ระทึก บินโซมาเลีย ลงจอดกระแทกพื้น ผู้โดยสาร 55 คนรอดทั้งหมด

ระทึก บินโซมาเลีย ลงจอดกระแทกพื้น ผู้โดยสาร 55 คนรอดทั้งหมด

11 ก.พ. 2569 02:10 น.

ระทึก บินโซมาเลีย ลงจอดกระแทกพื้น ผู้โดยสาร 55 คนรอดทั้งหมด

เครื่องบินโดยสารของสายการบินโซมาเลีย ลงจอดฉุกเฉินหลังเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค ทำให้เครื่องกระแทกพื้นจนได้รับความเสียหาย แต่ผู้โดยสารกับลูกเรือ 55 ชีวิตรอดทั้งหมด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสารขนาดกลางของสายการบิน “สตาร์สกาย เอเวียชัน” ของประเทศโซมาเลีย ประสบปัญหาขัดข้องทางเทคนิค ทำให้นักบินตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินบริเวณชายฝั่ง ติดกับสนามบินนานาชาติของกรุงโมกาดิชู โดยผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 55 คนบนเครื่องรอดชีวิตทั้งหมด

สายการบิน สตาร์สกายฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจที่รวดเร็วของนักบินมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตผู้โดยสาร 50 คน และลูกเรือ 5 คนบนเครื่องบินลำนี้

ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของโซมาเลีย (CAA) ระบุว่า ลูกเรือของเครื่องบินรุ่น “ฟอกเกอร์ 50” (Fokker 50) รายงานว่าเกิดปัญหาหลังจากเครื่องทะยานขึ้นจากสนามบินในกรุงโมกาดิชู ในช่วงเช้าวันอังคาร (10 ก.พ. 2569) ได้ไม่นาน ซึ่งนักบินขออนุญาตนำเครื่องบินกลับมาลงจอด

นายอาเหม็ด มาคาลิน ฮัสซัน ผู้อำนวยการ CAA กล่าวว่า เครื่องบินได้ลงแตะพื้นแต่ไม่สามารถหยุดบนรันเวย์ได้ โดยไถลออกนอกลานบินก่อนจะไปหยุดลงในน้ำตื้น

คณะผู้แทนของสหภาพแอฟริกาในโซมาเลียระบุว่า กองกำลังสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกาถูกส่งไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัย โดยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของโซมาเลียก็เดินทางไปยังที่เกิดเหตุด้วย

“เรารู้สึกโล่งใจที่ยืนยันได้ว่าผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนปลอดภัย ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของปัญหาทางเทคนิคที่นำไปสู่การลงจอดฉุกเฉิน” ฮัสซัน โมฮาเหม็ด อาเดน โฆษกของสตาร์สกายกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

11 ก.พ. 2569 00:27 น.

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

แกนนำฝ่ายค้านคนสำคัญของเวเนซุเอลาหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ไม่นานหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ โดยครอบครัวของเขาระบุว่า นี่เป็นการลักพาตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.พ. 2569 ว่า ฮวน ปาโบล กัวนิปา แกนนำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาที่ถูกคุมขังในยุครัฐบาลของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ไม่นานหลังจากเขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ โดยที่ครอบครัวเชื่อว่า นายกัวนิปาถูกลักพาตัวไป

หลังจากกองทัพสหรัฐฯ บุกจับตัวนายมาดูโรถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่ของเวเนซุเอลาซึ่งบริหารโดยนาง เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ ได้ปล่อยตัวเจ้าหน้าที่พรรคฝ่ายค้านและบุคคลอื่นๆ ที่เคยถูกคุมขังภายใต้รัฐบาลมาดูโรออกมาจำนวนหลายสิบคน

นายกัวนิปา ซึ่งเป็นพันธมิตรของนาง มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2568 ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวด้วย

ครอบครัวของนายกัวนิปาเปิดเผยว่า หลังจากที่เขาพูดกับผู้สนับสนุนว่าเวเนซุเอลาควรเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่เสรี เขาก็ถูกชายไม่ทราบฝ่ายลักพาตัวไป ขณะที่ลูกชายของนายกัวนิปาเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

สำนักงานอัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (9 ก.พ.) ว่า ได้ขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวกัวนิปา โดยอ้างว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการปล่อยตัว และขอให้กักตัวเขาไว้ในบ้านแทน แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า ปัจจุบันนายกัวนิปาอยู่ที่ใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา

อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา

10 ก.พ. 2569 23:20 น.

อินโดนีเซียเผย เตรียมส่งทหาร 8,000 นาย ไปรักษาความสงบในกาซา

อินโดนีเซียเตรียมส่งทหารสูงสุด 8,000 นาย ไปยังฉนวนกาซา โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งกองกำลังนานาชาติ เพื่อฟื้นฟูและสร้างเสถียรภาพในกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 ก.พ. 2569 ว่า กองทัพอินโดนีเซียประกาศว่า กำลังเตรียมกำลังพลทหารมากถึง 8,000 นาย เพื่อส่งเข้าไปยังฉนวนกาซา นับเป็นประเทศแรกที่ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สองที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นคนกลางเจรจาเมื่อปลายปีก่อน

พลเอก มารูลี ซิมานจุนตัก เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า การฝึกซ้อมสำหรับทหารที่จะถูกส่งไปได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยพวกเขาจะมุ่งเน้นไปที่บทบาทด้านการแพทย์และวิศวกรรมในฉนวนกาซา

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในหลายสิบประเทศที่เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่ม และประกาศก่อตั้งเมื่อเดือนมกราคม

คณะกรรมการดังกล่าว ได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้จัดตั้งกองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศ (ISF) ซึ่งจะช่วยรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนของฉนวนกาซา และรับประกันการทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปลอดทหาร รวมถึงการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส

นอกจากนั้น คณะกรรมการสันติภาพจะทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงดูแลการบูรณะซ่อมแซมเมืองหลังสงครามด้วย

ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายว่า กำหนดการส่งกำลังพลของอินโดนีเซียและบทบาทที่แน่ชัดคืออะไร แต่ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะส่งทหารไป

การตัดสินใจเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพของรัฐบาลนายปราโบโว ทำให้กลุ่มชาวมุสลิมบางกลุ่มในอินโดนีเซียออกมาแสดงการต่อต้าน เนื่องจากความไม่พอใจที่สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลในการโจมตีฉนวนกาซา ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

อย่างไรก็ตาม ปราโบโว โต้แย้งว่า ในฐานะประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก อินโดนีเซียควรช่วยสร้างเสถียรภาพในฉนวนกาซา และว่า การมีส่วนร่วมของอินโดนีเซียจะมีเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาแบบ 2 รัฐ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในท้ายที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้เอาจริง คืนชีพแผนเพิ่ม นศ.แพทย์ แม้หมอต่อต้านทั่วประเทศ

เกาหลีใต้เอาจริง คืนชีพแผนเพิ่ม นศ.แพทย์ แม้หมอต่อต้านทั่วประเทศ

10 ก.พ. 2569 22:03 น.

เกาหลีใต้เอาจริง คืนชีพแผนเพิ่ม นศ.แพทย์ แม้หมอต่อต้านทั่วประเทศ

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศคืนชีพแผนการเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์ แม้ว่ามาตรการนี้จะเคยทำให้แพทย์จำนวนมากออกมาประท้วงต่อต้านนานหลายเดือน จนกระทบการทำงานก็ตาม

เมื่อวันอังคารที่ 10 ก.พ. 2569 กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ระบุว่า รัฐบาลมีแผนจะเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์ขึ้น 16% ในปี 2570 และจะเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป แม้ว่ามาตรการเดียวกันนี้เคยจุดชนวนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศมาแล้วในปี 2567

ในสมัยของประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เขาพยายามเพิ่มการรับนักศึกษาแพทย์จากปีละประมาณ 3,000 คน เป็น 5,000 คน แต่แผนนี้ถูกต่อต้านอย่างหนักจากบรรดาแพทย์ และทำให้แพทย์ฝึกหัดจำนวนหลายหมื่นคนพากันหยุดงานประท้วง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ถึงปลายปี 2568 หลังจากจนกลายเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ระบุว่า แผนใหม่ล่าสุดนี้ จะเพิ่มโควตานักศึกษาแพทย์เป็น 3,548 คน ในปี 2570 มากกว่าปี 2567 จำนวน 490 คน เพื่อความพยายามในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานพยาบาลระดับภูมิภาค สาธารณสุขพื้นฐาน และสถานพยาบาลของรัฐ

กระทรวงฯ ระบุเสริมว่าจะเพิ่มการรับนักศึกษาแพทย์แบบค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายรวมที่ 3,871 คนในปี 2573

นายจอง อึน-คยอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าว แผนการล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากมีการหารือมากมาย และ “รัฐบาลจะสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนด้วยความถ่อมตน”

ทั้งนี้ สมาคมแพทย์เกาหลี ซึ่งเป็นตัวแทนของบุคลากรทางการแพทย์ ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อแผนการฉบับปรับปรุงใหม่นี้ แต่พวกเขาเคยโจมตีแผนการฉบับก่อนอย่างรุนแรงว่า “ขาดความรับผิดชอบ” และตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “การประเมินที่แย่และข้อมูลที่บิดเบือน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จ่อสอบหน่วยปทุมฯ ชี้ อำนาจนับคะแนนใหม่ อยู่ใน กกต. ชุดใหญ่เท่านั้น

จ่อสอบหน่วยปทุมฯ ชี้ อำนาจนับคะแนนใหม่ อยู่ใน กกต. ชุดใหญ่เท่านั้น

10 ก.พ. 2569 17:29 น.

จ่อสอบหน่วยปทุมฯ ชี้ อำนาจนับคะแนนใหม่ อยู่ใน กกต. ชุดใหญ่เท่านั้น

กกต. แถลง พร้อมลุยสอบกรณีหน่วยปทุมธานีนับใหม่พลการ ขอมองด้วยใจเป็นกลาง ตั้งหลักเสพสื่อโซเชียล ย้ำ กกต.ยึดหลักกฎหมาย อำนาจนับคะแนนใหม่ อยู่ใน กกต. ชุดใหญ่เท่านั้น

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวสอบถาม ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถึงกรณี จ.ปทุมธานี เขต 7 ทำไมถึงนับคะแนนใหม่ได้ทันที แต่ชลบุรีเขต 1 มีข้อจำกัดต้องรอให้กกต.ชุดใหญ่พิจารณา ว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะการสั่งนับคะแนนใหม่เป็นอำนาจของกกต.ชุดใหญ่ ไม่มีใครสามารถสั่งนับคะแนนใหม่ได้ แต่กรณีของปทุมธานี เป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งสำนักงานได้รวบรวมข้อเท็จจริงและได้รายงานเสนอให้คณะกรรมการ กกต. พิจารณา ขอย้ำว่ากระบวนการนับคะแนนใหม่ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้ และอยากจะขอความกรุณาสื่อมวลชนพิจารณาการนำเสนอข่าวการนับคะแนนที่ปทุมธานีเขต 7 ที่รายงานว่านับคะแนน 2 รอบ รอบแรกคนนี้ได้ พอนับอีกรอบได้อีกพรรค เปลี่ยนผลคะแนนมากมาย ไม่ใช่เรื่องจริง ยืนยันว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบางหมายเลข เช่น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยบัตรของกรรมการ เรื่องของบัตรเสีย ประมาณนี้ แค่นั้น แตกต่างแค่ 1-2 คะแนนเท่านั้น ส่วนอื่นไม่ได้ทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป ไม่ทำให้ผลการนับคะแนน ณ ที่นั้นเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ออกไปบอกว่า พอนับคะแนนใหม่ทำให้ผลเปลี่ยน จากพรรคนี้กลายเป็นอีกพรรค ไม่ใช่ ขอความกรุณาสื่อสารให้ตรงกันด้วยข้อเท็จจริง ไม่อย่างนั้นใครโพสต์อะไรขึ้นมา เป็นประเด็นปราศจากข้อเท็จจริง เพราะกระบวนการมีขั้นตอนตรวจสอบ มีการรีเช็คทุกขั้นตอน ขอให้เข้าใจตรงกัน

“สิ่งสมบูรณ์ที่สุดเรียกว่าประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ภาษาเลือกตั้งเรียกว่า สส. 6/1 อันนี้คือทุกอย่างตรวจสอบถูกต้องครบถ้วน ออกมาเป็นประกาศ และลงนามโดย กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง ถึงเรียกว่าประกาศอย่างเป็นทางการ ต้องเข้าใจก่อน เพราะคำว่าไม่เป็นทางการ อาจคลาดเคลื่อนผิดพลาด กระบวนการส่งผลคะแนนเข้ามา ต้องมีอนุฯอำเภอกลั่นกรองตรวจสอบก่อน ถึงยืนยันว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง ย้ำอีกทีว่า ไม่มีใครสามารถแก้ไขผลคะแนนได้ ทุกอย่างยังติดประกาศต่อหน้าสาธารณชน ในหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วย ไม่มีใครสามารถทำอะไรอำเภอใจได้ ทุกอย่างมีกรอบของกฎหมาย กกต. ยืนยันว่า ยินดีให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และจะตรวจสอบทุกเรื่องที่มีกระบวนการที่สงสัย ไม่เข้าใจ เช่น กรณีที่ จ.มหาสารคาม มีคะแนนคลาดเคลื่อน แต่คำว่าคะแนนคลาดเคลื่อนไม่ใช่เกิดจากประกาศที่หน่วย รายงานผลนับคะแนนทุกหน่วยถูกต้องตรงกัน แต่เวลารวมคะแนนเพื่อขึ้นป้ายประกาศผลคะแนนหน้าที่ว่าการเขต ใส่ตัวเลขคลาดเคลื่อน พอเห็นได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่าขาด 1 หน่วย มีการแก้ไขให้ถูกต้องตรงกัน ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงผลคะแนนได้ เพราะทุกอย่างติดประกาศที่หน่วยแล้ว ขอให้ท่านมั่นใจในประเด็นนี้” ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าว

ส่วนกรณีปัญหาผลคะแนนไม่เป็นทางการ กำลังส่งผลกระทบมายังเจ้าหน้าที่ กกต. แต่ละหน่วยค่อนข้างมาก ล่าสุด มีเจ้าหน้าที่ กปน. หลายพื้นที่ส่งเสียงว่า กกต. ไม่ปกป้องพวกเขา ทำให้ถูกคุกคามทางโซเชียลมีเดีย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ไม่ปกป้องคงไม่ได้ เพราะท่านเลขาธิการ กกต. และ กกต.มีความห่วงใย กปน.ในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ไม่ว่ามาจากหน่วยไหน ถ้าเห็นว่ากระบวนการมีความผิดพลาด ความผิดพลาดทั้งหลายเราไม่ปฏิเสธว่าเป็น กกต. เราไม่เคยผลักภาระว่าเป็น กปน. แต่อย่างที่บอกต้องว่าด้วยข้อเท็จจริง กปน.ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าทำถูกต้อง กฎหมายคุ้มครอง แต่ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ยืนยัน กกต.ปกป้องทุกหน่วยแน่นอน

“อยากให้มองด้วยใจเป็นกลาง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เรามีพรรคการเมืองที่ลงสมัคร 57 พรรคการเมือง ความหลากหลายของผู้สมัคร และพรรคการเมืองเอง เกิดความคิดความชอบของผู้มาใช้สิทธิมากมาย อาจมีบางส่วนท่านพอใจ บางส่วนไม่พอใจ แต่อยากให้มองด้วยใจเป็นกลางว่า กระบวนการจัดเลือกตั้งกว่าแสนหน่วย ใช้บุคลากรมหาศาล ภายใต้หลักของกฎหมาย ไม่ว่าใครจะเป็น กปน. ก็ตาม ไม่สามารถจะทำการใด ๆ นอกเหนือกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน ไม่สามารถละเมิดกฎหมายได้ ไม่ต้องกังวลประเด็นนี้ ทุกเรื่องที่ให้ข้อสังเกต สำนักงาน กกต. จะประมวลเพื่อพิจารณา” ว่าที่ร.ต.ภาสกร กล่าว

ส่วนกรณี จ.พะเยา เจ้าหน้าที่แอบหย่อนในหีบบัตร ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา การสอบสวนของ กกต.เป็นอย่างไรบ้าง ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ให้เข้าใจก่อนว่า กปน.ได้มีการฉีกบัตร และเอาบัตรลงคะแนนเป็น 2 ประเภท ประเภทละ 7 ใบ เพื่อเตรียมไปหย่อนลงหีบบัตร แต่กระบวนการนี้ยังไม่มีการหย่อนบัตรลงหีบ กปน.คนอื่นพบเห็นก่อน จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน เป็นกระบวนการต้องดำเนินคดีต่อ บัตรเลือกตั้งยังไม่หย่อนลงหีบ

อำนาจนับคะแนนใหม่ อยู่ใน กกต. ชุดใหญ่เท่านั้น

เมื่อถามถึงกรณีร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต.ลงพื้นที่ไปดูปัญหาที่จ.ชลบุรี แล้ว ทำไมถึงไม่สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ เหตุใดถึงต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่กกต. เท่านั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า เหมือนที่บอกว่า ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย กฎหมายบอกว่าถ้ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น ถ้าสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ ต้องมีการพิจารณาแต่ละขั้นตอน แต่อำนาจอยู่ใน กกต.ชุดใหญ่เท่านั้น ไม่อย่างนั้นจังหวัดไหนอยากนับใหม่ ก็ส่งรองเลขาธิการไปสั่งนับใหม่เลย แบบนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ กกต. ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเหตุผลประกอบกัน ก่อนสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ด้วย

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากสื่อสารถึงประชาชน ที่รวมตัวหน่วยเลือกตั้ง หรือที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้ง เขาต้องการความชัดเจน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชน การเลือกตั้งมีกติกาของกฎหมาย อะไรที่ไม่ถูกต้อง มีสิทธิทักท้วงคัดค้านตามขั้นตอนได้ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่สามารถบอกว่าไม่พอใจ อยากให้นับใหม่ อันนี้ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถทำได้โดยพลการ ต้องดูว่ามีความบกพร่อง มีการคัดค้านหรือไม่ เกิดเหตุที่หน่วยใด บกพร่องอะไร แล้วร้องมาเลย เชื่อว่าทุกเรื่องเมื่อเข้าสู่กระบวนการ กกต.เราให้ความเป็นธรรม และ กกต.พิจารณาทุกเรื่องแน่นอน

“แชปเพล โรน” ตัดขาดเอเจนซีดัง หลังชื่อซีอีโอพัวพันเอกสารลับคดี “เอปสตีน”

"แชปเพล โรน" ตัดขาดเอเจนซีดัง หลังชื่อซีอีโอพัวพันเอกสารลับคดี "เอปสตีน"

10 ก.พ. 2569 16:56 น.

“แชปเพล โรน” ตัดขาดเอเจนซีดัง หลังชื่อซีอีโอพัวพันเอกสารลับคดี “เอปสตีน”

นักร้องสาวดาวรุ่ง “แชปเพล โรน” ประกาศยุติสัญญากับเอเจนซี่ชื่อดังทันที หลังชื่อของผู้บริหาร “เคซีย์ วาสเซอร์แมน” โผล่ในเอกสารคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ลั่นต้องยึดถือความถูกต้องและศีลธรรมเหนือผลประโยชน์ พร้อมจี้อุตสาหกรรมบันเทิงต้องมีความรับผิดชอบ

แชปเพล โรน (Chappell Roan) นักร้องและศิลปินสาวชื่อดัง ประกาศผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่าเธอได้สิ้นสุดการเป็นศิลปินในสังกัดของ Wasserman เอเจนซี่ดูแลศิลปินยักษ์ใหญ่ที่มี เคซีย์ วาสเซอร์แมน (Casey Wasserman) เป็นประธานบริหาร หลังจากชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตมหาเศรษฐีผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

โรนระบุในแถลงการณ์ว่า เธอมีหน้าที่ในการปกป้องทีมงานของเธอ และการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในอุตสาหกรรมของเราต้องอาศัยความรับผิดชอบ” พร้อมเสริมว่าไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ตัวแทน หรือพนักงานคนใดก็ตาม ไม่ควรถูกคาดหวังให้ต้องออกมาปกป้องหรือมองข้ามการกระทำที่ขัดต่อค่านิยมทางศีลธรรมอย่างรุนแรง

วาสเซอร์แมน ตกเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนักหลังจากมีการเปิดเผยอีเมลเชิงชู้สาวที่เขาส่งถึงกิสเลน แมกซ์เวลล์ ผู้ช่วยคนสนิทของเอปสตีน ในปี 2003 ซึ่งถูกรวมอยู่ในเอกสารหลายล้านฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีของเอปสตีน ปัจจุบันแมกซ์เวลล์กำลังรับโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาจัดหาและค้ามนุษย์เด็กสาวเพื่อการล่วงละเมิดทางเพศ

วาสเซอร์แมนซึ่งดำรงตำแหน่งประธานจัดงานโอลิมปิกฤดูร้อน “ลอสแอนเจลิส 2028” (LA28) ด้วยนั้น กำลังเผชิญกับกระแสกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง แม้เขาจะออกมาแสดงความ “เสียใจอย่างสุดซึ้ง” ต่อข้อความดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกว่า 20 ปีก่อน และยืนยันว่าเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือทางธุรกิจกับเอปสตีน แต่อย่างไรก็ตาม เขาเคยเดินทางไปกับคณะมูลนิธิคลินตันด้วยเครื่องบินของเอปสตีนในปี 2002

การประกาศของแชพเพล โรน เกิดขึ้นหลังจากวงดนตรีรายอื่นๆ ในสังกัดเริ่มแสดงท่าทีต่อต้าน เช่น วง Wednesday วงอินดี้ร็อกระบุว่าพวกเขารู้สึก “ตกตะลึง” ที่เห็นชื่อวาสเซอร์แมนในเอกสารคดีเอปสตีน และต้องการตัดขาดความสัมพันธ์ทันที ส่วนวง Beach Bunny แสดงความ “ผิดหวังและขยะแขยง” ต่อความพัวพันของเขากับกิสเลน แมกซ์เวลล์

แม้ปัจจุบันวาสเซอร์แมนจะยังไม่ถูกตั้งข้อหาทำผิดกฎหมายจากเหยื่อรายใด และการมีชื่อในเอกสารไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางอาญาเสมอไป แต่แรงกระเพื่อมจากศิลปินเบอร์ใหญ่อย่างแชปเพล โรน ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่ออนาคตของเขาในวงการสื่อและกีฬาโลก.

ที่มา BBC

จีนออก “สมุดปกขาว” ย้ำอำนาจเบ็ดเสร็จคุมความมั่นคงฮ่องกง หลังศาลสั่งคุก “จิมมี ไหล” 20 ปี

จีนออก "สมุดปกขาว" ย้ำอำนาจเบ็ดเสร็จคุมความมั่นคงฮ่องกง หลังศาลสั่งคุก "จิมมี ไหล" 20 ปี

10 ก.พ. 2569 16:22 น.

จีนออก “สมุดปกขาว” ย้ำอำนาจเบ็ดเสร็จคุมความมั่นคงฮ่องกง หลังศาลสั่งคุก “จิมมี ไหล” 20 ปี

รัฐบาลจีนออก “สมุดปกขาว” นโยบายความมั่นคงฮ่องกงฉบับใหม่ เชิดชูกฎหมายความมั่นคงเป็น “เกราะป้องกัน” นำความสงบกลับคืนสู่เมือง สวนกระแสเสียงวิจารณ์จากนานาชาติ หลังอดีตเจ้าพ่อสื่อ “จิมมี ไหล” ถูกตัดสินจำคุกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 20 ปี ด้านผู้ว่าฯ ฮ่องกงขานรับ ย้ำต้องเฝ้าระวังแผนร้ายจากภายนอก

รัฐบาลจีนได้เผยแพร่ “สมุดปกขาว” ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลมี “ความรับผิดชอบหลัก” ในการดูแลกิจการความมั่นคงของฮ่องกง เพื่อรับประกันเสถียรภาพท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

การเผยแพร่เอกสารฉบับนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาจำคุก นายจิมมี ไหล อดีตเจ้าพ่อสื่อวัย 78 ปี และผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนคนสำคัญ เป็นเวลา 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ซึ่งถือเป็นโทษจำคุกที่หนักที่สุดนับตั้งแต่มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับปี 2020

คำตัดสินดังกล่าวสร้างความไม่พอใจและเสียงประณามอย่างหนักจาก สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ไต้หวัน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าเขารู้สึก “เสียใจอย่างยิ่ง” ต่อคำพิพากษา และชี้ว่ากฎหมายนี้ “ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ”

ในขณะที่ผู้วิจารณ์มองว่ากฎหมายความมั่นคงถูกใช้เพื่อกำจัดผู้เห็นต่างและทำลายขบวนการประชาธิปไตย แต่สมุดปกขาวของจีนกลับบรรยายว่ากฎหมายนี้คือ “เกราะป้องกันทางกฎหมาย” ที่ช่วยกำจัดภัยคุกคามหลักและฟื้นฟูระเบียบวินัยในสังคมกลับคืนมา

เอกสารระบุว่า การดำเนินการด้านความมั่นคงนี้ได้ช่วยเสริมรากฐานของรูปแบบการปกครอง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ให้แข็งแกร่งขึ้น และจะทำให้ฮ่องกงมีความมั่นคงในระดับสูง พร้อมเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคงดั่งหินผา

นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แสดงความยินดีต่อการออกสมุดปกขาวฉบับนี้ โดยระบุว่าทางการจำเป็นต้องตื่นตัวต่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงอยู่เสมอ พร้อมย้ำว่าโทษจำคุกของนายจิมมี ไหล คือ “คำเตือนอย่างเคร่งครัดต่อแผนร้ายในการสมคบคิดกับองค์กรภายนอกที่มุ่งหมายทำลายความมั่นคงแห่งชาติ”

จีนมักจะออกสมุดปกขาวในลักษณะนี้เป็นระยะเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่อฮ่องกง โดยครั้งล่าสุดในปี 2021 เป็นการระบุถึงการปฏิรูประบบเลือกตั้งเพื่อให้เฉพาะ “ผู้รักชาติ” เท่านั้นที่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งถูกนานาชาติมองว่าเป็นการลดทอนเสรีภาพทางประชาธิปไตยและกีดกันฝ่ายค้านอย่างชัดเจน.


ที่มา Reuters

ออสเตรเลียห่วงปัญหาล่อลวงเด็กผ่าน “Roblox” เตือนแอปฯ ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวด

ออสเตรเลียห่วงปัญหาล่อลวงเด็กผ่าน “Roblox” เตือนแอปฯ ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวด

10 ก.พ. 2569 15:29 น.

ออสเตรเลียห่วงปัญหาล่อลวงเด็กผ่าน “Roblox” เตือนแอปฯ ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มงวด

รมต.ว่าการกระทรวงการสื่อสารออสเตรเลียเรียกร้องให้ Roblox เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้น หลังมีรายงานปัญหาการล่อลวงผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก ในขณะที่หลายประเทศสั่งแบนแพลตฟอร์มนี้แล้ว 

วันนี้ (10 ก.พ.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลียเผยว่า เธอได้ส่งจดหมายถึงบริษัท “Roblox” เกมชื่อดังที่มีผู้ใช้งานราววันละ 100 ล้านรายทั่วโลก ในปี 2024 เพื่อเรียกร้องให้เปิดการประชุมวาระเร่งด่วน หลังพบการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 40 ของจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด

รายงานในปี 2024 โดย Hindenburg Research ได้นิยามแพลตฟอร์มนี้ว่าเป็น “แดนนรกของพวกใคร่เด็กระดับเรท X”  ที่ทำให้เด็ก ๆ ต้องเผชิญกับสื่อลามกอนาจารไปจนถึงการถูกล่อลวง รวมทั้งยังมีการร้องเรียนจากประชาชนอีกว่า บริษัทการขาดมาตรการที่เข้มงวดในการปกป้องเด็กเหล่านี้จากเนื้อหาที่มีความรุนแรงและเนื้อหาทางเพศที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของออสเตรเลีย นาง อานิกา เวลส์ ได้ส่งจดหมายถึงเหล่าผู้บริหารบริษัทเกม Roblox เรียกร้องให้เปิดการประชุมวาระเร่งด่วน เพื่อให้บริษัทเข้าชี้แจงถึงมาตรการที่จะทำเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากภัยบนโลกออนไลน์ โดยเธอเผยกับสื่อต่างประเทศว่า “ทุกคนน่าจะรู้สึกขยะแขยงเช่นเดียวกันกับเธอเมื่อได้รับรู้ว่ามีเด็ก ๆ ที่อายุน้อยสุดเพียง 4 ถึง 5 ปี ต้องมาเห็นภาพความรุนแรง และภาพลามก” ผ่านแพลตฟอร์มนี้ อีกทั้งเธอยังได้ขอให้คณะกรรมาธิการความปลอดภัยออนไลน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของออสเตรเลีย พิจารณาหาแนวทางในการใช้ “มาตรการเร่งด่วน” กับบริษัท Roblox แล้ว

ในปีที่ผ่านมาทางบริษัท Roblox ระบุว่าจะมีการเปิดใช้งานระบบจดจำใบหน้าในภาคบังคับ ร่วมกับการตรวจสอบบัตรประชาชน สำหรับผู้เล่นที่ต้องการเข้าถึงฟีเจอร์การแชทบนแอปพลิเคชัน โดยทางบริษัทได้ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อต่างประเทศว่า บริษัทยินดีที่จะหารือกับรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงถึงมาตรการและขั้นตอนต่าง ๆ ที่บริษัทจะทำเพื่อรักษาความปลอดภัยในชุมชนออนไลน์ของแพลตฟอร์มนี้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทมี “นโยบายและกระบวนการด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อช่วยปกป้องผู้ใช้งาน ซึ่งบริษัทสามารถทำได้ดีกว่าแพลตฟอร์มอื่นอีกหลายราย”

แพลตฟอร์มเกม Roblox คือหนึ่งในบรรดาแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่รวมถึง Discord, WhatsApp และ Lego Play ที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการของออสเตรเลียในการสั่งห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram และ TikTok ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ Roblox ถูกสั่งแบนในประเทศอื่น ๆ  อาทิ กาตาร์ อิรัก และตุรกี ไปแล้ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในผู้ใช้งานที่เป็นเด็ก ขณะที่รัฐเท็กซัสและรัฐลุยเซียนาในสหรัฐอเมริกา ก็ได้ยื่นฟ้อง Roblox ด้วยเหตุผลเดียวกัน.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับออสเตรเลียได้ ที่นี่

องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

10 ก.พ. 2569 15:08 น.

องค์กรต้านทุจริตเตือน ประชาธิปไตยทั่วโลกถดถอย ไทยรั้งอันดับ 116 ดัชนีคอร์รัปชันโลก

ไทยรั้งอันดับที่ 116 หลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) เปิดเผยดัชนีรับรู้การทุจริต 2025 เตือนสถานการณ์คอร์รัปชันทั่วโลกเข้าขั้น “น่ากังวล” หลังค่าเฉลี่ยทั่วโลกทรุดหนักในรอบ 10 ปี ชี้สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนร่วงกราวรูด หลังมีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและลดทอนความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบ ขณะที่เดนมาร์กยังครองแชมป์ประเทศที่โปร่งใสที่สุดในโลก 

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) หรือ TI ออกรายงานวันนี้ (10 ก.พ.) เตือนถึงสถานการณ์การทุจริตที่เลวร้ายลงในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก พร้อมระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้คะแนนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index) ประจำปี 2025

TI ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเบอร์ลิน ระบุว่า คะแนนเฉลี่ยของดัชนีรับรู้การทุจริตทั่วโลกอยู่ที่ 42 คะแนน ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนว่าประเทศส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย 122 ประเทศจากทั้งหมด 180 ประเทศ ได้คะแนนต่ำกว่า 50

ดัชนีดังกล่าวให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดย 0 หมายถึงทุจริตสูงมาก และ 100 หมายถึงโปร่งใสสูงสุด อ้างอิงจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารภาคธุรกิจ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น เวทีเศรษฐกิจโลก และหน่วยข่าวกรองเศรษฐกิจของนิตยสารอีโคโนมิสต์

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ได้คะแนนเพียง 64 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 29 ลดลงต่อเนื่องในรอบกว่าทศวรรษ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เสื่อมถอย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการกดดันสถาบันอิสระหลายแห่ง

TI แสดงความกังวลต่อการดำเนินการที่มุ่งโจมตีเสียงอิสระ และบ่อนทำลายความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการในสหรัฐฯ รวมถึงกรณีที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เจอโรม พาวเวลล์ ถูกสอบสวน หลังปฏิเสธแรงกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ TI ยังระบุว่า การชะลอและลดความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการติดสินบนในต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงการตัดงบความช่วยเหลือต่างประเทศ ได้บั่นทอนความพยายามต่อต้านคอร์รัปชันในระดับโลก

รายงานชี้ว่า สหรัฐฯ เป็นตัวอย่างของแนวโน้มในประเทศประชาธิปไตยที่ประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการทุจริตลดลง ซึ่งปรากฏเช่นเดียวกันในสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส แม้ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในอันดับต้น ๆ ของตาราง แต่ความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบถ่วงดุลที่อ่อนแอ ช่องโหว่ทางกฎหมาย และการบังคับใช้ที่ไม่เพียงพอ

TI ยังระบุว่า หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันต่อระบบประชาธิปไตย จากความแตกแยกทางการเมือง และอิทธิพลของเงินทุนเอกชนต่อการตัดสินใจของรัฐ

สำหรับประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 116 ของดัชนีคอร์รัปชันโลกปี 2025 ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์ (อันดับ 3), บรูไน (อันดับ 31), มาเลเซีย (อันดับ 54), เวียดนาม (อันดับ 81) ส่วนอินโดนีเซียและลาว อยู่ในอันดับ 109 เท่ากัน ขณะที่กัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 163 และเมียนมาในอันดับที่ 169 จากทั้งหมด 182 ประเทศ

สำหรับสหภาพยุโรป ประเทศที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ บัลแกเรียและฮังการี ซึ่งได้เพียง 40 คะแนน โดยรายงานวิจารณ์รัฐบาลของนายวิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ว่าได้บ่อนทำลายหลักนิติธรรม เสรีภาพภาคประชาชน และความสุจริตของการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี

ในสโลวาเกีย ซึ่งได้ 48 คะแนน TI ระบุว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟีโค กำลังทำให้การสอบสวนคดีคอร์รัปชันและอาชญากรรมองค์กรอ่อนแอลง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

ขณะที่ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 คือ เดนมาร์ก ด้วยคะแนน 89 ด้านยูเครน ซึ่งได้ 36 คะแนน ถูกยกเป็นตัวอย่างด้านพัฒนาการเชิงบวก แม้รัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องคอร์รัปชันในช่วงสงครามกับรัสเซีย แต่ TI ระบุว่าการเปิดโปงคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบต่อต้านการทุจริตรูปแบบใหม่

รายงานยังชื่นชมการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนยูเครนในปีที่ผ่านมา ที่กดดันให้รัฐบาลถอยจากความพยายามลดความเป็นอิสระของหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชัน สะท้อนบทบาทสำคัญของสังคมพลเมืองในการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP / Transparency International

ญี่ปุ่นได้นายกฯ หญิง แต่จำนวน สส. หญิงในสภา “ลดเหลือ 15%” หลังจบศึกเลือกตั้ง

ญี่ปุ่นได้นายกฯ หญิง แต่จำนวน สส. หญิงในสภา "ลดเหลือ 15%" หลังจบศึกเลือกตั้ง

10 ก.พ. 2569 13:01 น.

ญี่ปุ่นได้นายกฯ หญิง แต่จำนวน สส. หญิงในสภา “ลดเหลือ 15%” หลังจบศึกเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่นชี้ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงลดลงเหลือเพียง 15% สวนทางกับชัยชนะถล่มทลายของ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ หญิงคนแรกที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเมินเฉยต่อนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและยังคงยึดติดค่านิยมอนุรักษนิยมสุดโต่ง

ผลการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นที่ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เผยให้เห็นประเด็นที่น่ากังวลด้านความเท่าเทียมทางเพศ เมื่อจำนวนสมาชิกรัฐสภาหญิงในสภาผู้แทนราษฎรลดลงเหลือเพียง 68 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง คิดเป็น 15% ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2024 ที่เคยมีอยู่ 73 ที่นั่ง

แม้ว่านางซานาเอะ ทาคาอิจิ จะสามารถกระชับอำนาจได้อย่างแข็งแกร่งหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นได้เพียง 4 เดือน พร้อมนำพรรคแอลดีพีคว้าชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ แต่เธอกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการใช้ประเด็นเรื่องเพศสภาพมาเป็นจุดขายในการบริหารประเทศ โดยในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอยังคงเลือกใช้รัฐมนตรีชายเป็นส่วนใหญ่ แม้จะเคยให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนบทบาทสตรีก็ตาม

ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีสัดส่วนผู้สมัครหญิงสูงเป็นประวัติการณ์ 24% แต่ผลที่ออกมากลับมีผู้ได้รับเลือกตั้งลดลง โดย “ฮิคารุ ฟูจิตะ” ผู้สมัครจากพรรคแอลดีพี สร้างความฮือฮาด้วยการลงหาเสียงในขณะที่กำลังตั้งครรภ์ และสามารถเอาชนะนักการเมืองรุ่นเก๋าในจังหวัดนากาโนะไปได้ โดยเธอได้รับแรงสนับสนุนส่วนตัวจากนายกฯ ทาคาอิจิ และประกาศนโยบายสนับสนุนคนรุ่นใหม่และสตรี

นอกจากนั้น จากสมาชิกรัฐสภาหญิงที่ได้รับเลือกตั้งทั้งหมด 68 คน มีถึง 39 คนที่สังกัดพรรคแอลดีพี แต่นั่นคิดเป็นเพียง 12% ของจำนวน สส. ทั้งหมดของพรรคที่มีถึง 315 คนเท่านั้น

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การก้าวขึ้นมาของทาคาอิจิไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มสัดส่วนสตรีในพรรคแอลดีพีอย่างมีนัยสำคัญ ศาสตราจารย์ยู อูจิยามะ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ให้ความเห็นว่า ทากาอิจิมีจุดยืนเป็น “อนุรักษนิยมขวาจัด” เช่น การคัดค้านการแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ที่บังคับให้คู่สมรสต้องใช้นามสกุลเดียวกัน จึงเป็นไปได้ยากที่เธอจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับนโยบายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียม 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังคงรั้งอันดับที่ 118 จาก 148 ประเทศ ในรายงานช่องว่างระหว่างเพศระดับโลก (Global Gender Gap Report) ประจำปี 2025 ของ World Economic Forum สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางสู่ความเท่าเทียมในแวดวงการเมืองญี่ปุ่นที่ผู้ชายเป็นใหญ่ยังคงมีอุปสรรคอีกมาก.

ที่มา AFP