ไซโคลนรุนแรงถล่มท่าเรือมาดากัสการ์ ดับแล้ว 20 ศพ

ไซโคลนรุนแรงถล่มท่าเรือมาดากัสการ์ ดับแล้ว 20 ศพ

12 ก.พ. 2569 00:29 น.

ไซโคลนรุนแรงถล่มท่าเรือมาดากัสการ์ ดับแล้ว 20 ศพ

พายุไซโคลนรุนแรง พัดถล่มท่าเรือหลักของมาดากัสการ์ ทำให้บ้านเรือนจำนวนมากพังถล่มหรือได้รับความเสียหาย ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุไซโคลน “เกซานี” (Gezani) พัดขึ้นฝั่งของมาดากัสการ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และเข้าถล่มเมืองตูอามาซินา (Toamasina) ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของเกาะ โดยล่าสุดมีรายงานพบผู้เสียชีวิตจากอิทธิพลของพายุลูกนี้แล้วอย่างน้อย 20 ศพ

สำนักงานจัดการภัยพิบัติของมาดากัสการ์รายงานว่า ไซโคลนเกซานีพัดถล่มเมืองตูอามาซินา ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ด้วยความเร็วลมสูงถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากอาคารพังถล่ม

เจ้าหน้าที่บอกอีกว่า พายุลูกนี้ทำให้เกิดความโกลาหลอย่างหนัก ย่านที่อยู่อาศัยตกอยู่ในความมืดมิดเนื่องจากเสาไฟฟ้าหักโค่น ในขณะที่ต้นไม้ถูกถอนรากถอนโคนและหลังคาถูกพัดปลิว

สำนักงานจัดการภัยพิบัติของมาดากัสการ์ได้อพยพผู้บาดเจ็บจำนวนมากและผู้อยู่อาศัยหลายร้อยคนจากเขตพื้นที่รอบเมืองตูอามาซินาแล้ว

ทั้งนี้ เกซานี เป็นไซโคลนลูกที่ 2 ที่พัดถล่มมาดากัสการ์ในปีนี้ โดยเกิดขึ้นหลังจากไซโคลนเขตร้อน “ฟิตยา” (Fytia) คร่าชีวิตผู้คนไป 14 ศพและทำให้ผู้คนกว่า 31,000 ราย ต้องพลัดถิ่นเมื่อ 10 วันก่อน ตามรายงานของสำนักงานมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ

ขณะที่สำนักข่าว AFP รายงานอ้างข้อมูลจาก CMRS ศูนย์พยากรณ์ไซโคลนบนเกาะเรอูนียงของฝรั่งเศสว่า ไซโคลนเกซานี อาจเป็นหนึ่งในไซโคลนรุนแรงที่สุดที่เคยพัดขึ้นฝั่งของมาดากัสการ์นับตั้งแต่โลกเริ่มมีดาวเทียม

กรมอุตุนิยมวิทยาของมาดากัสการ์ระบุเมื่อเช้าวันพุธว่า เกซานีอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนระดับปานกลางแล้ว และเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ อยู่ห่างจากกรุงอันตานานาริโว เมืองหลวงไปทางทิศเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร

“เกซานีจะเคลื่อนตัวผ่านที่ราบสูงตอนกลางจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกในวันนี้ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลบริเวณช่องแคบโมซัมบิกในเย็นวันนี้หรือคืนนี้” หน่วยงานระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา

สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา

11 ก.พ. 2569 22:50 น.

สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา

FAA ของสหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้าเหนือเมืองชายแดนในเม็กซิโกแล้ว หลังเพิ่งสั่งปิด 10 วัน โดยรัฐมนตรีคมนาคมระบุว่า สั่งเปิดเพื่อจัดการกับโดรนของแก๊งค้ายาเสพติด

เมื่อ 11 ก.พ. 2569 สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ของสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาสั่งเปิดน่านฟ้าบริเวณรอบท่าอากาศยานนานาชาติ เอล ปาโซ ในรัฐเท็กซัสแล้วในช่วงเช้าวันพุธ หลังจากเมื่อวันอังคารสั่งปิดน่านฟ้าบริเวณดังกล่าวเป็นเวลา 10 วัน จนทำให้เที่ยวบินขาเข้าและขาออกทั้งหมดของสนามบินแห่งนี้ถูกระงับ

FAA ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า ได้ยกเลิกการปิดน่านฟ้าชั่วคราวเหนือเมืองเอล ปาโซ แล้ว โดยระบุว่าไม่มีภัยคุกคามต่อการบินพาณิชย์ และเที่ยวบินทั้งหมดจะกลับมาให้บริการตามปกติ

นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมระบุในโพสต์บน X ว่า FAA และกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อจัดการกับการรุกล้ำของโดรนของแก๊งค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ภัยคุกคามดังกล่าวถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว และไม่มีอันตรายต่อการเดินทางเชิงพาณิชย์ในภูมิภาค

นายดัฟฟีบอกอีกว่า เที่ยวบินต่างๆ จะกลับมาให้บริการตามปกติในเช้าวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) แต่ไม่ได้ระบุว่า มีโดรนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้จำนวนเท่าใด หรือใช้วิธีการใดเป็นพิเศษในการจัดการกับโดรนเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้ FAA ประกาศปิดน่านฟ้าเหนือเมืองเอล ปาโซ เป็นเวลา 10 วัน โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงพิเศษ” ทำให้เกิดความกังวลว่า จะเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของเที่ยวบินพาณิชย์ เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาและขนาดของพื้นที่เมือง

ทั้งนี้ เมืองเอล ปาโซ เป็นเมืองชายแดนที่มีประชากรเกือบ 700,000 คน และมีขนาดใหญ่ขึ้นหากรวมพื้นที่ปริมณฑลโดยรอบเป็นศูนย์กลางของการค้าข้ามพรมแดนควบคู่ไปกับเมืองซิวดัดฆัวเรซของเม็กซิโกที่อยู่ใกล้เคียง และมีฐานทัพสหรัฐฯ กับสนามทดสอบมิสไซล์ใกล้ๆ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

แฟนช็อก “จอง อึนอู” นักแสดงดังเกาหลีใต้ เสียชีวิต 1 วันหลังโพสต์เศร้า

แฟนช็อก “จอง อึนอู” นักแสดงดังเกาหลีใต้ เสียชีวิต 1 วันหลังโพสต์เศร้า

11 ก.พ. 2569 21:54 น.

แฟนช็อก “จอง อึนอู” นักแสดงดังเกาหลีใต้ เสียชีวิต 1 วันหลังโพสต์เศร้า

จอง อึนอู นักแสดงหนุ่มเกาหลีใต้ผู้อยู่ในวงการมานานร่วม 2 ทศวรรษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 40 ปี โดย 1 วันก่อนเสียชีวิต เจ้าตัวโพสต์ถึงศิลปินคนดังผู้ล่วงลับหลายคน

หนังสือพิมพ์ The Chosun Daily ของเกาหลีใต้ รายงานโดยอ้างอิงจากสื่อต่างๆ ว่า จอง อึนอู นักแสดงหนุ่มวัย 40 ปี ผู้โลดแล่นในวงการมานานร่วม 2 ทศวรรษ เสียชีวิตแล้วในวันพุธที่ 11 ก.พ. 2569 โดยที่ไม่มีการเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

สื่อระบุว่า 1 วันก่อนจะเสียชีวิต จอง อึนอู ได้โพสต์ภาพของ เลสลี่ จาง และ เอมี่ ไวน์เฮาส์ ผู้ล่วงลับ ลงบนอินสตาแกรม พร้อมแคปชั่นเป็นภาษาเกาหลีว่า “คิดถึง, อิจฉา, เสียดาย”

ตามรายงานระบุว่า ขณะนี้กำลังมีการจัดงานศพของ จอง อึนอู ที่ห้องจัดพิธีศพของโรงพยาบาล “นิวโครยอ” (New Koryo) และจะมีพิธีฝังศพที่สุสาน “พยอกเจซองฮวา” (Byeokje Sunghwa) ในวันที่ 13 ก.พ.นี้

จอง อึนอูมีผลงานในวงการบันเทิงมานานร่วม 20 ปี เขาเริ่มต้นอาชีพนักแสดงในปี 2549 ผ่านซีรีส์เรื่อง “Banollim 3” หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานภาพยนตร์ อาทิ “He Was Cool (Tutoring the Same Age 2)”, “Bad Couple” และ “Miss Chang” เป็นต้น

ในส่วนของผลงานทางโทรทัศน์ จอง อึนอู ได้รับบทบาทในซีรีส์ต่างๆ ได้แก่ “Hit”, “Chuno”, “The Man Called God” และ “Bride of the Sun”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : gmanetwork

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่

11 ก.พ. 2569 20:31 น.

“ทวิวงศ์” นำหลักฐาน ยื่น กกต. ขอให้นับคะแนน สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่

“ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” นำหลักฐานความผิดปกติในการนับคะแนน ยื่นเรื่อง กกต. ขอให้นับคะแนนเลือกตั้ง สส.อยุธยา เขต 1 ใหม่ ยันเคารพผลการเลือกตั้ง แต่ขอให้มีความโปร่งใส

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 อยุธยา พรรคประชาชน โพสต์ว่า หลังจากรวบรวมหลักฐาน ตนเองได้ทำเรื่องขอให้ทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ดำเนินการสั่งให้มีการนับและรวมคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในการเลือกตั้ง สส. อยุธยา เขต 1

พร้อมกับหลักฐาน ความผิดปกติในการนับคะแนน และกระบวนการการรวมคะแนนของหน่วยเลือกตั้งต่างๆ รวมไปถึง ความผิดปกติในการทำให้การนับคะแนน ให้มีความโปร่งใสเป็นที่ประจักษ์

“ผมยืนยันว่า ผมเคารพผลการเลือกตั้งครับ เพียงแต่ต้องการให้มีความโปร่งใสและเที่ยงธรรมสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมปกป้องสิทธิของประชาชนทุกท่านที่ควรจะได้รับการชี้แจงในการใช้สิทธิครับ”

อัลจาซีราแฉ อิสราเอลใช้ “ระเบิดสุญญากาศ” ถล่มกาซา ทำร่างเกือบ 3,000 คน “ระเหย” กลายเป็นไอ

อัลจาซีราแฉ อิสราเอลใช้ "ระเบิดสุญญากาศ" ถล่มกาซา ทำร่างเกือบ 3,000 คน "ระเหย" กลายเป็นไอ

11 ก.พ. 2569 16:43 น.

อัลจาซีราแฉ อิสราเอลใช้ “ระเบิดสุญญากาศ” ถล่มกาซา ทำร่างเกือบ 3,000 คน “ระเหย” กลายเป็นไอ

สำนักข่าวอัลจาซีราเปิดผลสอบสวนเชิงลึก พบอิสราเอลใช้ระเบิดความร้อนและระเบิดสุญญากาศที่สนับสนุนโดยสหรัฐฯ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 3,500 องศาเซลเซียส ทำลายล้างร่างเหยื่อจนระเหยกลายเป็นไอ ไม่เหลือแม้แต่ซาก พบมีชาวปาเลสไตน์สูญหายในลักษณะ “ร่างระเหย” แล้วเกือบ 3,000 ราย

ผลการสืบสวนชุด “The Rest of the Story” โดยอัลจาซีรา อาราบิก เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธที่กองทัพอิสราเอลใช้ในสงครามกาซา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 72,000 ศพ โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 2,842 ราย ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ร่างระเหยกลายเป็นไอ” คือสูญหายไปโดยไม่เหลือชิ้นส่วนร่างกายใดๆ ให้ฝังศพ นอกจากคราบเลือดหรือเศษเนื้อขนาดเล็กเท่านั้น

มาห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนในกาซา ระบุว่าจำนวนตัวเลข 2,842 คน ไม่ใช่การประมาณการ แต่มาจากการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยใช้วิธี “ตัดรายชื่อ” หากยืนยันได้ว่ามีคนอยู่ในบ้าน 5 คน แต่กู้ร่างออกมาได้เพียง 3 ร่าง และการค้นหาอย่างละเอียดพบเพียงรอยเลือดบนกำแพงหรือเศษหนังศีรษะ ชิ้นส่วนที่เหลือจะถูกบันทึกว่า “ระเหยกลายเป็นไอ”

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการใช้อาวุธเทอร์โมบาริก หรือระเบิดสุญญากาศ ซึ่งถูกสั่งห้ามใช้ในระดับสากลในบางลักษณะ อาวุธประเภทนี้จะปล่อยละอองเชื้อเพลิงออกมาและจุดระเบิดจนเกิดเป็นลูกไฟยักษ์และภาวะสุญญากาศ โดยมีการผสมผงอลูมิเนียม แมกนีเซียม และไทเทเนียม เพื่อให้อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2,500 – 3,500 องศาเซลเซียส

ดร. มูนิร อัล-บูร์ช อธิบดีกระทรวงสาธารณสุขกาซา อธิบายว่าร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำ 80% เมื่อโดนความร้อนระดับ 3,000 องศาฯ พร้อมแรงอัดมหาศาล ของเหลวในร่างกายจะเดือดทันที เนื้อเยื่อจะระเหยและกลายเป็นเถ้าถ่านในไม่กี่วินาที

การสืบสวนระบุถึงระเบิดที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับการหายไปของร่างผู้เสียชีวิต เช่น MK-84 “Hammer” ซึ่งเป็นระเบิดหนัก 900 กก. บรรจุสาร Tritonal ให้ความร้อนสูงถึง 3,500 องศาเซลเซียส ระเบิด BLU-109 หรือ “บังเกอร์บัสเตอร์” ใช้ถล่มเขตอัล-มาวาซี ซึ่งอิสราเอลเคยประกาศว่าเป็นเขตปลอดภัย ทำให้คน 22 คนระเหยหายไปทันที และ GBU-39 ระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูงที่ใช้ถล่มโรงเรียนอัล-ตาบิน ออกแบบมาเพื่อทำลายทุกอย่างที่อยู่ภายในอาคารด้วยคลื่นความร้อนและแรงดันที่ทำให้ปอดฉีกขาดและเนื้อเยื่อระเหย

ไดอานา บุตตู นักกฎหมายและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ชี้ว่านี่ไม่ใช่แค่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยอิสราเอลเพียงลำพัง แต่เป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระดับโลก” เนื่องจากสหรัฐฯ และยุโรปยังคงส่งอาวุธเหล่านี้ให้อิสราเอล ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอาวุธเหล่านี้ไม่สามารถแยกแยะระหว่างนักรบกับเด็กได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

แม้ว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จะมีคำสั่งให้อิสราเอลป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จะออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แล้วก็ตาม แต่การโจมตียังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความล้มเหลวของระบบยุติธรรมโลกที่ยังไม่สามารถหยุดยั้งความสูญเสียนี้ได้.

ที่มา Al Jazeera

“ไฮเนเก้น” ประกาศเลิกจ้าง 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังยอดขายเบียร์วูบ

"ไฮเนเก้น" ประกาศเลิกจ้าง 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังยอดขายเบียร์วูบ

11 ก.พ. 2569 14:47 น.

“ไฮเนเก้น” ประกาศเลิกจ้าง 6,000 ตำแหน่งทั่วโลก หลังยอดขายเบียร์วูบ

ไฮเนเก้น (Heineken) บริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับสองของโลกจากเนเธอร์แลนด์ ประกาศแผนลดจำนวนพนักงานทั่วโลกระหว่าง 5,000 ถึง 6,000 ตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า หลังเผชิญภาวะยอดขายชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2025

บริษัทระบุวันนี้ (11 ก.พ.) ว่า การปรับลดตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุนที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมุ่งลดค่าใช้จ่ายหลายร้อยล้านยูโรต่อปี โดยมีเป้าหมายเพื่อ “เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในวงกว้าง เพื่อสร้างการประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ”

แผนลดพนักงานมีขึ้นหลังจากไฮเนเก้นรายงานว่า ปริมาณการขายเบียร์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ลดลง 1.7% ท่ามกลางบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซบเซา โดยตลอดปี 2025 ปริมาณการจำหน่ายเบียร์โดยรวมของบริษัทลดลง 2.4% 

เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่าตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือยุโรป ที่มียอดขายลดลง 4.1% และทวีปอเมริกา ที่ลดลง 3.5% ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มชะลอการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในภูมิภาคเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ไฮเนเก้นยังสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว ได้ 4,385 ล้านยูโรในปี 2025 เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อนหน้า และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

บริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์แบรนด์ดัง เช่น Heineken, Tiger และ Amstel ระบุว่า ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่ครอบคลุมถึงปี 2030 บริษัทตั้งเป้าสร้างการเติบโตที่สูงขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ไฮเนเก้นคาดว่า กำไรจากการดำเนินงานทั้งปีจะเติบโตอยู่ในช่วง 2% ถึง 6% ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่อยู่ระหว่าง 4% ถึง 8% ในปี 2025

บริษัทยังเสริมว่า แผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจะช่วยลดจำนวนพนักงานทั่วโลก และสร้างการประหยัดต้นทุนในระยะยาว โดยปัจจุบันไฮเนเก้นมีพนักงานประมาณ 87,000 คนทั่วโลก

แม้จะมีการลดตำแหน่งงาน แต่บริษัทสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานแบบออร์แกนิก (กำไรที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลักขององค์กรโดยไม่นับรวมรายได้หรือค่าใช้จ่ายจากการซื้อกิจการ การขายกิจการ หรือผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) ในปี 2025 ได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเติบโต 4.4% สูงกว่าประมาณการที่ 4%

นักวิเคราะห์มองว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้สะท้อนแรงกดดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว.

ที่มา Reuters / The Wall Street Journal

ม็อบแอลเบเนียปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บนับสิบราย

ม็อบแอลเบเนียปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บนับสิบราย

11 ก.พ. 2569 14:40 น.

ม็อบแอลเบเนียปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บนับสิบราย

ม็อบต่อต้านรัฐบาลแอลเบเนียเข้าปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน หลังขว้างระเบิดเพลิงและก้อนหินใส่อาคารรัฐสภา ก่อนเจ้าหน้าที่จะพยายามควบคุมสถานการณ์และสลายการชุมนุมโดยแก๊สน้ำตา

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและตำรวจควบคุมฝูงชน หน้าอาคารรัฐสภาในกรุงติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนีย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น 

เจ้าหน้าที่รายงานว่ามีตำรวจบาดเจ็บอย่างน้อย 16 ราย และมีผู้ชุมนุมถูกจับกุม 13 ราย ในระหว่างการประท้วงครั้งนี้ การชุมนุมนำโดยผู้นำฝ่ายค้าน นายซาลี เบริชา (Sali Berisha) หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (Democratic Party) ซึ่งเป็นคู่ปรับคนสำคัญของ นายเอดี รามา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจากพรรคสังคมนิยม

อาคารรัฐสภาและที่ทำการรัฐบาลถูกผู้ชุมนุมโจมตีโดยการปาระเบิดเพลิงหรือโมโลทอฟ (Molotov cocktail) เข้าใส่ พร้อมดอกไม้ไฟ จนเกิดเพลิงไหม้ในบางบริเวณ ตำรวจควบคุมฝูงชนจึงใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาตอบโต้เพื่อสลายการชุมนุม

นายเบริซา อดีตนายกรัฐมนตรี เผยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคของเขาก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกันและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ทั้งนี้ นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่บรรยากาศการเมืองในแอลเบเนียเต็มไปด้วยการประท้วงอย่างตึงเครียด ในขณะที่นักการเมืองจากหลายฝ่ายต่างกล่าวหากันและกัน ว่าอีกฝ่ายอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมต่าง ๆ

โดยในตอนนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายรามา กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก เนื่องจากพันธมิตรใกล้ชิด นางเบลินดา บัลลูคู (Belinda Balluku) รองนายกรัฐมนตรี ถูกสั่งพักงานด้วยสาเหตุจากข้อกล่าวหาในการมีส่วนพัวพันกับคดีการทุจริตสุดอื้อฉาว

ในขณะที่ นายเบริชา เองก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้มีการส่งมอบสัญญาโครงการของรัฐที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับกลุ่มคนสนิท แต่เขาก็ได้ปฏิเสธคำกล่าวหาอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งยังนัดหมายให้มีการชุมนุมประท้วงอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้อีกด้วย.

ที่มา: France24

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชุมนุมประท้วง

อดีต ผบ.ตร. ฟลอริดาเผย “ทรัมป์” เคยบอกใครๆ ก็รู้พฤติกรรมฉาว “เอปสตีน”

อดีต ผบ.ตร. ฟลอริดาเผย "ทรัมป์" เคยบอกใครๆ ก็รู้พฤติกรรมฉาว "เอปสตีน"

11 ก.พ. 2569 13:07 น.

อดีต ผบ.ตร. ฟลอริดาเผย “ทรัมป์” เคยบอกใครๆ ก็รู้พฤติกรรมฉาว “เอปสตีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ซึ่งระบุว่า อดีตผู้บัญชาการตำรวจเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เคยได้รับโทรศัพท์จากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2006 โดยทรัมป์กล่าวว่า “ทุกคนรู้ดี” ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้มีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชน

เอกสารดังกล่าวเป็นบันทึกการสัมภาษณ์เอฟบีไอในปี 2019 กับอดีตผู้บัญชาการตำรวจปาล์มบีช ซึ่งระบุว่า ทรัมป์โทรศัพท์มาหลังจากตำรวจเริ่มสอบสวนเอปสตีน และกล่าวว่า”ดีแล้วที่คุณหยุดเขา ทุกคนรู้กันมานานแล้วว่าเขาทำเรื่องแบบนี้”

แม้ชื่อเจ้าหน้าที่ในเอกสารถูกปกปิด แต่ระบุชัดว่าเป็นผู้บัญชาการตำรวจปาล์มบีชในช่วงเวลานั้น ซึ่งสื่อท้องถิ่นอย่างไมอามี เฮรัลด์  รายงานว่า คือ ไมเคิล ไรเตอร์ โดยเขายืนยันว่าได้รับโทรศัพท์จากทรัมป์จริง

ประธานาธิบดีทรัมป์เคยปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่รู้เรื่องอาชญากรรมของเอปสตีน และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้อาจทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับสิ่งที่ทรัมป์รู้และช่วงเวลาที่รับรู้ข้อมูลดังกล่าว

เมื่อปี 2019 หลังเอปสตีนถูกจับกุมในคดีค้ามนุษย์ทางเพศ นักข่าวเคยถามทรัมป์ว่าเคยสงสัยพฤติกรรมของเอปสตีนหรือไม่ ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “ไม่ ผมไม่รู้เลย ผมไม่รู้จริง ๆ และไม่ได้ติดต่อกับเขามานานแล้ว” อย่างไรก็ตาม บันทึกของเอฟบีไอระบุว่า ไรเตอร์ให้ข้อมูลว่า ทรัมป์บอกกับเขาในปี 2006 ว่าเคยขับไล่เอปสตีนออกจากคลับมาร์-อา-ลาโก และกล่าวว่า “คนในนิวยอร์กรู้ว่าเขาน่ารังเกียจ”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังถูกอ้างว่าเคยบอกว่า กิสเลน แม็กซ์เวลล์ เป็น “ผู้ช่วยหลัก” ของเอปสตีน และเป็นบุคคลอันตราย พร้อมแนะนำให้ตำรวจมุ่งสอบสวนเธอเป็นพิเศษ ซึ่งต่อมาแม็กซ์เวลล์ถูกตัดสินจำคุกในปี 2021 จากบทบาทในการล่อลวงเด็กหญิงให้เอปสตีนล่วงละเมิดทางเพศ

ไรเตอร์ยังอ้างว่า ทรัมป์เคยเล่าว่า เขาเคยอยู่ใกล้เอปสตีนในขณะที่มีวัยรุ่นอยู่ด้วย และตัดสินใจ “รีบออกจากที่นั่นทันที” เอกสารยังระบุว่า ทรัมป์เป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรก ๆ ที่โทรศัพท์ไปหาตำรวจฟลอริดา เมื่อทราบว่ามีการสอบสวนเอปสตีนในปี 2006

ในเวลานั้น ตำรวจปาล์มบีชกำลังสอบสวนเอปสตีนในข้อกล่าวหาล่วงละเมิดเด็กหญิงหลายราย ก่อนที่คดีจะถูกส่งต่อให้ฝ่ายอัยการกลาง และนำไปสู่ข้อตกลงยอมรับสารภาพในปี 2008 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเอื้อประโยชน์แก่เอปสตีน และช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงข้อหาหนัก

เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอื่นใดที่สนับสนุนว่าทรัมป์ติดต่อเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง

ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ เลวิตต์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าโทรศัพท์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ พร้อมย้ำว่า ทรัมป์เคยระบุมาโดยตลอดว่า ขับไล่เอปสตีนออกจากคลับเพราะมองว่าเป็นบุคคลไม่เหมาะสม “หากมีการโทรจริง ก็ยิ่งยืนยันสิ่งที่ประธานาธิบดีพูดมาตั้งแต่ต้น”

ทั้งนี้ ทรัมป์และเอปสตีนเคยปรากฏตัวร่วมกันในภาพถ่ายช่วงทศวรรษ 1990 แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ทรัมป์ตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนราวปี 2004 ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมครั้งแรกหลายปี ทรัมป์เคยอธิบายว่า ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงเพราะเอปสตีนพยายามดึงพนักงานจากคลับของเขาไปทำงาน

รายงานเกี่ยวกับโทรศัพท์สายนี้ถูกเปิดเผย หลังจากกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี ให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านระบบออนไลน์ โดยเธอปฏิเสธตอบคำถามหลายประเด็น และอ้างสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญในการไม่ให้การ

ทนายของแม็กซ์เวลล์ระบุว่า เธอพร้อมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน หากได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่า ยังไม่เคยพิจารณาเรื่องการอภัยโทษให้กับเธอแต่อย่างใด.

ที่มา BBC

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ขายลิขสิทธิ์แคตตาล็อกเพลงทั้งหมด มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท

"บริทนีย์ สเปียร์ส" ขายลิขสิทธิ์แคตตาล็อกเพลงทั้งหมด มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท

11 ก.พ. 2569 12:12 น.

“บริทนีย์ สเปียร์ส” ขายลิขสิทธิ์แคตตาล็อกเพลงทั้งหมด มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท

เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงป๊อป “บริทนีย์ สเปียร์ส” ตัดสินใจขายลิขสิทธิ์แคตตาล็อกเพลงทั้งหมดให้กับบริษัท Primary Wave คาดมูลค่าดีลอาจสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,223 ล้านบาท หลังเคยประกาศลั่น “จะไม่กลับเข้าสู่วงการเพลงอีกต่อไป”

บริทนีย์ สเปียร์ส ซูเปอร์สตาร์สาววัย 44 ปี ได้ตกลงขายลิขสิทธิ์ผลงานเพลงทั้งหมดของเธอให้กับ Primary Wave บริษัทจัดการลิขสิทธิ์เพลงอิสระรายใหญ่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์มูลค่าดีลครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 6,223 ล้านบาท)

บริทนีย์ถือเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล โดยทำยอดขายได้มากกว่า 150 ล้านชุดทั่วโลก คลังเพลงที่เธอขายในครั้งนี้ครอบคลุมสตูดิโออัลบั้มทั้ง 9 ชุด นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1999 ซึ่งรวมถึงเพลงฮิตระดับตำนานที่แฟนเพลงทั่วโลกคุ้นเคยอย่าง …Baby One More Time, Oops!… I Did It Again, Toxic และ Gimme More

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่บริทนีย์เคยประกาศผ่านสื่อโซเชียลเมื่อเดือนมกราคม 2024 ว่าเธอ “จะไม่มีวันกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรีอีก” โดยผลงานเพลงล่าสุดของเธอคือการร่วมงานกับเอลตัน จอห์น ในเพลง Hold Me Closer เมื่อปี 2022

การตัดสินใจขายลิขสิทธิ์เพลงเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากนานหลายปี โดยในปี 2021 เธอเพิ่งได้รับอิสระจากการสิ้นสุดคำสั่งคุ้มครองทางกฎหมาย ที่ยาวนานถึง 13 ปี ซึ่งทำให้บิดาของเธอเป็นผู้ควบคุมทั้งด้านการเงินและชีวิตส่วนตัวมาโดยตลอด

ก่อนหน้านี้ในปี 2023 บริทนีย์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ The Woman in Me เพื่อบอกเล่าความทุกข์ระทมภายใต้การถูกควบคุมดังกล่าว ขณะที่อดีตสามีอย่าง เควิน เฟเดอร์ไลน์  ก็เพิ่งออกหนังสือของตัวเองในชื่อ You Thought You Knew เมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมาเช่นกัน

บริทนีย์ไม่ใช่ศิลปินรายแรกที่ตัดสินใจเปลี่ยนผลงานเพลงให้เป็นทรัพย์สินเงินสด ก่อนหน้านี้มีศิลปินระดับโลกหลายคนเดินตามรอยนี้ เช่น บรูซ สปริงสทีน ขายขายลิขสิทธิ์แคตตาล็อกเพลงให้ Sony ในปี 2021 ด้วยมูลค่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ รวมถึงจัสติน บีเบอร์ ที่ขายลิขสิทธิ์แคตตาล็อกเพลงของตัวเองจำนวน 291 เพลง ในราคา 200 ล้านดอลลาร์ กับ Hipgnosis ในปี 2023 เช่นเดียวกับศิลปินอื่นๆ  รวมถึง จัสติน ทิมเบอร์เลค และ ชากีรา

สำหรับบริษัท Primary Wave ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วโดย ลอว์เรนซ์ เมสเทล ซึ่งเริ่มต้นจากการซื้อลิขสิทธิ์เพลง 50% ของ เคิร์ต โคเบน แห่งวง Nirvana ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในผลงานของศิลปินผู้ล่วงลับอย่าง Notorious B.I.G., Prince และ Whitney Houston อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ทั้งทาง Primary Wave และตัวแทนของบริทนีย์ สเปียร์ส ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดและราคาที่แน่นอนของดีลนี้.

ที่มา BBC

สาวอังกฤษถูกพ่อยิงเสียชีวิตในเท็กซัส หลังโต้เถียงเรื่อง “โดนัลด์ ทรัมป์”

สาวอังกฤษถูกพ่อยิงเสียชีวิตในเท็กซัส หลังโต้เถียงเรื่อง "โดนัลด์ ทรัมป์"

11 ก.พ. 2569 11:47 น.

สาวอังกฤษถูกพ่อยิงเสียชีวิตในเท็กซัส หลังโต้เถียงเรื่อง “โดนัลด์ ทรัมป์”

ศาลอังกฤษเปิดไต่สวนคดีสะเทือนขวัญ หญิงสาววัย 23 ปี ถูกพ่อแท้ๆ ยิงเสียชีวิตขณะไปเยี่ยมบ้านที่รัฐเท็กซัส เผยชนวนเหตุเริ่มต้นจากการโต้เถียงเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประเด็นการครอบครองอาวุธปืน ก่อนพ่ออ้างปืนลั่นใส่หน้าอกขณะพยายามนำออกมาโชว์

ศาลในมณฑลเชชเชอร์ สหราชอาณาจักร เปิดการไต่สวนกรณีการเสียชีวิตของลูซี แฮร์ริสัน หญิงชาวอังกฤษวัย 23 ปี ซึ่งถูกบิดายิงเสียชีวิตระหว่างไปเยี่ยมบ้านในรัฐเท็กซัส ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2025 โดยพบว่า ก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองได้มีปากเสียงรุนแรงเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประเด็นการครอบครองอาวุธปืน

ลูซี แฮร์ริสัน ชาวเมืองวอร์ริงตัน มณฑลเชชเชอร์ ถูกยิงเข้าที่หน้าอกในเมืองโพรสเปอร์ ใกล้เมืองดัลลัส ขณะเดินทางพักผ่อนพร้อมกับแฟนหนุ่ม ตำรวจท้องถิ่นเคยสอบสวนคดีนี้ว่าอาจเป็นการฆ่าคนโดยไม่เจตนา แต่คณะลูกขุนใหญ่ในมณฑลคอลลินมีมติไม่ฟ้องร้องคริส แฮร์ริสัน ผู้เป็นบิดา ส่งผลให้ไม่มีการดำเนินคดีอาญา

ในการไต่สวน แซม ลิตต์เลอร์ แฟนหนุ่มของลูซี ให้การว่า ในวันเกิดเหตุ ทั้งคู่เดินทางไปสหรัฐฯ ด้วยกันเพื่อท่องเที่ยว และในช่วงเช้า ลูซีได้มี “การโต้เถียงครั้งใหญ่” กับพ่อเกี่ยวกับโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเตรียมเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง

ลิตต์เลอร์ระบุว่า ลูซีมักไม่พอใจเมื่อบิดาพูดถึงการครอบครองปืน และในวันดังกล่าว เธอได้ตั้งคำถามว่า หากเธอเป็นผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ พ่อจะรู้สึกอย่างไร โดยคริสตอบว่า เขามีลูกสาวอีกสองคนที่อาศัยอยู่ด้วย จึงไม่น่าจะรู้สึกกระทบมากนัก ทำให้ลูซีเสียใจและวิ่งขึ้นไปชั้นบนของบ้าน

ต่อมา ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเดินทางไปสนามบิน ลูซีอยู่ในห้องครัว ขณะที่พ่อจับมือเธอและพาเข้าไปในห้องนอนชั้นล่างของบ้าน ไม่นานหลังจากนั้น ลิตต์เลอร์ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ก่อนที่คริสจะตะโกนเรียกภรรยา

ลิตต์เลอร์ให้การว่า เมื่อวิ่งเข้าไปในห้อง พบลูซีนอนอยู่บนพื้นใกล้ห้องน้ำ ส่วนคริสอยู่ในอาการตกใจและพูดจาไม่รู้เรื่อง

ในแถลงการณ์ที่ส่งต่อศาล คริส แฮร์ริสัน ระบุว่า ขณะนั้นเขาและลูกสาวกำลังดูข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมจากปืน ก่อนที่เขาจะบอกว่ามีอาวุธปืนและถามว่าลูซีอยากดูหรือไม่ จากนั้นจึงพาเธอเข้าไปในห้องนอนเพื่อหยิบปืนพกกึ่งอัตโนมัติ Glock ขนาด 9 มม. ที่เก็บไว้ในตู้ข้างเตียง

เขากล่าวว่า ซื้อปืนมาเมื่อสองปีก่อนเพื่อสร้าง “ความรู้สึกปลอดภัย” ให้ครอบครัว และปฏิเสธว่าไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับลูกสาวมาก่อน พร้อมระบุว่า ขณะยกปืนขึ้นมาแสดง เกิดเสียงดังขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ลูซีล้มลงทันที และเขาไม่สามารถจำได้ว่านิ้วอยู่บนไกปืนหรือไม่

การไต่สวนยังเปิดเผยว่า คริสเคยเข้ารับการบำบัดอาการติดสุรา และในวันเกิดเหตุ เขายอมรับว่าได้กลับไปดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยดื่มไวน์ขาวประมาณ 500 มิลลิลิตร เนื่องจากรู้สึกสะเทือนใจที่ลูกสาวกำลังจะเดินทางกลับ

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า พบกลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจของคริสหลังเกิดเหตุ ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า เขาซื้อไวน์ชาร์ดอเนย์ 2 กล่องจากร้านสะดวกซื้อ ก่อนเวลา 13.00 น. ของวันเดียวกัน

ในช่วงเริ่มต้นการพิจารณา ทนายของคริสยื่นคำร้องให้ผู้ชันสูตรถอนตัวจากคดี โดยอ้างว่าอาจมีอคติ และการไต่สวนมีลักษณะคล้ายการสอบสวนคดีอาญา แต่ศาลปฏิเสธคำร้องดังกล่าว ด้านทนายของเจน โคตส์ มารดาของลูซี ระบุว่า คริสเป็นบุคคลเดียวที่อยู่ในห้องและเป็นผู้ยิงลูซีในวันเกิดเหตุ

ในแถลงการณ์ผ่านทนาย คริส แฮร์ริสัน ระบุว่า ยอมรับผลจากการกระทำของตน และกล่าวว่า ไม่มีวันใดที่ไม่รู้สึกถึงความสูญเสียครั้งนี้ ซึ่งจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ขณะที่เจน โคตส์ กล่าวถึงลูกสาวว่า เป็นคนเปี่ยมพลังชีวิต รักการถกเถียงในประเด็นสำคัญ และมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่เชื่อ โดยลูซีทำงานเป็นฝ่ายจัดซื้อให้กับแบรนด์แฟชั่น Boohoo

ทั้งนี้ ศาลได้เลื่อนการไต่สวนออกไปจนถึงวันพุธ โดยผู้ชันสูตรศพคาดว่าจะประกาศข้อสรุปของคดีในวันดังกล่าว.

ที่มา BBC