รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

20 ส.ค. 2569 10:12 น.

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ถล่มกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 23 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ที่อาจติดใต้ซากอาคาร

หน่วยงานบริการฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครน (DSNS) เปิดเผยว่า การโจมตีระลอกใหญ่เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดี โดยขีปนาวุธของรัสเซียพุ่งเป้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยและโกดังหลายแห่งในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่ได้รับความเสียหาย โดยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาจากกองซากปรักหักพังได้แล้วอย่างน้อย 1 คน

วิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตี หน้าต่างอาคารแตกเสียหาย และมีรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้อยู่บริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ศูนย์อุตสาหกรรมในเขตโซโลมียันสกี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเคียฟ

ส่วนในเขตโบรวารีของแคว้นเคียฟ ซึ่งอยู่โดยรอบเมืองหลวง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย จากการโจมตีครั้งนี้ ตามรายงานของตีมูร์ ทคาเชนโก ผู้ว่าการแคว้นเคียฟ

ก่อนเกิดเหตุ ทางการได้ออกประกาศเตือนภัยทางอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้าหลบภัย เนื่องจากอาจมีการปฏิบัติการของระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ ขณะที่กองทัพอากาศยูเครนออกคำเตือนเกี่ยวกับภัยจากขีปนาวุธเป็นระยะ

การโจมตีของรัสเซียยังทำให้ระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ส่งผลให้บ้านเรือนหลายพันแห่งในพื้นที่กรุงเคียฟและโดยรอบไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมโครงข่ายพลังงานที่ได้รับความเสียหาย

กรุงเคียฟเผชิญการโจมตีทางอากาศเกือบทุกคืนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบางคืนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายสิบคน

ขณะเดียวกัน รัสเซียเองก็เผชิญการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนของยูเครนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันให้รัฐบาลมอสโกกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี

ในสัปดาห์นี้ มีรายงานการโจมตี 2 ครั้งในรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน รวมถึงเด็ก 1 คน

รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และปัจจุบันยังคงควบคุมพื้นที่ประมาณหนึ่งในห้าของยูเครน โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายแดนทางตะวันออกของประเทศ.

ที่มา : BBC

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

20 ส.ค. 2569 09:35 น.

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

โบลิเวียเร่งช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังเกิดหิมะตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อ 5 แคว้นของประเทศ ทำให้เส้นทางหลายสาย โดยเฉพาะแถบเทือกเขาแอนดีส ต้องปิดการจราจร

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าเหตุหิมะตกหนักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้มากกว่า 360 คน ในจำนวนนี้เกือบ 60 คนเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่

แคว้นโปโตซี ทางตอนใต้ของโบลิเวีย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากหิมะ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรเน โฆอากิโน ผู้ว่าการแคว้นโปโตซี และคณะ ต้องได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ หลังเดินทางขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในเขตภูเขาสูง

มิเซอัล โลเปซ เมดินา นายกเทศมนตรีเมืองอูยูนี ซึ่งเป็นผู้นำปฏิบัติการช่วยเหลือกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือช่วยเหลือนักเดินทางที่ยังติดค้าง และใช้เครื่องจักรเปิดเส้นทางเป็นระยะทางไกลถึง 6 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงตัวผู้ว่าการแคว้นและคณะ

ด้านกระทรวงกลาโหมโบลิเวียระบุว่า เหตุหิมะตกหนักส่งผลกระทบต่อครอบครัวกว่า 26,220 ครอบครัว และชุมชน 323 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงลามา เลี้ยงแกะ และทำการเกษตร ขณะที่ถนนหลายสายถูกปิดเนื่องจากมีหิมะสะสมจำนวนมาก

สถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างทะเลเกลืออูยูนี หนึ่งในพื้นที่เกลือขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงทะเลสาบลากูนา โคโลราดา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

โรแบร์โต ริเวโร ซิมเมอร์มันน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายป้องกันพลเรือนกล่าวว่า หน่วยงานป้องกันพลเรือนกำลังประสานงานกับเทศบาล หน่วยงานบริหารทางหลวงโบลิเวีย หน่วยดับเพลิง และกองทัพ เพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบและเร่งเปิดเส้นทางที่ถูกหิมะปิดกั้น

หิมะตกหนักยังส่งผลกระทบต่อแคว้นลาปาซ โดยการจราจรต้องหยุดชะงัก หลังพื้นผิวถนนกลายเป็นน้ำแข็งและลื่น ทำให้รถบรรทุกและรถโดยสารจำนวนมากต้องต่อแถวยาว ขณะที่พื้นที่หุบเขาของแคว้นชูกีซากา มีรายงานหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี รวมถึงพบหิมะตกในแคว้นโอรูโรและตารีฮาด้วย.

ที่มา : AP

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

20 ส.ค. 2569 09:05 น.

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุด ขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าสหรัฐฯ กำลังเปิดฉากปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ โดยระบุว่าจะเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว อิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัทธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง ในรูปแบบใดๆ ให้แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามาตรการลงโทษประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่านจะมีรูปแบบใด หรือจะมุ่งเป้าไปยังประเทศใดเป็นพิเศษ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าและพลังงานในภูมิภาค 

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

20 ส.ค. 2569 08:57 น.

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เหมืองทองคำแบบขุดด้วยแรงงานคนในหมู่บ้านทางตะวันตกของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ใกล้ชายแดนแคเมอรูน พังถล่ม คร่าชีวิตแล้วกว่า 100 ศพ ขณะที่ยังมีคนติดอยู่ใต้ซากจำนวนหนึ่ง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสมาคมเหมืองแร่แห่งสาธารณรัฐแอฟริกากลาง เปิดเผยว่า เกิดเหตุเหมืองทองคำขนาดเล็กหรือเหมืองทองที่ใช้แรงงานคนขุดในหมู่บ้านซัมบอย ทางตะวันตกของประเทศ ได้พังถล่มลงมา เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ  

โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้ชายแดนประเทศแคเมอรูน อัยการในพื้นที่ยืนยันว่าเกิดเหตุเหมืองถล่มจริง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป พร้อมเตรียมเปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของเหมืองถล่ม รวมถึงตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้

ด้านนายเบอร์ทรองด์ เบ ย็องเก สมาชิกสภาเยาวชนหมู่บ้านซัมบอย ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและอีกหลายคนติดอยู่ใต้ซากเหมือง พร้อมกล่าวว่า การพบผู้ติดอยู่ใต้ซากและยังมีชีวิตรอดถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้าวความเศร้าสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงวัยหนุ่มสาวที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว.

“มิน อ่อง หล่าย” ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"มิน อ่อง หล่าย" ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

20 ส.ค. 2569 08:12 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ลั่น พร้อมรักษาผลประโยชน์รัสเซีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“มิน อ่อง หล่าย” พบ “ปูติน” ที่กรุงมอสโก ประกาศเมียนมาจะเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ของรัสเซียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมลงนามความร่วมมือ 12 ฉบับ ครอบคลุมพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ดาวเทียม และอวกาศ

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางเยือนกรุงมอสโก และเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ประกาศรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าเมียนมาจะยังคงเป็นพันธมิตรที่รัสเซียไว้วางใจได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมสนับสนุนผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาค

โดยผู้นำเมียนมา กล่าวระหว่างหารือกับปูตินที่ทำเนียบเครมลินว่า การพัฒนาของเมียนมาในปัจจุบันได้รับประโยชน์อย่างมากจากการสนับสนุนของรัสเซีย พร้อมระบุว่า เมียนมาพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัสเซียในหลายด้าน ไม่เพียงแต่กลาโหมและความมั่นคง แต่ยังรวมถึงการเกษตร อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศ และสาธารณสุข

ด้านปูตินกล่าวต้อนรับมิน อ่อง หล่าย โดยเรียกว่า “เพื่อนรัก” พร้อมชี้ว่าพลังงานเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัสเซียไปยังเมียนมา ทั้งเพื่อใช้ภายในประเทศและนำไปส่งออกต่อ พร้อมกล่าวถึงแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมียนมา รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองทวาย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้รัสเซียเข้าถึงเส้นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

ขณะที่ในการพบกันครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 12 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ การสื่อสารโทรคมนาคม ระบบนำทางด้วยดาวเทียม และกิจการด้านอวกาศ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัสเซียและเมียนมาได้กระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2564  โดยรัสเซียมองว่า เมียนมาเป็นช่องทางสำคัญในการขยายอิทธิพลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก.

ที่มา Irrawaddy

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

20 ส.ค. 2569 06:05 น.

OpenAI ชะลอการฝึก AI หลังพบ AI หลุดไปแฮกบริษัทอื่น

OpenAI ประกาศชะลอการฝึก AI ระดับสูงบางส่วนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยกระดับความปลอดภัย หลังเกิดเหตุ AI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบ แล้วไปแฮกบริษัทอื่นหลายแห่ง

เมื่อ 19 ส.ค. 2569 บริษัท OpenAI ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก รวมถึง ChatGPT ประกาศชะลอการฝึกสอนโมเดล AI ระดับสูงบางส่วนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัย หลังจากพบว่าระบบ AI แบบอัตโนมัติ หรือ เอไอ เอเจนต์ (AI Agent) หลุดออกจากระบบปิดแล้วไปแฮกบริษัทสตาร์ทอัปชื่อดังอย่าง Hugging Face

OpenAI พบเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อวันที่ 21 ก.ค. เมื่อ เอไอ เอเจนต์ ละเมิดมาตรการความปลอดภัยระหว่างการทดสอบและเจาะเข้าสู่ระบบของ Hugging Face รวมถึงบริษัทอื่นอีก 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ค่ายอื่นอย่าง Anthropic และ Meta ก็รายงานว่าพบ AI ของตนเองแฮกระบบในลักษณะคล้ายกันด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้ OpenAI ระงับการฝึกสอนแบบ Reinforcement Learning (การเรียนรู้ผ่านการป้อนผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงการทำงาน) บนโมเดลล่าสุดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมทั้งขยายระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง และเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนจะกลับมาเทรนโมเดลขนาดใหญ่ต่อ

นาย แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ระบุผ่าน X ว่าพัฒนาการของโมเดลรุดหน้าเร็วมาก และบริษัทพร้อมดำเนินการหยุดพักหากความสามารถของ AI โตเร็วกว่ามาตรการความปลอดภัย

ด้านนักวิเคราะห์ AI มองว่า การตัดสินใจล่าสุดของ OpenAI เป็นก้าวที่ดี แต่ยังต้องรอติดตามรายละเอียดและการลงมือทำจริงอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มองว่า นี่เป็นเพียงการสร้างภาพเรื่องความปลอดภัยผ่านข่าวแจก (PR) พร้อมตั้งคำถามว่า การควบคุมตนเองของบริษัทเทคโนโลยีโดยปราศจากการกำกับดูแลจากรัฐบาลนั้นเพียงพอจริงหรือไม่

ส่วนที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก ESET ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศเรื่องนี้อาจมีวาระทางการตลาดแฝงอยู่ เพื่อโชว์ความสามารถของ AI ตัวเองในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่กำลังได้รับความสนใจจากโมเดล Claude Mythos

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

20 ส.ค. 2569 05:44 น.

เจ้าชายแฮร์รี่-เมแกน เตรียมย้ายกลับมาพำนักในสหราชอาณาจักร

สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่กับครอบครัว เตรียมย้ายกลับมาอยู่ในสหราชอาณาจักรอีกครั้งแล้ว หลังจากทรงย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2563 และแทบไม่ได้กลับมาอังกฤษอีก

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน พระชายา กับครอบครัว กำลังวางแผนที่จะย้ายถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา กลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนนี้ และจะอาศัยอยู่ที่ที่พักส่วนตัวภายนอกเขตพระราชฐานซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงลอนดอน

บีบีซีรายงานอีกว่า พระโอรสและพระธิดาของทั้งสอง ได้แก่ เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 พรรษา และเจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 พรรษา ได้รับการลงทะเบียนเพื่อเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนของอังกฤษในเดือนกันยายนนี้แล้ว

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการถวายรายงานเกี่ยวกับการย้ายครั้งนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนการให้เจ้าชายแฮร์รี่หรือเมแกนกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงแต่อย่างใด

ครอบครัวซัสเซกซ์พร้อมพระโอรสและพระธิดาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่พระตำหนักไฮโกรฟเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ายังไม่มีการหารือเรื่องการย้ายถิ่นฐานในขณะนั้น

บีบีซีเข้าใจว่า พระเจ้าชาร์ลส์ไม่ทรงทราบเรื่องการย้ายกลับล่วงหน้าจนกระทั่งในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทรงยินดีที่จะได้มีโอกาสพบปะกับครอบครัวของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เป็นการส่วนพระองค์มากขึ้น ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคทก็ได้รับการแจ้งให้ทราบถึงแผนการดังกล่าวแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะอย่างเป็นทางการของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน โดยทั้งสองจะยังคงดำรงสถานะเป็นบุคคลธรรมดาต่อไป หลังจากทรงประกาศลดบทบาทและสละสถานะสมาชิกราชวงศ์ระดับสูงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 เพื่อย้ายไปใช้ชีวิตอิสระในสหรัฐอเมริกา

เรื่องดังกล่าวมีสาเหตุจากความกดดันจากสื่อแท็บลอยด์อังกฤษ, การคุกคามทางโลกออนไลน์, ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว และเจ้าชายแฮร์รี่มองว่า พระองค์ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักพระราชวังเท่าที่ควร

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่กับราชวงศ์อังกฤษอยู่ในภาวะตึงเครียดนับแต่นั้นมา และการเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลาเมื่อเดือนกรกฎาคมถือเป็นพัฒนาการสำคัญในความสัมพันธ์ของพวกเขา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่คิงชาร์ลส์ได้พบพระราชนัดดา (หลาน) ทั้งสองด้วยพระองค์เอง

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนไม่ได้เดินทางมายังสหราชอาณาจักรพร้อมกันนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่อครั้งเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

เรื่องอารักขาความปลอดภัยสำหรับเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนเป็นประเด็นตึงเครียดมาโดยตลอด โดยการเยือนเมื่อเดือนกรกฎาคมเกือบไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากคำร้องขอการคุ้มครองจากตำรวจของดยุคแห่งซัสเซกซ์ถูกปฏิเสธ

เมื่อปี 2568 เจ้าชายแฮร์รี่ก็ทรงแพ้คดีที่ทรงยื่นอุทธรณ์เรื่อง ระดับการอารักขาความปลอดภัยที่พระองค์และครอบครัวควรได้รับขณะอยู่ในสหราชอาณาจักร

ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รี่เคยตรัสว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้พระองค์เดินทางมายังสหราชอาณาจักรพร้อมพระชายาและครอบครัว ซึ่งยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุให้พระองค์ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่สหราชอาณาจักรในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

20 ส.ค. 2569 04:41 น.

ผลทดสอบชี้ ใช้วัคซีนมะเร็งตัวใหม่คู่กับยา ป้องกันมะเร็งผิวหนังกลับมาเป็นซ้ำ

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การใช้วัคซีนเฉพาะบุคคลตัวใหม่ร่วมกับยาต้านมะเร็ง สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ และเจ้าหน้าที่กำลังทดลองกับมะเร็งชนิดอื่นๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 19 ส.ค. 2569 ว่า ผลการทดสอบทางคลินิกระบุว่า การใช้วัคซีนเฉพาะบุคคลตัวใหม่ร่วมกับยาต้านมะเร็ง สามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเวลาจุดเปลี่ยนสำคัญของการรักษามะเร็ง

วัคซีนดังกล่าวมีชื่อว่า Intismeran พัฒนาโดยบริษัท Merck และ Moderna โดยใช้เทคโนโลยี mRNA (แบบเดียวกับที่ใช้ผลิตวัคซีนโควิด-19) นำชิ้นส่วนก้อนเนื้อของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ DNA เพื่อสร้างวัคซีนที่เจาะจงกับความกลายพันธุ์ของมะเร็งในผู้ป่วยรายนั้นๆ และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้าทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่

ในการทดสอบทางคลินิกครั้งที่ 3 ซึ่งทดสอบวัคซีน Intismeran กับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ระยะเสี่ยงสูงมากกว่า 1,000 คน หลังเข้ารับการผ่าตัด พบว่าการใช้วัคซีนควบคู่กับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda จะช่วยยืดระยะเวลาที่ผู้ป่วยปลอดจากโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เมื่อเทียบกับการใช้ยา Keytruda เพียงอย่างเดียว

ทั้งสองบริษัทกำลังทดสอบวัคซีนเฉพาะบุคคลในลักษณะเดียวกันนี้กับมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต เพื่อดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ยกย่องว่าผลการทดสอบที่ออกมา เป็นข่าวดีและเป็นข้อพิสูจน์ว่าวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลใช้งานได้จริง แต่ก็เตือนว่าผลลัพธ์นี้ยังเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Peer-review) เสียก่อน

และหากการทดลองเสร็จสิ้น ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและระบบการแพทย์ ก่อนจะนำมาใช้จริงอย่างแพร่หลายได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

20 ส.ค. 2569 03:28 น.

เฮลิคอปเตอร์ตกในเคนยา หัวหน้าข่าวกรองเอกวาดอร์-ชาวอเมริกัน 5 คนเสียชีวิต

หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเอกวาดอร์กับภรรยาเสียชีวิต หลังเฮลิคอปเตอร์ตกใกล้เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าในเคนยา และมีชาวอเมริกันเสียชีวิตด้วยอีก 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเชล เซนซี-กอนตูจี หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเอกวาดอร์ กับสเตฟานี ฮอลลิฮาน ภรรยา เสียชีวิต หลังจากเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาโดยสารตกในประเทศเคนยาเมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 นอกจากนั้นยังมีชาวอเมริกันอีก 5 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย

เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวตกบริเวณภูเขาโอโลล็อกเว (Mount Ololokwe) ในเขตแซมบูรู (Samburu) เมื่อเวลาประมาณ 09.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 ศพ โดยสภากาชาดเคนยาระบุว่า ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดตกได้ แต่กำลังมีการใช้โดรนเพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์ในจุดเกิดเหตุ

สำนักงานการบินพลเรือนเคนยา (KCAA) ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น ยูโรคอปเตอร์ EC130 B4 ลำดังกล่าวอยู่ระหว่างเที่ยวบินชมทัศนียภาพจากเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า “ลอยซาบา” (Loisaba) กับแม่น้ำ “เอวาโซ เอ็นยีโร” (Ewaso Nyiro) ซึ่งไหลผ่านเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่ง

สำนักนายกรัฐมนตรีเอกวาดอร์ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของนายเซนซี-กอนตูจี กับนางฮอลลิฮาน ในเหตุการณ์นี้ ขณะที่นายกิเยร์โม ลาสโซ อดีตประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ก็โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยด้วยเช่นกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วยจำนวน 5 คน แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าทั้ง 5 คนเป็นใครบ้าง

ทั้งนี้ อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลายครั้งในเคนยา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก็เกิดเหตุในเขตนันดี (Nandi) บริเวณหุบเขาริฟต์แวลลีย์ (Rift Valley) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ซึ่งรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งด้วย

ในปี 2567 พลเอก ฟรานซิส โอโมนดี โอกอลลา ผู้นำกองทัพเคนยา เสียชีวิตหลังจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 11 คน ประสบอุบัติเหตุตกทางตอนเหนือของประเทศ โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนเท่านั้น

และในเดือนมิถุนายน 2564 นายทหารอย่างน้อย 10 นาย เสียชีวิตเมื่อเฮลิคอปเตอร์ของพวกเขาตกขณะกำลังลงจอดใกล้กับกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

20 ส.ค. 2569 02:43 น.

ทรัมป์อ้างเตรียมพบ “คิม จอง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือปลายปีนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาจะพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ พร้อมระบุว่ารัฐบาลเปียงยางมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลังถึง 57 ลูก

เมื่อวันพุธที่ 19 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาจะพบกับ คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง นี่จะถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งคู่ในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของนายทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ “ทรงพลานุภาพอย่างมาก” ถึง 57 ลูก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประเมินคลังแสงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และระบุตัวเลขอย่างชัดเจนเช่นนี้

“ใช่ ผมจะไปพบ” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างนำชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ที่เขากำลังก่อสร้างที่ทำเนียบขาว หลังถูกถามว่าเขามีแผนจะพบกับ คิม จอง-อึน ในช่วงปลายปี 2569 หรือไม่

ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม แต่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาการพบปะดังกล่าวระหว่างการเดินทางไปจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ในเดือนพฤศจิกายน

ทรัมป์ยังกล่าวปกป้องแผนการพบกับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศที่สหรัฐฯ เคยพยายามขัดขวางไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์มาก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอิหร่านโดยอ้างเหตุผลว่า ทำเพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานครอบครองระเบิดนิวเคลียร์

“เขามีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทรงพลานุภาพอย่างมากถึง 57 ลูก ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก … ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี ผมคงไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าว “แต่เขามันมีพวกมันแล้ว ผมเข้ากับเขาได้ดีมาก ผมยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ แต่ผมรู้จัก คิม จอง-อึน ดีมาก ซึ่งเขาจะไม่เป็นไร”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่เขาสั่งให้สหรัฐฯ ลดขนาดการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างถึง “ความสัมพันธ์ที่ดี” ของเขากับคิม จอง-อึน ในการตัดสินใจดังกล่าว

ทั้งนี้ ทรัมป์และคิมเคยพบกัน 3 ครั้งระหว่างที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ซึ่งในตอนนั้นเขากล่าวว่าพวกเขาทั้งสอง “ตกหลุมรักกัน” หลังจากได้แลกเปลี่ยน “จดหมายอันงดงาม” แต่พวกเขายังไม่ได้พบกันเลยในสมัยที่สองนี้ และการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็หยุดชะงักตั้งแต่ปี 2562

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งสัญญาณถี่ขึ้นเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับคิม แม้เขาจะไม่ยืนยันว่า ทั้งคู่กำลังแลกเปลี่ยนจดหมายกันอยู่หรือไม่ก็ตาม

ด้าน คิม โย-จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จอง-อึน กล่าวเมื่อวันพุธว่า เธอ “ไม่ทราบ” เรื่องรายงานเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างพี่ชายของเธอกับโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เธอระบุว่า สายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนยังคง “ยอดเยี่ยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna