“เมตา-ยูทูบ” ขึ้นศาลคดีประวัติศาสตร์ ถูกฟ้องจงใจออกแบบแอปฯ ให้ “เด็กเสพติดงอมแงม”

"เมตา-ยูทูบ" ขึ้นศาลคดีประวัติศาสตร์ ถูกฟ้องจงใจออกแบบแอปฯ ให้ "เด็กเสพติดงอมแงม"

10 ก.พ. 2569 12:32 น.

“เมตา-ยูทูบ” ขึ้นศาลคดีประวัติศาสตร์ ถูกฟ้องจงใจออกแบบแอปฯ ให้ “เด็กเสพติดงอมแงม”

คณะลูกขุนในรัฐแคลิฟอร์เนียเริ่มพิจารณาคดีประวัติศาสตร์กรณีหญิงสาววัย 20 ปี ยื่นฟ้อง “เมตา แพลตฟอร์มส์” (Meta Platforms) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม และ “อัลฟาเบต” (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล และยูทูบ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทจงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เกิดการเสพติดในเด็กและเยาวชน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

ศาลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเริ่มพิจารณาคดีสำคัญ เมื่อทนายความของหญิงสาววัย 20 ปี ซึ่งระบุตัวในศาลว่า “เคลีย์ จี.เอ็ม.” ยื่นฟ้องบริษัทเมตา แพลตฟอร์มส์ เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และบริษัทกูเกิล เจ้าของยูทูบ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองบริษัทจงใจออกแบบแอปพลิเคชันให้เกิดการเสพติดในเด็กและเยาวชน

นายมาร์ค ลาเนียร์ ทนายความฝ่ายโจทก์ แถลงต่อคณะลูกขุนว่า เอกสารภายในของบริษัทแสดงให้เห็นชัดเจนว่า “บริษัทเหล่านี้จงใจสร้างเครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อให้สมองของเด็กเกิดอาการเสพติด” โดยระบุว่าเคย์ลีย์เริ่มติดโซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะการออกแบบที่มุ่งเน้นการดึงดูดผู้ใช้งานเกินขอบเขต จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

ด้านนายพอล ชมิดท์ ทนายความของเมตา ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยอ้างบันทึกสุขภาพของโจทก์ว่า เคย์ลีย์มีประวัติถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับพ่อแม่ที่หย่าร้างกัน พร้อมตั้งคำถามต่อคณะลูกขุนว่า “หากตัดอินสตาแกรมออกไปจากชีวิตของเคย์ลีย์ แต่ปัจจัยอื่นในชีวิตเธอยังเหมือนเดิม ชีวิตเธอจะแตกต่างไปจากนี้จริงหรือ?”

ขณะที่ทนายฝ่ายยูทูบมีกำหนดแถลงเปิดคดีในวันนี้ (10 ก.พ.) ส่วนแพลตฟอร์มอื่นอย่าง TikTok และ Snap ได้ขอเจรจายอมความกับเคย์ลีย์ไปก่อนเริ่มการพิจารณาคดี

ผู้พิพากษาแคโรลีน คูล ผู้ดูแลคดี ระบุว่า บริษัทไม่สามารถถูกฟ้องจากการแนะนำเนื้อหาที่ผู้อื่นสร้างขึ้นได้ แต่สามารถถูกพิจารณาความผิดในส่วนของการออกแบบและบริหารแพลตฟอร์ม

คดีนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้โพสต์ อย่างไรก็ตาม หากคดีนี้ล้มล้างประเด็นดังกล่าวได้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องในวงกว้างทั่วประเทศ และหากคณะลูกขุนตัดสินให้เมตา และกูเกิล มีความผิดฐาน “บกพร่องในการออกแบบ” และ “ไม่เตือนถึงความเสี่ยง” จะเป็นการเปิดทางให้คดีที่คล้ายคลึงกันอีกกว่า 2,300 คดีจากผู้ปกครองและโรงเรียนทั่วประเทศเดินหน้าฟ้องร้องได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันที่รัฐนิวเม็กซิโก เมตายังถูกฟ้องในอีกคดีฐานแสวงหาผลกำไรจากการปล่อยให้เยาวชนเผชิญกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศบนแพลตฟอร์มและการบิดเบือนข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อสาธารณะ

กระแสต่อต้านโซเชียลมีเดียทั่วโลกการพิจารณาคดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการควบคุมโซเชียลมีเดียทั่วโลก เช่น ออสเตรเลียและสเปนที่ประกาศสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องสุขภาพจิตของเยาวชน ซึ่งมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา มีกำหนดขึ้นให้การเป็นพยานในคดีของเคย์ลีย์ด้วย โดยคาดว่าการพิจารณาคดีจะลากยาวไปจนถึงเดือนมีนาคม.

ที่มา Reuters

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นหน่วยข่าวกรอง เร่งหาหลักฐานโยงรัฐบาลส่งโดรนล้ำแดนเกาหลีเหนือ

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นหน่วยข่าวกรอง เร่งหาหลักฐานโยงรัฐบาลส่งโดรนล้ำแดนเกาหลีเหนือ

10 ก.พ. 2569 11:51 น.

ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นหน่วยข่าวกรอง เร่งหาหลักฐานโยงรัฐบาลส่งโดรนล้ำแดนเกาหลีเหนือ

ทีมสอบสวนเกาหลีใต้ร่วมบุกค้นสำนักงานข่าวกรองและหน่วยข่าวกรองทหารกว่า 18 จุด หาความเชื่อมโยงกรณีส่งโดรนรุกล้ำน่านฟ้าและถูกยิงตกในเกาหลีเหนือ พร้อมขยายผลตรวจสอบความพัวพันกับอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” ที่กำลังถูกดำเนินคดีฐานพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศกฎอัยการศึก

เจ้าหน้าที่สอบสวนของเกาหลีใต้ได้สนธิกำลังเข้าบุกค้นสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับเหตุการณ์โดรนถูกยิงตกในพื้นที่เกาหลีเหนือเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

การบุกค้นครั้งใหญ่ในหน่วยความมั่นคงคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างตำรวจและกองทัพได้เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมายรวม 18 แห่ง รวมถึงกองบัญชาการข่าวกรองกลาโหม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ โดยมุ่งเป้าไปที่การสอบสวนทหารที่ยังประจำการอยู่ 3 นาย และพนักงานหน่วยข่าวกรองอีก 1 คน

คำแถลงจากคณะทำงานระบุว่า จะเร่งพิสูจน์ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์โดรนลึกลับนี้อย่างละเอียดผ่านการวิเคราะห์เอกสารและหลักฐานที่ตรวจยึดได้ รวมถึงการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มงวด หลังจากก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อหาพลเรือนไปแล้ว 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นอ้างว่ากระทำไปเพื่อตรวจวัดระดับรังสีจากโรงงานยูเรเนียมในเกาหลีเหนือ

ชนวนเหตุจากการรุกรานและใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ทางการเปียงยางได้กล่าวหาโซลว่าส่งโดรนรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เมืองแคซอง พร้อมเผยแพร่ภาพเศษซากโดรนที่อ้างว่ายิงตกได้ แม้ในช่วงแรกประธานาธิบดี อี แจมยอง ผู้นำคนปัจจุบันจะออกมาปฏิเสธโดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนการลั่นไกปืนใส่เกาหลีเหนือก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนในปัจจุบันมุ่งเป้าไปที่อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ที่กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาสั่งการให้นำโดรนรุกล้ำน่านฟ้าเกาหลีเหนือเพื่อโปรยใบปลิวต่อต้านรัฐบาลเปียงยาง โดยอัยการระบุว่า “ยุน” พยายามสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อช่วงปลายปี 2024 หวังล้มล้างระบอบพลเรือนแต่ไม่สำเร็จ จนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา

ท่าทีของผู้นำคนใหม่และความตึงเครียดที่ยังไม่จบประธานาธิบดี อี แจมยอง พยายามลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนด้วยการสั่งรื้อถอนลำโพงโฆษณาชวนเชื่อออก และเคยเปรยว่าต้องการจะขอโทษเกาหลีเหนือต่อการกระทำของรัฐบาลชุดก่อน แต่ยอมรับว่ากังวลเรื่องการถูกโจมตีทางการเมืองว่าเป็นพวกฝักใฝ่เกาหลีเหนือ

ขณะที่สถานการณ์ฝั่งเกาหลีเหนือยังคงน่ากังวล โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 นายคิม จองอึน ได้สั่งเดินหน้า “ผลิตโดรนโจมตีจำนวนมาก” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าได้รับเทคโนโลยีสนับสนุนจากรัสเซีย เพื่อใช้เป็นโดรนพลีชีพติดระเบิดโจมตีเป้าหมาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายต่างตอบโต้กันด้วยการส่งบอลลูนขยะและใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดนไปมา.

ที่มา AFP

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์คนดังที่มีผู้ติดตามมากสุดในโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการแอปการเงินกลุ่ม Gen Z

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์คนดังที่มีผู้ติดตามมากสุดในโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการแอปการเงินกลุ่ม Gen Z

10 ก.พ. 2569 11:04 น.

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์คนดังที่มีผู้ติดตามมากสุดในโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการแอปการเงินกลุ่ม Gen Z

“มิสเตอร์บีสต์” ยูทูบเบอร์ดังระดับโลก เข้าซื้อกิจการ “สเต็ป” แอปพลิเคชันการเงินที่เน้นกลุ่มเยาวชน และ Gen Z รระบุว่า อยากช่วยให้คนรุ่นใหม่มีพื้นฐานด้านการเงินที่เขาไม่เคยได้รับ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายจิมมี่ โดนัลด์สัน วัย 27 ปี ยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก เปิดเผยว่า บริษัท Beast Industries ของเขาได้เข้าซื้อบริษัท “Step” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการทางการเงินที่ให้บริการบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ย โดยเขากล่าวว่า ในวัยเด็กไม่เคยได้รับการสอนเรื่องการลงทุน การสร้างเครดิต หรือการบริหารจัดการเงิน พร้อมระบุว่า ต้องการมอบรากฐานทางการเงิน ให้กับเยาวชนหลายล้านคนทั่วโลก

รายงานข่าวไม่ได้การเปิดเผยมูลค่าการซื้อกิจการ ขณะที่ “Step” และ “Beast Industries” ยังไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อข่าวนี้ 

ทั้งนี้ มิสเตอร์บีสต์มีผู้ติดตามบนยูทูบมากกว่า 450 ล้านคน คอนเทนต์ส่วนใหญ่เป็นการแข่งขันสุดท้าทายและกิจกรรมแจกเงินหรือช่วยเหลือสังคม ซึ่งแต่ละวิดีโอใช้ต้นทุนการผลิตระดับหลายล้านดอลลาร์ และมีทีมงานราว 300 คน ที่ผ่านมาความสำเร็จบนยูทูบถูกต่อยอดสู่ธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ทั้งรายการเกมโชว์บน Amazon Prime Video สวนสนุกชั่วคราวในซาอุดีอาระเบียในชื่อ “Beast Land” รวมถึงแบรนด์ขนม Feastables ที่สร้างรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี และมีรายได้ใกล้เคียงกับธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์.

ที่มา France24

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ "ภาวะฉุกเฉินเมียนมา" เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

10 ก.พ. 2569 10:36 น.

ทรัมป์ลงนามต่ออายุ “ภาวะฉุกเฉินเมียนมา” เปิดทางสหรัฐฯ คว่ำบาตรกองทัพเมียนมาต่ออีก 1 ปี

“โดนัลด์ ทรัมป์” ขยายเวลา “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” เมียนมา ออกไปอีก 1 ปี ส่งผลให้มาตรการคว่ำบาตรกองทัพยังคงมีผลบังคับใช้ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ยังคงเป็นภัยต่อความมั่นคง-นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามขยายเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับเมียนมาออกไปอีก 1 ปี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมาได้อย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์ระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินซึ่งมีผลบังคับใช้ครั้งแรกไม่นานหลังการรัฐประหารในปี 2564 ยังคงมีความจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์ในและที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่ปกติและร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งจัดสรรเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมามูลค่า 121 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุชัดว่า เงินช่วยเหลือก้อนนี้จะไม่ถูกส่งไปยังรัฐบาลทหาร

โดยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลทหารเมียนมาครอบคลุมถึงการห้ามจำหน่ายเชื้อเพลิงเครื่องบิน และการขึ้นบัญชีดำสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมกับรัฐบาลทหาร ผู้นำสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามความคืบหน้าในการเจรจาและการลดความรุนแรงในเมียนมาอย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ พร้อมปรับระดับแรงกดดันตามความจำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

อังกฤษกระตุ้นผู้ปกครอง ชวนลูกคุยเรื่องภัยร้ายจากโลกออนไลน์ เล็งแบนโซเชียลต่ำกว่า 16 ปี

อังกฤษกระตุ้นผู้ปกครอง ชวนลูกคุยเรื่องภัยร้ายจากโลกออนไลน์ เล็งแบนโซเชียลต่ำกว่า 16 ปี

10 ก.พ. 2569 09:31 น.

อังกฤษกระตุ้นผู้ปกครอง ชวนลูกคุยเรื่องภัยร้ายจากโลกออนไลน์ เล็งแบนโซเชียลต่ำกว่า 16 ปี

รัฐบาลอังกฤษออกโรงกระตุ้นผู้ปกครองให้พูดคุยกับบุตรหลานจริงจัง ถึงความเสี่ยงจากคอนเทนต์อันตรายบนโลกออนไลน์ หลังพบข้อมูลน่าตกใจว่า ผู้ปกครองเกือบครึ่งไม่เคยสอบถามลูกเกี่ยวกับการใช้โซเชียล

รัฐบาลอังกฤษเปิดตัวแคมเปญใหม่ในชื่อ “You Won’t Know Until You Ask” หรือ “คุณจะไม่มีทางรู้ ถ้าคุณไม่ถาม” เพื่อสนับสนุนให้พ่อแม่เริ่มบทสนทนากับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเห็นและทำบนโลกออนไลน์ ตั้งแต่ข่าวปลอม เนื้อหารุนแรง ไปจนถึงคอนเทนต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีของอังกฤษ ลิซ เคนดัลล์ ระบุว่า เข้าใจดีว่าผู้ปกครองจำนวนมากกังวลว่าเด็ก ๆ กำลังเผชิญอะไรอยู่ในโซเชียลมีเดียพร้อมย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นจะมอบวัยเด็กที่เด็กควรได้รับ และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างปลอดภัย ดังนั้นภาครัฐจึงสนับสนุนผู้ปกครองผ่านแคมเปญนี้ และเริ่มเปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเยาวชนในยุคโซเชียลมีเดีย

แคมเปญดังกล่าวจะช่วยผู้ปกครองเรียนรู้การตั้งค่าความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พร้อมแนะแนวทางการพูดคุยกับลูกในประเด็นอ่อนไหว เช่น ข่าวปลอม และ เนื้อหาเป็นพิษ โดยจะเริ่มเผยแพร่ผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์อย่าง Facebook, Instagram และ TikTok ในบางภูมิภาคของอังกฤษเป็นระยะแรก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังรัฐบาลอังกฤษส่งสัญญาณว่า พร้อมใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ รวมถึงการพิจารณา แบนการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ตามแนวทางของออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

รัฐมนตรีอังกฤษเตรียมเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อศึกษารายละเอียดของมาตรการดังกล่าว โดยเคนดัลล์ยอมรับว่า อังกฤษกำลังพิจารณาใช้เกณฑ์อายุเดียวกัน

ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรป อาทิ สเปน กรีซ ฝรั่งเศส สโลวีเนีย และสาธารณรัฐเช็ก ต่างออกมาแสดงท่าทีว่า กำลังพิจารณาจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในเด็กเช่นกัน ท่ามกลางกระแสกังวลว่า แพลตฟอร์มเทคโนโลยีจำนวนมากถูกออกแบบมาให้เสพติด และส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเยาวชน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ

“คิม จองอึน” ชี้กองทัพเกาหลีเหนือจะมีบทบาทโดดเด่นใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลอง 78 ปีกองทัพประชาชน

"คิม จองอึน" ชี้กองทัพเกาหลีเหนือจะมีบทบาทโดดเด่นใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลอง 78 ปีกองทัพประชาชน

10 ก.พ. 2569 09:16 น.

“คิม จองอึน” ชี้กองทัพเกาหลีเหนือจะมีบทบาทโดดเด่นใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลอง 78 ปีกองทัพประชาชน

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ระบุ กองทัพจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมร่วมฉลองเนื่องในวันครบรอบ 78 ปีการก่อตั้งกองทัพประชาชน ซึ่งมาถึงก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานปลายเดือนนี้

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้ รายงานว่า นาย คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระบุว่า กองทัพประชาชนเกาหลีจะมีบทบาทโดดเด่นอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยเป็นการกล่าวระหว่างการเยือนกระทรวงกลาโหม เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีการก่อตั้งกองทัพประชาชน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เดินทางไปยังกระทรวงกลาโหม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความยินดีในวันครบรอบการก่อตั้งกองทัพ โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายคิมจะประกาศทิศทางนโยบายสำคัญด้านการทหาร การทูต และเศรษฐกิจ สำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า ระหว่างการประชุมใหญ่ของพรรค นอกจากนี้คาดว่าผู้นำเกาหลีเหนือส่งสัญญาณว่า จะเปิดเผยแผนพัฒนาแสนยานุภาพทางทหารระยะ 5 ปีฉบับใหม่

ผู้นำเกาหลีเหนือยังประเมินว่า กองทัพจะเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสร้างผลงานอันโดดเด่นในปีที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ภารกิจทางทหารจะขยายวงกว้างและต้องใช้ความพยายามมากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ในสุนทรพจน์ครั้งล่าสุด คิมไม่ได้กล่าวโจมตีเกาหลีใต้หรือสหรัฐฯ ซึ่งแตกต่างจากท่าทีในอดีต ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ปีก่อน เขาเคยย้ำจุดยืนเสริมสร้างกำลังนิวเคลียร์ พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งทั่วโลก

ในโอกาสเดียวกัน นายคิม และเหล่าผู้นำระดับสูงของกองทัพเกาหลีเหนือยังได้เดินทางไปวางดอกไม้คารวะที่ พระราชวังคึมซูซัน ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุร่างของอดีตผู้นำ คิม อิลซอง และคิม จองอิล.

ที่มา Yonhap

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

10 ก.พ. 2569 08:59 น.

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาขู่อาจไม่อนุญาตให้เปิดใช้งานสะพานแห่งใหม่ที่เชื่อมสหรัฐฯ กับแคนาดา หากสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ขู่แคนาดาอีก โดยโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า “ผมจะไม่อนุญาตให้เปิดสะพานนี้ จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับการชดเชยอย่างเต็มที่ สำหรับทุกสิ่งที่เราให้กับแคนาดา และที่สำคัญ แคนาดาต้องปฏิบัติต่อสหรัฐฯ ด้วยความยุติธรรมและความเคารพที่เราสมควรได้รับ”

โดยทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ควรเป็นเจ้าของอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ของสะพาน Gordie Howe International Bridge ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเชื่อมต่อระหว่างรัฐมิชิแกนของสหรัฐฯ กับมณฑลออนแทรีโอของแคนาดา แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่รัฐบาลแคนาดาเป็นผู้ผลักดันหลัก

สะพานแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2018 และมีกำหนดเปิดใช้งานภายในปีนี้ โดยตั้งชื่อตาม กอร์ดี ฮาว ตำนานนักฮอกกี้น้ำแข็ง NHL ชาวแคนาดา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวโจมตีว่า แคนาดาเป็นเจ้าของทั้งสองฝั่งของสะพาน และแทบไม่ได้ใช้สินค้าจากสหรัฐฯ ในการก่อสร้าง พร้อมพาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ที่ต้องการทำข้อตกลงกับจีน โดยกล่าวว่า จีนจะกลืนแคนาดาทั้งประเทศ และสหรัฐฯ จะไม่ยอมตกเป็นฝ่ายเสียประโยชน์

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลวอชิงตันขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 100% หลังนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว และบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นกับจีน

ทรัมป์ยังกล่าวอ้างซ้ำอีกครั้งว่า จีนอาจยุติการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งทั้งหมดในแคนาดา ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาก็เผชิญแรงสั่นสะเทือนต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยถึงขั้นเรียกร้องให้สหรัฐฯ ผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 แม้ในช่วงหลังจะลดการกล่าวอ้างในประเด็นนี้ลง

ด้านนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ เคยเตือนในเวทีประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส เมื่อเดือนที่ผ่านมา ว่าระบบการกำกับดูแลโลกที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญรอยร้าว และเรียกร้องให้ประเทศขนาดกลางรวมกลุ่มกันมากขึ้น ท่ามกลางความปั่นป่วนของสถานการ์ณโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

นิวยอร์กอ่วม คลื่นความเย็นปกคลุมยาวนาน อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศานานสุดในรอบ 60 ปี ดับแล้ว 18 ศพ

นิวยอร์กอ่วม คลื่นความเย็นปกคลุมยาวนาน อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศานานสุดในรอบ 60 ปี ดับแล้ว 18 ศพ

10 ก.พ. 2569 08:29 น.

นิวยอร์กอ่วม คลื่นความเย็นปกคลุมยาวนาน อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศานานสุดในรอบ 60 ปี ดับแล้ว 18 ศพ

ชาวนิวยอร์ก สังเวย 18 ศพ อากาศหนาวเย็นจัดต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสติดต่อกันถึง 13 วัน นับว่านานทีี่สุดในรอบ 60 ปี 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นครนิวยอร์กเผชิญอุณหภูมิที่ 0 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า ติดต่อกันถึง 13 วัน นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงอากาศหนาวจัดยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2506 

โดยคลื่นความเย็นที่ทำให้อุหภูมิลดลงต่ำปกคลุมเมืองนิวยอร์กตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ศพ โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา  และทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินอากาศหนาวเย็นตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา 

ทางการนิวยอร์กได้ผ่อนปรนนโยบายรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเข้าศูนย์พักพิง ส่งผลให้มีผู้เข้ารับการคุ้มครองแล้วราว 1,400 คน รวมถึงเพิ่มห้องพักโรงแรมอีก 64 ห้อง และส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามเพิ่มอย่างน้อย 150 คน ออกดูแลผู้เปราะบางตามท้องถนน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า มวลอากาศอาร์กติกทำให้อุณหภูมิความรู้สึกจริง หรือวินด์ชิลล์ ต่ำกว่าศูนย์อย่างอันตราย เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำและอาการบาดเจ็บจากความเย็นจัด โดยอุณหภูมิสูงสุดในช่วงนี้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4 องศาเซลเซียส

ขณะที่หน่วยงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของนครนิวยอร์กเตือนว่า แม้อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหิมะและน้ำแข็งที่ละลายอาจร่วงหล่นจากอาคาร รวมถึงพื้นถนนและทางเท้าที่อาจกลับมาเป็นน้ำแข็งอีกครั้งในช่วงกลางคืน.

ที่มา BBC

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

10 ก.พ. 2569 06:17 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์เลบานอนดับ 4 ศพ อ้างโจมตี ผบ.ฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโจมตีเลบานอนรอบใหม่ อ้างมุ่งเป้าสังหารผู้บัญชาการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่การโจมตีนี้ทำให้มีพ่อลูกคู่หนึ่งเสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในประเทศเลบานอนรอบใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามุ่งเป้าหมายไปที่ผู้บัญชาการคนหนึ่งของกลุ่ม “ฮิซบอลเลาะห์” แต่การโจมตีนี้กลับทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของเลบานอนคนหนึ่งกับลูกของเขาเสียชีวิต

อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนบ่อยครั้ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ยุติการปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ดำเนินมานานกว่า 1 ปี

เมื่อวันจันทร์ กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนกล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลที่หมู่บ้านยานูห์ (Yanuh) ทางตอนใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า การโจมตีดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ อาห์มัด อาลี ซาลาเมห์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายปืนใหญ่ของฮิซบอลเลาะห์ และกำลังทำงานเพื่อฟื้นฟูขีดความสามารถของกลุ่ม

แต่สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลรายงานว่า นอกเหนือจากนายซาลาเมห์แล้ว การโจมตีดังกล่าวยังทำให้สมาชิกกองกำลังความมั่นคงของเลบานอนและลูกวัย 3 ขวบของเขาที่ผ่านมาในบริเวณนั้นเสียชีวิตด้วย

กองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขากำลังตรวจสอบรายงานที่ว่ามีพลเรือนหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเสียชีวิตจากการโจมตีของพวกเขา

ต่อมาในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนก็รายงานเพิ่มเติมว่า อิสราเอลโจมตีอีกจุดที่หมู่บ้านไอตา อัล-ชาบ (Aita al-Shaab) บริเวณชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่กำลังรวบรวมข่าวเกี่ยวกับกองทัพอิสราเอล และดำเนินการเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย

ในขณะเดียวกัน ฮิซบอลเลาะห์เรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนดำเนินมาตรการป้องปราม ตลอดจนแสดงจุดยืนที่มั่นคงและชัดเจน และดำเนินการในทันทีในทุกระดับ ทั้งทางการเมือง การทูต และทางกฎหมาย และทำงานอย่างจริงจังเพื่อปกป้องพลเมือง

ฮิซบอลเลาะห์กล่าวหาอิสราเอลว่า ลักพาตัวพลเมืองเลบานอนไปกว่า 20 คนนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง โดย 10 คนในจำนวนนี้ถูกลักพาตัวหลังจากข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลบังคับใช้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

10 ก.พ. 2569 03:22 น.

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ว่าพวกเขาแอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ไปแล้วหลายครั้ง และกล่าวหาสหรัฐฯ กลับว่า กำลังหาข้ออ้างเพื่อหวนกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. 2569 ทางการจีนออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า แดนมังกรดำเนินการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์อย่างลับๆ ไปแล้ว โดยจีนระบุว่านี่เป็น “การโกหกอย่างสิ้นเชิง” และกล่าวหาว่าวอชิงตันกำลังหาข้ออ้างที่จะเริ่มการทดสอบของตัวเอง

ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการลดอาวุธที่นครเจนีวาเมื่อวันศุกร์ (6 ก.พ.) นายโทมัส ดีนันโน รัฐมนตรีช่วยด้านการควบคุมอาวุธของกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนแอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ไปแล้วหลายครั้ง รวมถึงครั้งหนึ่งเมื่อ 22 มิ.ย. 2563 และกำลังเตรียมการทดสอบเพิ่มอีก

“ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ไม่มีมูลความจริงเลยและเป็นคำโกหกอย่างสิ้นเชิง จีนต่อต้านความพยายามของสหรัฐฯ ในการสร้างข้ออ้างเพื่อกลับมาเริ่มทดสอบนิวเคลียร์ของตัวเองอีกครั้ง” กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุในแถลงการณ์ โดยจีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ “หยุดการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบในทันที”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยกล่าวในเดือนตุลาคมปีก่อนว่า วอชิงตันจะเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ “อย่างเท่าเทียมกัน” กับที่มอสโกและปักกิ่งทำ โดยที่เขาไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า เขาต้องการเริ่มการทดสอบนิวเคลียร์ประเภทใด

ความคิดเห็นของนายดีนันโนเกิดขึ้นในขณะที่เขานำเสนอแผนการใหม่ของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้มีการเจรจาสามฝ่ายกับรัสเซียและจีน เพื่อกำหนดขีดจำกัดใหม่สำหรับอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากสนธิสัญญา New START หมดอายุลง โดยนี่เป็นสนธิสัญญาเพื่อควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียฉบับสุดท้ายที่เหลือแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่า พวกเขาปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเจรจาปลดอาวุธ “ในขั้นตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna