คืนชีพ โมโต สู่สังเวียนมือถือ! ส่อง 10 ทีเด็ดแบรนด์ฮิต งัดสู้ศึกสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598784

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2559 06:05

 

โมโต เปิดเกมรุกในไทย ประเดิมเสิร์ฟสมาร์ทโฟนพร้อมสมาร์ทวอทช์ หลังหายจากตลาด 5 ปีเต็ม เชื่อจุดเด่นในแบรนด์ยังสามารถครองใจลูกค้าอยู่หมัด…

ก่อนหน้านี้ เคยมีข่าวว่า “เลอโนโว” จะพาอดีตแบรนด์ดังมือถือ อย่าง “โมโต”กลับมาทำตลาดในประเทศไทยอีกครั้ง หลังหายจากตลาดมือถือไปพักใหญ่ โดยบอกเพียงว่า…การทำตลาดในครั้งนี้ โมโต (หรือ โมโตโรล่า ในอดีต) จะเป็นการทำตลาดร่วมกัน

ถือเป็นข่าวดีของมิตรรักแฟนโมโต กับประโยค “Hello Moto” อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ส่วนรายละเอียดในการฟื้นคืนชีพของโมโตในครั้งนี้“ไทยรัฐออนไลน์” ได้รวบรวมมาให้คุณทำความรู้จักกับทิศทางและกลยุทธ์ ก่อนโมโตจะกลับมาลุยตลาดมือถืออีกครั้ง ก่อนใคร!!!

“โมโตหายไปจากตลาดมือถือไทยราว 5 ปี แต่ด้วยจุดแข็งของแบรนด์โมโตที่มีมายาวนานในอดีต เชื่อว่ายังมีแฟนที่ชื่นชอบและรอการกลับมาของแบรนด์โมโตอยู่ไม่น้อย” นายทวนทอง ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน เลอโนโว เปิดเผย และกล่าวว่า การกลับมาทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นช่วงที่โมโตมีความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการทำตลาดสมาร์ทโฟนในระดับราคา 8,000 บาทขึ้นไป ด้วยช่องทางจำหน่ายผ่านพันธมิตรธุรกิจ รวมถึงโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคและการประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

โมโต กลับมาแล้ว! หลังหายจากตลาดมือถือเมืองไทยไป 5 ปี

นายทวนทอง ยังกล่าวอีกว่า จากนี้เลอโนโวและโมโตจะทำตลาดร่วมกัน โดยเรียกว่าการทำตลาดแบบดูอัล แบรนด์ (Dual Brand) มีความแตกต่างอยู่ที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย โดยโมโตจะทำตลาดในกลุ่มราคากลาง-สูง ขณะที่เลอโนโวจะทำตลาดในกลุ่มราคาล่าง-กลาง ซึ่งในปีนี้บริษัทได้เพิ่มงบประมาณในการทำตลาดอีกกว่าเท่าตัว เพื่อแบ่งการทำตลาดให้กับเลอโนโวและโมโตในสัดส่วนเท่ากัน ถือเป็นการลงทุนสูงสุดในธุรกิจสมาร์ทโฟนตั้งแต่ปี 2556 ที่เลอโนโวเริ่มเข้าสู่ตลาดมือถือ

“เรามีความมั่นใจในแบรนด์โมโตค่อนข้างมาก เชื่อว่าสมาร์ทโฟนโมโตจะช่วยเสริมตลาดในกลุ่มดังกล่าวซึ่งมีสัดส่วนเป็นตลาดขนาดใหญ่ของไทย ให้กับแฟนโมโตที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจและศึกษาการใช้งานสมาร์ทโฟนมาเป็นอย่างดี รวมถึงคนที่ต้องการสมาร์ทโฟนทางเลือกใหม่หรือกำลังเบื่อแบรนด์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่ต้องการกล้องถ่ายรูปคุณภาพดี แบตเตอรี่ทนทาน และราคาที่เหมาะสม ก็เชื่อว่าโมโตจะสามารถตอบโจทย์เหล่านั้นได้”

2 เมษายนนี้ พร้อมจำหน่าย

นอกจากนี้ โมโต ยังได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่จะเป็นทัพแรกในการกลับมาทำตลาดในประเทศไทย กับสมาร์ทโฟน 3 รุ่น และนาฬิกาอัจฉริยะ 1 รุ่น รวมถึงรายละเอียดการทำตลาดเพื่อกลับมาคืนชีพในแวดวงมือถือประเทศไทยอีกครั้ง แต่จะเป็นอย่างไรนั้น โปรดทำความรู้จักไปพร้อมกัน…

1. สำหรับสมาร์ทโฟนที่โมโต เตรียมปล่อยเป็นล็อตแรกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับตลาดสมาร์ทโฟนเมืองไทย คือ โมโต จี เทอร์โบ, โมโต เอ็กซ์ เพลย์, โมโต เอ็กซ์ สไตล์ ซึ่งทุกรุ่นถูกจัดเป็นสมาร์ทโฟน 4จี ที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป

2. โมโต จี เทอร์โบ เป็นน้องเล็กที่มาพร้อมกับความพิเศษในการทนน้ำทนฝุ่น โดยสามารถอยู่ในน้ำได้นาน 30 นาที พ่วงด้วยความสามารถในการชาร์จแบตเตอรี่แค่ 15 นาที แต่ใช้งานได้นาน 6 ชั่วโมง แถมมาพร้อมกล้องถ่ายภาพด้านหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล ที่มีระบบลดการสั่นสะเทือนระหว่างถ่ายวีดิโอและลดความล่าช้าของชัตเตอร์

โมโต จี เทอร์โบ

3. โมโต เอ็กซ์ เพลย์ สมาร์ทโฟนกล้องเทพ กับความละเอียดของกล้องหลังที่ 21 ล้านพิกเซล กับชิปประมวลผลแบบควอลล์คอม สแนปดราก้อน 615 รองรับการถ่ายวีดิโอ 1080p กับ RAM 2GB และหน่วยความจำขนาด 16GB หรือ 32GB

โมโต เอ็กซ์ เพลย์

4. โมโต เอ็กซ์ สไตล์ อีกหนึ่งสมาร์ทโฟน 4จี ที่มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว กับวัสดุที่สามารถป้องกันรอยขีดข่วนและมีความทนทานพิเศษอย่าง Corning Gorilla Glass 3 กับชิปสแนปดราก้อน 808 ความเร็ว 1.8 GHz และ RAM 3GB พร้อมรองรับการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

โมโต เอ็กซ์ สไตล์

5. ไม่ได้หมดเพียงแค่สมาร์ทโฟน แต่โมโตยังได้เผยโฉมสมาร์ทวอทช์รุ่น 360 (เจน 2) นาฬิกาอัจฉริยะตระกูลแอนดรอยด์ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ยุคดิจิตอลที่ต้องการเชื่อมต่อการใช้งานระหว่างสมาร์ทโฟนและสมาร์ทวอทช์ ซึ่งมีให้เลือก 2 หน้าจอ แบบ TFT LCD ขนาด 46.5 มม. หรือ 42 มม. ความจุ 4GB พร้อมเชื่อมต่อ Google Now และ Moto Body เพื่อช่วยดูแลสุขภาพของผู้ใช้งาน ภายใต้จุดเด่นการใช้งานได้แบบเต็มหน้าจอ และสามารถสแตนบายได้นานถึง 30 ชั่วโมง

6. สำหรับกลยุทธ์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในช่วงแรก…โมโตเลือกจับมือกับโอเปอเรเตอร์อย่างทรูมูฟ เอช เนื่องจากมีความสำเร็จร่วมกัน จากการจำหน่ายสมาร์ทโฟน 3จี-4จี ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทรูมูฟ เอช เป็นผู้ดำเนินการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าไปยังช่องทางขายต่างๆ อาทิ ทรูช้อป เว็บไซต์ไอทรูมาร์ท รวมถึงตัวแทนจำหน่ายของทรูที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วย

7. ความร่วมมือกับทรูมูฟ เอช ไม่ได้มีเพียงการจัดจำหน่าย แต่ยังมีการจัดโปรโมชั่นเพื่อลูกค้าทรูมูฟ เอช อาทิ ซื้อโมโต เอ็กซ์ สไตล์ รับฟรี โมโต 360 ขนาด 46.5 มม. หรือขนาด 42 มม. เมื่อสมัครแพ็กเกจ 4G+ Super Smart 699 พร้อมชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท สำหรับการใช้งานต่อเนื่อง 12 เดือน และมีให้เลือกซื้อโมโต เอ็กซ์ เพลย์ หรือโมโต จี เทอร์โบ เพื่อรับสิทธิ์ซื้อโมโต 360 ในราคาพิเศษลด 50% เมื่อสมัครแพ็กเกจ 4G+ Super Smart 399 โดยชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,000 บาท สำหรับการใช้งานต่อเนื่อง 12 เดือน เรียกว่าลดราคาล่อใจกันเต็มเหนี่ยว!

โมโต 360 (เจน 2) สวยคลาสสิก แต่ซ่อนความไฮเทค

8. แน่นอนว่าโมโตไม่ได้ปรับแค่กลยุทธ์การจัดจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังปรับบริการหลังการขายด้วย! โดยมีการขยายระยะเวลารับประกันจากเดิม 1 ปี เป็น 1 ปี 6 เดือน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้แบรนด์

9. แน่นอนว่า…เมื่อทรูเป็นผู้ดูแลเรื่องการจัดจำหน่าย ดังนั้น…คำตอบของคำถามประเภทว่า เมื่อเครื่องมีปัญหาต้องติดต่อที่ไหน หรือ ส่งซ่อม ส่งเคลม ได้กับใคร คำตอบก็คือ…ทรูช้อป นั่นเอง แต่ในเรื่องของระบบหลังบ้าน ตลอดจนบุคลากร และผู้บริหารแบรนด์โมโตนั้น ยังคงเป็นกลุ่มคนเลือดเดิมที่ดูแลเลอโนโวอยู่นั่นเอง

10. ใครที่ติดตามมาจนถึงข้อนี้ เชื่อว่าคงอยากรู้ราคาทั้งสมาร์ทโฟนและสมาร์ทวอทช์ โมโต กันแล้ว งั้นเริ่มกันเลย…โมโต จี เทอร์โบ ราคา 8,290 บาท โมโต เอ็กซ์ เพลย์ ราคา 12,990 บาท โมโต เอ็กซ์ สไตล์ ราคา 19,990 บาท ส่วนโมโต 360 ขนาด 46.5 มม. ราคา 13,999 บาท ส่วนขนาด 42 มม. ราคา 12,999 บาท

อีกไม่นานเกินรอก็จะถึงกำหนดจัดจำหน่ายแล้ว นั่นคือวันที่ 2 เมษายนนี้ ใครเป็นแฟนคลับ​ “โมโต” เตรียมตัวควักกระเป๋าตังค์ได้เลย…!

อ่านเพิ่มเติม “โมโตจะกลับมา! เลอโนโวพลิกกลยุทธ์ขาย หวังสิ้นปีขายไม่ต่ำกว่าล้านเครื่อง” ได้ที่นี่.

ทุ่ม 400 ล้านบาทดูแลลูกค้า ดีแทคเร่งปั้นบลู เมมเบอร์ หวังสิ้นปี 3 แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598064

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2559 14:50

 

ดีแทค เร่งปั้นลูกค้าพรีเมี่ยมเข้าแคมเปญ Blue Member ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 3 แสนรายภายในสิ้นปีนี้ ชี้ลูกค้าพึงพอใจช่วยลดยอดไหลออกจากระบบได้ดีขึ้น ล่าสุดจับมือดิเอ็มควอเทียร์มอบส่วนลดเอาใจนักช็อป…

นางสาวเพ็ญพงา สุทธิมณฑล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า หลังจากดีแทคเปิดแคมเปญบลู เมมเบอร์ (Blue Member) เพื่อดูแลและมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าพรีเมี่ยมของดีแทคเมื่อเดือนกันยายน 2558 โดยมีจำนวนลูกค้าในช่วงแรก 1.5 แสนราย ปัจจุบันจำนวนลูกค้าที่ได้รับสิทธิ์ในแคมเปญดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนราย หรือคิดเป็นสัดส่วนการเติบโตราว 30% ขณะเดียวกันก็สามารถลดอัตราการไหลออกของลูกค้า (Churn Rate) ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นและลดลงกว่า 3 เท่าตัว โดยอัตราดังกล่าวในภาพรวมของระบบอยู่ที่ 15% แต่ลูกค้าบลู เมมเบอร์อยู่ที่ 0.5%

“แคมเปญบลู เมมเบอร์ เป็นการมอบสิทธิพิเศษและดูแลลูกค้าระดับพรีเมี่ยมของดีแทค การเติบโตถึง 30% ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเติบโตแบบเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกในด้านงานบริการลูกค้า โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้าบลู เมมเบอร์ เป็น 3 แสนราย จากการนำเสนอสิทธิประโยชน์ใน 4 ด้านหลัก คือ บลู ดีไวซ์ (Blue Device) บลู แอ็คเซ็ส (Blue Access) บลู แคร์ (Blue Care) และบลู ไลฟ์สไตล์ (Blue Lifestyle) รวมทั้งขยายการสื่อสารและทำความรู้จักไปยังลูกค้า และการเพิ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมจากการใช้งานแพ็กเกจในราคาที่กำหนดเพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์”

ทั้งนี้ ลูกค้าบลู เมมเบอร์ แบ่งเป็นสัดส่วนกรุงเทพฯ 60% ต่างจังหวัด 40% เนื่องจากบริการพิเศษที่มอบให้ลูกค้านั้นให้บริการอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ​ เป็นหลัก โดยกว่า 90% ของลูกค้าเป็นผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน และแบ่งเป็นเพศชาย 57% เพศหญิง 43% ส่วนสิทธิพิเศษที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าบลู เมมเบอร์ คือ ส่วนลดสำหรับช็อปปิ้งที่ดิเอ็มควอเทียร์ และชมภาพยนตร์ราคาพิเศษที่เอสเอฟ

ฉลอง 1 ปี คิวเรเตอร์ ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าบลู เมมเบอร์

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ดีแทคได้เพิ่มงบประมาณในส่วนของการดูแลลูกค้าเป็น 400 ล้านบาท เพื่อดูแลลูกค้าดีแทคทุกระดับ ให้ได้รับบริการและการดูแลเป็นพิเศษ โดยเชื่อว่าการมอบบริการและสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าจะเป็นปัจจัยในการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ เนื่องจากดีแทคมีงบประมาณสำหรับลงทุนในบริการและเครือข่ายเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าหลังจากไม่ได้ใช้งบประมาณกับการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุด ดีแทค ได้ร่วมกับดิเอ็มควอเทียร์ และน้ำแร่เพอร์ร่า ฉลองคิวเรเตอร์ครบรอบ 1 ปี ศูนย์รวมแฟชั่นแบรนด์และดีไซเนอร์ไทยกว่า 60 แบรนด์ ซึ่งดีแทคมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าดีแทคและลูกค้าบลู เมมเบอร์ ที่ใช้บริการในศูนย์การค้าเอ็มโพเรี่ยม เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ตลอดปีนี้รวมมูลค่า 6 ล้านบาท อาทิ รับบัตรกำนัล 500 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทขึ้นไป หรือรับบัตรเงินสด 500 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 5,000 บาท และรับบัตรเงินสด 3,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 20,000 บาท ที่แผนกคิวเรเตอร์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ส.ค.2559 ส่วนลูกค้าบลู เมมเบอร์ ยังได้รับสิทธิพิเศษเมื่อกดรับสิทธิ์ ณ เคาน์เตอร์ชำระเงินจำนวน 1 สิทธิ์ต่อเลขหมายต่อเดือน

สำหรับลูกค้าดีแทคที่จะได้รับสิทธิเป็นบลู เมมเบอร์ จะต้องใช้งานแพ็กเกจ Love&Roll 1,499 บาทต่อเดือน หรือเป็นลูกค้าในระบบรายเดือนที่ใช้งานตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป พร้อมทั้งใช้งานไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อเดือน หรือเป็นลูกค้าดีแทคตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป พร้อมทั้งมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อเดือน.

มาแล้วแต่ยิ้มไม่เต็มปาก! แอปเปิลเคาะ 58 ประเทศวางขายไอโฟน SE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/598120

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2559 06:05

 

แอปเปิล ประกาศประเทศที่พร้อมวางจำหน่ายไอโฟน เอสอี เป็นลอตแรกและลอตสองรวม 58 ประเทศ เริ่มขายตั้งแต่ 31 มีนาคมนี้ ตามติดด้วยช่วงต้นเมษายน…

เพิ่งเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 22 มี.ค. (ตามเวลาประเทศไทย) สำหรับสมาร์ทโฟนน้องใหม่ค่ายแอปเปิลอย่าง “ไอโฟน เอสอี” (iPhone SE) ซึ่งสเปกจะไม่ได้มีลูกเล่นหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่เข้ามา แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าไอโฟนรุ่นก่อนๆ ในระดับ 13,000-14,000 บาท ทำให้แฟนแอปเปิลจำนวนไม่น้อยแสดงความสนใจไอโฟนรุ่นเล็กกับหน้าจอ 4 นิ้ว นี้ทันที!

และเหมือนว่า “แอปเปิล” จะรู้ใจ จึงได้รีบประกาศกลุ่มประเทศที่จะวางจำหน่ายไอโฟน เอสอี ลอตที่ 1 และลอตที่ 2 ออกมาแล้ว โดยในลอตแรกนั้น จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 31 มี.ค.นี้แล้ว หลังจากเปิดให้จองซื้อไปตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. ส่วนลอตที่ 2 จะเริ่มจำหน่ายในช่วงต้นเดือนเม.ย.

สำหรับประเทศที่จะได้จำหน่ายไอโฟน เอสอี เป็นกลุ่มแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, จีน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เปอโตริโก, สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

ส่วนประเทศกลุ่มที่ 2 ที่ได้สิทธิ์จำหน่ายไอโฟน เอสอี ได้แก่ แอลบาเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, บาห์เรน, เบลเยียม, บอสเนีย, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, กรีซ, เกิร์นซีย์, เจอร์ซีย์, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, อินเดีย, ไอร์แลนด์, เกาะแมน, อิตาลี, โคโซโว, คูเวต, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มาซิโดเนีย, หมู่เกาะมัลดีฟส์, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คุณสังเกตเห็นอะไรจากรายชื่อ 58 ประเทศเหล่านี้หรือไม่? ยังไม่มีชื่อประเทศไทยติดโผนั่นเอง งานนี้ยืนยันได้แน่นอนว่า แฟนๆ ชาวไทยรอกันไปก่อน…!!!

ที่มา : apple

อ่านข่าว “จอเล็ก จอใหญ่โดน จับ ไอโฟน SE เทียบสเปกรุ่นพี่ ไซส์นี้ผ่านไหม?” เพิ่มเติมได้ ที่นี่.

มุมมองใหม่ประเทศไทย ชมภาพชุดสตรีทวิว กูเกิลจัดให้ 150แห่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/597563

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2559 06:05

 

กูเกิล เปิดตัวภาพชุดใหม่ในบริการสตรีท วิว ถ่ายทอดมุมมองสถานที่ประเทศไทยชุดใหม่ เปิดตัวพร้อมกันกว่า 150 แห่ง หลังจัดเก็บข้อมูลทั่วประเทศแล้วกว่า 4 แสนกิโลเมตร…

นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมี 7 บริการจากกูเกิลที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคนต่อเดือน ได้แก่ กูเกิล เสิร์ช (Google Search), ยูทูบ (YouTube), จีเมล์ (G mail), กูเกิล แมปส์ (Google Maps), กูเกิล เพลย์ (Google Play), กูเกิล โครม (Google Chrome) และระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ซึ่งกูเกิลพยายามพัฒนาฟีเจอร์ในบริการต่างๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภครวมถึงผู้บริโภคชาวไทยด้วย

ในการพัฒนาบริการเพื่อคนไทยนั้น เราพิจารณาว่าคนไทยนิยมค้นหาเรื่องอะไร และได้จัดให้มีความสะดวกในการค้นหาข้อมูลมากขึ้น เพื่อประหยัดเวลาในการค้นหาและเรียกดูข้อมูล โดยล่าสุด กูเกิล ได้เปิดตัวภาพชุดพิเศษสถานที่ท่องเที่ยวแบบชมได้ 360 องศา ผ่านบริการกูเกิล สตรีท วิว (Google Street View) อีกกว่า 150 แห่ง ในจังหวัดต่างๆ รวมถึงเชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี อยุธยา และสุโขทัย จากสถานที่ต่างๆ อาทิ สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ทางประวัติศาสตร์ หมู่เกาะ เป็นต้น

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ สาธิตการใช้ฟีเจอร์ทอล์ค แบ็ค

“วัตถุประสงค์ในการเพิ่มเติมภาพชุดใหม่ๆ เกิดขึ้นภายใต้ความต้องการมอบประสบการณ์การใช้งานกูเกิล แมปส์ ที่ดีขึ้นแก่คนไทย การสร้างวัฒนธรรมด้านการท่องเที่ยว และทำให้ชาวต่างชาติรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวของคนไทยมากขึ้นเพียงใช้บริการกูเกิล สตรีท วิว ซึ่งเราได้บันทึกภาพเส้นทางทั่วประเทศไทยไปแล้วกว่า 4 แสนกิโลเมตร และมีการอัพเดตเส้นทางอย่างสม่ำเสมอตามความเหมาะสม เพื่อเติมเต็มข้อมูลหลังจากเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านธุรกิจ กูเกิล ประเทศไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย ทำให้กูเกิล เสิร์ช ถูกใช้ผ่านมือถือมากกว่าเดสก์ท็อป เช่นเดียวกับกูเกิล แมปส์ ที่พบว่ามีแนวโน้มการใช้งานบนมือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกหนึ่งบริการของกูเกิลที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานชาวไทย สำหรับวางแผนเส้นทาง การเดินทาง การท่องเที่ยว ซึ่งพบว่าจำนวนการใช้งานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่าตัวในช่วงเทศกาล ล่าสุด กูเกิลได้พัฒนาบริการกูเกิล เสิร์ช ให้สามารถตอบโต้กับผู้ใช้งานเป็นเสียงพูดภาษาไทย โดยเรียกว่าฟีเจอร์ทอล์ก แบ็ค (Talk Back) เป็นหนึ่งในบริการค้นหาด้วยเสียง ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเสียงภาษาไทยเมื่อช่วงต้นปีนี้หลังจากเปิดให้บริการมาแล้วในหลายประเทศ ตอบสนองแนวโน้มการใช้บริการค้นหาด้วยเสียงของผู้ใช้งานกูเกิลทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว

กูเกิล เสิร์ช ใช้งานได้สะดวก ทั้งบนมือถือหรือเดสก์ท็อป

นอกจากนี้ กูเกิลยังได้เปิดตัวอุปกรณ์บันทึกภาพสำหรับบริการกูเกิล สตรีท วิว ที่นำมาใช้งานล่าสุดสำหรับประเทศไทย คือ กูเกิล สตรีท วิว เทรคเกอร์ (Google Street View Trekker) เป้สะพายหลังที่มีกล้องถ่ายรูปอยู่ที่ด้านบน โดยผู้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจะทำการสะพายเป้พร้อมเดินไปยังสถานที่ต่างๆ อาทิ ตรอกหรือซอย พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวมีการใช้งานในหลายประเทศแล้ว ทั้งนี้อุปกรณ์ดังกล่าวมีเลนส์ 15 ตัวอยู่ด้านบนของชุดกล้อง แต่ละตัวจะเล็งมุมกล้องต่างกันเพื่อสร้างภาพมุมกว้างแบบ 360 องศา เมื่อเดินไปตามทางก็จะมีการจัดเก็บภาพในทุกๆ 2.5 วินาที ส่วนอุปกรณ์กล้องเทรคเกอร์นั้นมีน้ำหนัก 18 กิโลกรัม หากตั้งบนพื้นจะสูงประมาณ 4 ฟุต และเมื่ออยู่บนหลังของผู้ใส่จะสูงขึ้นเหนือไหล่ประมาณ 2 ฟุต โดยเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มจะใช้งานได้ 6-8 ชั่วโมง

ค้นหาบรรยากาศ 360 องศาของทะเลได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว

ไร่สตรอเบอรี่ ก็มีให้ชม

วัดเก่า สถานที่เชิงประวัติศาสตร์ ก็มีให้เลือกชม

กูเกิล สตรีท วิว เทรคเกอร์ มีเลนส์มากกว่า 15 ตัว

ใส่แล้วเดินเท้าแบบนี้ เพื่อเก็บภาพในสถานที่ต่างๆ

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมคลังภาพเพิ่มเติมได้ที่ สตรีท วิว ประเทศไทย

อีก 10 ปี มือถือจะแทนทุกสิ่ง! เจาะเทรนด์ไฮเทค แบบนี้ก็มีด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/597098

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 มี.ค. 2559 06:05

 

ส่องเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนล้ำสมัย ไม่ใช่เพียงประโยชน์การสื่อสาร คาดอีก 10 ปี มือถือจะแทนที่บริการและการใช้งานหลากหลายรูปแบบ…

ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับสื่อสารอีกต่อไป เพราะถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนองการใช้งานของมนุษย์ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่การอำนวยความสะดวกในการติดต่อ แต่ยังกลายเป็นช่องทางในการใช้บริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ว่าแต่นวัตกรรมประเภทไหนที่บรรดาผู้ใช้มือถือสามารถใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน แทนที่ช่องทางและบริการรูปแบบอื่นๆ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่เกิน 10 ปีจากนี้ เราจะได้เห็นการใช้งานจากสมาร์ทโฟนเข้าไปแทนที่บริการรูปแบบเดิมๆ อะไรบ้าง…?

ไม่ต้องพกแล้ว…เครดิตการ์ด
เอาเข้าจริง…ทุกวันนี้เราก็ได้เห็นวิวัฒนาการในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตถูกรวมอยู่บนสมาร์ทโฟนแล้ว ทั้งฝั่งสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์และไอโอเอส กลายเป็นการจับจ่ายด้วยรูปแบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องใช้บัตรพลาสติกอีกต่อไป

มือถือถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้น ตามการใช้งานของมนุษย์

เสมือนรหัสผ่านเคลื่อนที่!
ตั้งแต่สมาร์ทโฟนมีการนำคุณสมบัติสแกนลายนิ้วมือเข้ามาใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย ก็ดูเหมือนจะได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนอาจมีการนำมาใช้ทดแทนบัตรประจำตัว หรือใช้ในลักษณะบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านประจำตัวสำหรับติดต่อหรือดำเนินการด้านต่างๆ ก็เป็นได้

หนังสือเดินทาง ไม่จำเป็นอีกต่อไป
อีกหน่อยเราอาจไม่ต้องถือหนังสือเดินทางในการท่องเที่ยวหรือเดินทาง ในเมื่อสมาร์ทโฟนอาจใช้เป็นอุปกรณ์ในการยืนยันตัวตนของเราได้เป็นอย่างดี ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ

กุญแจ ปลดได้ทุกล็อก
ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่การปลดล็อกเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลบนสมาร์ทโฟน แต่ในอนาคตมือถืออาจกลายเป็นกุญแจสำหรับปลดล็อกประตูบ้าน ประตูรถ ให้เราได้สบายๆ ทีเดียว

โทรศัพท์ ที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าปัจจุบัน
ปัจจุบันเราเริ่มเห็นเทรนด์การใช้งานมือถือที่เปลี่ยนไป เพราะการโทรเริ่มลดลง เข้าสู่การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อบริการสื่อสารรูปแบบอื่น ทั้งการส่งข้อความผ่านเครือข่านออนไลน์ การโทรฟรีผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจหากอีก 10 ปีข้างหน้า มือถือจะไม่ได้มีไว้เพื่อประโยชน์ในการโทรศัพท์เป็นหลัก

อีก 10 ปี มือถือจะมีดีไซน์อย่างไร อยากรู้จริง…

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อีกหลายรูปแบบ ว่าสมาร์ทโฟนเครื่องโปรดของคุณจะเข้ามามีบทบาทแทนที่เรื่องต่างๆ เช่น กลายเป็นจีพีเอสให้ร่างกาย จากความสามารถในการตรวจวัดด้านสุขภาพจนทำให้บริการทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นของคนยุคใหม่, กดมือถือ เพื่อควบคุมแทนการกดสวิตซ์ไฟฟ้า, ใช้มือถือแทนรีโมท เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น, หน้าจอหลายขนาด ทำให้สมาร์ทโฟนกลายเป็นมากกว่ามือถือ เพราะเป็นได้ทั้งแท็บเล็ต ทีวี หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์พกพา, เป็นเพื่อนเป็นสังคมสำหรับคนรุ่นใหม่ เห็นได้จากปัจจุบันที่สมาร์ทโฟนมีผู้ช่วยอัจฉริยะ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยและหาคำตอบได้ง่ายดาย จึงไม่แน่ว่าสังคมในอนาคตจะเต็มไปด้วยมนุษย์อัจฉริยะเหล่านี้หรือไม่

หากให้จินตนาการถึงความสะดวกสบายที่มือถือจะสามารถมอบให้เราในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณคิดออกหรือไม่ เราจะมีมือถือไฮเทคเพียงไหน…?

ที่มา : rl360

มีอะไรซ่อนอยู่? ส่อง 6.0.1 มาร์ชเมลโล ใหม่สุดเพื่อแฟนแอนดรอยด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596312

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มี.ค. 2559 13:00

 

ทำความรู้จักซอฟต์แวร์ 6.0.1 Marshmallow สำหรับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เครื่องโปรด จะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ รอให้คุณได้ใช้งานบ้าง…

ปล่อยให้อัพเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำอยู่แล้ว สำหรับระบบปฏิบัติการฝั่งแอนดรอยด์ ล่าสุด หลายค่ายผู้ผลิตมือถือต่างทยอยให้ผู้ใช้ได้อัพเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด กับ…แอนดรอยด์ 6.0.1 มาร์ชเมลโล (Android 6.0.1 Marshmallow) แล้วเช่นกัน!

สำหรับลูกเล่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นดังกล่าวก็จะแตกต่างกันไปเล็กๆ น้อยๆ ตามที่แต่ละแบรนด์จะสรรหาลูกเล่นมาเสริมเติมแต่งให้ เราจึงขอยกตัวอย่างจากอุปกรณ์ของซัมซุง ที่เพิ่งปล่อยให้ผู้ใช้ “กาแลคซี่ โน้ต 5”(Galaxy Note 5) ได้อัพเดตอุปกรณ์เป็นเวอร์ชั่นดังกล่าว ลองมาดูกันซิว่า 6.0.1 มาร์ชเมลโล จะทำให้สมาร์ทโฟนฉลาดขึ้นอย่างไรบ้าง ภายใต้หน้าตาเมนูการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป…!

สแกนลายนิ้วมือ รวดเร็ว-แม่นยำขึ้น!
เมื่อมีการอัพเดตซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าเรื่องของความปลอดภัยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มักจะได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ ดังนั้นในการอัพเดตซอฟต์แวร์ครั้งนี้จึงมีการปรับปรุงให้ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Finger Print) สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้นด้วย

เพิ่ม…กูเกิล ออน แท็บ
อาจเพราะรู้ใจว่าหลายคนใช้งานกูเกิลเพื่อค้นหาข้อมูลต่างๆ วันละหลายรอบ เมื่ออัพเดตซอฟต์แวร์ 6.0.1 จึงมีการพัฒนาให้ผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง กูเกิล นาว (Google Now) สามารถตอบสนองการใช้งานได้รวดเร็วขึ้นด้วยรูปแบบที่เรียกว่า นาว ออน แท็บ (Now on Tap) เพียงกดปุ่มโฮมค้างไว้ ก็สามารถเรียกใช้งานได้ทันที แถมโปรแกรมดังกล่าวยังมีความฉลาดมากขึ้นเพราะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่แสดงอยู่บนหน้าจอในขณะนั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานว่าต้องการความช่วยเหลืออะไร เช่น หาข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์ รอบฉาย สถานที่ เป็นต้น

แอนดรอยด์ 6.0.1 พัฒนาเพื่อสาวกแอนดรอยด์

ย้ายแอพฯ สะดวกขึ้น
จากเดิมที่ต้องกดค้างและลากแอพพลิเคชั่นที่ต้องการย้ายไปยังตำแหน่งต่างๆ แบบทำได้แค่ทีละแอพฯ คงต้องบอกว่าเมื่ออัพเดตซอฟต์แวร์ใหม่ 6.0.1 มาร์ชเมลโล คุณจะสามารถทำได้สะดวกขึ้น! สามารถลากแอพฯ เพื่อย้ายตำแหน่งได้ครั้งละหลายๆ แอพฯ อีกด้วย เพียงเลือกแอพฯ ที่ต้องการย้ายไปวางไว้ที่ด้านบนของหน้าจอและเคลื่อนย้ายแบบพร้อมกันหลายๆ แอพฯ

เลือกตั้งค่าได้ทันใจ
เพราะแต่ละการใช้งานต่างมีเมนูตั้งค่าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นซอฟต์แวร์ใหม่จึงช่วยให้คุณสามารถตั้งค่าการใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น คือไม่ต้องเสียเวลาเข้าออกในแต่ละโปรแกรม เพราะคุณสามารถเลือกเมนูตั้งค่าที่ใช้งานบ่อยมาไว้ด้วยกันที่ฟังก์ชั่นอีดิท ควิก เซตติ้ง (Edit Quick Setting) ตั้งค่าอะไรๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะ

นอกจากนี้ แอนดรอยด์ 6.0.1 ยังมีลูกเล่นอีกหลายอย่าง เช่น เลือกและดาวน์โหลดธีมจากธีม สโตร์ (Theme Store) หรือคุณสมบัติอื่นๆ ในสมาร์ทโฟนแอลจี เน็กซัส (Nexus) ซึ่งซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่นี้ก็ได้เข้าไปเพิ่มลูกเล่นให้ด้วย อาทิ อีโมติคอนใหม่อีกกว่า 200 แบบในกูเกิล คีย์บอร์ด หรือการเข้าสู่กล้องถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็วจากการกดปุ่มพาวเวอร์ 2 ครั้ง เป็นต้น

งานนี้…สาวกแอนดรอยด์คงต้องติดตามความเคลื่อนไหวกันหน่อย ว่าสมาร์ทโฟนค่ายที่ใช้อยู่จะเปิดให้อัพเดตซอฟต์แวร์เป็น 6.0.1 มาร์ชเมลโล ได้เมื่อไหร่ จะได้ไม่ตกเทรนด์…!!!

ที่มา : samsungparty, lgmobilelover

จอเล็ก จอใหญ่โดน จับ ไอโฟน SE เทียบสเปกรุ่นพี่ ไซส์นี้ผ่านไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595812

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มี.ค. 2559 06:05

 

เช็กสเปกน้องใหม่ตระกูลไอโฟน อย่าง “iPhone SE” เมื่อเผยโฉมด้วยจอ 4 นิ้ว และราคาที่ถูกที่สุดของไอโฟน แต่สเปกอื่นๆ จะโดนใจแฟนแอปเปิลหรือไม่…

จากที่ “แอปเปิล” ประกาศเปิดตัวไอโฟนรุ่นล่าสุดในชื่อ “ไอโฟน เอสอี”(iPhone SE) ด้วยการพลิกโฉมกลับมาสู่…สมาร์ทโฟนจอ 4 นิ้วอีกครั้ง! โดยแม้จะปรับขนาดหน้าจอลง แต่งานนี้แอปเปิลจัดเต็มให้กับสเปกของไอโฟน เอสอี เพื่อเรียกคะแนนความสนใจจากคนไม่ปรารถนามือถือรุ่นท็อป หรือราคาระดับไฮเอนด์

อย่างที่บอกไปแล้ว…แอปเปิลได้ขยับขนาดหน้าจอไอโฟนเป็น 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว ตั้งแต่ครั้งเปิดตัวไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัส เพื่อตอบสนองเทรนด์การใช้สมาร์ทโฟนที่ระบุว่าหน้าจอใหญ่กลายเป็นแนวโน้มขวัญใจมหาชน ถือว่าแอปเปิลเองก็พยายามจะพัฒนาเรื่องดังกล่าวอยู่เหมือนกัน และยิ่งชัดเจนเมื่อได้เปิดตัวไอโฟน เอสอี หน้าจอเล็กอีกครั้ง เรียกว่างานนี้แอปเปิลตั้งใจจะโกยตลาดสมาร์ทโฟนราคากลาง-สูง กลับมาจากคู่แข่งรายสำคัญที่มีหน้าจอทุกขนาดทั้งเล็ก กลาง และใหญ่เบิ้มนั่นเอง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาคุณไปเช็กอย่างละเอียด ว่าหากเปิดตำรา กางสเปก เทียบกันรุ่นต่อรุ่นในซีรี่ย์ไอโฟน ไอโฟนน้องใหม่รุ่นนี้จะมีทีเด็ดสู้รุ่นพี่ที่เปิดตัวออกมาก่อนได้หรือไม่ อย่างไร…?

ไอโฟน SE ที่หลายๆ คน กำลังสนใจ

มาพร้อม 4 สี สไตล์ไอโฟน

1. หากไม่นับถอยหลังไปไกล ไอโฟน เอสอี ซึ่งมีขนาดหน้าจอ 4 นิ้ว ก็ถือว่ายังไม่ทิ้งห่างไอโฟน 6 เอส ซึ่งมีหน้าจอ 4.7 นิ้ว มากนัก แต่หากเทียบกับไอโฟน 6 เอสพลัส ที่หน้าจอ 5.5 นิ้ว อาจจะทำให้เห็นความแตกต่างมากซักหน่อย

2. ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เมื่อไอโฟน เอสอี มากับชิพแบบ A9 แบบ 64bit โปรเซสเซอร์ร่วม M9 สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหวในตัว เรียกว่าเคาะมาเหมือนไอโฟน 6 เอส แบบเหมือนเปี๊ยบบบบบ

3. แต่ถ้าเทียบกันด้วยเรื่องความจุ รุ่นพี่อย่างไอโฟน 6 เอส มีความจุให้เลือก 3 ขนาด คือ 16GB, 64GB, 128GB แต่ไอโฟน เอสอี มีให้เลือกเพียง 2 ความจุ คือ 16GB และ 64GB เรียกว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่รุ่นใหม่นี้ถอยกลับไปคล้ายกับไอโฟน 6

เทียบขนาดกันให้เห็นจะจะ กับอีก 4 รุ่นพี่ตระกูลไอโฟน

4. สำหรับใครที่บ่นว่าไอโฟนรุ่นหลังๆ นั้นมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ใช้งานด้วยมือข้างเดียวได้แบบไม่มั่นใจนักในช่วงแรกๆ คงต้องบอกเลยว่าไอโฟน เอสอี อาจทำให้คุณชื่นชอบได้อีกครั้งด้วยน้ำหนัก 113 กรัม ขณะที่ไอโฟน 6 เอส มีน้ำหนัก 143 กรัม และไอโฟน 6 เอสพลัสนั้นหนักถึง 192 กรัม แต่ถ้าเทียบกันที่ความหนาของตัวเครื่อง คงต้องมอบตำแหน่งสาวอวบให้กับไอโฟน เอสอี แบบไม่ต้องลังเล กับความหนา 7.6 มม. ขณะที่ไอโฟน 6 เอส หนา 7.1 มม. และไอโฟน 6 เอสพลัส ก็ยังหนาแค่ 7.3 มม.

5. หลายคนอาจคิดว่ารุ่นเล็กอย่างไอโฟน เอสอี จะต้องมาพร้อมกล้องที่ถูกลดประสิทธิภาพ รวมถึงลูกเล่น Live Photo ก็คงไม่มี แต่บอกเลยว่าผิดคาด! เพราะกล้องถ่ายภาพยังเป็นแบบ iSight ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดสูงสุดที่แอปเปิลใส่ไว้ให้กับไอโฟน รวมถึงความละเอียดโหมดพาโนรามาสูงสุดที่ 63 ล้านพิกเซล และลูกเล่นอื่นๆ ก็ยกมาใส่ไว้แบบจัดเต็ม แต่กล้องของไอโฟน เอสอี กลับขาดคุณสมบัติป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล แตกต่างจากไอโฟน 6 เอสพลัส และ 6 พลัส แต่ยังคงรักษาจุดเด่นในการบันทึกวิดีโอระดับ 4K เอาไว้

6. ใครชอบกล้องหน้าแบบละเอียดๆ ไว้เซลฟี่…อาจต้องผิดหวังนิดหน่อย เพราะไอโฟน เอสอี มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล เรียกว่าลดความละเอียดลงไปเท่ากับไอโฟน 6 แตกต่างจากไอโฟน 6 เอส ที่มีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

สีโรสโกลด์ หวานๆ

ดีไซน์มาตรฐานแบบแอปเปิล

7. แบตเตอรี่ของไอโฟน เอสอี สามารถรองรับระยะสนทนาได้เทียบเท่าไอโฟน 6 และไอโฟน 6 เอส คือ 14 ชั่วโมงเมื่อมีการเชื่อมต่อ 3จี และระยะเวลาสแตนด์บายอยู่ที่ 10 วัน ขณะที่ระยะเวลาสูงสุดในปัจจุบันของไอโฟนนั้นอยู่ที่ 24 ชั่วโมง และ 16 วัน ในรุ่นไอโฟน 6 พลัส และไอโฟน 6 เอสพลัส

8. แต่ก็ยังเอาใจคนติดเน็ต ติดแชตเช่นเคย! เพราะไอโฟน เอสอี สามารถใช้งานได้สูงสุด 12 ชั่วโมงกับการเชื่อมต่อ 3จี และนาน 13 ชั่วโมงเมื่อเชื่อมต่อแบบ 4จี หรือ 13 ชั่วโมงเมื่อเชื่อมต่อแบบไว-ไฟ เรียกว่าสามารถยืดเวลาการใช้งานได้นานกว่าที่มีในไอโฟนรุ่นอื่นๆ สำหรับการเชื่อมต่อผ่าน 4จี และไว-ไฟ

9. และสำหรับคนที่ชื่นชอบความบันเทิง ไอโฟน เอสอี คงไม่ทำให้คุณผิดหวัง กับระยะเวลาเล่นวิดีโอได้สูงสุด 13 ชั่วโมง และเล่นเพลงสูงสุด 50 ชั่วโมง ใกล้เคียงกับไอโฟนรุ่นอื่นทีเดียว

จอเล็ก 4 นิ้ว ชอบไหม?

10. ไอโฟน เอสอี ยังคงยึดสีเอาไว้ที่ 4 สีด้วยกัน คือ เงิน, ทอง, โรสโกลด์, เทา สเปซเกรย์ เช่นเดียวกับไอโฟน 6 เอส ส่วนเรื่องราคานั้น…ไอโฟน 6 เอส เริ่มต้นที่ 26,500 บาท ไอโฟน 6เอสพลัส เริ่มต้นที่ 30,500 บาท แต่ไอโฟน เอสอี มีรายละเอียดว่าจะเปิดจำหน่ายในราคาเริ่มต้นประมาณ 13,900 บาท

จอเล็ก หรือจอใหญ่ คุณว่าแบบไหนถูกใจกว่ากัน…?

4.5จี รายแรกของโลก! เอไอเอสโชว์เทคโนโลยีใหม่ พร้อมใช้เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595149

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2559 17:25

 

เอไอเอสเปิดบริการ 4.5 จี เชิงพาณิชย์ เป็นรายแรกของโลก โชว์ความเร็วสูงสุด 1Gbps พร้อมให้บริการย่านใจกลางเมือง ก่อนขยายไปหัวเมืองใหญ่ในเดือน เม.ย.นี้…

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านในการให้บริการของเอไอเอสจากยุคสัมปทานสู่ยุคใบอนุญาต โดยขณะนี้เอไอเอสยังมีลูกค้าบนระบบ 2จี ประมาณ 4 แสนเลขหมาย และลูกค้าที่ใช้บริการ 3จี บนซิม 2จี คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ อีกกว่า 7.6 ล้านเลขหมาย บริษัทจึงเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านเครือข่ายให้ครอบคลุมการให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์

ทั้งนี้ เอไอเอสสามารถสร้างโครงข่าย 4จี ได้เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ราว 60 วัน โดยสามารถเปิดให้บริการได้ 26 จังหวัด ภายใน 60 วัน หลังได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้บริการได้ 59 จังหวัด ภายใน 90 วัน และให้บริการได้ครบ 77 จังหวัด ภายใน 120 วัน ด้วยจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ 4จี รวมกว่า 5.6 ล้านเลขหมาย ภายใต้สถานีฐานกว่า 15,000 สถานี นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมงบประมาณเพื่อลงทุนด้านเครือข่าย 3จี และ 4จี ในปีนี้ราว 40,000 ล้านบาท

ล่าสุด บริษัทได้ประกาศให้บริการ 4.5จี เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกในไทยและในโลก ภายใต้ความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ด้วยเทคโนโลยี MIMO 4×4 Carrier Aggregation บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ รวมถึงเทคโนโลยี LTE-U/LAA ซึ่งเป็นการรวมช่องสัญญาณบนคลื่นความถี่ที่มีอยู่เข้ากับคลื่นความถี่สาธารณะที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต ทำให้ลูกค้าสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วมากกว่า 4จี ถึง 2 เท่า และรองรับข้อมูลได้เพิ่มขึ้น 30%

“บริการ 4.5จี ถือเป็นเน็ตเวิร์กที่รวดเร็วที่สุดที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในโลก ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1Gbps เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการได้เต็มศักยภาพมากขึ้น เช่น วิดีโอแบบเอชดี หรือการเข้าถึงข้อมูลด้านการศึกษา เป็นต้น”

สำหรับพื้นที่ให้บริการ 4.5จี เอไอเอสจะเริ่มให้บริการในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่สยามและราชประสงค์ และจะมีการขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2559 จะพร้อมให้บริการในจังหวัดหัวเมือง ส่วนอุปกรณ์ที่รองรับนั้นปัจจุบันผู้ผลิตทั่วโลกต่างเริ่มบรรจุเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่อุปกรณ์แล้ว และคาดว่าจะทยอยจำหน่ายออกสู่ตลาดในเร็วๆ นี้ ส่วนอุปกรณ์ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี 4.5จี ได้แก่ หัวเว่ย ไวร์เลส เราท์เตอร์ นอกจากนี้ เอไอเอสจะเริ่มจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าวภายในเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวเทคโนโลยี 4.5จี เอไอเอสยังได้ทดสอบความเร็วของเทคโนโลยีดังกล่าว โดยได้ผลความเร็วอยู่ที่ 530 Mbps.

พร้อมสู้ทุกศึก! เอไอเอสเชียร์ กสทช.ประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/595109

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2559 17:00

 

เอไอเอส หนุน กสทช. ประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ใหม่ หลังแจส โมบาย เบี้ยวจ่ายเงินงวดแรก ชี้ประเทศไทยได้บทเรียนจากการประมูลครั้งนี้แล้ว…

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า หากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดสรรคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ชุดที่ 1 (คลื่น 895-905 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 940-950 เมกะเฮิรตซ์) โดยจัดการประมูลใหม่ หลังจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ไม่ได้เข้าชำระค่าธรรมเนียมประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ดังกล่าว บริษัทก็มีความสนใจเข้าร่วมการประมูลในทุกคลื่นความถี่ แต่จำเป็นต้องพิจารณาเงื่อนไขของ กสทช. ด้วย ซึ่งหากมีรายละเอียดเพิ่มเติมก็จะได้ดำเนินการปรึกษาร่วมกับคณะกรรมการบริษัทต่อไป

“ขณะนี้เรารอให้ กสทช. ประกาศรายละเอียดออกมาอย่างเป็นทางการ ถามว่าสนใจไหม แน่นอนว่าเอไอเอสมีความสนใจอยู่แล้ว แต่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางธุรกิจด้วย ส่วนการกำหนดราคาเริ่มต้นประมูลเท่ากับราคาที่แจส โมบาย ได้ประมูลไว้นั้น ยังไม่ขอออกความเห็นในขณะนี้ เนื่องจากอยากให้คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาก่อน และส่วนตัวยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของดีแทค ที่มองว่า กสทช. ควรกำหนดเงื่อนไขการประมูลครั้งต่อไปโดยจำกัดไว้เฉพาะผู้ที่เหลืออยู่จากการเข้าร่วมประมูลครั้งดังกล่าวเท่านั้น”

ส่วนเงื่อนไขที่ กสทช. ให้สิทธิ์ผู้แพ้ที่เสนอราคาเป็นอันดับ 2 ในการประมูลดังกล่าว ได้รับใบอนุญาตในคลื่นดังกล่าวนั้น บริษัทก็มีความยินดีในเงื่อนไขดังกล่าว ขณะที่ความร่วมมือกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการใช้คลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการ 3จี ก็ยังคงมีความร่วมมือร่วมกัน แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการและรอให้ทีโอทีประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเทศไทยได้บทเรียนจากการประมูลในครั้งนี้ เนื่องจากการประมูลใบอนุญาตด้วยราคาสูงอาจไม่ใช่เรื่องที่ดี เนื่องจากราคาไม่สมเหตุสมผล แม้จะมีข้อดีที่ทำให้ประเทศได้เม็ดเงินจำนวนมากก็ตาม ส่วนการที่ผู้ชนะประมูลไม่มาชำระเงินค่าธรรมเนียมตามกำหนดเวลานั้น ถือเป็นการสะท้อนถึงการตั้งราคาประมูลและเงื่อนไขที่เหมาะสมในครั้งต่อไปอีกด้วย.

ธุรกิจใช้ไอทีสร้างโอกาส! เมโทรฯ หวังดันซอฟต์แวร์-บริการ ตอบโจทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/594484

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มี.ค. 2559 14:50

 

เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น เตรียมหนุนกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการเป็นรายได้หลักองค์กร ชี้ภาคธุรกิจลงทุนด้านไอทีต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 7,500 ล้านบาท มั่นใจนโยบายดิจิตอลภาครัฐช่วยหนุนการลงทุนระบบ…

นายกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการไอที 6,977 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทแบ่งออกเป็นฮาร์ดแวร์ 37% ซอฟต์แวร์โซลูชั่น 23% วัสดุสิ้นเปลือง 30% และบริการ 10% จากลูกค้ามากกว่า 9,000 รายในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งเป็นลูกค้าเดิม 81% ลูกค้ารายย่อยและลูกค้าใหม่ 19%

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้ที่ 7,500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นราว 8% ซึ่งเชื่อว่ารายได้หลักยังมาจากกลุ่มลูกค้าเก่า ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้รองรับกับความต้องการใช้งานทั้งทางธุรกิจและเพื่อบริการลูกค้า รวมถึงการผลักดันธุรกิจกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการไอที ภายใต้เป้าหมายให้สินค้ากลุ่มดังกล่าวสามารถเป็นรายได้หลักให้บริษัทในปีนี้ ขณะเดียวกัน เชื่อว่าปัจจัยจากนโยบายด้านดิจิตอลของหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อว่าจะได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องและสามารถเกิดขึ้นจริงได้ภายในปีนี้ โดยบริษัทเตรียมงบประมาณสำหรับลงทุนในปีนี้ราว 50 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม

“ธุรกิจไอทีเหมือนกับธุรกิจมือถือ เพราะมีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกช่วง 3-4 ปี ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทคือลูกค้าเดิมที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี อาทิ กลุ่มธุรกิจบริการ การเงิน เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และอื่นๆ ขณะที่กลุ่มลูกค้าใหม่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กหรือกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งแนวโน้มการลงทุนด้านไอทีขององค์กรต่างๆ นั้น เชื่อว่ายิ่งธุรกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวจะยิ่งทำให้องค์กรต้องการลงทุนด้านไอทีเพิ่มเติมเพื่อสร้างการแข่งขันทางธุรกิจ หรือแม้แต่องค์กรที่สามารถเติบโตได้เป็นอย่างดีก็ยังต้องการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพต่อไป”

สำหรับโซลูชั่นรูปแบบใหม่ที่บริษัทจะนำเสนอในปีนี้ ได้แก่ IT Cloud Services บริการให้เช่าใช้งานทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ผ่านเทคโนโลยีคลาวด์,​ ซอฟต์แวร์ระบบ Workflow อาทิ QlikView ซอฟต์แวร์สำหรับผู้บริหารระดับสูงสำหรับวิเคราะห์ติดตามการทำธุรกิจ, บริการประเภทสัญญา อาทิ Managed Services เป็นต้น.