พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

พายุโซนร้อน "เปญา" ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

7 ก.พ. 2569 06:58 น.

พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

พายุโซนร้อน “เปญา” พัดถล่มภาคใต้ฟิลิปปินส์ ฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมและดินถล่ม คร่าชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ ประชาชนกว่า 28,000 คนต้องอพยพ ขณะที่หลายครอบครัวติดค้างอยู่ในบ้านเรือน

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุโซนร้อน “เปญา” (Penha) หรือชื่อท้องถิ่น “บาซยัง” พัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดซูริเกาเดลซูร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงดึกคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่

สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ โดยในจำนวนนี้เป็นคู่สามีภรรยาและเด็ก 2 คน ที่เสียชีวิตจากเหตุดินถล่มพังทับบ้านพักในพื้นที่เหมืองหินของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองคากายันเดอโอโร หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่วนอีก 3 ศพจมน้ำเสียชีวิตในเมืองอิลิแกน และอีก 1 ศพเสียชีวิตในเมืองคาร์เมน จังหวัดอากูซานเดลนอร์เต

ส่วนในเมืองอิลิแกน ซึ่งอยู่ห่างจากคากายันเดอโอโรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 80 กิโลเมตร มีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมสูง โดยหญิงรายหนึ่งโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผ่านสถานีวิทยุ ระบุว่าครอบครัวของเธอและเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัวติดอยู่บนชั้นสองของบ้าน ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือ

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 28,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินในหลายจังหวัดทางตอนใต้และตอนกลางของประเทศ พร้อมสั่งปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์รายงานว่า ผู้โดยสารและแรงงานขนส่งสินค้ากว่า 7,400 คนติดค้างอยู่ในท่าเรือ 78 แห่ง หลังมีคำสั่งห้ามเรือโดยสารและเรือบรรทุกสินค้าออกเดินเรือ เนื่องจากคลื่นลมแรงในทะเล

กรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุเปญาได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว โดยมีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนผ่านบริเวณตอนกลางของประเทศ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงต่อเนื่องในช่วงถัดไป.

ที่มา AP

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

7 ก.พ. 2569 05:46 น.

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

“มิน อ่อง หล่าย”เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากม.ย่างกุ้ง ท่ามกลางเสียงค้านจากปชช. นักวิชาการ-ศิษย์เก่าที่มองว่าทำลายเกียรติภูมิสถาบันการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ให้แก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งครองอำนาจหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

การมอบปริญญาครั้งนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในสังคมเมียนมา ตั้งแต่ความไม่เชื่อ ไปจนถึงความไม่พอใจต่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้อย่างเปิดเผย โดยประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยอาจสับสนระหว่าง “การบริหารรัฐกิจ” กับ “การทำลายล้างประเทศ”

ด้าน นพ.จ่อ จ่อ เซ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลทหาร ออกโรงปกป้องการตัดสินใจนี้โดยยืนยันว่าเป็นการยกย่องภาวะผู้นำ ของมิน อ่อง หล่าย ในการนำประเทศผ่านความปั่นป่วนทางการเมือง พร้อมกล่าวสดุดีผลงานของผู้นำรัฐบาลทหาร ตั้งแต่การรับมือมาตรการคว่ำบาตร การจัดการเลือกตั้ง ไปจนถึงการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ในกรุงเนปิดอว์ รวมถึงยกย่อง การเสียสละส่วนตัว และ ความสำเร็จอันโดดเด่น 

แถลงการณ์ร่วมของสภามหาวิทยาลัยชั่วคราว สมาคมคณาจารย์ และสหพันธ์นักศึกษาทั่วเมียนมาระบุว่า การกระทำนี้ไม่ต่างจากการสวมครุยวิชาการให้กับเครื่องมือของความรุนแรง และเป็นสัญลักษณ์ของการทหารเข้าครอบงำระบบการศึกษาอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันชี้ว่าการมอบปริญญาให้ผู้นำรัฐประหารเป็น ตราบาปต่อมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2463 และเคยเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชและการต่อสู้ต่อต้านเผด็จการของประเทศ

อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหาร มีชาวเมียนมากว่า 3.6 ล้านคนต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ และมากกว่า 15 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในการสดุดี.

ที่มา Irrawaddy

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

7 ก.พ. 2569 00:39 น.

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ -อิหร่านเปิดการเจรจาระดับสูงที่กรุงมัสกัต ของโอมาน โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นประเด็นหลัก หลังการพูดคุยชะงักตั้งแต่กลางปีที่ก่อน ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากรัฐบาลทรัมป์

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เข้าร่วมการหารือ โดยการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสองประเทศถูกระงับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ก่อนเริ่มการเจรจา นายอารักชีโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า อิหร่านเข้าสู่กระบวนการทูตด้วยความรอบคอบ พร้อมบทเรียนจากเหตุการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการเจรจาจะดำเนินไปด้วยความจริงใจ พร้อมยืนหยัดปกป้องสิทธิของประเทศ

สื่ออิหร่านรายงานว่า ขอบเขตการเจรจาจำกัดอยู่ที่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านเผชิญอยู่ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการให้การหารือครอบคลุมประเด็นอื่นเพิ่มเติม รวมถึงขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองกำลังคุ้มกัน เข้าประจำการในทะเลอาหรับ ใกล้พื้นที่ของอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูต.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

6 ก.พ. 2569 22:39 น.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางพิธีละหมาดวันศุกร์ ในมัสยิดชีอะห์ กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ บาดเจ็บกว่า 130 ราย ทางการชี้มือระเบิดยิงปะทะจนท.รักษาความปลอดภัยก่อนจุดชนวน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุสะเทือนขวัญในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เมื่อคนร้ายก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายภายในมัสยิดชีอะห์ ขณะมีการประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 130 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงปากีสถานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สื่อท้องถิ่นของปากีสถาน รายงานว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่มัสยิด “คาดีญะ ตุล กุบรา” ในย่านทาร์ไล กาลัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงอิสลามาบัด โดยนายคาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมัสยิดพยายามสกัดผู้ต้องสงสัย แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ก่อนจะจุดชนวนระเบิดท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก  

ทางการกรุงอิสลามาบัดระบุว่า ทีมกู้ภัยได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่ภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนอนเกลื่อนภายในมัสยิด ท่ามกลางเศษกระจกและซากปรักหักพัง

ทางด้านนายอิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการโจมตีฆ่าตัวตายอย่างขี้ขลาดต่อผู้บริสุทธิ์  พร้อมย้ำว่าการโจมตีสถานที่ประกอบศาสนกิจและพุ่งเป้าสังหารพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง

ขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ส่วนประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ระบุว่า ประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้.

ที่มา Aljazeera

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

6 ก.พ. 2569 21:31 น.

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” ร่ายยาวทางแก้ปากท้อง การค้า เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่ โต้ไม่เคยด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ขึ้นปราศรัยโดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยายามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออก ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6% ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานความร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านล้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกและนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกของไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่

ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

“เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อมย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น”

โต้ไม่เคยดูด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้

ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1. เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอสเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมินีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่เราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดซับอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจากหล่มได้

อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ หากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็มร้อย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังการปราศรัยมีประชาชนมอบพระพุทธรูปปางสมาธิให้กับนางศุภจี ก่อนที่จะถ่ายภาพร่วมกับประชาชนจนลงสุดเวทีปราศรัย

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

6 ก.พ. 2569 15:54 น.

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

สื่อรัสเซียรายงานว่า พลโทวลาดิเมียร์ สเตปาโนวิช อเล็กเซเยฟ รองหัวหน้าสำนักงานข่าวกรองหลัก (GRU) แห่งกองทัพรัสเซีย ตกเป็นเหยื่อความพยายามลอบสังหารภายในอาคารที่พักของตนเอง กรุงมอสโก เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา อาการสาหัสต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทางการตั้งข้อหาพยายามฆ่าและใช้อาวุธปืนผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนโวโลโคลัมสโกเย ในกรุงมอสโก เมื่อ พลโท วลาดิเมียร์ อเล็กเซเยฟ รองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหาร (GRU) ลำดับที่ 1 ถูกลอบยิงบริเวณทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของตนเอง ในเบื้องต้นมีรายงานว่าเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า นายพลอเล็กเซเยฟได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยคณะกรรมการสอบสวนของรัสเซีย (SKR) ระบุว่ามือปืนได้กระหน่ำยิงใส่หลายนัดก่อนหลบหนีไป ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็น “ผู้หญิง” ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานในพื้นที่

แม้จะไม่ใช่บุคคลที่ออกหน้าสื่อบ่อยนัก แต่ในหมู่ทหารเขามีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่า “สเตปาโนวิช” และเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเขาถือเป็นคีย์แมนช่วงกบฏวากเนอร์ ด้วยการอัดคลิปวิดีโอเรียกร้องให้กลุ่มวากเนอร์หยุด “การเดินขบวนแห่งยุติธรรม” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2023 และเป็นผู้ที่เผชิญหน้าเจรจากับ เยฟเกนี พริโกซิน ที่กองบัญชาการในเมืองรอสตอฟ เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

อเล็กเซเยฟยังมีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงการทุจริตมหาศาลภายในกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้าง “นายพลสายบุ๋น” ที่หากินกับงบประมาณกองทัพ เขาเคยคุมปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในซีเรีย และได้รับฉายา “วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย” ในปี 2017

เหตุลอบสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้ประกาศกร้าวว่าจะทำให้ “จุดจบของสงคราม” กลายเป็นนรกสำหรับรัสเซีย และจะทำให้มั่นใจว่ารัสเซียจะไม่เหลือความสำเร็จใดๆ จากการรุกรานครั้งนี้ ซึ่งทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นฝีมือของหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากฝ่ายตรงข้าม หรืออาจเป็นความขัดแย้งภายในจากการที่เขาไล่บี้กลุ่มผลประโยชน์ในกองทัพ

ทางการรัสเซียได้ตั้งข้อหาพยายามฆ่าและครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและฝ่ายความมั่นคงเข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม

ในอดีตยูเครนเคยอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีบุคคลสำคัญทางทหารของรัสเซีย ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองรัสเซียอ้างว่าได้ขัดขวางความพยายามโจมตีทหารรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลรัสเซียได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตชายชาวอุซเบกิสถานคนหนึ่งในข้อหาฆาตกรรมหัวหน้าหน่วยป้องกันรังสี เคมี และชีวภาพของกองทัพรัสเซียเมื่อปี 2024 โดยพลเอก อิกอร์ คิริลลอฟ ถูกสังหารเมื่อสกูตเตอร์เกิดระเบิดขึ้นขณะที่เขากำลังออกจากอาคารอพาร์ตเมนต์ในกรุงมอสโก ซึ่งรัสเซียกล่าวหายูเครนว่าเป็นผู้บงการ.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

6 ก.พ. 2569 15:38 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

รัสเซียส่งโดรนโจมตีแคว้นซาปอริซเซียของประเทศยูเครน เป็นเหตุให้คู่รักเสียชีวิตทันทีภายในบ้านพัก ในขณะการเจรจาสันติภาพที่อาบูดาบียังตึงเครียด

วันนี้ (6 ก.พ.) นายอีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซาโปริซเซียของยูเครน รายงานผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่า รัสเซียได้ส่งโดรนโจมตีเมืองวิลนียันสก์ (Vilniansk) แคว้นซาโปริซเซีย ส่งผลให้คู่รัก คือ ชายวัย 49 ปี และหญิงวัย 48 ปี เสียชีวิตทันทีในบ้านพักของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการโจมตีอีกระลอกในตัวเมืองซาโปริซเซีย ทำให้เด็กชายวัย 14 ปีได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่คาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครนถูกโจมตี เบื้องต้นยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การโจมตีแคว้นซาปอริซเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการเจรจาไตรภาคีในนครอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์คือ การหยุดการรุกรานยูเครนของรัสเซียซึ่งกินเวลายาวนานมากว่า 4 ปีแล้ว การเจรจานี้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อย่างไรก็ตาม นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุว่าเขาต้องการให้มีความคืบหน้าโดยเร็วจึงยังไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์มากนัก พร้อมเสริมว่าการเจรจาสันติภาพนี้จะดำเนินต่อในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้การสู้รบกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดกำหนด 7 วันที่รัสเซียตกลงกับสหรัฐฯ ว่าจะไม่โจมตียูเครน โดยยูเครนอ้างว่ารัสเซียจงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนคนต้องเผชิญกับความหนาวเย็นและไม่มีไฟฟ้าใช้ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ

ด้านนายวาเลนติน เดมิดอฟ นายกเทศมนตรีเมืองเบลโกรอดของรัสเซีย ได้ออกมาตอบโต้ผ่านทาง Telegram ในวันนี้ (6 ก.พ.) โดยอ้างว่ายูเครนได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากฝั่งรัสเซีย.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับรัสเซีย-ยูเครนได้ ที่นี่

“ทรัมป์” ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

"ทรัมป์" ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

6 ก.พ. 2569 15:17 น.

“ทรัมป์” ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

สื่อสหรัฐฯ แฉ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต่อรองลับกับผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาให้เปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติและสถานีรถไฟสำคัญเป็นชื่อ “ทรัมป์” แลกกับยอมปลดล็อกงบโครงสร้างพื้นฐาน Gateway Project เพื่อก่อสร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำฮัดสัน ในนครนิวยอร์ก  มูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธทันควัน

สื่อสหรัฐฯ รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นข้อเสนอต่อ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต โดยระบุว่าเขาพร้อมจะเลิกกักงบประมาณสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก

ทรัมป์ยื่นข้อเสนอว่า ชูเมอร์ต้องตกลงที่จะเปลี่ยนชื่อ สถานีรถไฟเพนน์ ในนครนิวยอร์ก และ สนามบินนานาชาติดัลเลสในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เป็นชื่อของ “ทรัมป์” เพื่อแลกกับการอนุมัติงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.06 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม นายชูเมอร์ได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะตอบรับคำขอที่ผิดแผกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ได้

ในปัจจุบัน ทรัมป์ยังคงสั่งระงับงบประมาณดังกล่าว ซึ่งเดิมทีจะนำมาใช้ในโครงการ Gateway Project เพื่อขุดอุโมงค์รถไฟใหม่ใต้แม่น้ำฮัดสัน เชื่อมต่อระหว่างรัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ส่งผลให้ทั้งสองรัฐได้ดำเนินการยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าการสั่งระงับงบประมาณครั้งนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีแรงจูงใจทางการเมือง

ทางคณะกรรมาธิการที่ดูแลโครงการเตือนว่า หากรัฐบาลยังไม่ยอมปล่อยงบประมาณออกมา อาจจำเป็นต้องหยุดการก่อสร้างและเลิกจ้างพนักงานราว 1,000 คนในเร็วๆ นี้

สื่อวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ในการฝังชื่อของตนเองลงในประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านการตีตราสิ่งต่างๆ ตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง เขาได้เปิดตัวหลายโครงการที่มีชื่อ “Trump” นำหน้า เช่น Trump Gold Card หรือ บัตรทองเพื่อเส้นทางลัดสู่การเป็นพลเมือง, TrumpRx เว็บไซต์จำหน่ายยาราคาประหยัด, Trump-class Battleship โครงการต่อเรือรบชั้นใหม่ตามนโยบาย “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง” ทรัมป์ยังมีแผนจะเปลี่ยนชื่อสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) และศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center) อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญให้มีชื่อของเขาพ่วงไปด้วย

แม้ว่าจะมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษนิยมบางกลุ่มพยายามเสนอชื่อกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินดัลเลสเป็น “สนามบินนานาชาติโดนัลด์ เจ. ทรัมป์” แต่ในขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับความสนใจมากนักแม้ในสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และดูเหมือนว่าโอกาสที่จะผ่านความเห็นชอบนั้นยังมีอยู่น้อยมากในขณะนี้.

อ่านข่าว CNN

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

6 ก.พ. 2569 14:43 น.

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

สหรัฐฯ เตือนพลเมืองอเมริกัน ออกจากอิหร่านทันที หลังสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด รัฐบาลอิหร่านปิดถนนหลายสาย ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ทั่วประเทศ

เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน แจ้งเตือนให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากอิหร่านทันทีหากทำได้ เนื่องจากหวั่นเกรงสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่อง โดยระบุว่าสายการบินหลายแห่งยังคงจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินเข้า–ออกอิหร่าน โดยอาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้การเดินทางออกจากประเทศมีความไม่แน่นอนสูง

ทางการสหรัฐฯ แนะนำให้พลเมืองอเมริกัน เตรียมแผนการสื่อสารทางเลือก เผื่อกรณีอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์ถูกตัด พร้อมระบุว่า หากเห็นว่าปลอดภัยควรพิจารณาเดินทางออกจากอิหร่าน ทางบกไปยังอาร์เมเนียหรือตุรกี แทนการพึ่งพาการเดินทางทางอากาศ

คำเตือนยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงต่อ พลเมืองสหรัฐฯ ที่ถือสองสัญชาติอิหร่าน–อเมริกัน โดยระบุว่า รัฐบาลอิหร่านไม่ยอมรับสถานะสองสัญชาติ และจะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ในฐานะพลเมืองอิหร่านเท่านั้น ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกสอบสวน ควบคุมตัว หรือจับกุม โดยเพียงการแสดงหนังสือเดินทางสหรัฐฯ หรือความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกควบคุมตัวได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ย้ำว่า ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ให้กับพลเมืองที่เลือกเดินทางออกจากอิหร่านในช่วงเวลานี้ และขอให้ประชาชนประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออกจากประเทศได้ ทางการแนะนำให้ หลีกเลี่ยงการชุมนุม อยู่ในที่ปลอดภัย มีอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และของจำเป็นให้เพียงพอ พร้อมติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และรักษาการติดต่อกับครอบครัวและคนใกล้ชิดเท่าที่ทำได้.

ที่มา : เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

“อีลอน มัสก์” โพสต์เศร้า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แม้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลก

"อีลอน มัสก์" โพสต์เศร้า "เงินซื้อความสุขไม่ได้" แม้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลก

6 ก.พ. 2569 13:04 น.

“อีลอน มัสก์” โพสต์เศร้า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แม้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีระดับโลก

“อีลอน มัสก์” มหาเศรษฐีระดับโลก โพสต์ระบายความในใจ “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แม้จะมีทรัพย์สินมหาศาลพอจะไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร หรือสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แบบไม่อั้น ด้านชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ มีทั้งเห็นใจและเหน็บแนม ท่ามกลางงานวิจัยที่ชี้ว่า รายได้เพิ่มช่วยให้มีความสุขขึ้น แต่มีจุดอิ่มตัวสำหรับคนที่รวยมาก

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ที่เขาซื้อมาในราคา 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยระบุว่า “ใครก็ตามที่เคยพูดว่า ‘เงินซื้อความสุขไม่ได้’ พวกเขาเหล่านั้นรู้ซึ้งถึงสิ่งที่พูดจริงๆ” พร้อมแนบอีโมจิใบหน้าเศร้า ซึ่งโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลทันที โดยมียอดเข้าชมมากกว่า 66 ล้านครั้งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

ความเห็นที่ตอบกลับมัสก์มีหลากหลาย ตั้งแต่การแนะนำให้เขาหันไปพึ่งพาศาสนา หรือการทำงานการกุศลเพื่อหาความสงบทางใจ ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน โดยบัญชีผู้ใช้ชื่อ Charmane Harbert ได้ตอบกลับว่า:

“แต่เงินมันทำให้คุณนำหน้าคนอื่นไปไกลมากนะ… คุณเคยต้องกังวลไหมว่าจะมีหลังคาคุ้มหัวลูกๆ หรือเปล่า? คำตอบคือ ‘ไม่’ ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็เลิกทำหน้าบึ้งแล้วหัดขอบคุณสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชีวิตซะ”

ปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของมัสก์อยู่ที่ 6.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 21.17 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของเทสลายังได้อนุมัติแพ็กเกจค่าตอบแทนตามผลงานในฐานะซีอีโอ ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาณาจักรธุรกิจของเขาครอบคลุมตั้งแต่เทสลา (รถยนต์ไฟฟ้า), สเปซเอ็กซ์ (เทคโนโลยีอวกาศ) ไปจนถึง xAI (สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์)

แม้จะมีผลการศึกษาบางชิ้นยืนยันว่าเงินเพิ่มความสุขได้ แต่นักวิชาการมองว่าสำหรับมหาเศรษฐีระดับ “Ultra-wealthy” หรือกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงมากนั้นมีขีดจำกัดอยู่ โดยเดวิด บาร์แทรม รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความรวยกับความสุขเป็นเรื่องของ “ผลตอบแทนที่ลดน้อยถอยลง” เมื่อคุณมีเงินถึงหลักล้านแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นหลังจากนั้นแทบไม่มีความหมายต่อระดับความสุขอีกเลย

บาร์แทรมแนะนำว่า ความสุขของคนรวยระดับนี้มักเกิดจากการรู้สึกว่าได้ทำสิ่งดีๆ ให้โลก หรือการดูแลคนรอบข้างด้วยความเมตตา “มันไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเหมือนการสร้างจรวดเลยสักนิด”

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาจากวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในปี 2021 โดย แมทธิว คิลลิงส์เวิร์ธ กลับพบว่า ความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนมักจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับความรู้สึกที่มัสก์กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้.

ที่มา AFP  Business Insider