ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง

ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง

11 ก.พ. 2569 11:29 น.

ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน เรียกร้องรัฐสภาที่ฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก เร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ยังค้างอยู่ เพื่อรับมือภัยคุกคามจากภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น 

นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานธิบดีของไต้หวัน เสนอแผนเพิ่มงบกลาโหมดังกล่าวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อรับมือแรงกดดันจากจีน ซึ่งมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง อย่างไรก็ตาม รัฐสภาได้ผลักดันข้อเสนอของตนเองที่ใช้งบต่ำกว่า และครอบคลุมเพียงการจัดซื้ออาวุธบางส่วนจากสหรัฐฯ

ด้านพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านหลัก ซึ่งรองหัวหน้าพรรคเพิ่งเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า สนับสนุนการเพิ่มงบด้านกลาโหม แต่จะไม่ลงนามในเช็คเปล่า และมีสิทธิ์ตรวจสอบรายละเอียดของกฎหมายอย่างรอบคอบ พร้อมกล่าวโทษว่ารัฐบาลของนายไล่เป็นต้นเหตุของภาวะชะงักงันทางการเมืองครั้งนี้

ด้านนายไล่กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีว่า เขาไม่เคยเรียกร้องให้สภาผ่านงบประมาณโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยินดีชี้แจงรายละเอียดแผนงานอย่างครบถ้วน โดยระบุว่า “พรรคการเมืองอาจแข่งขันกัน และนโยบายอาจถูกอภิปรายอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่เรื่องกลาโหมซึ่งเกี่ยวพันกับความมั่นคง อธิปไตย และความอยู่รอดของชาติ ควรเป็นพื้นที่ที่เรารวมพลังและแสดงจุดยืนเดียวกันต่อโลกภายนอก”

นายไล่ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ภัยคุกคามจากภายนอกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเสริมสร้างกำลังทหารมีความเร่งด่วนมากขึ้น แต่กลับยังเห็นความพยายามขัดขวางการเสริมความแข็งแกร่งด้านกลาโหม

เขาย้ำว่า ไต้หวันต้องการสันติภาพ แต่ไม่อาจวางใจต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง และการเสริมสร้างกลาโหมของไต้หวันไม่ได้มีเป้าหมายจะรุกรานประเทศใด เพียงแต่ปกป้องวิถีชีวิตของชาวไต้หวัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

จีนเปิดฉากฤดูกาลเดินทางตรุษจีน คาดมีการเดินทางรวม 9.5 พันล้านเที่ยว ตลอดวันหยุดยาว 9 วัน

จีนเปิดฉากฤดูกาลเดินทางตรุษจีน คาดมีการเดินทางรวม 9.5 พันล้านเที่ยว ตลอดวันหยุดยาว 9 วัน

11 ก.พ. 2569 11:21 น.

จีนเปิดฉากฤดูกาลเดินทางตรุษจีน คาดมีการเดินทางรวม 9.5 พันล้านเที่ยว ตลอดวันหยุดยาว 9 วัน

จีนเปิดฉากฤดูกาลเดินทางช่วงตรุษจีนอย่างเป็นทางการ คาดมีการเดินทางรวมราว 9,500 ล้านเที่ยว ตลอดวันหยุดยาว 9 วัน สะท้อนการเคลื่อนย้ายผู้คนครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังตึงตัว

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า รัฐบาลจีนคาดการณ์ว่า การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนประจำปีนี้ หรือที่เรียกว่า “ชุนอวิ่น” (Chunyun) จะมีจำนวนการเดินทางสูงถึงประมาณ 9.5 พันล้านเที่ยว ตลอดช่วงวันหยุดยาว 9 วัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์

ในสังคมการทำงานของจีนที่แรงงานจำนวนมากต้องทำงานยาว รวมถึงในวันหยุดสุดสัปดาห์ ช่วงวันหยุดตรุษจีนจึงเป็นเวลาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการกลับไปพบครอบครัว โดยคนงานก่อสร้างในปักกิ่ง เลือกนั่งรถไฟธรรมดาที่ใช้เวลามากกว่า 30 ชั่วโมงเพื่อเดินทางกลับเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2,000 กิโลเมตร เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่าย แม้ว่ารถไฟความเร็วสูงจะใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมง แต่มีราคาสูงกว่ามาก 

ส่วนทางด้าน พนักงานซัพพลายเออร์วัตถุดิบอาหารในกรุงปักกิ่ง กล่าวว่าการเดินทางกลับบ้านปีนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะจะได้พบแฟนของลูกชายเป็นครั้งแรก และหวังว่าลูกชายจะได้แต่งงานภายในปีหน้า พร้อมอธิษฐานให้การงานของเขาก้าวหน้าในปีใหม่

ขณะที่แม่ค้าขายอาหารเช้าในปักกิ่ง ซึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในมณฑลเหอหนาน กล่าวว่า ตรุษจีนคือเทศกาลที่สำคัญที่สุดของปี และการไม่ได้กลับบ้านจะทำให้ขาดบรรยากาศของเทศกาล พร้อมย้ำว่าการได้กลับไปพบลูก หลาน และสามี คือสิ่งที่รอคอยที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนประเมินว่า ในช่วงชุนอวิ่นปีนี้ จะมีการเดินทางโดยรถไฟราว 540 ล้านเที่ยว และทางอากาศประมาณ 95 ล้านเที่ยว ส่วนที่เหลือเป็นการเดินทางทางถนน”

ที่มา AP

ธรรมยาตราเพื่อสันติภาพเดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ธรรมยาตราเพื่อสันติภาพเดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

11 ก.พ. 2569 10:58 น.

ธรรมยาตราเพื่อสันติภาพเดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ขบวนธรรมยาตราเพื่อสันติภาพของคณะสงฆ์ในสหรัฐฯจำนวน 19 รูป เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้ว ปิดฉากภารกิจ “Walk for Peace” หรือ “เดินเพื่อสันติภาพ” ซึ่งใช้เวลากว่า 15 สัปดาห์ หรือ 108 วัน ด้วยการเดินเท้าจากเมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส เป็นระยะทางกว่า 3,700 กิโลเมตร เพื่อรณรงค์ส่งเสริมสันติภาพและความสงบภายในจิตใจ

คณะพระภิกษุสงฆ์ได้เดินทางถึงใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการ สิ้นสุดโครงการ “เดินเพื่อสันติภาพ” (Walk for Peace) ระยะเวลา 15 สัปดาห์ หรือกว่า 108 วัน ที่เริ่มต้นจากวัดพุทธเวียดนามในรัฐเท็กซัส ท่ามกลางเสียงอนุโมทนา “สาธุ” จากชาวอเมริกันที่มารอต้อนรับอย่างเนืองแน่นท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 โดยพระภิกษุ 19 รูป จากศูนย์วิปัสสนาเหิงด่าว (Huong Dao Vipassana Bhavana Center) เมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส นำโดยภิกขุปัญญาการะ โดยมี “อโลกา” สุนัขกู้ภัยร่วมเดินทางเป็นขวัญใจของผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย

แม้เป้าหมายจะเป็นไปเพื่อสันติภาพ แต่เส้นทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพุ่งชนรถติดตามคณะสงฆ์ใกล้เมืองฮิวสตัน ส่งผลให้พระภิกษุ 2 รูปได้รับบาดเจ็บ และพระมหาธรรม พรหมสัน เจ้าอาวาสวัดในรัฐจอร์เจีย ต้องสูญเสียขาจากการถูกตัดทิ้ง อย่างไรก็ตาม ท่านได้กลับมาร่วมขบวนอีกครั้งในวอชิงตันโดยนั่งบนรถเข็น สร้างความตื้นตันใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

คณะสงฆ์ได้แวะพักที่มหาวิหารแห่งชาติวอชิงตัน  โดยมีผู้นำทางศาสนาต่าง ๆ ร่วมให้การต้อนรับ รวมถึงบิชอปแมเรียน บัดดี จากคริสตจักรเอพิสโกพัล

จุดแวะพักสำคัญแห่งแรกในกรุงวอชิงตัน คือ สนามกีฬาเบนเดอร์ อารีนา มหาวิทยาลัยอเมริกัน ซึ่งประชาชนกว่า 3,500 คน ต่างยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความเคารพขณะคณะสงฆ์เดินเข้าสู่หอประชุม ซึ่งเป็นการต้อนรับที่แตกต่างจากงานกีฬาทั่วไป สะท้อนถึงความศรัทธาที่หยั่งรากลึกตลอดเส้นทางกว่า 3,700 กิโลเมตร

นายลอง สี ด่อง โฆษกของวัดเหิงด่าว ระบุว่าการเดินครั้งนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือการเรียกร้องกฎหมายใด ๆ”แต่มันคือการถวายเครื่องสักการะทางจิตวิญญาณ เป็นการเชิญชวนให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบผ่านการกระทำในทุกวัน เมื่อสันติภาพถูกปลูกฝังภายในใจ มันจะแผ่ขยายออกสู่สังคมเอง”

การเดินทางสิ้นสุดลงในวันที่ 108 ซึ่งเป็นตัวเลขมงคลทางพุทธศาสนาที่สื่อถึงความสมบูรณ์และการหลุดพ้น โดยในวันพุธนี้ คณะสงฆ์มีกำหนดการเดินผ่านแคปิตอลฮิลล์ (Capitol Hill) และจัดพิธีปิดที่อนุสรณ์สถานลินคอล์น ก่อนจะเดินทางกลับรัฐเท็กซัสด้วยรถบัส และเดินเท้า 6 ไมล์สุดท้ายเข้าสู่ตัวเมืองฟอร์ตเวิร์ธในวันเสาร์ (14 ก.พ.) ที่จะถึงนี้.

ที่มา Associated Press

ด่วน! เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา ดับอย่างน้อย 9 ราย ในจำนวนนี้ 7 ราย เกิดขึ้นในโรงเรียน

ด่วน! เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา ดับอย่างน้อย 9 ราย ในจำนวนนี้ 7 ราย เกิดขึ้นในโรงเรียน

11 ก.พ. 2569 10:34 น.

ด่วน! เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา ดับอย่างน้อย 9 ราย ในจำนวนนี้ 7 ราย เกิดขึ้นในโรงเรียน

เกิดเหตุกราดยิงสุดสะเทือนขวัญในโรงเรียนที่แคนาดา  โดยมีผู้เสียชีวิตในโรงเรียน 7 ราย อีก 2 รายเสียชีวิตในบ้านพักใกล้โรงเรียน และบาดเจ็บอีกกว่า 25 คน ตร.ยืนยันมือปืนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police – RCMP) เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และบาดเจ็บอีกประมาณ 25 คน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พบผู้เสียชีวิต 6 รายภายในโรงเรียน Tumbler Ridge Secondary School ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐบริติชโคลัมเบีย ขณะที่ผู้เคราะห์ร้ายอีกรายเสียชีวิตระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตอีก 2 รายในบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน ซึ่งตำรวจเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดียวกัน

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นมือปืน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยมีบาดแผลที่คาดว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแรงจูงใจหรือรูปพรรณสัณฐานของผู้ก่อเหตุ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวน พร้อมดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่บริติชโคลัมเบียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

เผย”มิน อ่องหล่าย”รอดตายหวุดหวิดจากเหตุจรวดโจมตีในมัณฑะเลย์ ขณะใส่ชุดเครื่องทรงกษัตริย์พม่าทำพิธี

เผย"มิน อ่องหล่าย"รอดตายหวุดหวิดจากเหตุจรวดโจมตีในมัณฑะเลย์ ขณะใส่ชุดเครื่องทรงกษัตริย์พม่าทำพิธี

11 ก.พ. 2569 10:15 น.

เผย”มิน อ่องหล่าย”รอดตายหวุดหวิดจากเหตุจรวดโจมตีในมัณฑะเลย์ ขณะใส่ชุดเครื่องทรงกษัตริย์พม่าทำพิธี

แหล่งข่าวทหารเมียนมาเผย พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย รอดชีวิตแบบหวุดหวิดจากเหตุโจมตีด้วยจรวดในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะใส่ชุดเครื่องทรงกษัตริย์ทำพิธีไสยศาสตร์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวอิระวดี รายงานอ้างแหล่งข่าวทหารในเมียนมาที่เปิดเผยว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา รอดชีวิตอย่างฉิวเฉียดจากเหตุโจมตีด้วยจรวดแบบประดิษฐ์ในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า กองบัญชาการทหารภาคกลาง ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพระราชวังมัณฑะเลย์ ถูกโจมตีในช่วงเช้ามืดของวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่มิน อ่อง หล่าย พักอยู่ในพื้นที่นี้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า เพื่อประกอบพิธีไสยศาสตร์ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล อันเป็นพิธีตามความเชื่อดั้งเดิม 

รายงานระบุว่า ผู้นำกองทัพแต่งกายด้วยเครื่องทรงแบบกษัตริย์พม่า และมีแผนเข้าสู่พระราชวังผ่านสะพานมิงกะลาร์ในเวลา 04.41 น. ซึ่งถือเป็นฤกษ์มงคล ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมือง และช่วงหลังการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารจัดขึ้น ซึ่งพรรคตัวแทนของกองทัพเป็นฝ่ายชนะ และมิน อ่อง หล่าย ถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี

แหล่งข่าวระบุว่า จรวดโจมตีพลาดเป้าหมาย แต่ก็ทำให้มิน อ่องหล่ายอยู่ในอาการตกใจอย่างหนัก และตัดสินใจหลบเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

ด้านกลุ่มนักรบผู้กล้าเพื่อชาวเมียนมา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 มกราคมว่า เป็นฝ่ายยิงจรวดขนาด 107 มิลลิเมตรแบบประดิษฐ์ จำนวนหลายลูกไปยังฐานกองบัญชาการทหารภาคกลาง ในเวลาประมาณ 04.30 น. และอ้างว่ามีจรวดอย่างน้อย 3 ลูกระเบิด และมีนายทหารได้รับบาดเจ็บหลายราย แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้นำรัฐบาลทหารได้รับอันตรายหรือไม่

หลังเหตุการณ์นี้ มิน อ่อง หล่าย หายจากการปรากฏตัวในที่สาธารณะเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดกระแสข่าวลือและการคาดเดาเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของเขา จนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เขาปรากฏตัวอีกครั้งในการพบปะกับเลขาธิการสภาความมั่นคงรัสเซีย ซึ่งช่วยยุติกระแสข่าวลือได้ และสองวันต่อมาเขายังเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เพื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์.

ที่มา Irrawaddy

“โซนี่” ประกาศเตรียมยุติการส่งมอบเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray หลังความนิยมลดลง

"โซนี่" ประกาศเตรียมยุติการส่งมอบเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray หลังความนิยมลดลง

11 ก.พ. 2569 09:24 น.

“โซนี่” ประกาศเตรียมยุติการส่งมอบเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray หลังความนิยมลดลง

บริษัท “โซนี่” ประกาศทยอยยุติการส่งมอบเครื่องบันทึกแผ่น Blu-ray ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป หลังความต้องการในตลาดหดตัวต่อเนื่อง จากการเติบโตของบริการสตรีมมิง  

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ บริษัท “โซนี่” ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่นประกาศว่า จะเริ่มทยอยยุติการส่งมอบเครื่องบันทึกแผ่นบลู-เรย์  (Blu-ray)  ตั้งแต่เดือนนี้ โดยระบุว่าสาเหตุหลักมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความนิยมของแพลตฟอร์มสตรีมมิง

โซนี่ระบุว่า บลู-เรย์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสื่อบันทึกวิดีโอความคมชัดสูงรุ่นถัดจากดีวีดี สามารถบันทึกและเล่นวิดีโอความละเอียดสูงในปริมาณมาก และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 2000 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายเข้าสู่ตลาด โดยโซนี่เริ่มจำหน่ายเครื่องบันทึกบลู-เรย์ ตั้งแต่ปี 2546 เร็วกว่าคู่แข่งหลายราย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งญี่ปุ่น ระบุว่า ยอดการส่งมอบเครื่องบันทึกบลู-เรย์ ในญี่ปุ่นจากทุกบริษัท ลดลงเหลือเพียง 620,000 เครื่อง ในปีที่ผ่านมา จากระดับสูงสุดเกือบ 6.4 ล้านเครื่อง ในปี 2554 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคสู่การรับชมเนื้อหาผ่านระบบออนไลน์.

ที่มา NHK

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก

จีนย้ำหนุน "กองกำลังรวมชาติ" ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก

11 ก.พ. 2569 08:40 น.

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก

ผู้นำระดับสูงของจีนย้ำจุดยืนสนับสนุนกลุ่มที่สนับสนุนการรวมชาติในไต้หวัน พร้อมประกาศใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อฝ่ายสนับสนุนเอกราช ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารและการเมืองที่เพิ่มขึ้นในช่องแคบไต้หวัน

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายหวัง หูหนิง สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงลำดับที่ 4 ของจีน กล่าวระหว่างการประชุมประจำปีว่าด้วยงานด้านไต้หวันว่า เจ้าหน้าที่ต้องผลักดันภารกิจอันยิ่งใหญ่ของการรวมชาติ โดยระบุว่ารัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่กลุ่ม “กองกำลังรักชาติที่สนับสนุนการรวมชาติ” ในไต้หวัน และจะดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาดต่อกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายแบ่งแยกดินแดน” 

นายหวัง ยังกล่าวว่า จีนจำเป็นต้องสนับสนุนกองกำลังรักชาติที่สนับสนุนการรวมชาติบนเกาะอย่างแน่วแน่ ปราบปรามกลุ่มที่ผลักดันเอกราชไต้หวัน ต่อต้านการแทรกแซงจากกองกำลังภายนอก และปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา จีนถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่ง แม้รัฐบาลไต้หวันจะคัดค้าน ยังคงเพิ่มแรงกดดันทั้งทางทหารและการเมืองอย่างต่อเนื่อง  โดยจีนเสนอแนวคิด “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ให้ไต้หวันมาอย่างยาวนานในลักษณะเดียวกับฮ่องกง แต่พรรคการเมืองหลักของไต้หวันไม่มีพรรคใดให้การสนับสนุนแนวทางนี้.

ที่มา Reuters

อินเดียคุมเข้มโซเชียลมีเดียเข้มข้น สั่งลบคอนเทนต์ผิดกฎหมายภายใน 3 ชั่วโมง

อินเดียคุมเข้มโซเชียลมีเดียเข้มข้น สั่งลบคอนเทนต์ผิดกฎหมายภายใน 3 ชั่วโมง

11 ก.พ. 2569 08:38 น.

อินเดียคุมเข้มโซเชียลมีเดียเข้มข้น สั่งลบคอนเทนต์ผิดกฎหมายภายใน 3 ชั่วโมง

อินเดียคุมเข้มโซเชียลมีเดียหนักขึ้น สั่งลบคอนเทนต์ผิดกฎหมายใน 3 ชั่วโมง บีบ Meta, YouTube และ X ท่ามกลางเสียงวิจารณ์กระทบเสรีภาพออนไลน์

รัฐบาลอินเดียประกาศเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลโซเชียลมีเดีย โดยออกกฎใหม่บังคับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 3 ชั่วโมง หลังได้รับแจ้ง จากเดิมที่กำหนดเวลาไว้ 36 ชั่วโมง นับเป็นการรัดกุมกฎระเบียบที่อาจสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ระดับโลก เช่น Meta, YouTube และ X

กฎระเบียบฉบับใหม่นี้เป็นการแก้ไข กฎหมายไอทีปี 2021 (IT Rules 2021) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติหลายแห่ง โดยกฎใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

มาตรการดังกล่าวตอกย้ำภาพลักษณ์ของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีการกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์เข้มงวดที่สุดในโลก ขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามกฎหมาย กับความกังวลเรื่อง การเซ็นเซอร์โดยรัฐ ในตลาดที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 1 พันล้านคน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่าเหตุใดจึงลดกรอบเวลาการลบเนื้อหาลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมง

ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โดยนายอากาช คาร์มาการ์ หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Panag & Babu ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีระบุว่า ข้อกำหนดดังกล่าวแทบไม่สามารถทำได้จริง

“แทบเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทโซเชียลมีเดียจะลบเนื้อหาได้ภายใน 3 ชั่วโมง กฎนี้เหมือนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่คำนึงถึงการพิจารณาข้อเท็จจริงหรือความเป็นจริงในการทำงาน”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินเดียได้เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากสามารถสั่งลบเนื้อหาออนไลน์ได้ ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิดิจิทัล และนำไปสู่ความขัดแย้งกับบริษัทเทคโนโลยี รวมถึง X ของอีลอน มัสก์

Meta เจ้าของ Facebook ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงกฎดังกล่าว ขณะที่ X และ Google ซึ่งเป็นเจ้าของ YouTube ยังไม่ตอบกลับ หรือแสดงความเห็นในเรื่องนี้

ข้อมูลจากรายงานความโปร่งใสของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ระบุว่า อินเดียออกคำสั่งลบเนื้อหาไปแล้ว หลายพันรายการ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Meta ซึ่งเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 บริษัทได้จำกัดการเข้าถึงเนื้อหากว่า 28,000 ชิ้น ในอินเดียตามคำร้องขอของรัฐบาล

กฎหมายไอทีของอินเดียให้อำนาจรัฐสั่งลบเนื้อหาที่ถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายใด ๆ ของประเทศ รวมถึงกฎหมายด้าน ความมั่นคงแห่งชาติ และ ความสงบเรียบร้อยของสังคม

นอกจากเรื่องการลบเนื้อหาแล้ว กฎระเบียบฉบับแก้ไขยังได้ผ่อนปรนข้อเสนอเดิมที่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องติดป้ายระบุคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ครอบคลุมพื้นที่หรือระยะเวลาอย่างน้อย 10% ของเนื้อหา โดยเปลี่ยนเป็นเพียงการกำหนดให้ต้องมีการระบุว่าเป็นคอนเทนต์ AI อย่างเด่นชัดแทน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว หลังสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึง

คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว หลังสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึง

11 ก.พ. 2569 05:14 น.

คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว หลังสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึง

ทางการคิวบาเตือนว่า สนามบินในประเทศจะไม่มีบริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับเที่ยวบินระยะไกลแล้ว หลังถูกสหรัฐฯ ปิดกั้นช่องทางเข้าถึงแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาและเม็กซิโก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่การบินของคิวบาได้เตือนสายการบินต่างๆ ว่าพวกเขาไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการเติมน้ำมันเครื่องบินบนเกาะแห่งนี้แล้ว นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในความพยายามประหยัดพลังงานของคิวบา หลังจากสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงของประเทศ

รัฐบาลคิวบาได้เผยแพร่ประกาศแจ้งเตือนไปยังสายการบินและนักบินเมื่อคืนวันอาทิตย์ โดยเตือนว่าสนามบินทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศเกาะแห่งนี้ รวมถึงที่สนามบินนานาชาติโฮเซ มาร์ตี ในกรุงฮาวานา จะไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงให้บริการ ตั้งแต่วันอังคารที่ 10 ก.พ. เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 11 มี.ค.

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของคิวบาเกิดขึ้นหลังจาก รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แผ่อิทธิพลกดดันภูมิภาคลาตินอเมริกาอย่างหนัก และตัดช่องทางการเข้าถึงแหล่งน้ำมันหลักของคิวบาในเวเนซุเอลาและเม็กซิโกอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปลายเดือนมกราคม ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากรกับสินค้าใดๆ ก็ตาม ที่นำเข้าจากประเทศที่ยังคงขายหรือจัดหาน้ำมันให้แก่คิวบา ทำให้วิกฤตพลังงานในคิวบาทวีความรุนแรงขึ้นอีก

มาตรการแบ่งสันปันส่วนพลังงานล่าสุดของคิวบา แม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินระยะสั้นในภูมิภาค แต่ก็ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับเส้นทางบินระยะไกลจากประเทศต่างๆ เช่น รัสเซียและแคนาดา ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของคิวบา

เมื่อวันจันทร์ สายการบินแอร์แคนาดาประกาศระงับเที่ยวบินไปยังคิวบาแล้ว ในขณะที่สายการบินอื่นๆ ประกาศเตือนเรื่องความล่าช้า และต้องไปแวะพักที่สาธารณรัฐโดมินิกันก่อนจะเดินทางต่อไปยังกรุงฮาวานา

นักบินคนหนึ่งกล่าวเสริมว่า แม้จะเคยเกิดปัญหาเรื่องการเติมน้ำมันมาก่อน แต่การประกาศอย่างเป็นทางการในระดับนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติแม้แต่กับคิวบา ที่คุ้นเคยกับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักบินรายนี้บอกอีกว่า การตัดลดเชื้อเพลิงในลักษณะนี้ครั้งก่อน เกิดขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว โดยเครื่องบินที่มุ่งหน้าไปยังยุโรปต้องไปเติมน้ำมันที่เมืองนัสซอ ประเทศบาฮามาส

ในตอนนี้ สายการบินในภูมิภาคอาจหลีกเลี่ยงปัญหาได้ด้วยการบรรทุกน้ำมันสำรองมาเพิ่ม ในขณะที่สายการบินอื่นๆ อาจเติมน้ำมันที่เมืองกังกุน ประเทศเม็กซิโก หรือในสาธารณรัฐโดมินิกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

11 ก.พ. 2569 03:43 น.

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

FBI เผยแพร่ภาพชายสวมโม่ง ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับคดีการลักพาตัวแม่ของนักข่าวสาวช่อง NBC News เมื่อ 8 วันก่อน ในขณะที่ครอบครัวของเธอเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากสังคม

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ของสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพบุคคลสวมหน้ากากรายหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนาง แนนซี กัทธรี วัย 84 ปี แม่ของซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังของสถานีโทรทัศน์ NBC News

แนนซี กัทธรี หายตัวไปจากบ้านของเธอในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา ในช่วงกลางดึก โดยมีผู้พบเห็นเธอครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ม.ค. และเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เธอถูกพาออกไปจากบ้านโดยที่ไม่ได้สมัครใจ

FBI ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบุตัวตนของชายสวมโม่งรายนี้ ซึ่งมีอาวุธในครอบครอง

“จนถึงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ค้นพบภาพถ่ายชุดใหม่ที่ไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นบุคคลที่มีอาวุธและดูเหมือนว่าจะไปยุ่งเกี่ยวกับกล้องที่ประตูหน้าบ้านของ แนนซี กัทธรี ในเช้าวันที่เธอหายตัวไป” แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI กล่าวในแถลงการณ์บน X

นายพาเทลบอกอีกว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำงานเพื่อกู้คืนภาพจากระบบกล้องวงจรปิดของบ้าน ซึ่ง “อาจจะสูญหาย เสียหาย หรือไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการถูกถอดอุปกรณ์บันทึกข้อมูลออกไป”

เจ้าหน้าที่ยังได้เผยแพร่วิดีโอสั้นสองคลิปที่แสดงให้เห็นบุคคลต้องสงสัยรายนี้ เดินไปที่ประตูหน้าบ้านของ แนนซี กัทธรี จากนั้นตรวจสอบกล้องวงจรปิด ก่อนจะเดินไปหยิบเศษวัชพืชจากพื้นดินและใช้มันปิดเลนส์กล้อง

ด้าน ซาวันนาห์ กัทธรี กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ครอบครัวของเธอเชื่อว่าแม่ของเธอยังคงมีชีวิตอยู่ และได้ร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้งไปยังใครก็ตามที่มีเบาะแส

เธอย้ำคำร้องขอนั้นอีกครั้งในวันอังคาร โดยโพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิดซ้ำบน Instagram ของเธอพร้อมข้อความว่า “เราเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ พาเธอกลับบ้านเถิด”

อนึ่ง นี่ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญครั้งแรกในคดีนี้ นับตั้งแต่ แนนซี กัทธรี หายตัวไปเมื่อ 8 วันก่อน ท่ามกลางความสนใจจากคนทั่วประเทศ โดย FBI เสนอรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ สำหรับใครก็ตามที่ให้เบาะแสที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ด้วย

เมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่เขต พิมา เคาน์ตี (Pima County) กล่าวว่ากล้องติดกริ่งประตูบ้านของนางแนนซี กัทธรี ถูกตัดการเชื่อมต่อในเวลา 01.47 น. วันที่ 31 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่ซอฟต์แวร์ของกล้องจะตรวจพบความเคลื่อนไหวในเวลาต่อมาไม่นาน คือ 02:12 น.

จากนั้น ในเวลา 02:28 น. แอปพลิเคชันบนเครื่องกระตุกหัวใจของแนนซี ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย ได้ตัดการเชื่อมต่อจากโทรศัพท์ของเธอ ตำรวจยังกล่าวอีกว่าพวกเขาพบเลือดบนระเบียงบ้านของ แนนซี กัทธรี และผลการวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นเลือดของเธอ

ต่อมา มีอีเมลเรียกค่าไถ่ส่งไปยังสำนักข่าวต่างๆ ในสหรัฐฯ เรียกร้องค่าไถ่เป็นเงินบิตคอยน์ และกำหนดเส้นตายไว้ในวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งปัจจุบันผ่านพ้นไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc