจหรือมองในมุมมองของเด็กบ้าง เพราะบางครั้งผู้ใหญ่อาจจะมองในมุมมองของผู้ใหญ่มากเกินไปว่า เหล้า บุหรี่ มันไม่ดีต่อสุขภาพ มันส่งผลเสียต่างๆ แต่ในมุมมองของเด็ก มันเท่นะ ทำไมถึงทำไม่ได้ ผู้ใหญ่ควรมองในมุมมองนี้บ้าง ลองมองกลับกันดู ผู้ใหญ่ต้องทำความเข้าใจในความเป็นเด็ก ความเป็นวัยรุ่นบ้าง และอยากให้คนรอบข้างลองให้โอกาสคนที่เคยผิดพลาดมาแล้วสักครั้งหนึ่งว่า ต้องให้เวลา ให้โอกาสเขา เพราะว่า ถึงเขาจะปรับปรุงตัวได้ แต่ถ้าเราไม่ให้โอกาสเขาเลย ไม่ยอมเปิดใจให้เขา ยังไงแล้ว สุดท้ายเขาก็ต้องย้อนกลับไปที่จุดเดิมอยู่ดี

ภัทรวีร์กล่าวต่อว่า นอกจากป้องกันคนหน้าใหม่เข้าไปสู่วังวนของยาเสพติดและการพนันแล้ว ก็ต้องดึงคนที่เคยทำผิดพลาดให้กลับออกมาด้วย โดยต้องไม่ไปตอกย้ำหรือว่าซ้ำเติมเขา เพราะเขาจะคิดได้ว่า ในเมื่อผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเขา เขาก็จะกลับไปหาสิ่งเดิมๆ ที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจ รู้สึกดี เพราะว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ข้างเขา ถ้าในอนาคตเราสามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้จริงๆ และเราสามารถปรับจูนกันได้ระหว่างเส้นแบ่งระยะวัย ผู้ใหญ่กับเด็กและวัยรุ่น สังคมจะน่าอยู่กว่านี้ เราจะไม่เจอปัญหาต่างๆ อย่างที่พบในทุกวันนี้

“การปัญหาเหล้า บุหรี่ในสถานศึกษา เป็นเรื่องยาก เพราะอยู่กับเรามานาน ตั้งแต่สมัยปู่ ยา ตา ยาย เราเลย ตั้งแต่พวกหนูยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ แต่ถามว่ามันสามารถหายไปได้มั้ย หนูเชื่อว่ามันหายไปได้ ถ้าเราทุกคนร่วมมือกันที่จะแก้ไขปัญหานี้ ต้องร่วมมือทุกองค์กรทุกภาคส่วน และตัวบุคคลเอง ต้องประสานความร่วมมือกันไม่อย่างนั้นก็จะไม่เกิดอนาคตที่ดี” ภัทรวีร์ กล่าวทิ้งท้าย

ถึงแม้ว่าปัญหาสิ่งเสพติดกับเยาวชน จะฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน และเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะแก้ไขและทำให้หายไปจากสังคมไทยไม่ได้ หากทุกภาคส่วนหันหน้ามาร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้หลายฝ่ายมองเห็นปัญหาและหนทางแก้ไข รวมทั้งพยายามลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่น่าชื่นใจก็คือ พลังเยาวชนที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะต่อสู้กับปัญหายาเสพติดเพื่ออนาคตที่สดใสของประเทศชาติต่อไป

ธณภัทร เกศกัณฑ์

ธณภัทร เกศกัณฑ์

นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล

นาถวัฒน์ ลิ้มสกุล

พงษ์ศักดิ์ ถวิลวิวัฒน์

พงษ์ศักดิ์ ถวิลวิวัฒน์

ภัทรวีร์ ประจิตต์

ภัทรวีร์ ประจิตต์

อรัตธิดา ฤาชา

อรัตธิดา ฤาชา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มอุดรฯวัย 26 ปี ชีวิตรันทดไม่รู้ใครเป็นพ่อ-ไม่มีใบเกิด ขอรถพาไปฆ่าตัวตาย

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658187

หนุ่มอุดรฯวัย 26 ปี ชีวิตรันทดไม่รู้ใครเป็นพ่อ-ไม่มีใบเกิด ขอรถพาไปฆ่าตัวตาย

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 22.15 น.

น้ำตาอาบแก้มหนุ่มอุดรวัย 26 น้อยใจครอบครัวอยากรู้ความจริง เป็นลูกใครกันแน่ แม้แต่ใบเกิดก็ไม่มี ที่ผ่านมาไม่อยากได้ยินคำโกหก ไม่อยากได้ยินเกิดมาในกอไผ่ คิดสั้นจะฆ่าตัวตายขอรถพาไปโดดสะพาน จิตอาสาเข้าเกลี้ยกล่อม ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ ขอย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อน

วันนี้ (4 มิ.ย.65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ แอ้ดมิจเพจบ้านดุงอัพเดทและรองประธานเทศบาลเมืองบ้านดุง รับแจ้งจากแฟนเพจว่า มีชายหนุ่มขอให้อยากจะช่วยพาไปส่งที่สะพานบ้านดงเย็น เพื่อจะฆ่าตัวตาย หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปพร้อมกับหน่วยกู้ภัยวีอาร์บ้านดุงทันทีที่บ้านดงเย็น ต.ดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี พบกับนายหนุ่ม (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ชาวบ้านดงเย็น นั่งอยู่ในรถกู้ภัยของวีอาร์กู้ภัย โดยนายหนุ่ม เปิดใจกับจิตอาสาว่า ผมคิดน้อยใจครอบครัวพี่น้องพ่อและแม่ไม่บอกความจริงว่าผมเป็นลูกใครกันแน่ และตัวผมเองอยากรู้ว่าพ่อและแม่ผมจริงๆ คือใคร ในเมื่อไม่มีใครรักอยากจะคิดฆ่าตัวตายโดยโทรแจ้งให้พาไปส่งที่สะพานบ้านดงเย็นรอยต่อกับอ.สว่างแดนดิน จ.สกลคร

นายหนุ่ม พูดทั้งน้ำตาอาบแก้มไปว่า ตั้งแต่ผมเกิดมา ก็ไม่มีใบเกิด ว่าเกิดที่ไหนอย่างไร รู้แต่แม่ชื่อพิมพ์พร สงวนนาม เสียชีวิตตอนผมอยู่ ป.5 จากนั้นไม่นานยายที่เลี้ยงผมมาก็เสียชีวิตอีก ตอนที่ยายยังมีชีวิตเล่าให้ฟังว่าพ่ออยู่ จ.สกลนครชื่อหนูพร พันธุ์ชัย แต่ญาติอีกหลายๆคนก็บอกว่า พ่อชื่อนายบรรหาร หาญานุวัฒน์ อยู่ จ.ยะลา  ผมก็เริ่มเอะใจทำไมพ่อผมเหมือนจะมี 2 คน หากตามสกุลผม ผมมีพี่น้องรวม 3 คน แต่เหมือนพี่ชายไม่เหมือนผม และพี่ชายก็ไม่รัก ผมเลยอยากรู้ว่าพ่อคนไหนคือพ่อผมแท้ๆ และยังอยู่ไหม ผมอยากไปอยู่กับพ่อ ตอนนี้ไม่มีที่อยู่ อยู่นี่ก็ไม่มียายแล้วตอนงานศพยายเสียชีวิตที่ว่าเป็นพ่อผมก็ไม่มาร่วมงานสักคน

สรุปตอนนี้คือ ที่อยู่ตอนนี้มีญาติพี่น้องของตาและยายเท่านั้น ผมทำงานเลี้ยงตัวเอง  อยากให้พี่น้องหรือญาติๆ บอกผมมาบอกโดยตรงเลยว่า คนไหนพ่อผมที่ชัวร์ๆ ผมมาเล่นกับพี่แท้ๆ เขาไล่หนีตลอด หาทางออกไม่ได้ ไม่ชอบคนโกหก บอกผมมาเลยว่าใครพ่อและแม่ผมแท้ๆ ใครจะกล้าแสดงตัวเป็นพี่น้องผมบ้าง มีวิธีไหนที่พอจะตรวจหาว่าผมเป็นลูกใครกันแน่ หลายคนบอกว่าผมกับพี่ชายหน้าตาไม่เหมือนกัน เกิดในกอไผ่หรือเปล่า ที่โทร.หาให้พาไปส่งสะพานเพราะอยากจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ตอนนี้อยากให้พาไปพักที่ที่อื่น ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”นายหนุ่มกล่าวตอนท้าย

ขณะที่นายวีระพล รักษ์เสมอวงศ์ ได้เกลี้ยกล่อมหนุ่มน้อยรายนี้อยู่นานและบอกว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก อย่าไปคิดสั้นถึงขนาดต้องไปโดดสะพานฆ่าตัวตาย รับปากจะหาทางช่วยว่าพ่อเป็นใครกันแน่ หากเจอจะพาไปหาพ่อ การฆ่าตัวตายไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางออก ตั้งใจทำงานสู้ เลิกคิดถึงปมด้อยตัวเอง ทำงานหาปมเด่นตัวเองเพื่อสู้ชีวิตต่อไป จากนั้นนายหนุ่มจึงใจอ่อนขอไปอยู่ที่อื่นพักใจให้สบายก่อน

-001

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สภาการสื่อฯเปิดวงชำแหละกม.’PDPA’ ปชช.-สื่อ-นักรีวิว ต้องระวังเรื่องอะไร?

Posted on June 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/658185

สภาการสื่อฯเปิดวงชำแหละกม.'PDPA' ปชช.-สื่อ-นักรีวิว ต้องระวังเรื่องอะไร?

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 21.38 น.

ผู้ก่อตั้ง‘PDPA Thailand’เตือนสื่อเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระวัง ชี้ทำหายแล้วถูกนำไปเผยแพร่อาจผิดกม. ขณะที่นายกสมาคมสื่อออนไลน์เตือน‘นักรีวิว’อ่านกม.ให้แตก ผลิตเนื้อหาสร้างรายได้ระวังละเมิด

4 มิ.ย. 2565 สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดวงพูดคุยในรายการ “รู้ทันสื่อ” ทางคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5 ในหัวข้อ “ทำข่าวอย่างไรภายใต้ PDPA” โดย นายอุดมธิปก ไพรเกษตร ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ PDPA Thailand เลขาธิการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล บิสิเนส คอนซัลท์ จำกัด และ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาและทดสอบทักษะดิจิทัล (DDTI) เปิดเผยว่า แม้ตนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA แต่ก็ได้เห็นร่างกฎหมายตั้งแต่ต้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ‘เธียรชัย’เคลียร์ปมกม.’PDPA’ โยนองค์กรวิชาชีพชี้ใครเข้านิยามสื่อบ้าง?)

ดังนั้นในบทบาทของสื่อมวลชน อีกทั้งต้องไปบรรยายให้ความเห็นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับแวดวงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องบอกว่า กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ไม่เหมือนกับร่างฉบับดั้งเดิม กล่าวคือ ร่างฉบับดั้งเดิมไม่กำหนดความผิดทางอาญา แต่ก็เข้าใจว่าเหตุที่ต้องกำหนดโทษอาญาเนื่องจากความกังวลว่าหากไม่มีจะทำให้ผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลข้อมูลผลข้อมูลซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรนิติบุคคลไม่ปฏิบัติตาม โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ ต้องการบังคับใช้กับองค์กรไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ไม่ใช่กับบุคคลทั่วไป
โดย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โทษทางอาญาจะอยู่ในมาตรา 79 คือการเก็บข้อมูลอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง กรุ๊ปเลือด ม่านตา หรือข้อมูลใดที่เก็บแล้วหากนำไปใช้อาจเกิดความเสียหายระดับร้ายแรงกับเจ้าของข้อมูล

ดังนั้นหากเก็บข้เอมูลเหล่านี้โดยไม่แจ้งกับเจ้าของข้อมูลก็อาจจะมีความผิดทางอาญาได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องการถ่ายรูปแล้วไปติดบุคคลอื่นมาด้วย เพราะไมได้เก็บข้อมูลอ่อนไหวของใครกับอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 80 เป็นความผิดฐานนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมในการใช้เพื่อซื้อสินค้าหรือบริการอย่างหนึ่ง แต่ผู้เก็บข้อมูลนำไปใช้กับสินค้าหรือบริการอีกอย่างหนึ่งที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม เพื่อป้องกันบริษัทที่เก็บข้อมูลผู้บริโภคแล้วนำไปขายต่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายคนได้รับโทรศัพท์หมายเลขแปลกๆ ที่รู้จักชื่อเจ้าของหมายเลขด้วยไม่ใช่การสุ่ม ส่วนเรื่องการขอและให้หมายโทรศัพท์ระหว่างบุคคล เช่น ตนมีหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนคนหนึ่ง แล้วมีเพื่อนอีกคนมาขอ หากตนให้ไปโดยไม่บอกเจ้าของเบอร์ก็จะผิด อย่างไรก็ตาม ในแง่เพื่อนฝูงคนรู้จักให้กันไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้

“ติดคุกติดตะรางไม่มีในกฎหมายฉบับนี้ 1.ถ้าเราเป็นบุคคลปกติ 2.ถ้าเราเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้เก็บข้อมูลอ่อนไหว หรือไม่ได้เอาข้อมูลอ่อนไหวไปใช้ผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์ หรือเอาไปขายคนอื่น ประมาทเลินเล่อทำให้มันเสียหายร้ายแรง อันนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้ว สบายใจได้” นายอุดมธิปก กล่าว

นายอุดมธิปก กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจตนารมณ์ก็ไม่ได้มุ่งเน้นเอาผิดกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SME) ดังนั้นการขายสินค้าในช่องทางออนไลน์สามารถทำได้ตามปกติ เช่น ตนขายของอยู่ มีคนอยากซื้อ ตนขอให้ลูกค้าโอนเงินมาและต้องถามที่อยู่สำหรับส่งสินค้าไปให้ เรื่องนี้เป็นสัญญาต่อกันไม่ใช่การขอความยินยอม เพราะหากตนส่งลินค้าให้ลูกค้าไม่ได้ตนก็เป็นฝ่ายผิด 

เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์ เหตุที่ผู้ขายต้องหมายเลขโทรศัพท์ผู้ซื้อก็เพื่อนัดหมายให้ลูกค้าอยู่รอรับสินค้า แต่หากผู้ซื้อไม่ประสงค์ที่จะให้ ก็สามารถบอกผู้ขายได้ว่าเมื่อสินค้ามาส่งให้ฝากไว้ที่ รปภ. หรือวางไว้หน้าบ้าน แต่ก็มีบางกรณีต้องระมัดระวัง เช่น ผู้ขายมีเพจหลายเพจ การนำข้อมูลส่วนบุคคลจากเพจหนึ่งไปใช้กับอีกเพจหนึ่งเพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า อาจผิดเรื่องใช้ข้อมูลผิดวัตถุประสงค์ได้

อย่างไรก็ตาม SME ก็มีความเสี่ยงเรื่องการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล 1.ข้อมูลพนักงาน บริษัทไหนมีพนักงานมากก็เสี่ยงมาก มีพนักงานน้อยก็เสี่ยงน้อย 2.ข้อมูลลูกค้า-คู่ค้า จะมีความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล เช่น โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนานำไปสีแล้วส่งขายตามร้านขายข้าวสาร ความเสี่ยงของโรงสีจะอยู่ที่การเก็บข้อมูลชาวนาที่นำข้าวมาขาย ไม่ใช่ข้อมูลร้านขายข้าวสาร

ขณะที่ในส่วนขององค์กรสื่อได้รับการยกเว้นในส่วนของการรายงานข่าวเท่านั้น แต่การเก็บข้อมูลแหล่งข่าวต้องระมัดระวังและต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วย นอกจากนี้ ปัจจุบันองค์กรสื่อไม่ได้หารายได้แต่เพียงการโฆษณา แต่ยังมีกิจกรรมการจัดงานต่างๆ รวมถึงระบบสมาชิก เรื่องนี้น่ากังวลเพราะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผู้รับสารจำนวนมาก

“ผมจดข้อมูลแหล่งข่าวทั้งหมดไว้ในกระดาษ บอกทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มีความสัมพันธ์กับใคร ผมลืมทิ้งไว้แล้วมีคนอื่นหยิบสมุดเล่มนั้นไปได้แล้วเอาไปเผยแพร่ ถามว่าผมผิดไหม ผิดนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เป็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลแล้ว ผมมีข้อมูลเก็บในทรัมป์ไดรฟ์เยอะเลย แหล่งข่าว ภาพข่าวที่ระบุตัวบุคคลได้ ผมทำทรัมป์ไดรฟ์นั้นหาย ผิดตามกฎหมายฉบับนี้นะ” นายอุดมธิปก ระบุ

ด้านนายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายที่ต่างประเทศทำกันมานานแล้ว เช่น ในยุโรปใช้คำว่า GDPR ซึ่งมีทั้งการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลทั่วไปและโดยสื่อมวลชน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า การมีกฎหมายนี้เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้สื่อหาข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและไม่ละเมิดผู้อื่น

ทั้งนี้ มีคำถามที่ว่า กฎหมาย PDPA จะซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่ ซึ่งตนมองว่าไม่ซ้ำซ้อน เพราะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นเอาผิดผู้ที่ได้มาและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จไปละเมิดผู้อื่น แต่กฎหมาย PDPA จะทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น ตนจะไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวแล้วจะถ่ายภาพก็ต้องขออนุญาตก่อน หรือจะขอเนื้อหาจากเพจเฟซบุ๊กของแหล่งข่าวมาแชร์ต่อพื้นที่ของสำนักข่าวก็ต้องขออนุญาตเจ้าของโพสต์นั้นก่อน โดยทั้งหมดต้องเก็บหลักฐานความยินยอมไว้ด้วย

ส่วนประเด็นอดีตผู้สื่อข่าวออกจากงานที่มีต้นสังกัดแล้วไปทำเว็บไซต์หรือเปิดเพจเฟซบุ๊กเอง แต่ไม่ได้มีจำนวนทีมงานและไม่ได้ทำชิ้นงานข่าวมากพอจนเข้าเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ได้ จะทำอย่างไรไม่ให้เข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA เบื้องต้นขอชี้แจงก่อนว่าปัจจุบันการเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยปัจจุบันมีสมาชิก 38 ราย ซึ่งรวมทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค 

ซึ่งในยุคที่สมาคมก่อตั้งขึ้นสื่อออนไลน์ยังมีไม่มาก แต่เมื่อมีมากขึ้นก็ได้ปรับเงื่อนไข เช่น จากเดิมที่กำหนดว่ากองบรรณาธิการต้องมีไม่ต่ำกว่า 50 คน ก็มองว่ามากเกินไปเพราะสื่อออนไลน์ใช้คนน้อยลง อย่างไรก็ตาม การเป็นสื่อต้องมีความรับผิดและรับชอบ อาทิ สมมติตนเปิดเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทำต่อเนื่องยาวนานแต่ไม่มีหน้าเว็บไซต์ของตนเอง ไม่มีการจดแจ้งเป็นบริษัท วันหนึ่งเกิดตนไปโพสต์ภาพที่เข้าข่ายละเมิดบุคคลที่ 3 แล้วจะถูกฟ้อง ตนก็สามารถปิดเพจหนีได้ทันที

“เรากำลังใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศซึ่งไม่ได้มองว่าเราเป็นหรือไม่เป็นสื่อ เขามองว่าเราเป็นคนคนหนึ่งที่เปิดเพจ ผมปิดยูทูบ ผมปิดเฟซบุ๊กหนีได้ แต่ถ้ามีเว็บไซต์แล้วทำงานเป็นเชิงนิติบุคคลที่มีบริษัท มีกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนเว็บไซต์ ทำมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อย่างน้อยมันมีความมั่นใจว่าบุคคลที่ 3 ที่ถูกละเมิดฟ้องบุคคลไม่ได้ ปิดเพจหนีไป แต่เว็บไซต์ยังอยู่ นิติบุคคลยังอยู่ ดังนั้นความรับผิดตรงนี้มันยังอยู่ เขามีสิทธิ์ที่จะฟ้องในนามนิติบุคคล ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เปิดเพจเปิดยูทูบแล้ววันหนึ่งก็ปิดทิ้ง” นายระวี กล่าว

นายระวี กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิกสมาคมไม่จำเป็นต้องมีกองบรรณาธิการใหญ่โต แต่ขอให้มีระบบกองบรรณาธิการ ไม่ใช่ทำเองคนเดียว เพราะการทำหลายคนอย่างน้อยยังมีการคัดกรองข้อมูลข่าวสารตามจริยธรรมหรือวิชาชีพสื่อมวลชน อีกทั้งบนเว็บไซต์ของสมาคม ยังให้ช่องทางไว้ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ครบองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งก็ขอให้ติดต่อเข้ามาก่อนเพื่อจะได้พูดคุยกัน แต่ที่สำคัญคือต้องมีความเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเว็บไซต์ แล้วทางคณะกรรมการก็จะมาพิจารณาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม ก็สามารถดำเนินการบนนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้เช่นกัน ในทางตรงข้าม หากเป็นสมาชิกสมาคมแต่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็มีความผิดตามกฎหมาย โดยในกฎหมายมีการยกเว้นไว้กรณีนำเสนอข่าวตามหลักจริยธรรมวิชาชีพและเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การไปนำโพสต์เฟซบุ๊กมาเผยแพร่โดยไม่ขออนุญาต หากโพสต์นั้นเกี่ยวข้องกับคดีดังและเป็นประโยชน์ในเชิงหลักฐาน จะถือเป็นประโยชน์สาธารณะเพราะนำไปใช้ต่อทางคดีได้

แต่หากจู่ๆ ไปถ่ายภาพบ้านเลขที่คนนั้นคนนี้มาโพสต์ก็จะมีความผิดได้หากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังต้องระวังในเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปหารายได้ และหากไม่ใช่เป็นการหารายได้ก็จะต้องดูในเรื่องของจริยธรรม ส่วนประเด็นข้อจำกัดในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ขณะนี้ยังไม่มีสำนักข่าวออนไลน์สำนักใดที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีการเตรียมตัวกันมานานแล้ว

“สิ่งที่จะไปมีผลและใช้วิธีการจัดการค่อนข้างเยอะ นั่นคือเวลาเรามีเว็บไซต์เราจะมีโฆษณา ในโฆษณานี่ละที่จะมีผลเรื่องนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ที่เราเรียกว่าคุกกี้ (Cookies) เพราะเวลาเราทำข่าว คนที่อ่านข่าวเราเมื่อก่อนก็อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้ติด วันดีคืนดีเราก็เห็นโฆษณาสินค้ายี่ห้อหนึ่งอยู่ในหน้าเว็บที่เราอ่าน แล้วก็ไปโผล่ในเฟซบุ๊กที่เราดู อันนี้มันคือจะติดคุกกี้ตามไปเรื่อยๆ ดังนั้นวันนี้เว็บไซต์ของสื่อในไทยหรือในระดับโลก เขาก็จะมีปุ่มให้เลือกว่าคุณยอมรับที่จะเข้ามาอ่านตามข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ไหม ยอมเปิดเผยไหม คุณสามารถปิดก็ได้ ไม่ยอมรับก็ได้ หรือจะยอมรับทั้งหมดก็ได้ มันจะมีชอยส์ให้เลือก” นายระวี ระบุ

นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ยังกล่าวอีกว่า สื่อเป็นเนื้อหาที่เป็นสาธารณะ ดังนั้นไม่สามารถกำหนดตั้งค่าว่าหากไม่ยอมรับเงื่อนไขคุกกี้จะไม่สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ ส่วนกรณียูทูบเบอร์หรือคนทำเพจ มีข้อแนะนำ 1.หากไปถ่ายภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วติดบุคคลอื่นมาด้วย หากไม่ได้เน้นหาผลกำไรเชิงรายได้ถือว่าไม่มีความผิด 2.หากเป็นการทำเพื่อหารายได้ ต้องมีหลักฐานความยินยอมจากเจ้าของสถานที่ และต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายติดบุคคลที่ 3 แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเบลอภาพบุคคลทิ่ติดมาด้วย

ส่วนบุคคลทั่วไป ต้องระวังเรื่องการไปได้ภาพหรือคลิปวีดีโอแล้วนำมาโพสต์หรือแชร์ต่อเพื่อหารายได้ หากเป็นภาพหรือคลิปที่ผู้ผลิตต้นทางผิดมาตั้งแต่ต้น เช่น ไม่มีการเบลอภาพบุคคลที่ 3 ก็อาจถูกฟ้องได้เช่นกัน ทั้งนี้ ยอมรับว่า ประเด็นธุรกิจเป็นเรื่องอ่อนไหว กฎหมายที่ออกมาค่อนข้างทำให้คนทำงานเหนื่อยไม่น้อย อาทิ ยูทูบเบอร์ไปรีวิวร้านอาหาร โพสต์อาทิตย์ละ 1 คลิป แล้วต้องมาเก็บหลักฐานะว่าได้ขออนุญาตเจ้าของร้าน ลองคิดว่าในรอบ 1 ปี จะต้องเก็บหลักฐานไว้มากเพียงใด ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ

อีกทั้งไม่รู้ว่าจะถูกฟ้องเมื่อใด เช่น คลิปยูทูบโพสต์วันนี้ ปีหน้าอาจถูกฟ้องก็ได้เพราะผู้ฟ้องพิ่งมาเห็น ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมการ PDPA ในช่วง 6 เดือนแรกเพื่อดูว่ามีกรณีใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง อนึ่ง โดยสรุปแล้ว กฎหมายนี้ออกมาเพื่อปกป้องประชาชนจากโทรศัพท์แปลกๆ ที่อ้างว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์ เป็นการปกป้องข้อมูลจากการรั่วไหล ซึ่งหมายถึงโอกาสสูญเสียทรัพย์สินก็จะลดน้อยลง และต้องย้ำกับประชาชนว่าอย่ากังวล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งโลกเดินหน้าไปแล้ว ไม่ใช่ไทยทำอยู่ประเทศเดียว และพื้นฐานทั่วไปก็ไม่ได้ต่างกัน

“ผมจะบอกว่ายุโรปหนักกว่านี้ อย่างเฟซบุ๊กเคยโดนฟ้องเป็นพันล้านเพราะเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลนำไปใช่เรื่องการโฆษณา ผมว่าคนทำสื่อและประชาชนทั่วไปไมได้กังวล แต่ผู้ผลิตเนื้อหาที่เพิ่งเคยทำ ผมไม่ตีเหมาว่าเป็นสื่อหรือนักข่าวนะ เป็นผู้ผลิตทั่วไปเลย เพิ่งเคยทำ ยังไม่รู้ อันนี้ต้องอ่านข้อกฎหมายดีๆ เช่นจะไปรีวิวร้านอาหารจะไปรีวิวมั่วซั่วไม่ได้แล้วนะ ต้องขออนุญาตด้วยนะ จะไปถ่ายติดคนอื่นมาหรือถ่ายแกล้งคนอื่นโดยที่เขาไม่ยินยอมไม่ได้นะ ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเยอะเลย แต่ถ้าถ่ายแล้วใช้ในพื้นที่ส่วนตัว คำว่าส่วนตัวคือเฟซบุ๊กตัวเอง ไมได้มีการหารายได้ ยูทูบไม่ได้หารายได้ อันนี้ไม่ได้ผิด ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าจะทำเป็น Content Creator (นักสร้างสรรค์เนื้อหา) เป็นยูทูบเบอร์ แล้วมีการหารายได้ หวังประโยชน์จากรายได้ตรงนั้นมา อันนี้ต้องอ่านกฎหมายดีๆ” นายระวี กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,980,414 hits

Join 4,110 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เลขาธิการ กพฐ. พานักวิชาการสหรัฐฯ ลงพื้นที่กาญจนบุรี ชู DLTV ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย
สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย จับมือ DKSH สร้างการตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหายาก XLH
หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมถวายสักการะ ลงนามถวายความอาลัย ‘สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ’
สั่งเด้งผู้ว่าภูเก็ตเข้ากรุ แฉปมเดือด ขัดแย้งหนัก-คุมไม่อยู่
'โพยไม่ผิด'แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง
กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ลุ้นดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ
สมเด็จเจ้าฟ้าภาฯ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก
"ทรัมป์-ปธน.อิหร่าน" ลงนามดิจิทัลข้อตกลงยุติสงครามตะวันออกกลาง
นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

Recent Posts

  • แม่ญี่ปุ่นฟ้องรัฐ 100 ล้านเยน ลูกสาววัย 16 ถูกขัง-บังคับสารภาพ ทั้งที่ไม่ทำผิด จนป่วย-เสียชีวิต
  • ไข้หวัดนกคร่าชีวิต “ลูกแมวน้ำช้าง” บนเกาะใกล้ขั้วโลกใต้ออสเตรเลียกว่า 13,000 ตัว
  • ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน
  • ฮ่องกงยกระดับเตือนภัยฝนสูงสุด ปิดโรงเรียน เตือนน้ำท่วมหนักจากฝนมรสุม
  • “เจฟฟ์ เบซอส” มั่นใจ AI ไม่แย่งงานมนุษย์ แต่จะทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนแรงงาน”

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d