พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

6 ก.พ. 2569 12:41 น.

พ้นแบล็กลิสต์แล้ว สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวกัมพูชาซื้ออาวุธอเมริกัน

สื่อกัมพูชาเผยสหรัฐอเมริกา ถอดชื่อกัมพูชาออกจากบัญชีประเทศต้องห้ามด้านการส่งออกอาวุธแล้ว นับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญระหว่างสองประเทศ หลังความสัมพันธ์ถูกแช่แข็งมาหลายปี

ขแมร์ไทมส์ สื่อของกัมพูชารายงานว่า สหรัฐอเมริกาตัดสินใจ ถอดชื่อกัมพูชาออกจากบัญชีประเทศต้องห้ามด้านการส่งออกอาวุธอย่างเป็นทางการแล้ว 

โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 ว่าได้ลบชื่อกัมพูชาออกจากกลุ่มประเทศ “Country Group D:5” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกจำกัดการส่งออกอาวุธและเทคโนโลยีทางทหาร 

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่า กัมพูชามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในด้าน สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงยังคงมีความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ และแสดงท่าทีร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับการตัดสินใจของทำเนียบขาวเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ยกเลิกคำสั่งห้ามขายอาวุธให้กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นประเทศที่เอนเอียงทางการทหารไปยังจีนอย่างชัดเจน

เคซีย์ บาร์เน็ตต์ ประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา หรือ AmCham Cambodia ระบุว่า การถอดชื่อครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ ต่อกัมพูชา พร้อมชี้ว่าจะเปิดโอกาสให้กัมพูชาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ ที่อาจช่วยทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้จะพ้นจากบัญชีดำด้านอาวุธหลัก แต่กัมพูชายังคงถูกจัดอยู่ใน Country Group D:1 ซึ่งหมายความว่า การนำเข้าเทคโนโลยีทางทหารบางประเภท ยังต้องขอใบอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอาวุธประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้จำนวนคำขอใบอนุญาตส่งออกอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารไปยังกัมพูชา เพิ่มขึ้นราว 100 ฉบับต่อปี และช่วยลดขั้นตอนราชการที่เคยยุ่งยากซับซ้อน

แต่ในทางปฏิบัติ กัมพูชายังไม่อาจเข้าถึงอาวุธระดับสูงหรือเทคโนโลยีอ่อนไหวได้อย่างเสรี และยังคงอยู่ภายใต้การจับตาของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด.

ที่มา :  Khmertimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

“ควีนแม็กซิมา” แห่งเนเธอร์แลนด์ เริ่มฝึกเป็นทหารกองหนุน รับมือความไม่มั่นคงยุโรป

"ควีนแม็กซิมา" แห่งเนเธอร์แลนด์ เริ่มฝึกเป็นทหารกองหนุน รับมือความไม่มั่นคงยุโรป

6 ก.พ. 2569 11:58 น.

“ควีนแม็กซิมา” แห่งเนเธอร์แลนด์ เริ่มฝึกเป็นทหารกองหนุน รับมือความไม่มั่นคงยุโรป

สมเด็จพระราชินีแม็กซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงตัดสินใจเข้าฝึกเป็นทหารกองหนุน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเนเธอร์แลนด์ตระหนักถึงความมั่นคงท่ามกลางภาวะสงครามในยุโรป พร้อมเตรียมรับยศ “พันโท” เพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยชาติเมื่อยามจำเป็น

กองทัพเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระราชินีแม็กซิมา พระชนมพรรษา 54 พรรษา พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ทรงเริ่มเข้ารับการฝึกทหารกองหนุนในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในยุโรปจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมเนเธอร์แลนด์ระบุในแถลงการณ์ว่า “เนื่องจากความปลอดภัยของเนเธอร์แลนด์ไม่ใช่อิ่งที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป พระราชินีแม็กซิมาจึงทรงตัดสินใจสมัครเป็นทหารกองหนุน” ขณะที่สำนักพระราชวังเสริมว่า พระองค์ทรงต้องการมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกับพลเมืองคนอื่นๆ

การตัดสินใจครั้งนี้ดำเนินตามรอยเจ้าหญิงอามาเลีย มกุฎราชกุมารีแห่งเนเธอร์แลนด์ ที่เพิ่งทรงสำเร็จการฝึกทหารขั้นพื้นฐานในฐานะทหารกองหนุนไปเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์ในยุโรป เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งเบลเยียมที่เคยทรงเข้าโรงเรียนทหารเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชภารกิจในอนาคต

สำนักพระราชวังได้เผยแพร่ภาพพระกรณียกิจขณะทรงฝึกซ้อมที่วิทยาลัยการทหารในเมืองเบรดา ซึ่งเผยให้เห็นภาพพระราชินีในชุดฝึกทหาร ทรงฝึกยิงปืนพก ฝึกปีนหน้าผาจำลอง และฝึกกระโดดน้ำด้วยชุดทหารพร้อมแว่นตาดำน้ำ โดยหลักสูตรการฝึกครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ได้แก่ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและการป้องกันตัว ทักษะการใช้อาวุธและการยิงปืน การอ่านแผนที่ และกฎหมายทหาร ทั้งนี้ เมื่อทรงสำเร็จการฝึก พระองค์จะได้รับพระราชทานยศ “พันโท” และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ทุกที่ที่ต้องการ

โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์มีบุคลากรทางการทหาร รวมพลเรือนและกองหนุน ราว 80,000 นาย แต่รัฐบาลใหม่ตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนให้ถึง 122,000 นาย เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากรัสเซีย

นอกจากเนเธอร์แลนด์แล้ว ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปต่างก็เร่งปรับตัวเช่นกัน เช่น เยอรมนีที่อนุมัติแผนดึงดูดอาสาสมัครทหารเพิ่ม ขณะที่ฝรั่งเศสเปิดตัวโครงการฝึกอาสาสมัครวัย 18-19 ปี ตั้งเป้าให้ได้ 50,000 คนต่อปีภายในปี 2035 ส่วนเดนมาร์กขยายการเกณฑ์ทหารไปยังสตรีเป็นครั้งแรก และเบลเยียมได้ฟื้นฟูกองพลทหาร 2 กองพลเพื่อเสริมกำลังป้องกันประเทศ

พลอากาศเอก ฌอง-ปอล ปาโลเมรอส อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศฝรั่งเศส ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า “นี่คือหนทางที่ยากและต้องใช้เงินทุนมหาศาล แต่มันจำเป็นเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่า เสรีภาพและสันติภาพนั้นไม่ได้มาฟรีๆ”.

ที่มา Associated Press

สิงคโปร์ขึ้นค่าธรรมเนียมรถต่างชาติเข้าเมือง เริ่มปี 2027 รถยนต์จ่ายวันละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

สิงคโปร์ขึ้นค่าธรรมเนียมรถต่างชาติเข้าเมือง เริ่มปี 2027 รถยนต์จ่ายวันละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

6 ก.พ. 2569 11:11 น.

สิงคโปร์ขึ้นค่าธรรมเนียมรถต่างชาติเข้าเมือง เริ่มปี 2027 รถยนต์จ่ายวันละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์

รถที่จดทะเบียนต่างประเทศและเดินทางผ่านแดนเข้าสิงคโปร์จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในปีหน้า หลังสำนักงานขนส่งทางบกสิงคโปร์ ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรถผ่านแดนอย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2027

สำนักงานขนส่งทางบกสิงคโปร์ (Land Transport Authority – LTA) ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียม Vehicle Entry Permit (VEP) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 โดยอัตราค่าธรรมเนียม VEP รถยนต์ต่างประเทศ จะเพิ่มเป็น 50 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน (ราว 970 บาท) ขณะที่รถจักรยานยนต์ เพิ่มเป็น 7 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวันหรือราว 175 บาท จากเดิมที่เก็บวันละ 35 และ 4 ดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ

นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะถูกเรียกเก็บ ทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของสิงคโปร์

ขณะเดียวกันทาง LTA ยังประกาศยกเลิกสิทธิ์ เข้าเมืองฟรี 10 วันต่อปี สำหรับรถต่างชาติ ยกเลิกช่วงเวลาเข้าเมืองฟรีในวันธรรมดา (เวลา 17.00 น. ถึง 02.00 น. ของวันถัดไป) รวมถึงจะยกเลิกการยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วงปิดเทอมเดือนมิถุนายนและธันวาคม ซึ่งหมายความว่า ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป รถต่างชาติจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเกือบทุกครั้งที่เข้าใช้ถนนในสิงคโปร์

ขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียม Goods Vehicle Permit (GVP) สำหรับรถบรรทุกสินค้าที่จดทะเบียนต่างประเทศ จะปรับขึ้นจาก 40 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 70 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 1,745 บาท)

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังสามารถซื้อ GVP ในอัตราเดิมได้ หากซื้อก่อนวันที่อัตราใหม่มีผลบังคับใช้ แต่หากช่วงอายุใบอนุญาตครอบคลุมหลังวันดังกล่าว จะถูกคิดในอัตราใหม่ทันที

ทั้งนี้ LTA ระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนนโยบายเป็นระยะ เพื่อให้ต้นทุนการครอบครองและใช้งานรถต่างชาติในสิงคโปร์ใกล้เคียงกับรถที่จดทะเบียนในประเทศ

เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ช่องว่างค่าใช้จ่ายดังกล่าวขยายตัวมากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับอัตรา VEP และ GVP ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง LTA ยังประกาศว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2027 รถต่างชาติที่เข้าใช้ถนนในสิงคโปร์โดย ไม่มี On-Board Unit (OBU) จะต้องจ่ายค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (ERP) ในอัตราเหมาจ่าย ได้แก่ รถยนต์ต่างชาติในอัตรา 10 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวันใช้งาน ส่วนรถจักรยานยนต์ต่างชาติที่ 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน

และแม้การติดตั้ง OBU จะยังไม่บังคับ (ยกเว้นแท็กซี่จากมาเลเซีย) แต่เจ้าของรถต่างชาติสามารถเลือกติดตั้ง OBU ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 โดยราคาค่าอุปกรณ์ OBU สำหรับรถต่างชาติจะตรึงราคาอยู่ที่ 158.70 ดอลลาร์สิงคโปร์ (รวมภาษี GST 9%) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2026 เพื่อจูงใจให้รถต่างชาติติดตั้ง OBU ก่อนระบบ ERP2 มีผลบังคับใช้ 

อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าว ไม่รวมค่าติดตั้ง ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต และการติดตั้งสามารถทำได้เฉพาะในสิงคโปร์เท่านั้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สิงคโปร์

หน่วยงานการรถไฟจีนประกาศพร้อมรับมือคลื่นความหนาวเย็น

หน่วยงานการรถไฟจีนประกาศพร้อมรับมือคลื่นความหนาวเย็น

6 ก.พ. 2569 11:09 น.

หน่วยงานการรถไฟจีนประกาศพร้อมรับมือคลื่นความหนาวเย็น

หน่วยงานการรถไฟของจีนได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวจัด และประกันความปลอดภัยในการขนส่งทางรถไฟ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว China Media Group ของจีนรายงานว่า ทางการจีนประกาศความพร้อมในการรับมือกับคลื่นความหนาวเย็นที่อาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรเดินทางของประชาชนด้านระบบรถไฟความเร็วสูง โดยมีการเร่งทำการละลายน้ำแข็งบริเวณรางรถไฟ เพื่อป้องกันโอกาสที่น้ำแข็งและหิมะจะกระเด็นขึ้นมาขณะวิ่ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน.

ทางด้านหน่วยงานการรถไฟในมณฑลหูเป่ย ได้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อสร้างความปลอดภัยในการขนส่งทางรถไฟในช่วงที่มีหิมะตก โดยใช้ประโยชน์จากความเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย บูรณาการระบบอัตโนมัติ จัดตารางการเดินรถอย่างมีเหมาะสม รับประกันการขนส่งสินค้าที่จำเป็น และเพิ่มแผ่นกันลื่นรวมถึงป้ายเตือนที่สถานีรถไฟ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ส่วนที่สาขาชิงเต่าของสำนักงานการรถไฟจี่หนาน ในมณฑลชานตงก็ได้เพิ่มการตรวจสอบอุปกรณ์รถไฟที่สำคัญ และดำเนินการละลายน้ำแข็งในช่วงที่มีน้ำแข็งและฝนตกเช่นกัน

ที่มา China Media Group

ทรัมป์เปิดตัว “TrumpRx” เว็บไซต์ยาราคาประหยัด หวังลดภาระค่ารักษาคนอเมริกัน

ทรัมป์เปิดตัว "TrumpRx" เว็บไซต์ยาราคาประหยัด หวังลดภาระค่ารักษาคนอเมริกัน

6 ก.พ. 2569 11:03 น.

ทรัมป์เปิดตัว “TrumpRx” เว็บไซต์ยาราคาประหยัด หวังลดภาระค่ารักษาคนอเมริกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดตัวเว็บไซต์ TrumpRx.gov อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในราคาลดพิเศษ ถือเป็นนโยบายสำคัญในการผลักดันให้ราคายาในสหรัฐฯ ลดลง ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าและผลประโยชน์ต่อผู้มีประกัน

การเปิดตัวมีขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยมี นพ.เมห์เมต ออซ ผู้บริหารศูนย์บริการ Medicare และ Medicaid และโจ เก็บเบีย ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb เข้าร่วม ทรัมป์ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายและมีสุขภาพที่ดีขึ้น

รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลได้ลงนามในข้อตกลง “ประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง” (Most-favored Nation) กับ 16 บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก โดยบริษัทเหล่านี้ตกลงที่จะลดราคายาให้กับโครงการสวัสดิการรัฐ (Medicaid) และผู้บริโภคที่จ่ายเงินสดผ่าน TrumpRx เพื่อแลกกับการได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง Eli Lilly และ Novo Nordisk ซึ่งตกลงลดราคายาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic และ Wegovy ให้เหลือเฉลี่ยเดือนละ 149 ถึง 350 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่อาจสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Novo ระบุว่า Wegovy ชนิดเม็ด ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก่อน ยังจำหน่ายเฉพาะช่องทางตรงถึงผู้บริโภค ระหว่างรอการกำหนดความคุ้มครองจากบริษัทประกัน

ผู้บริหาร Novo Nordisk ระบุว่า TrumpRx จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่ผ่านการรับรองจาก FDA ได้สะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสเข้าถึงยาในราคาสำหรับผู้จ่ายเงินเอง

ปัจจุบัน ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่ายาแพงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ เกือบสามเท่า ทำให้ทรัมป์กดดันบริษัทยาให้ลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทร่วมโครงการยังรวมถึง Pfizer, AstraZeneca และ Merck โดยมียาสำคัญที่นำมาลดราคา เช่น ยารักษาเบาหวาน  Januvia  ของบริษัท Merck, ยาละลายลิ่มเลือด Plavix ของ Sanofi, ยาลดคอเลสเตอรอล Repatha ของ Amgen, ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี Epclusa  ของบริษัท Gilead และกลุ่มยาช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น Gonal-F และ Cetrotide

รายงานของ STAT News ระบุว่า เว็บไซต์ TrumpRx จะใช้ระบบของ GoodRx และไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง แต่จะเชื่อมผู้ป่วยไปยังเว็บไซต์อื่นเพื่อสั่งซื้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขเตือนว่า ผลประหยัดค่าใช้จ่ายยังไม่ชัดเจน เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่ไม่ใช้ประกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่ถูกนับรวมในวงเงินประกัน และยังอาจสูงเกินกำลังสำหรับหลายคน

จูเลียต คูบันสกี จากสถาบัน KFF ระบุว่า โครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าสำหรับผู้มีประกัน และไม่ควรถูกมองว่าเป็นการลดราคายาทั้งระบบ แม้จะเป็นประโยชน์ต่อบางกลุ่มก็ตาม

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ผลต่อผู้บริโภคจะยังไม่แน่นอน แต่บริษัทยาได้ประโยชน์จากการขายตรงโดยไม่ผ่านบริษัทประกัน และการขายในราคาลด ยังดีกว่าไม่สามารถจำหน่ายได้เลย.

ที่มา Reuters

ทรัมป์ เมินธรรมเนียมการทูต ประกาศหนุน“ซานาเอะ ทาคาอิจิ”ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น นัดพบที่วอชิงตัน มี.ค.

ทรัมป์ เมินธรรมเนียมการทูต ประกาศหนุน“ซานาเอะ ทาคาอิจิ”ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น นัดพบที่วอชิงตัน มี.ค.

6 ก.พ. 2569 10:36 น.

ทรัมป์ เมินธรรมเนียมการทูต ประกาศหนุน“ซานาเอะ ทาคาอิจิ”ก่อนเลือกตั้งญี่ปุ่น นัดพบที่วอชิงตัน มี.ค.

“โดนัลด์ ทรัมป์” ปธน.สหรัฐฯ แหวกธรรมเนียมการทูต ประกาศสนับสนุน “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์นี้ นัดพบบหารือกันที่วอชิงตัน มี.ค. นี้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความฮือฮาทางการเมืองอีกครั้ง ด้วยการประกาศสนับสนุนนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ พร้อมประกาศนัดพบกันที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 19 มีนาคม

โดยทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่า เขาประทับใจทาคาอิจิอย่างมาก หลังได้พบกันระหว่างการเยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และมองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของญี่ปุ่น 

ทรัมป์ยังเขียนข้อความยกย่องทาคาอิจิว่า เป็นผู้นำที่สมควรได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผลงานที่เธอและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังทำ พร้อมประกาศในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ขอให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ โดยเน้นข้อความด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ว่าเธอจะไม่ทำให้ประชาชนญี่ปุ่นผิดหวัง 

โดยการแสดงจุดยืนของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาหนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองของญี่ปุ่นอย่างเปิดเผยในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนธรรมเนียมทางการทูตที่มักหลีกเลี่ยงการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทรัมป์เคยแสดงการสนับสนุนผู้นำต่างชาติที่เขาชื่นชอบมาแล้ว เช่น นายวิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฮังการี.

ที่มา Japan Times

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์

6 ก.พ. 2569 09:40 น.

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันอาทิตย์

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนประชาชนรับมือหิมะตกหนักต่อเนื่องศุกร์-อาทิตย์ โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ตั้งแต่ตะวันตกจรดเหนือ คาดปริมาณหิมะสะสมหนากระทบการเดินทาง เสี่ยงหิมะถล่ม หลังคาถล่ม ไฟฟ้าดับ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกคำเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังจากสถานการณ์หิมะตกหนักที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์นี้ โดยคาดว่าหิมะจะตกหนักที่สุดในวันอาทิตย์ ตามแนวชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่กว้างตั้งแต่ภาคตะวันตกจนถึงภาคเหนือของประเทศ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นจะเผชิญพายุหิมะตั้งแต่วันศุกร์ ขณะที่ฝั่งทะเลญี่ปุ่นจะมีหิมะตกต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงช่วงพีคในวันอาทิตย์ โดยบางพื้นที่อาจมีหิมะตกในระดับที่ต้องออกคำเตือนพิเศษและแม้แต่พื้นที่ที่ไม่ค่อยมีหิมะ อาทิ เกาะคิวชู และแนวชายฝั่งแปซิฟิก ตั้งแต่ญี่ปุ่นตะวันตกถึงตะวันออก ก็อาจมีหิมะสะสมได้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ผิดปกติ

นักพยากรณ์อากาศระบุว่า หิมะระตกหนักลอกใหม่นี้อาจซ้ำเติมปริมาณหิมะสะสมที่ทำสถิติสูงในหลายพื้นที่ทางตะวันตกและเหนือของญี่ปุ่น พร้อมเตือนประชาชนให้ระวังพายุหิมะ การจราจรติดขัด หิมะถล่ม หิมะร่วงจากหลังคา รวมถึงความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร

ขณะเดียวกัน อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่นสูงกว่าปกติสำหรับช่วงเวลานี้ของปี เพิ่มความเสี่ยงที่หิมะจะไถลจากหลังคา น้ำแข็งย้อยหล่น และเกิดดินถล่มจากหิมะ โดยคาดว่าอุณหภูมิในภูมิภาคโทโฮคุ จังหวัดนีงาตะ และภูมิภาคโฮคุริคุ จะสูงใกล้เคียงระดับเดือนมีนาคม

กรมอุตุฯ ญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงเช้าวันเสาร์ เกาะฮอกไกโดจะเผชิญลมแรงและทะเลคลื่นสูงในวันศุกร์ โดยแรงลมอาจพุ่งถึง 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งบนบกและในทะเล นอกจากนี้อาจมีหิมะตกสะสมสูงสุด 50 เซนติเมตร  ส่วนในช่วงพีคจนถึงเช้าวันอาทิตย์ ปริมาณหิมะสะสมอาจเพิ่มสูงกว่านี้. 

ที่มา NHK

คู่รักสุดช็อก พบคลิปลับตัวเองถูกแอบถ่ายเผยแพร่ให้คนนับพันดู ขณะพักในโรงแรมจีน

คู่รักสุดช็อก พบคลิปลับตัวเองถูกแอบถ่ายเผยแพร่ให้คนนับพันดู ขณะพักในโรงแรมจีน

6 ก.พ. 2569 08:55 น.

คู่รักสุดช็อก พบคลิปลับตัวเองถูกแอบถ่ายเผยแพร่ให้คนนับพันดู ขณะพักในโรงแรมจีน

จากทริปพักผ่อนสู่ฝันร้าย คู่รักไม่รู้ตัวตกเป็นเหยื่ออุตสาหกรรม “สปายแคม” ถูกแอบถ่ายและเผยแพร่คลิปลับระหว่างเข้าพักโรงแรมในเซินเจิ้นของจีน ขณะที่ BBC สืบสวนพบกล้องลับในโรงแรมมากกว่า 180 แห่ง

สำนักข่าวบีบีซีแฉภัยเงียบของนักท่องเที่ยว ที่ตกเป็นเหยื่อกล้องแอบถ่ายภายในโรงแรมที่เมืองเซินเจิ้นของจีน โดยหนึ่งในเหยื่อที่เพิ่งรู้ตัว คือ เอริก (นามสมมติ) กำลังเลื่อนดูโซเชียลมีเดียที่เขาใช้เป็นประจำเพื่อดูสื่อลามก จู่ๆ เขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อวิดีโอที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นภาพของ ตัวเขาเองและแฟนสาว

โดยคลิปจะเห็นตั้งแต่ช่วงที่ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้อง วางกระเป๋า จนถึงช่วงเวลาส่วนตัวที่สุด เอริกรู้ทันทีว่า ทั้งหมดนั้นคือภาพจากคืนหนึ่งที่เขาและแฟนสาวพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน เมื่อสามสัปดาห์ก่อน โดยที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ในห้องมีใครอีกคนหนึ่งกำลังแอบดูอยู่

ช่วงเวลาส่วนตัวของทั้งคู่ถูกบันทึกด้วย กล้องลับที่ซ่อนอยู่ในห้องพักโรงแรม และถูกนำไปเผยแพร่ให้ผู้คนนับพันที่ล็อกอินเข้ามาดูผ่านช่องทางเดียวกับที่เอริกเคยใช้ดูสื่อลามก

อุตสาหกรรมสปายแคมโป๊ในจีน : ผิดกฎหมาย แต่ยังระบาด

สื่อลามกจากกล้องแอบถ่าย หรือที่เรียกว่า spy-cam porn มีอยู่ในจีนมานานอย่างน้อย 10 ปี แม้จีนจะมีกฎหมายห้ามผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอย่างเข้มงวด

ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ประเด็นนี้กลับถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เริ่มแลกเปลี่ยนวิธีสังเกตกล้องลับ ซึ่งบางตัวมีขนาดเล็กเท่ายางลบดินสอ บางคนถึงขั้น กางเต็นท์นอนในห้องโรงแรม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแอบถ่าย

แม้รัฐบาลจีนจะออกกฎใหม่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว บังคับให้โรงแรมตรวจสอบกล้องแอบถ่ายเป็นประจำ แต่ภัยคุกคามนี้ก็ยังไม่หมดไป

ขณะที่ทีมสืบสวนของ BBC พบกล้องลับถ่ายทอดสดในโรงแรมกว่า 180 แห่ง โดยมีวิดีโอจากกล้องลับในห้องโรงแรมหลายพันคลิป ถูกขายเป็นสื่อลามก กระจายอยู่บนเว็บไซต์และแอปหลายแห่ง และส่วนใหญ่โฆษณาผ่านแอป Telegram

ตลอด 18 เดือน BBC พบอย่างน้อย 6 เว็บไซต์ หรือ แอป ที่อ้างว่ามีกล้องลับในห้องโรงแรม มากกว่า 180 แห่ง ซึ่งไม่ได้แค่บันทึกภาพ แต่ถ่ายทอดสดกิจกรรมของแขกแบบเรียลไทม์

หนึ่งในเว็บไซต์ที่ถูกติดตามนาน 7 เดือน พบว่ามีกล้องอย่างน้อย 54 ตัว และมีผู้เข้าพักนับพันคนอาจตกเป็นเหยื่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าถูกบันทึกภาพ

BBC พบหนึ่งในผู้ค้าหลักใช้นามแฝงว่า “AKA” โดยคิดค่าดูถ่ายทอดสดเดือนละ 450 หยวน สามารถเลือกดูห้องโรงแรมหลายห้องพร้อมกัน และย้อนดูและดาวน์โหลดคลิปย้อนหลังได้

ในกลุ่ม Telegram ที่มีสมาชิกมากกว่า 10,000 คน ผู้ชมจะคอมเมนต์วิจารณ์รูปร่าง หน้าตา และสมรรถภาพทางเพศของแขกโรงแรมอย่างเปิดเผย ผู้หญิงถูกเรียกด้วยคำหยาบคายเป็นประจำ

BBC ยังสามารถตามรอยไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเจิ้งโจว และพบกล้องจริงซ่อนอยู่ในช่องระบายอากาศเหนือเตียง เชื่อมต่อกับไฟฟ้าของอาคารโดยตรง

ที่น่าตกใจคือ เครื่องตรวจจับกล้องลับที่ขายทั่วไปไม่สามารถตรวจพบกล้องนี้ได้

BBC ประเมินว่า AKA เพียงคนเดียวอาจทำรายได้อย่างน้อย 160,000 หยวน ในเวลาไม่ถึงปี ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของคนจีนอยู่ราว 43,000 หยวน

ด้านองค์กรสิทธิสตรีในฮ่องกงอย่าง RainLily ระบุว่า การขอให้แพลตฟอร์มอย่าง Telegram ลบคลิปแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เป็นกลาง นโยบายของพวกเขาส่งผลโดยตรงต่อการแพร่กระจายของเนื้อหา

แม้ Telegram จะยืนยันว่าห้ามเผยแพร่สื่อลามกที่ไม่ได้รับความยินยอม แต่หลายเครือข่ายยังคงดำเนินการต่อไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คลิปแอบถ่าย

เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

6 ก.พ. 2569 08:25 น.

เผยทหารเกาหลีเหนือยังคงปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครน

หน่วยข่าวกรองยูเครนเผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียตั้งแต่ปี 2567 ยังคงประจำการในแคว้นคูร์สก์ ใช้อาวุธหนักโจมตีกองกำลังยูเครน พร้อมหมุนเวียนกำลังภายใต้ข้อตกลงมอสโก–เปียงยาง

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานอ้างสื่อยูเครน “เคียฟ อินดิเพนเดนท์” ที่ระบุว่า กองกำลังทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน ตั้งแต่ปี 2567 ยังคงปฏิบัติการโจมตีกองทัพยูเครนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดน

รายงานของยูเครนอ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองทางทหารของยูเครน ระบุว่า ณ เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทหารเกาหลีเหนือยังคงประจำการอยู่ในแคว้นคูร์สก์ของรัสเซีย และมีส่วนร่วมในการเปิดฉากโจมตีจังหวัดชายแดนของยูเครน โดยทหารเกาหลีเหนือใช้อาวุธปืนใหญ่ลำกล้อง รวมถึงระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง เพื่อโจมตีกองกำลังยูเครน พร้อมดำเนินภารกิจลาดตระเวนและสอดแนมทางอากาศและปืนใหญ่ในพื้นที่แนวหน้า

รายงานข่าวระบุว่า แม้ไม่มีการเปิดเผยจำนวนกำลังพลที่ชัดเจน แต่หน่วยข่าวกรองยูเครนระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ประจำการในแคว้นคูร์สก์มีการหมุนเวียนกำลังอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีระหว่างรัฐบาลรัสเซียกับเกาหลีเหนือ และสำหรับทหารเกาหลีเหนือที่ผ่านการฝึกและปฏิบัติการรบแล้วราว 3,000 นาย ได้ถูกส่งกลับประเทศ โดยส่วนใหญ่นำประสบการณ์จากสนามรบไปถ่ายทอดให้กับกองทัพเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้ส่งทหารมากกว่า 11,000 นาย ไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 หลังจากคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ลงนามในสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่กรุงเปียงยาง เมื่อเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน.

ที่มา Yohap

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

6 ก.พ. 2569 03:03 น.

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ยูเครนกับรัสเซียดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกระหว่างกันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน จำนวนรวมมากกว่า 300 คน หลังผู้แทนจากทั้งสองฝ่าย เจรจาที่กรุงอาบูดาบี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการยูเครนกับรัสเซีย ดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกจับกุมตัวตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.พ. 2569 หลังจากผ่านการเจรจาสันติภาพนาน 2 วันที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง

การปล่อยเชลยศึกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน โดยชาวยูเครนรวม 157 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 7 คน และทหารรัสเซียอีก 157 นาย ได้รับการส่งตัวกลับบ้าน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า การแลกเปลี่ยนเชลยศึกในวันพฤหัสบดีเกิดขึ้นหลังจากหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

“เรากำลังพาทุกคนกลับบ้าน ชาวยูเครน 157 คน ทั้งทหารจากกองทัพ, กองกำลังพิทักษ์ชาติ, และหน่วยตรวจคนเข้าเมืองและชายแดน และพลเรือนก็กำลังกลับมาพร้อมกับทหารด้วย โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2555” ประธานาธิบดียูเครนกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะพาทุกคนกลับมาให้ครบทุกรายที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เคียฟส่งคืนเชลยศึกชาวรัสเซียกลับมาจำนวน 157 คน และเสริมว่า มีพลเรือนรัสเซีย 3 คนที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ ได้รับการส่งตัวคืนด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาเป็นผู้อยู่อาศัยในแคว้นเคิร์สก์ ทางตะวันตก ถูกทหารยูเครนบุกโจมตีและยึดครองพื้นที่บางส่วนระหว่างปี 2567-2568

ทั้งนี้ ทีมเจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือในเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเชื่อว่าประเด็นหลักที่ยังคงเป็นข้อขัดแย้ง คือเรื่องการยอมยกดินแดนที่ยูเครนกำลังถูกกดดัน และเรื่องหลักประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต

การประชุม 2 วันจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าสำคัญใดๆ โดยประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวว่า การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย และเขาต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc