พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

15 ธ.ค. 2568 01:11 น.

พรรคหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว

พรรคการเมืองฝ่ายหนุนประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ตัดสินใจยุบพรรคแล้ว ชี้สภาพแวดล้อมทางการเมืองของฮ่องกงเปลี่ยนไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) พรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดของฮ่องกง ประกาศยุบพรรคแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. 2568 หลังจากสมาชิกลงมติอย่างเป็นทางการให้ยุบพรรคและเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี

พรรคประชาธิปไตยก่อตั้งขึ้นในปี 2537 ใกล้ช่วงสุดท้ายของการปกครองของอังกฤษ หลังกลุ่มเสรีนิยมของฮ่องกงลุกฮือขึ้นต่อต้าน

“ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เราได้เข้าร่วมและเป็นพยานในการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของสังคมฮ่องกง เฝ้าดูระบบและสภาพแวดล้อมของฮ่องกงที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งครั้งแล้วครั้งเล่า” พรรคประชาธิปไตยระบุในแถลงการณ์ “ทว่า เมื่อเวลาได้เปลี่ยนผันไป ตอนนี้ เราจำเป็นต้องปิดฉากบทนี้ลงด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง”

นาย หลอ กิน-เหย (Lo Kin-hei) ประธานพรรคประชาธิปไตยกล่าวในงานแถลงข่าวว่า การประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมาชิก 117 คน จากทั้งหมด 121 คน โหวตให้พรรคเข้าสู่การชำระบัญชี ขณะที่อีก 4 คนไม่ลงคะแนนเสียง

นายหลอระบุว่า นี่คือ “การตัดสินใจร่วมกัน” ของสมาชิกพรรค และเสริมว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา “เราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อพลเมืองทุกคนที่ได้ร่วมเดินทางกับพรรคเดโมแครติกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา” หลอกล่าว

ขณะที่ น.ส. เอมิลี เหลา (Emily Lau) บอกกับผู้สื่อข่าวหลังออกจากที่ประชุมในวันอาทิตย์ว่า เธอประหลาดกับการตัดสินใจยุบพรรคในวันนี้ “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคประชาธิปไตยถึงลงเอยเช่นนี้ … ฉันคิดว่าปักกิ่งต้องให้คำอธิบาย”

นายหลอกล่าวว่า การยุบพรรคเป็นผลมาจาก “สภาพแวดล้อมทางการเมือง” ของฮ่องกง แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดที่พรรคกำลังเผชิญอยู่

ทั้งนี้ หลังจากอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีนในปี 2540 พรรคประชาธิปไตยได้กลายเป็นเสียงฝ่ายค้านที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสภานิติบัญญัติของฮ่องกง และเป็นผู้นำในการเดินขบวนประท้วงอย่างสันติหลายครั้งที่ผ่านมา

นาย หยาง ซัม อดีตผู้นำพรรคประชาธิปไตยและเคยถูกตัดสินจำคุก กล่าวว่า การตัดสินใจยุบพรรคแสดงให้เห็นถึงความถดถอยของฮ่องกงจากการเป็นสังคมเสรีไปสู่ “สังคมอำนาจนิยม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เยอรมนีจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนโจมตีตลาดคริสต์มาส

เยอรมนีจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนโจมตีตลาดคริสต์มาส

14 ธ.ค. 2568 23:00 น.

เยอรมนีจับกุม 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนโจมตีตลาดคริสต์มาส

ตำรวจเยอรมนีจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ฐานวางแผนก่อเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาส โดยมีแรงจูงใจมาจากแนวคิดอิสลามหัวรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจเยอรมนีดำเนินการจับกุมชาย 5 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการขับรถพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาสในรัฐบาวาเรียทางตอนใต้ของประเทศ โดยคาดว่าแรงจูงใจของพวกเขาเกี่ยวข้องกับแนวคิดอิสลามหัวรุนแรง

เจ้าหน้าที่ในเยอรมนีกำลังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังเกิดเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาสหลายครั้งก่อนหน้านี้ โดยผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาวโมร็อกโก 3 คน ชาวอียิปต์ 1 คน และชาวซีเรีย 1 คน ถูกควบคุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.)

อัยการกล่าวหาว่า ชายชาวอียิปต์ ซึ่งมีอายุ 56 ปี เสนอให้มีการโจมตีโดยใช้ยานพาหนะ โดยมีเป้าหมายเพื่อสังหารหรือทำให้ผู้คนบาดเจ็บให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนชายชาวโมร็อกโกถูกกล่าวหาว่าเห็นด้วยที่จะดำเนินการโจมตีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้วางแผนจะก่อเหตุโจมตีเมื่อใด หรือตลาดใดเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาเชื่อว่าเป็นตลาดแห่งหนึ่งในพื้นที่ดิงโกลฟิง-ลันเดา (Dingolfing-Landau) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมิวนิก

หนังสือพิมพ์บิลด์ (Bild) ของเยอรมนีรายงานว่า ชายชาวอียิปต์ผู้นี้เป็นอิหม่ามประจำมัสยิดแห่งหนึ่งในพื้นที่

ตำรวจเปิดเผยด้วยว่า ชายชาวโมร็อกโก 3 คน อายุ 30 ปี, 28 ปี และ 22 ปี ถูกจับกุมในข้อหาตกลงที่จะก่อการฆาตกรรม ส่วนชายชาวซีเรียวัย 37 ปี ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ ในการตัดสินใจก่ออาชญากรรมของพวกเขา

นายโจอาคิม แฮร์มันน์ รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาวาเรีย บอกกับหนังสือพิมพ์บิลด์ว่า “ความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของเรา ช่วยป้องกันการโจมตีที่มีแรงจูงใจจากแนวคิดอิสลามหัวรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้”

ทั้งนี้ ตลาดคริสต์มาสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามเทศกาลที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศเยอรมนี ซึ่งมักดึงดูดผู้คนจำนวนมากและการท่องเที่ยวที่สำคัญ

การรักษาความปลอดภัยในงานอีเวนต์ต่างๆ ของเยอรมนี เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุโจมตีในกรุงเบอร์ลินเมื่อปี 2559 เมื่อชายคนหนึ่งขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนในตลาด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ เมื่อธันวาคมปีก่อนก็เพิ่งเกิดเหตุโจมตีตลาดคริสต์มาสในเมืองมักเดบูร์ก จนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวเน็ตยกย่อง ชายฮีโร่แย่งปืนจากคนร้าย เหตุกราดยิงที่หาดบอนได

ชาวเน็ตยกย่อง ชายฮีโร่แย่งปืนจากคนร้าย เหตุกราดยิงที่หาดบอนได

14 ธ.ค. 2568 22:16 น.

ชาวเน็ตยกย่อง ชายฮีโร่แย่งปืนจากคนร้าย เหตุกราดยิงที่หาดบอนได

ชายคนหนึ่งกำลังได้รับการยกย่องจากชาวเน็ต ในฐานะฮีโร่ในเหตุกราดยิงที่หาดบอนได หลังจากมีวิดีโอเผยให้เห็นว่า เขาเสี่ยงชีวิตเข้าไปแย่งอาวุธจากมือปืนได้สำเร็จ

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็น ชายร่างใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคนหนึ่ง เข้าสกัดและปลดอาวุธ 1 ใน 2 มือปืนระหว่างเกิดเหตุกราดยิงเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. 2568 ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากชาวเน็ตจำนวนมากให้เป็นวีรบุรุษ และช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากมาย

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.45 น. ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีก 29 คน รวมตำรวจ 2 นาย ขณะที่คนร้าย 2 คน ถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย ส่วนอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ตำรวจกำลังสืบสวนว่ามีคนร้ายรายที่ 3 หรือไม่

ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นว่า ชายเสื้อเชิ้ตขาวรายนี้วิ่งเข้าไปหาชายสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่กำลังถือปืนไรเฟิลที่ลานจอดรถ จากนั้นเขาจึงเข้าตะครุบมือปืนจากด้านหลัง แล้วใช้มือแย่งปืนไรเฟิลจากคนร้ายได้สำเร็จ ก่อนจะหันปืนนั้นกลับไปจ่อที่ชายคนร้าย แต่เขาไม่ได้ยิงแต่อย่างใด ในขณะที่คนร้ายล่าถอยไปสมทบกับมือปืนอีกคน

***ชมคลิปที่นี่***

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า วิดีโอนี้จากภาพที่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันแล้ว โดยชายติดอาวุธในวิดีโอนี้เป็นบุคคลเดียวกับที่ปรากฏในภาพที่คนร้ายถูกตำรวจห้อมล้อม

ภาพวีรกรรมครั้งนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ โดยผู้คนต่างยกย่องความกล้าหาญของชายเสื้อขาว ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร และเชื่อว่าการกระทำของเขาอาจช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากมาย

“วีรบุรุษชาวออสเตรเลีย (พลเมืองทั่วไป) ต่อสู้แย่งปืนจากผู้โจมตีและปลดอาวุธเขา บางคนมีความกล้าหาญ และบางคนก็… ไม่ว่ามันจะคืออะไรก็ตาม” ผู้ใช้งาน X คนหนึ่งแสดงความเห็นพร้อมกับโพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์

“ชายชาวออสเตรเลียคนนี้ช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วนด้วยการแย่งปืนจากหนึ่งในผู้ก่อการร้ายที่หาดบอนได เขาเป็นวีรบุรุษ” ชาวเน็ตอีกคนระบุ

ด้านนายคริส มินส์ หัวหน้ารัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ กล่าวว่า “นี่คือภาพที่น่าเหลือเชื่อที่สุดที่ผมเคยเห็นมา ชายคนหนึ่งเดินเข้าไปหามือปืนที่ยิงเข้าใส่ผู้คนในชุมชน และปลดอาวุธเขาได้ด้วยตัวคนเดียว โดยยอมเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตผู้คนอีกนับไม่ถ้วน”

“ชายคนนี้คือวีรบุรุษอย่างแท้จริง และผมไม่สงสัยเลยว่ามีผู้คนจำนวนมากยังมีชีวิตอยู่ได้ในคืนนี้ ก็เพราะความกล้าหาญของเขา”

ขณะที่นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ก็ออกมากล่าวชื่นชมการกระทำของชายคนนี้และคนอื่นๆ ที่ “วิ่งเข้าหาอันตรายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น”

“ชาวออสเตรเลียเหล่านี้คือวีรบุรุษ และความกล้าหาญของพวกเขาได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้” ผู้นำออสเตรเลียกล่าวในงานแถลงข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ด่วน ยิงสนั่นหาดบอนได ซิดนีย์ ดับอย่างน้อย 10 ศพ ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว

ด่วน ยิงสนั่นหาดบอนได ซิดนีย์ ดับอย่างน้อย 10 ศพ ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว

14 ธ.ค. 2568 17:47 น.

ด่วน ยิงสนั่นหาดบอนได ซิดนีย์ ดับอย่างน้อย 10 ศพ ระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว

เกิดเหตุกราดยิงสุดสะเทือนขวัญที่ หาดบอนได แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย รวมถึงผู้ก่อเหตุ ขณะที่มือปืนอีกคนถูกจับกุมและอาการสาหัส

เกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีรายงานว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเปิดฉากยิงในพื้นที่หาดบอนได ขณะที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลยิว เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 10 ราย รวมถึงชาย 1 รายที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในมือปืน ส่วนมือปืนอีก 1 คนถูกควบคุมตัว แต่อยู่ในอาการวิกฤต นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย

ล่าสุดตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า ภัยคุกคามทั้งหมดถูกควบคุมไว้ได้แล้ว แต่ยังขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยหลายรายการ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยได้ตั้ง เขตห้ามเข้า รอบบริเวณหาดบอนไดเพื่อความปลอดภัย

ด้านนาย แอนโธนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าตกใจและสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยฉุกเฉินได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและควบคุมสถานการณ์แล้ว

ด้าน อเล็กซ์ ริฟชิน  ประธานร่วมฝ่ายบริหารของ สภาชาวยิวแห่งออสเตรเลีย  ให้สัมภาษณ์กับ Sky News ว่า เหตุยิงเกิดขึ้นระหว่างงานเฉลิมฉลอง เทศกาลฮานุกกะห์ ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญทางศาสนายิว และเริ่มต้นขึ้นหลังพระอาทิตย์ตกดินในวันเดียวกัน โดยที่ปรึกษาด้านสื่อของเขาได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีครั้งนี้ด้วย

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หาดบอนได ซิดนีย์

เปิดไทม์ไลน์เลือกตั้ง 2569 หลัง “อนุทิน” ยุบสภาสู่รัฐบาลใหม่

เปิดไทม์ไลน์เลือกตั้ง 2569 หลัง “อนุทิน” ยุบสภาสู่รัฐบาลใหม่

14 ธ.ค. 2568 12:36 น.

เปิดไทม์ไลน์เลือกตั้ง 2569 หลัง “อนุทิน” ยุบสภาสู่รัฐบาลใหม่

การเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี พ.ศ. 2569 หลังจากการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 การยุบสภาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปมขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของวุฒิสภา (สว.) และเป็นไปตามข้อเรียกร้องของพรรคร่วมที่เคยสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาล

ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง ไทม์ไลน์สำคัญนับจากนี้จนถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มีรายละเอียดดังนี้:

ช่วงที่ 1: การยุบสภาและการกำหนดวันเลือกตั้ง (ธันวาคม 2568)

วันที่/กรอบเวลาเหตุการณ์สำคัญอ้างอิงทางกฎหมาย/ข้อเท็จจริง
11 ธันวาคม 2568 (ช่วงค่ำ)นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูลทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) ยุบสภาฯเป็นการแสดงความรับผิดชอบตามข้อตกลงและตอบรับคำขอของพรรคร่วมหลังความเห็นต่างปมแก้ รธน.
12 ธันวาคม 2568พ.ร.ฎ. ยุบสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้สภาสิ้นสถานะทันที, รัฐบาลเปลี่ยนเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ตามมาตรา 168 ของรัฐธรรมนูญ 2560
ภายใน 5 วัน (เดดไลน์ 17 ธันวาคม 2568)คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 วรรคสอง กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45-60 วันนับแต่วันยุบสภา
26 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์2569กรอบเวลาจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45-60 วัน นับจาก12 ธ.ค. 2568

ช่วงที่ 2: การรับสมัครและการหาเสียง (ธันวาคม 2568 – มกราคม 2569)

วันที่/กรอบเวลาเหตุการณ์สำคัญหมายเหตุ
ไม่เกิน 27 ธันวาคม 2568วันสุดท้ายที่ กกต. ต้องเริ่มเปิดรับสมัคร สส.ต้องเริ่มรับสมัครภายใน 15 วัน นับจาก พ.ร.ฎ. มีผลบังคับใช้
อย่างน้อย 5 วันระยะเวลารับสมัคร สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนปิดรับสมัคร
รอกำหนดการกกต. ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.
รอกำหนดการวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในและนอกเขต

ช่วงที่ 3: วันเลือกตั้งและการประกาศผล (กุมภาพันธ์ – เมษายน 2569)

วันที่/กรอบเวลาเหตุการณ์สำคัญข้อกำหนด/ประมาณการ
1 หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569วันเลือกตั้งทั่วไป (วันหย่อนบัตร)วันอาทิตย์ที่เป็นไปได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติของ กกต. ในกรอบ 45-60 วัน
ภายใน 60 วัน หลังวันเลือกตั้งกกต. รับรองและประกาศผลการเลือกตั้ง สส.หากเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 เดดไลน์ประกาศผล คือ 9 เมษายน 2569
ภายใน 15 วัน หลังประกาศผลเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกเป็นขั้นตอนแรกสู่การเลือกและแต่งตั้งประธานสภาฯและนายกรัฐมนตรีคนใหม่

คืบหน้าเหตุกราดยิงม. Brown ในสหรัฐฯ ดับ 2 ราย เจ็บสาหัส 8 คน คนร้ายยังลอยนวล

คืบหน้าเหตุกราดยิงม. Brown ในสหรัฐฯ ดับ 2 ราย เจ็บสาหัส 8 คน คนร้ายยังลอยนวล

14 ธ.ค. 2568 08:01 น.

คืบหน้าเหตุกราดยิงม. Brown ในสหรัฐฯ ดับ 2 ราย เจ็บสาหัส 8 คน คนร้ายยังลอยนวล

เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งไล่ล่าผู้ก่อเหตุกราดยิงภายในมหาวิทยาลัย Brown มหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกในรัฐโรดไอแลนด์ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสอีก 8 คน

นาย เบรตต์ สไมลีย์ นายกเทศมนตรีเมืองพรอวิเดนซ์ แถลงความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายในมหาวิทยาลัย Brown ว่าขณะนี้ยืนยันได้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 คนที่อยู่ในอาการวิกฤต แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ และยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างเข้มข้น

ด้าน แพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่ง ได้เข้าควบคุมพื้นที่และร่วมสนับสนุนการสืบสวนแล้ว

ขณะที่เว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัย Brown ระบุว่า จนถึงเวลา 17.11 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ (ET) ยังไม่มีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุม

สื่อท้องถิ่นหลายสำนักรายงานว่า จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงครั้งนี้ อาจสูงถึงราว 20 คน อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ยืนยันตัวเลขดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ขณะที่นาง คริสตี โดสเรอิส เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ด้านความปลอดภัยของเมืองพรอวิเดนซ์ ปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยระบุเพียงว่า มีผู้ถูกยิงหลายคน เหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และขอให้ประชาชนหลบอยู่ในที่ปลอดภัย

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุกราดยิงครั้งนี้แล้ว และขอพระเจ้าอวยพรเหยื่อและครอบครัวของผู้สูญเสีย

มหาวิทยาลัย Brown ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองบอสตัน เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐฯ มีนักศึกษาประมาณ 11,000 คน เหตุกราดยิงครั้งนี้จึงสร้างความตื่นตระหนกอย่างหนักในแวดวงการศึกษาและสังคมอเมริกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนปัญหา ความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยความพยายามในการควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนยังคงเผชิญทางตันทางการเมือง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กราดยิง

ระทึก มือปืนกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐฯ คนร้ายยังไม่ถูกจับกุม

ระทึก มือปืนกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐฯ คนร้ายยังไม่ถูกจับกุม

14 ธ.ค. 2568 06:16 น.

ระทึก มือปืนกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐฯ คนร้ายยังไม่ถูกจับกุม

เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ ในสหรัฐฯ ตำรวจเผยเพียงว่า มีผู้ถูกยิงหลายคน และพวกเขากำลังตามล่าหาตัวคนร้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้คนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ ในรัฐโรดไอส์แลนด์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 โดยตำรวจยืนยันเพียงว่า มีผู้ถูกยิงหลายคน แต่ไม่เปิดเผยชะตากรรมของพวกเขา ขณะที่ตำรวจกำลังตามหาตัวมือปืนรายนี้

ข่าวระบุว่า เมื่อเวลา 16:22 น. ตามเวลาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยบราวน์ได้ส่งการแจ้งเตือนฉุกเฉิน ว่ากำลังเกิดเหตุกราดยิงขึ้นในมหาวิทยาลัย และเรียกร้องให้ผู้คนล็อกประตู, ปิดเสียงโทรศัพท์ และซ่อนตัวจนกว่าจะมีประกาศเป็นอื่น และหากเป็นไปได้ให้หลบหนี, อพยพ, ซ่อนตัว หรือให้ “ต่อสู้” เป็นทางเลือกสุดท้าย

จากนั้น ไม่ถึง 1 ชั่วโมงต่อมา คือเวลา 17:11 น. มหาวิทยาลัยบราวน์ได้ออกประกาศอีกครั้ง แจ้งให้ผู้คนหลบภัยต่อไป โดยตอนนี้ “ตำรวจยังไม่มีผู้ต้องสงสัยอยู่ในความควบคุม และยังคงค้นหาผู้ต้องสงสัยต่อไป … มหาวิทยาลัยบราวน์กำลังประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายหน่วยงานในที่เกิดเหตุ และมีทีมแพทย์ฉุกเฉินในที่เกิดเหตุด้วย”

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ผมได้รับรายงานสรุปเกี่ยวกับเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยบราวน์ในโรดไอส์แลนด์แล้ว FBI อยู่ในที่เกิดเหตุ ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อ!”

ก่อนที่ไม่กี่นาทีต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความแก้ไขว่า “ตำรวจมหาวิทยาลัยบราวน์ได้ถอนแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ ผู้ต้องสงสัย ‘ยัง’ ไม่ถูกควบคุมตัว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาต่อ สังหาร จนท.อาวุโสกลุ่มฮามาส

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาต่อ สังหาร จนท.อาวุโสกลุ่มฮามาส

14 ธ.ค. 2568 05:44 น.

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาต่อ สังหาร จนท.อาวุโสกลุ่มฮามาส

อิสราเอลเผย โจมตีทางอากาศหลายพื้นที่ในฉนวนกาซารอบใหม่ สังหารแกนนำอาวุโสของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งอ้างว่า การโจมตีทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 กองทัพอิสราเอลและสำนักงานความมั่นคง “ชินเบท” (Shin Bet) ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า กองทัพสังหารนายราอิด ซาอัด หัวหน้าฝ่ายผลิตอาวุธของกองพัน “อัล-กัสซัม” (Al-Qassam) ปีกติดอาวุธของกลุ่มฮามาสแล้ว ในการโจมตีทางอากาศซึ่งโดนรถยนต์คันหนึ่งในเมืองกาซาซิตี้

นายซาอัดเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการที่โดดเด่นที่สุดของกองกำลังกัสซัม และเป็นผู้นำกองพลน้อยหลายชุดระหว่างการโจมตีชุมชนอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 อันเป็นชนวนเหตุทำให้อิสราเอลประกาศสงครามในกาซา และดำเนินการโจมตีมาจนถึงทุกวันนี้

นายมะห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า โจมตีดังกล่าวของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ และผู้คนที่สัญจรไปมาหลายคนก็ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาแจ้งกับบีบีซี ว่า การโจมตีครั้งนี้สังหารผู้ช่วยของนายซาอัด กับเจ้าหน้าที่ระดับล่างอีกคนชื่ออาบู อิหมัด อัล-ลาบัน ไปด้วย

ทั้งนี้ คาดกันว่า นายซาอัดเป็นสมาชิกของคณะมนตรีกองทัพระดับผู้นำชุดใหม่ ซึ่งมีสมาชิก 5 คน ซึ่งก่อตั้งขึ้นนับตั้งแต่มีการหยุดยิงในเดือนตุลาคม โดยอิสราเอลพยายามสังหารเขาหลายครั้ง

นายซาอัดถูกพิจารณามานานแล้วว่า เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของกลุ่มฮามาสที่อิสราเอลต้องการตัวมากที่สุด โดยความพยายามของอิสราเอลที่จะสังหารเขามีมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc.com/news/articles/cx2dklj3rxvo

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

14 ธ.ค. 2568 04:44 น.

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะตอบโต้ หลังจากทหารสหรัฐฯ กับพลเรือนถูกนักรบกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามลอบโจมตีในซีเรีย จนมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้กรณีที่ ทหารสหรัฐฯ 2 นาย กับล่ามพลเรือนอีก 1 คน ถูกสังหารในการลอบโจมตีของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส – ISIS) ในประเทศซีเรีย

“เราจะตอบโต้” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่นอกทำเนียบขาว ก่อนที่จะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า นายอาเหม็ด อัล-ซารา ประธานาธิบดีซีเรีย “โกรธมาก” กับการโจมตีที่เกิดขึ้น และไม่สบายใจกับการโจมตีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทหารสหรัฐฯ ทั้ง 2 นาย กับล่ามพลเรือนถูกสังหารในเมืองพัลไมรา ตอนกลางของซีเรียในวันเสาร์ หลังจากมือปืนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม เปิดฉากยิงปืนเข้าใส่ชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับซีเรีย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) ซึ่งดูแลกองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ประกาศข่าวการเสียชีวิตดังกล่าวผ่าน X หลังจากสื่อของซีเรียรายงานก่อนหน้านั้นว่า การโจมตีที่เมืองพัลไมราทำให้ทหารอเมริกันและซีเรียได้รับบาดเจ็บ

“การซุ่มโจมตีโดยมือปืน ISIS ซึ่งมีเพียงคนเดียว ส่งผลให้ชาวอเมริกัน 3 คนเสียชีวิต และมีทหารบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 นาย” เซนต์คอมระบุ และเสริมว่า “มือปืนรายนั้นถูกยิงและเสียชีวิตแล้ว”

ด้านนาย ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นขณะที่ทหารให้การสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ส่วนนาย ทอม บาร์รัก ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำซีเรีย กล่าวว่า การซุ่มโจมตีมุ่งเป้าไปที่ ชุดลาดตระเวนร่วมของรัฐบาลสหรัฐฯ กับซีเรีย

อนึ่ง นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีที่ทหารสหรัฐฯ ถูกสังหารในซีเรีย นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ โค่นล้มรัฐบาลของนาย บาชาร์ อัล-อัสซาด ที่ปกครองซีเรียมาอย่างยาวนาน เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของซีเรียกับสหรัฐฯ ใหม่อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้นาย อันวาร์ อัล-บาบา โฆษกกระทรวงมหาดไทยซีเรีย กล่าวว่า มีการเตือนล่วงหน้าจากกองบัญชาการความมั่นคงภายในไปยังกองกำลังพันธมิตรในซีเรีย ว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มไอซิสจะแทรกซึมเข้ามา และว่า “กองกำลังพันธมิตรนานาชาติใส่ใจคำเตือนของซีเรียเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกซึมของกลุ่มไอซิส”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เบลารุสปล่อยนักโทษการเมือง 123 คน หลังสหรัฐฯ ตกลงยกเลิกคว่ำบาตร

เบลารุสปล่อยนักโทษการเมือง 123 คน หลังสหรัฐฯ ตกลงยกเลิกคว่ำบาตร

14 ธ.ค. 2568 03:10 น.

เบลารุสปล่อยนักโทษการเมือง 123 คน หลังสหรัฐฯ ตกลงยกเลิกคว่ำบาตร

เบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 123 คนแล้ว หลังจากสหรัฐฯ ตกลงที่จะยกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าส่งออกสำคัญกับเบลารุส นับเป็นการเปลี่ยนจุดยืนครั้งสำคัญอีกครั้งของสหรัฐฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 ทางการเบลารุสดำเนินการปล่อยตัวนักโทษ 123 คน ซึ่งรวมถึงนางมาเรีย โคเลสนิโควา นักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านคนสำคัญของเบลารุส และนายอเลส เบียเลียตสกี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังจากสหรัฐฯ ตกลงจะยกเลิกคว่ำบาตรสินค้าของเบลารุส

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายจอห์น โคล ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประจำเบลารุส เจรจากับเจ้าหน้าที่ของเบลารุสในกรุงมินสค์ โดยสหรัฐฯ ตกลงจะยกเลิกการคว่ำบาตร “โพแทช” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตปุ๋ย และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเบลารุส

นายโคลกล่าวว่า “เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกลับสู่ภาวะปกติ การคว่ำบาตรก็จะถูกยกเลิกมากขึ้นเรื่อย ๆ”

อนึ่ง นางโคเลสนิโควาถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2563 และถูกขังเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ โดยหลังจากได้รับการปล่อยตัว ทาเทียนา โคมิช ผู้เป็นน้องสาวซึ่งพยายามรณรงค์อย่างไม่ลดละเพื่อให้เธอได้รับการปล่อยตัว ก็ได้ติดต่อพูดคุยกับโคเลสนิโควาผ่านทางวิดีโอ

“เธอเป็นอิสระแล้ว เธอสบายดี ดูดี” โคมิชกล่าว ซึ่งบอกว่าเธอตั้งตารอที่จะได้กอดพี่สาวของเธออีกครั้ง

ตามรายงานของสำนักงานประสานงานเพื่อการปฏิบัติต่อนักโทษสงครามของยูเครน โคเลสนิโควาถูกส่งตัวให้กับยูเครนแล้วพร้อมกับนักโทษอีก 113 คน โดยหลังจากได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่จำเป็นแล้ว พวกเขาจะถูกส่งตัวไปยังโปแลนด์และลิทัวเนีย

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับนายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส ซึ่งกล่าวแสดงความยินดีที่สหรัฐฯ ช่วยยุติการโดดเดี่ยวประเทศของเขา

ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับนายลูคาเชนโกเป็นประธานาธิบดีเบลารุส หลังจากการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรมเมื่อ 5 ปีก่อน นำไปสู่การประท้วงตามท้องถนนครั้งใหญ่ ซึ่งลูคาเชนโกส่งให้มีการปราบปรามอย่างรุนแรง มีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน รวมถึงนางโคเลสนิโควาด้วย

ความพยายามที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของรัสเซีย เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้พวกเขามีความเห็นขัดแย้งกับยุโรป เนื่องจากแนวทางของยุโรปคือการคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวเบลารุส

สื่อของรัฐเบลารุสอ้างคำพูดของนายโคลว่า การคว่ำบาตรโพแทชจะถูกยกเลิกทันที นอกจากนั้น นายโคลยังได้พูดคุยกับลูคาเชนโกเรื่องยูเครน และเรื่องความช่วยเหลือที่เบลารุสสามารถให้ได้ในการเจรจากับ วลาดิเมียร์ปูติน ผู้นำรัสเซียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc