ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาไร้ผล

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน "กรีนแลนด์" หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาไร้ผล

15 ม.ค. 2569 15:22 น.

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาไร้ผล

กองกำลังทหารจากหลายชาติยุโรปเริ่มเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่กรีนแลนด์ในวันนี้ เพื่อทำภารกิจลาดตระเวนและฝึกซ้อม หลังการเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เผชิญทางตัน โดยทั้งสองฝ่ายยังมี “ความเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง” ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามจะเข้าควบคุมเกาะที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแห่งนี้

กองทัพจากฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี และนอร์เวย์ ประกาศการส่งกำลังพลเข้าสู่เมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ในวันนี้ (15 ม.ค.) เพื่อปฏิบัติภารกิจสอดแนมและฝึกซ้อมรบ ซึ่งถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของเดนมาร์ก

นายมูเต เอเกเด รองนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ แถลงยืนยันว่าทหารจากกลุ่มประเทศนาโต จะปรากฏตัวในกรีนแลนด์มากขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งในรูปแบบของเที่ยวบินทหารและเรือรบ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าทหารฝรั่งเศสชุดแรกกำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์แล้ว ด้านกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า ได้ส่งทีมลาดตระเวนของ “บุนเดิสแวร์” หรือกองกำลังป้องกันสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวน 13 นาย ไปยังเมืองนุกตั้งแต่วันพฤหัสบดี ตามคำเชิญของเดนมาร์ก และจะดำเนินการตั้งแต่วันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์

ภารกิจทางทหารของยุโรปเกิดขึ้นทันทีหลังจาก นายลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก และคณะผู้แทนจากกรีนแลนด์ เข้าพบรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว แต่ผลการหารือไม่สามารถเปลี่ยนใจรัฐบาลทรัมป์ได้

รัสมุสเซนกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอเมริกาได้ เป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดี (ทรัมป์) ยังมีความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์ เราจึงยังมีความเห็นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เราก็ตกลงกันว่าจะยอมรับความเห็นที่แตกต่างนี้” 

แม้ทรัมป์จะไม่ได้เข้าร่วมการหารือโดยตรง แต่เขาได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าหากรัสเซียหรือจีนคิดจะยึดครองกรีนแลนด์ เดนมาร์กย่อมไม่มีกำลังเพียงพอที่จะป้องกันได้ และมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำได้ทุกอย่าง

นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์มีความมั่นใจในการใช้นโยบายแข็งกร้าวมากขึ้น หลังจากที่เขาเพิ่งสั่งการโจมตีในเวเนซุเอลาจนนำไปสู่การโค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

บนท้องถนนในเมืองนุก ประชาชนพากันประดับธงชาติกรีนแลนด์สีแดง-ขาวตามหน้าต่างร้านค้า ระเบียงอพาร์ตเมนต์ และบนรถเมล์ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวเมืองที่พบว่าตนเองกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลก

“มันน่ากลัวมากเพราะนี่คือเรื่องใหญ่ระดับโลก” เวรา สติดเซน ประชาชนในกรุงนุกกล่าวว่า “ฉันหวังว่าในอนาคตเราจะยังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขเหมือนเดิม โดยไม่ถูกรบกวนจากมหาอำนาจ”.

ที่มา AFP

ไต้หวันเผยสหรัฐเตรียมขายอาวุธให้เพิ่มอีก หลังอนุมัติแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

ไต้หวันเผยสหรัฐเตรียมขายอาวุธให้เพิ่มอีก หลังอนุมัติแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

15 ม.ค. 2569 14:46 น.

ไต้หวันเผยสหรัฐเตรียมขายอาวุธให้เพิ่มอีก หลังอนุมัติแพ็กเกจใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์

ไต้หวันเผยสหรัฐอเมริกามีแผนขายอาวุธให้อีกหลายรายการ โดยมีข้อตกลงด้านอาวุธอย่างน้อย 4 แพ็กเกจที่ยังรอการแจ้งต่อสภาคองเกรสสหรัฐ หลังจากเดือนก่อนเพิ่งประกาศขายอาวุธมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นายสวี ซือเจี้ยน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวัน เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม ระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในกรุงไทเป ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์ โดยระบุว่า สหรัฐยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านความมั่นคงและเป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญที่สุดของไต้หวัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยขณะนี้มีข้อตกลงด้านอาวุธอย่างน้อย 4 แพ็กเกจที่ยังรอการแจ้งต่อสภาคองเกรสสหรัฐตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้ 

นายสวี กล่าวย้ำว่า ไต้หวันจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร เนื่องจากภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังจากสหรัฐประกาศแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นแพ็กเกจที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังไม่ตอบคำถามสื่อในทันที เนื่องจากอยู่นอกเวลาทำการในกรุงวอชิงตัน

สำหรับข้อตกลงขายอาวุธที่ประกาศในเดือนธันวาคม ครอบคลุมอาวุธและยุทโธปกรณ์ 8 รายการ รวมถึงระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ของบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และโดรนโจมตีแบบลอยวน Altius

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้ประกาศแผนเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มเติมอีก 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงปี 2033 เพื่อย้ำถึงความตั้งใจของไต้หวันในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางภัยคุกคามจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านของไต้หวัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ยังไม่อนุญาตให้ร่างงบประมาณดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยให้เหตุผลว่ายังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน และต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีรายงานว่านายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวัน มีกำหนดจะชี้แจงรายละเอียดต่อสมาชิกรัฐสภาเป็นการลับในวันจันทร์นี้ 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อแผนเพิ่มงบประมาณทางทหารของไต้หวัน เช่นเดียวกับที่สหรัฐผลักดันให้พันธมิตรในยุโรปเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธการอ้างอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน โดยย้ำว่า มีเพียงประชาชนชาวไต้หวันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของตนเอง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้หวัน

“ทรัมป์” เผยอิหร่านหยุดสังหารผู้ประท้วงแล้ว เตหะรานปฏิเสธแผนแขวนคอ

"ทรัมป์" เผยอิหร่านหยุดสังหารผู้ประท้วงแล้ว เตหะรานปฏิเสธแผนแขวนคอ

15 ม.ค. 2569 14:23 น.

“ทรัมป์” เผยอิหร่านหยุดสังหารผู้ประท้วงแล้ว เตหะรานปฏิเสธแผนแขวนคอ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุได้รับข้อมูลว่าอิหร่านหยุดการสังหารและยกเลิกการประหารชีวิตแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังรอตรวจสอบ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธแผนการแขวนคอ ท่ามกลางแรงกดดันนานาชาติและความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่านเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลงชั่วคราว เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงจากทำเนียบขาวว่า การปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3,400 ราย ได้หยุดลงแล้วตามคำกล่าวอ้างของทางการอิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่าเขาได้รับแจ้งว่าการประหารชีวิตจำนวนมากที่เดิมจะมีขึ้นในวันพุธถูกระงับไว้ “พวกเขาบอกว่าการฆ่าหยุดลงแล้ว และการประหารชีวิตจะไม่เกิดขึ้น เราคงต้องมารอดูกันว่าจะเป็นจริงไหม” อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ยืนยันว่าจะถอนทางเลือกด้านการทหารออกไปหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า “เราจะรอดูว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไรต่อไป”

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรลดจำนวนบุคลากรที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดดในกาตาร์ลง เจ้าหน้าที่กล่าวว่าการถอนกำลังทหารอเมริกันบางส่วนเป็น “มาตรการป้องกันไว้ก่อน”

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งดิ่งลงทันทีในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) เนื่องจากตลาดคลายความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจากอิหร่าน ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันราว 3% ของโลก

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ ยืนยันว่า “จะไม่มีการแขวนคอในวันนี้หรือพรุ่งนี้” พร้อมอ้างว่าการประท้วงเรื่องปากท้องในช่วงแรกถูกแทรกซึมโดยกลุ่มที่อิสราเอลหนุนหลัง เพื่อสร้างสถานการณ์นองเลือดหวังยั่วให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉากสงครามกับอิหร่าน ด้านรัฐมนตรียุติธรรมอิหร่านสนับสนุนคำกล่าวดังกล่าว ระบุว่าหลังวันที่ 7 มกราคม เหตุการณ์ไม่ใช่การประท้วงอีกต่อไป และผู้ที่ถูกจับกุมถือเป็นอาชญากร

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า เออร์ฟาน สลตานี ชายวัย 26 ปีที่ถูกจับกุมระหว่างการประท้วงและมีกำหนดถูกประหารในวันพุธ ได้รับการระงับการประหารชีวิตชั่วคราวตามการยืนยันของญาติ

แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ความกังวลเรื่องการปะทะทางทหารยังคงสูงอยู่ โดยอังกฤษประกาศปิดสถานทูตในเตหะรานชั่วคราว ขณะที่สหรัฐฯ เตือนเจ้าหน้าที่ในซาอุดีอาระเบียให้เลี่ยงใกล้ฐานทัพ และอินเดียประกาศให้พลเมืองออกจากอิหร่านทันที ด้านสายการบินลุฟต์ฮันซาของเยอรมนี สั่งระงับเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าอิหร่านและอิรักอย่างไม่มีกำหนด

สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโดฮาของกาตาร์ ได้แนะนำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังและจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็นไปยังฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ขณะที่รัฐบาลกาตาร์กล่าวว่าจะยังคง “ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องความมั่นคงและความปลอดภัยของพลเมืองและผู้พำนักอาศัย” ต่อไป

ทั้งนี้ อัล-อูเดดเป็นฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังพลประจำการประมาณ 10,000 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสหราชอาณาจักรประมาณ 100 คน ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีเจ้าหน้าที่เดินทางออกจากฐานทัพกี่คน

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” ผ่านทางโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลทรูธโซเชียล โดยสัญญาว่า “ความช่วยเหลือจะมาถึง”

องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน รายงานว่ามีผู้ประท้วงถูกสังหารแล้วอย่างน้อย 3,428 ราย และถูกจับกุมกว่า 10,000 คน ขณะที่ทางการอิหร่านจัดพิธีศพให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 100 นายที่เสียชีวิต โดยตราหน้าว่าเป็นเหยื่อของ “การก่อการร้าย”

ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เตรียมเปิดประชุมด่วนในวันพฤหัสบดีตามคำร้องขอของสหรัฐฯ เพื่อสรุปสถานการณ์ในอิหร่าน ท่ามกลางรายงานว่าทางการอิหร่านยังคงปิดกั้นอินเทอร์เน็ตต่อเนื่องเป็นเวลาเกิน 144 ชั่วโมง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของภาพความรุนแรงในประเทศ.

ที่มา BBC 

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

15 ม.ค. 2569 13:16 น.

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

เกิดเหตุรุนแรงซ้ำซ้อนในเมืองมินนิอาโพลิส เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ยิงชายชาวเวเนซุเอลาได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุตะลุมบอนขณะเข้าจับกุม นับเป็นเหตุยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ด้านผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีประสานเสียงประณาม สร้างความโกรธแค้นให้มวลชนจนเกิดการปะทะด้วยพลุไฟ

สถานการณ์ในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา ทวีความตึงเครียดหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE ยิงประชาชนอีกครั้ง เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ทางการต้องรีบออกประกาศขอให้ประชาชน “อยู่ในความสงบ”

ไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิอาโพลิส แถลงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณทางเหนือของเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางพยายามเข้าควบคุมตัวชายคนหนึ่งจนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงหน้าบ้านพัก เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลั่นไก กระสุนถูกบริเวณขาของชายคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายชาวเวเนซุเอลา อาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ทางด้านกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้มีบุคคลอีก 2 คนวิ่งออกมาจากอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียงและรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วย “พลั่วตักหิมะและด้ามไม้กวาด” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงเพื่อป้องกันตัว

เหตุยิงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพิ่งยิง เรเน นิโคล กู๊ด หญิงชาวอเมริกันวัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้จุดชนวนการประท้วงใหญ่ไปก่อนหน้าแล้ว เมื่อเกิดเหตุซ้ำรอยจึงทำให้กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันทันทีในจุดเกิดเหตุ และมีการโยนพลุไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายกเทศมนตรี เจคอบ เฟรย์ และนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา  ได้ออกมาประณามการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางอย่างรุนแรง

เฟรย์ กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ ICE และสายตรวจชายแดนกำลังสร้างความโกลาหลไปทั่วเมืองและรัฐของเรา เราขอเรียกร้องให้ ICE ออกไปจากเมืองและรัฐนี้ทันที” ด้านนายวอลซ์กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลกลางว่าเป็นเหมือน “ฝนที่ตกลงมาสร้างความบอบช้ำให้ชุมชน” พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่ ICE ที่สวมหน้ากาก มีอาวุธครบมือ แต่ “ขาดการฝึกฝนที่เพียงพอ” กำลังเดินเคาะประตูไล่สอบสวนประชาชนจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงรอยร้าวที่ลึกซึ้งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐบาลกลางและการบริหารงานของท้องถิ่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางนโยบายคนเข้าเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง.


ที่มา CNN

อิหร่านเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง สายการบินทั่วโลกวุ่นเร่งปรับเส้นทาง

อิหร่านเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง สายการบินทั่วโลกวุ่นเร่งปรับเส้นทาง

15 ม.ค. 2569 12:29 น.

อิหร่านเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง สายการบินทั่วโลกวุ่นเร่งปรับเส้นทาง

อิหร่านกลับมาเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง หลังจากสั่งปิดชั่วคราวเกือบ 5 ชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลต่อความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้สายการบินนานาชาติพากันยกเลิกและเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงถูกลูกหลง

ตามประกาศจากเว็บไซต์ขององค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ระบุว่า อิหร่านได้สั่งปิดน่านฟ้าไม่อนุญาตให้เที่ยวบินใดๆ บินผ่าน ยกเว้นเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ตั้งแต่เวลา 17.15 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของวันพุธ (14 ม.ค.) ก่อนที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Flightradar24 จะระบุว่าประกาศดังกล่าวถูกยกเลิกในเวลาประมาณ 22.00 น. โดยพบว่าสายการบินของอิหร่าน เช่น Mahan Air และ Yazd Airways เป็นกลุ่มแรกๆ ที่กลับมาทำการบินเหนือน่านฟ้าตนเองอีกครั้ง

การสั่งปิดน่านฟ้าครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ขณะเดียวกันมีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มถอนบุคลากรบางส่วนออกจากฐานทัพในตะวันออกกลาง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีฐานทัพอเมริกันหากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีก่อน

ความไม่แน่นอนครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมการบิน โดยสายการบิน IndiGo และ Air India สายการบินยักษ์ใหญ่ของอินเดียได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าหรือต้องยกเลิก

ด้านสายการบินลุฟต์ฮันซาของเยอรมนี ประกาศเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่านและอิรักจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง พร้อมปรับเที่ยวบินไปยังนครเทลอาวีฟของอิสราเอล และกรุงอัมมานของจอร์แดน ให้บินเฉพาะช่วงกลางวัน เพื่อไม่ให้ลูกเรือต้องค้างคืนในพื้นที่เสี่ยง ส่วนสายการบิน Aeroflot ของรัสเซียที่มุ่งหน้าสู่กรุงเตหะรานต้องตัดสินใจบินกลับกรุงมอสโกทันทีหลังทราบข่าวการปิดน่านฟ้า

กลุ่มเครือข่ายความปลอดภัยทางอากาศ ระบุว่า การปิดน่านฟ้ากะทันหันเช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการยิงขีปนาวุธ หรือระบบป้องกันภัยทางอากาศที่อาจเกิดความผิดพลาดในการระบุเอกลักษณ์เครื่องบินพลเรือน 

ความกังวลนี้มีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในปี 2020 เมื่อกองทัพอิหร่านเผลอยิงเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Ukraine International Airlines ตก ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตยกลำ 176 ราย ท่ามกลางภาวะตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในเวลานั้น

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังคงคำสั่งห้ามเครื่องบินพาณิชย์ของสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าอิหร่านโดยเด็ดขาด และยังคงไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศในขณะนี้.

ที่มา Reuters

X ยอมถอย สั่งห้าม “Grok” ตัดต่อภาพ “เปลื้องผ้า” หลังเจอกระแสต่อต้านทั่วโลก

X ยอมถอย สั่งห้าม "Grok" ตัดต่อภาพ "เปลื้องผ้า" หลังเจอกระแสต่อต้านทั่วโลก

15 ม.ค. 2569 11:39 น.

X ยอมถอย สั่งห้าม “Grok” ตัดต่อภาพ “เปลื้องผ้า” หลังเจอกระแสต่อต้านทั่วโลก

แพลตฟอร์ม X ของอีลอน มัสก์ ประกาศเพิ่มมาตรการความปลอดภัย สั่งระงับฟีเจอร์ของแชตบอต AI “Grok” ที่ใช้ตัดต่อภาพบุคคลจริงให้ดูเปลือยหรือสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลหลายประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ตรวจพบการสร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็ก

ทีมด้านความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม X ประกาศใช้มาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อป้องกันไม่ให้แชตบอต AI ชื่อดังอย่าง “Grok” สามารถแก้ไขหรือสร้างภาพบุคคลจริงในชุดล่อแหลม เช่น บิกินี ชุดชั้นใน หรือชุดที่คล้ายคลึงกัน โดยมาตรการนี้จะมีผลกับผู้ใช้งานทุกคน รวมถึงสมาชิกแบบชำระเงิน 

การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Spicy Mode” ของ Grok ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ายอมให้ผู้ใช้ใส่คำสั่งง่ายๆ เช่น “ให้เธอใส่บิกินี” หรือ “ถอดเสื้อผ้าเธอออก” เพื่อสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารของบุคคลจริง รวมถึงเด็กและเยาวชน

ผลการวิเคราะห์ภาพจาก Grok มากกว่า 20,000 ภาพโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร AI Forensics ในกรุงปารีส พบว่ากว่าครึ่งเป็นภาพบุคคลที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และร้อยละ 2 ของภาพเหล่านั้นดูเหมือนเป็นผู้เยาว์

ปัจจุบัน xAI บริษัทผู้พัฒนา Grok กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักจากหลายหน่วยงาน โดยในสหรัฐฯ อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศเริ่มการสืบสวน xAI ว่าละเมิดกฎหมายรัฐในประเด็นการสร้างภาพอนาจารโดยไม่ได้รับยินยอมหรือไม่ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียประณามการปล่อยให้ภาพ Deepfake ระบาดว่าเป็นเรื่องที่ “น่ารังเกียจ” ส่วนสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังเฝ้าระวังมาตรการใหม่ของ X อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าจะสามารถปกป้องพลเมืองในอียูได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

ด้านอินโดนีเซีย เป็นประเทศแรกที่สั่งบล็อกการเข้าถึง Grok โดยสมบูรณ์ ตามมาด้วย มาเลเซีย ขณะที่ อินเดีย บังคับให้ X ลบโพสต์และบัญชีผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับภาพอนาจารเหล่านี้หลายพันรายการ และสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้เริ่มกระบวนการสืบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินคดีแล้ว

นอกจากเทคโนโลยีป้องกันการแก้ไขภาพบุคคลจริง X ยังได้ประกาศจำกัดสิทธิ์การสร้างและแก้ไขภาพผ่าน Grok ให้เฉพาะ “สมาชิกแบบชำระเงิน” เท่านั้น เพื่อสร้างชั้นการป้องกันพิเศษและช่วยให้ระบุตัวตนผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มภาคประชาสังคมกว่า 28 แห่งได้รวมตัวกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงซีอีโอของแอปเปิล และกูเกิล เพื่อเรียกร้องให้ถอดแอปพลิเคชัน X และ Grok ออกจากแอปสโตร์ เนื่องจากความกังวลว่ามาตรการที่ออกมาอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของภาพตัดต่อลามกอนาจารในระยะยาว.

ที่มา BBC 

กองทัพเมียนมาคุมเสียงขาด พรรคทหารได้ที่นั่งพอจัดตั้งรัฐบาลแล้วก่อนเลือกตั้งครบทุกเฟส

กองทัพเมียนมาคุมเสียงขาด พรรคทหารได้ที่นั่งพอจัดตั้งรัฐบาลแล้วก่อนเลือกตั้งครบทุกเฟส

15 ม.ค. 2569 11:35 น.

กองทัพเมียนมาคุมเสียงขาด พรรคทหารได้ที่นั่งพอจัดตั้งรัฐบาลแล้วก่อนเลือกตั้งครบทุกเฟส

พรรค USDP หนุนกองทัพเมียนมา กวาดที่นั่งรวมโควตาทหารเกินครึ่งสภาแล้ว แม้การเลือกตั้งยังไม่จบครบ 3 เฟส ถูกวิจารณ์หนักเป็นการสืบทอดอำนาจหลังรัฐประหารปี 2564

วันที่ 15 มกราคม 2568 พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา เปิดเผยว่า สามารถรวบรวมจำนวนที่นั่งในสภาได้เพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ร่วมกับสมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้งของกองทัพ แม้การเลือกตั้งที่คณะรัฐประหารจัดขึ้นจะยังไม่สิ้นสุดครบทั้ง 3 เฟส

โดยพรรค USDP ระบุว่า หลังจบการเลือกตั้งเฟส พรรคได้ที่นั่งรวม 194 ที่นั่ง จากสองสภา เมื่อรวมกับโควตาที่นั่งของกองทัพตามรัฐธรรมนูญอีก 166 ที่นั่ง ทำให้ฝ่ายหนุนทหารครองเสียงมากกว่า 360 ที่นั่ง สูงกว่ากึ่งหนึ่งของสภาที่ต้องการเพียง 294 ที่นั่ง จากจำนวนสมาชิกสภาที่ถูกลดเหลือ 588 คน

แม้ผลการเลือกตั้งเฟสที่สองยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่แกนนำพรรค USDP ยืนยันว่า พรรคชนะเพิ่มอีกอย่างน้อย 70 ที่นั่ง ทำให้ฝ่ายทหารสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน ก่อนการเลือกตั้งเฟสสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคมจะเริ่มขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งสหภาพ แบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 3 เฟส ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม ถึง 25 มกราคม โดยอ้างเหตุความไม่มั่นคง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกประณามอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ ว่าเป็นความพยายามตอกย้ำอำนาจของกองทัพ หลังยึดอำนาจเมื่อปี 2564 ขณะที่เดิมรัฐสภาเมียนมามีสมาชิก 664 คน แต่รัฐบาลทหารได้ยกเลิกการเลือกตั้งในหลายเขตพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ส่งผลให้จำนวนสมาชิกสภาลดลง ขณะที่โควตาของกองทัพยังคงเดิม ส่งผลให้ฝ่ายทหารได้เปรียบอย่างชัดเจน.

รมต.ต่างประเทศกัมพูชาคุยโวเดินหน้ากวาดล้างแก๊งสแกม หลังจับกุม “เฉิน จื้อ”

รมต.ต่างประเทศกัมพูชาคุยโวเดินหน้ากวาดล้างแก๊งสแกม หลังจับกุม "เฉิน จื้อ"

15 ม.ค. 2569 11:30 น.

รมต.ต่างประเทศกัมพูชาคุยโวเดินหน้ากวาดล้างแก๊งสแกม หลังจับกุม “เฉิน จื้อ”

รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาคุยโวจะเดินหน้าปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์อย่างเข้มข้นต่อไป แม้จะจับกุมและส่งตัว “เฉิน จื้อ” ผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมข้ามชาติรายใหญ่ ไปดำเนินคดีในจีนแล้วก็ตาม 

นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สจากกรุงพนมเปญว่า การจับกุมและส่งตัวเฉิน จื้อ ไปยังจีน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของกัมพูชาในการปราบปรามอาชญากรรม พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่ยังคงดำเนินต่อไป

นายปรัก สุคน กล่าวว่าการจับกุมเฉิน จื้อ ชาวจีนโดยกำเนิด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามเครือข่ายสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นไปอย่างกระจัดกระจาย โดยเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก สร้างความเสียหายทางการเงินคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งตัวเฉินไปยังจีน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากหลายประเทศ เกิดขึ้นหลังการสอบสวนร่วมระหว่างจีนและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการสอบสวนยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่เฉิน จื้อ เคยถูกสหรัฐตั้งข้อหาฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสารและฟอกเงิน

“นี่เป็นการต่อสู้ที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง และเรามีมาตรการและขั้นตอนชัดเจนเพื่อกำจัดอาชญากรรมประเภทนี้ให้หมดไป” นายปรัก สุคน กล่าว พร้อมระบุว่า กัมพูชามีจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีวัยปลาย 30 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่มบริษัท Prince Group ซึ่งมีฐานอยู่ในกัมพูชา และมีธุรกิจที่ดูเหมือนถูกกฎหมายกระจายอยู่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐระบุว่า ธุรกิจเหล่านี้เป็นเพียงฉากหน้าของ ปฏิบัติการฉ้อโกงด้านการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ก่อนหน้านี้ Prince Group เคยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

ทางการฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ได้สั่งอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับ Prince Group เป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ขณะที่สหราชอาณาจักรและเกาหลีใต้ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตร นอกจากนี้ อัยการสหรัฐยังยึดบิตคอยน์มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เชื่อมโยงกับเฉิน ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาได้สั่งชำระบัญชี Prince Bank ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

จนถึงขณะนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าเฉิน จื้อ จะถูกตั้งข้อหาใดในจีน แม้จีนจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบ Prince Group ตั้งแต่ปี 2020 โดยเอกสารศาลจีนในปี 2022 ชี้ให้เห็นถึงการสอบสวนดังกล่าว

สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ของทางการจีนเผยแพร่ภาพวิดีโอขณะเฉินถูกส่งตัวถึงกรุงปักกิ่ง โดยถูกใส่กุญแจมือและคลุมศีรษะ พร้อมระบุว่าเขาเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงและเปิดบ่อนการพนันผิดกฎหมาย และเป็นผู้นำเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติด้านการพนันและการหลอกลวงรายใหญ่

เครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้ดำเนินงานจากคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว โดยมีแรงงานเกี่ยวข้องนับหมื่นคน ในจำนวนนี้รวมถึงเหยื่อค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกมาด้วยข้อเสนอทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือการบริการ ก่อนจะถูกบังคับให้หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์ หากขัดขืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

นายปรัก สุคน ระบุว่า กัมพูชามีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติกับหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐ จีน เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและไทย

เขายังเปิดเผยว่า เฉิน จื้อ เคยได้รับสัญชาติกัมพูชา แต่จากการสอบสวนพบว่าสัญชาติดังกล่าวได้มาอย่างไม่ถูกต้อง และเฉินยังเป็นพลเมืองจีน ทำให้รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจส่งตัวเขากลับไปดำเนินคดีในจีนในที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

ด่วน อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว สำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่

ด่วน อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว สำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่

15 ม.ค. 2569 08:54 น.

ด่วน อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว สำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่

ทั่วโลกจับตา หลังอิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว กระทบเที่ยวบินนานาชาติหลายสาย ท่ามกลางสัญญาณตึงเครียดด้านความมั่นคง

อิหร่านสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราวสำหรับเที่ยวบินเกือบทั้งหมด ยกเว้นเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มมีผลเมื่อเวลา 22.15 น. ตามเวลา GMT ของคืนวันพุธที่ 14 มกราคม ตามประกาศแจ้งเตือนด้านการบินที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA)

ประกาศดังกล่าวระบุว่า การปิดน่านฟ้าจะมีผลยาวนานกว่า 2 ชั่วโมง จนถึงเวลา 00.30 น. ตามเวลา GMT อย่างไรก็ตาม อาจมีการขยายระยะเวลาหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาได้เริ่มถอนบุคลากรบางส่วนออกจากฐานทัพในภูมิภาค หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกมาเตือนว่า เตหะรานจะโจมตีฐานทัพสหรัฐ หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินเตือนว่า การยิงขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ขัดแย้งทั่วภูมิภาค ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการบินพาณิชย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการเข้าใจผิดของระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ผลจากการปิดน่านฟ้า ส่งผลกระทบต่อสายการบินหลายแห่ง โดยอินดิโก (IndiGo) สายการบินรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ระบุว่า เที่ยวบินระหว่างประเทศบางเที่ยวได้รับผลกระทบ ขณะที่เที่ยวบินของแอโรฟลอต สายการบินแห่งชาติรัสเซีย ที่มุ่งหน้าไปกรุงเตหะราน ต้องบินกลับกรุงมอสโก หลังมีคำสั่งปิดน่านฟ้า ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24

ก่อนหน้านี้ เยอรมนีได้ออกคำเตือนใหม่ให้สายการบินของประเทศหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่าน หลังลุฟท์ฮันซาปรับแผนการบินในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงห้ามเที่ยวบินพาณิชย์ของสหรัฐบินผ่านน่านฟ้าอิหร่าน และไม่มีเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศอยู่แล้ว ส่วนสายการบินอย่าง flydubai และ Turkish Airlines ได้ยกเลิกเที่ยวบินไปอิหร่านหลายเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เว็บไซต์ Safe Airspace ซึ่งดำเนินการโดยองค์กร OPSGROUP ระบุว่า สายการบินจำนวนมากได้ลดหรือระงับการให้บริการ และหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่านเป็นวงกว้าง พร้อมเตือนว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของกิจกรรมทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงจากการยิงขีปนาวุธหรือการเสริมกำลังป้องกันทางอากาศ ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดเกี่ยวกับอากาศยานพลเรือน

ด้านลุฟท์ฮันซาแถลงว่า จะหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่านและอิรักจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และจะให้บริการเฉพาะเที่ยวบินกลางวันไปยังเทลอาวีฟและอัมมาน เพื่อหลีกเลี่ยงการพักค้างคืนของลูกเรือ ขณะที่สายการบิน ITA Airways ของอิตาลี ซึ่งลุฟท์ฮันซาถือหุ้นรายใหญ่ ก็ประกาศระงับเที่ยวบินกลางคืนไปยังเทลอาวีฟเช่นกันจนถึงสัปดาห์หน้า.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

นักบินอวกาศนาซา ออกเดินทางจาก ISS กลับโลกก่อนกำหนด หลังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์บนโลก

นักบินอวกาศนาซา ออกเดินทางจาก ISS กลับโลกก่อนกำหนด หลังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์บนโลก

15 ม.ค. 2569 08:52 น.

นักบินอวกาศนาซา ออกเดินทางจาก ISS กลับโลกก่อนกำหนด หลังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางการแพทย์บนโลก

นักบินอวกาศนาซาบนสถานีอวกาศ ISS 4 คน เดินทางกลับโลกก่อนกำหนด หลังนักบินอวกาศรายหนึ่งต้องรับการรักษาอาการป่วยที่ไม่ได้มีการเปิดเผย นับเป็นการอพยพทางการแพทย์กลางอวกาศครั้งแรกในประวัติศาสตร์

วันที่ 15 มกราคม 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ดำเนินการอพยพนักบินอวกาศออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังนักบินอวกาศรายหนึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์บนโลก

โดยนักบินอวกาศ 4 คนจากสหรัฐฯ รัสเซีย และญี่ปุ่น เดินทางกลับโลกด้วยยานของบริษัท SpaceX และมีกำหนดตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้เมืองซานดิเอโก ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ภารกิจต้องสิ้นสุดก่อนกำหนดมากกว่าหนึ่งเดือน

เซนา คาร์ดแมน นักบินอวกาศของนาซา กล่าวก่อนออกเดินทางว่า การตัดสินใจกลับโลกเป็นเรื่องไม่คาดคิด แต่สิ่งที่ประทับใจคือความสามัคคีของลูกเรือที่ดูแลช่วยเหลือกันราวกับครอบครัวเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่นาซาปฏิเสธเปิดเผยตัวตนของนักบินอวกาศที่ป่วย รวมถึงรายละเอียดอาการ โดยให้เหตุผลเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวทางการแพทย์ พร้อมยืนยันว่าอาการนี้ ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน และไม่เกี่ยวข้องกับการเตรียมภารกิจเดินอวกาศ

ด้าน ไมค์ ฟินก์ ผู้บัญชาการสถานีอวกาศนานาชาติที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง เปิดเผยว่า นักบินอวกาศที่ต้องรับการรักษาอยู่ในอาการคงที่ ปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตัดสินใจพากลับโลกเป็นไปเพื่อให้สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างครบถ้วนบนพื้นโลก ขณะเดียวกัน ยังมีนักบินอวกาศสหรัฐฯ 1 คน และรัสเซีย 2 คน ปฏิบัติภารกิจอยู่บนสถานีอวกาศ โดยนาซาและสเปซเอ็กซ์กำลังเร่งแผนส่งลูกเรือชุดใหม่ขึ้นไปแทน ซึ่งคาดว่าจะปล่อยยานได้เร็วสุดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้.

ที่มา BBC