ออสเตรเลีย จ่อเพิ่มคุมเข้มอาวุธปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลีย จ่อเพิ่มคุมเข้มอาวุธปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

15 ธ.ค. 2568 22:16 น.

ออสเตรเลีย จ่อเพิ่มคุมเข้มอาวุธปืน หลังเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียเตรียมเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายควบคุมอาวุธปืนมากขึ้น หลังเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 เหล่าผู้นำของออสเตรเลียเห็นชอบร่วมกันที่จะเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายควบคุมอาวุธปืน หลังเกิดเหตุกราดยิงงานเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 15 ศพ บาดเจ็บอีก 42 ราย

นี่นับเป็นเหตุกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีของออสเตรเลีย โดยผู้เสียชีวิตรวมถึง เด็กหญิงวัยเพียง 10 ขวบ, ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซีเยอรมัน และแรบไบ (ผู้นำทางศาสนาของชาวยิว)

ในวันจันทร์ นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี แห่งออสเตรเลีย จัดการประชุมร่วมกับผู้นำรัฐและดินแดนต่างๆ ของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้น และเห็นชอบร่วมกันที่จะเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ

สำนักงานนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระบุว่า เหล่าผู้นำตกลงกันว่าจะหาทางพัฒนาวิธีการตรวจสอบประวัติของผู้ครอบครองอาวุธปืน และห้ามผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองของประเทศขอใบอนุญาตมีอาวุธปืน และจำกัดประเภทของอาวุธปืนที่สามารถครอบครองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เหตุกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียเกิดขึ้นเมื่อปี 2539 ที่เมืองพอร์ตอาเธอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม โดยมือปืนเพียงคนเดียวยิงสังหารผู้บริสุทธิ์ถึง 35 ศพ และเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้ก็นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายอาวุธปืนครั้งใหญ่ ซึ่งได้รับการยกย่องมานานว่าเป็น “มาตรฐานระดับโลก”

มาตรการดังกล่าวรวมถึงโครงการรับซื้ออาวุธปืนคืน, การจัดทำทะเบียนอาวุธปืนแห่งชาติ และการปราบปรามการครอบครองอาวุธกึ่งอัตโนมัติ

แต่เหตุกราดยิงครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ชายวัย 50 ปี กับ 24 ปีซึ่งเป็นพ่อลูกกัน และอาจมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ISIS) ได้อาวุธปืนมาได้อย่างไร

อนึ่ง มือปืนผู้พ่อวัย 50 ปี ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ส่วนมือปืนคนลูกได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง ผิดจริง คดีความมั่นคงชาติ รอชี้ชะตาโทษ

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง ผิดจริง คดีความมั่นคงชาติ รอชี้ชะตาโทษ

15 ธ.ค. 2568 12:06 น.

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง ผิดจริง คดีความมั่นคงชาติ รอชี้ชะตาโทษ

ศาลฮ่องกงตัดสิน “จิมมี่ ไหล” นักธุรกิจสื่อชื่อดัง มีความผิดฐานสมคบต่างชาติและยุยงปลุกปั่นตามกฎหมายความมั่นคงชาติ แต่ยังไม่กำหนดโทษ อาจเผชิญจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว  CNN รายงานว่า ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาว่า นายจิมมี่ ไหล วัย 78 ปี นักธุรกิจสื่อและนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตย มีความผิดในคดีความมั่นคงแห่งชาติ ฐานสมคบคิดกับต่างชาติและเผยแพร่สื่อปลุกปั่น หลังการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อนานเกือบ 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษากำหนดโทษ ทำให้ยังต้องรอการนัดฟังโทษในขั้นตอนถัดไป ซึ่งโทษสูงสุดตามกฎหมายอาจถึงจำคุกตลอดชีวิต

คดีของจิมมี่ ไหล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสื่อ “Apple Daily” ถูกจับตามองจากนานาชาติ โดยสหรัฐฯ อังกฤษ และสหภาพยุโรปแสดงความกังวลว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกใช้จำกัดเสรีภาพสื่อและการแสดงออก ขณะที่รัฐบาลจีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จำเป็นต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของเมือง

ทั้งนี้ นายจิมมี่ ไหล ถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2563 หลังการประท้วงใหญ่ในฮ่องกงปี 2562 และยังคงถูกควบคุมตัวระหว่างรอการตัดสินโทษในคดีนี้.

ที่มา CNN BBC 

จีนทวงคืนแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายจากญี่ปุ่น เตรียมส่งกลับม.ค.นี้ ไร้แพนด้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

จีนทวงคืนแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายจากญี่ปุ่น เตรียมส่งกลับม.ค.นี้ ไร้แพนด้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

15 ธ.ค. 2568 12:05 น.

จีนทวงคืนแพนด้ายักษ์คู่สุดท้ายจากญี่ปุ่น เตรียมส่งกลับม.ค.นี้ ไร้แพนด้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ญี่ปุ่นเตรียมส่งแพนด้ายักษ์ 2 ตัวสุดท้ายที่อยู่ในญี่ปุ่น กลับประเทศจีนในเดือนมกราคมนี้ตามคำร้องขอจากจีน ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นไม่มีแพนด้าเหลืออยู่เลยเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ

แพนด้าทั้งสองตัวที่จะถูกส่งกลับ ได้แก่ เล่ยเล่ย และ เสี่ยวเสี่ยว อาศัยอยู่ที่สวนสัตว์อุเอโนะ กรุงโตเกียว โดยเป็นแพนด้าที่จีนให้ยืมภายใต้โครงการ “การทูตแพนด้า” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและญี่ปุ่น นับตั้งแต่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1972

รายงานระบุว่า แพนด้าคู่แฝดจะถูกส่งกลับจีนก่อนกำหนดประมาณ 1 เดือน แม้สัญญายืมจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ โดยหนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน และสื่อญี่ปุ่นหลายแห่งรายงานตรงกันว่า รัฐบาลกรุงโตเกียวพยายามขอให้แพนด้าทั้งสองอยู่ต่อ เนื่องจากเป็นสัตว์ยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ทางการจีนไม่เห็นด้วย

ด้านรัฐบาลกรุงโตเกียวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อการสอบถามของเอเอฟพี ขณะที่ อาซาฮี ชิมบุน ยังรายงานเพิ่มเติมว่า ทางการโตเกียวกำลังเจรจาขอยืมแพนด้าคู่ใหม่จากจีน อย่างไรก็ตาม โอกาสที่แพนด้าคู่ใหม่จะเดินทางมาถึงก่อนการส่งคืนเล่ยเล่ยและเสี่ยวเสี่ยวนั้นยังถือว่าเป็นไปได้น้อย

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชีย ที่กำลังตึงเครียดมากขึ้น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น แสดงท่าทีว่าโตเกียวอาจพิจารณาแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน ความเห็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับจีน ซึ่งถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง

สวนสัตว์อุเอโนะถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการทูตแพนด้า โดยมีความร่วมมือกับสวนสัตว์ในจีนและสหรัฐฯ ในการเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์อย่างต่อเนื่อง แพนด้าคู่แฝดเล่ยเล่ยและเสี่ยวเสี่ยว เกิดในปี 2021 จากแม่ชื่อ ชินชิน ซึ่งเดินทางมาญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2011 และถูกส่งกลับจีนไปเมื่อปีที่ผ่านมา

โดยการเพาะพันธุ์แพนด้าในสวนสัตว์ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแพนด้ามีปัญหาในการผสมพันธุ์ มีภาวะตั้งครรภ์ลวง และมีอัตราการตายของลูกแพนด้าแรกเกิดค่อนข้างสูง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แพนด้า

“คิม จองอึน” สวมกอดต้อนรับทหารที่กลับจากการร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน

"คิม จองอึน" สวมกอดต้อนรับทหารที่กลับจากการร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน

15 ธ.ค. 2568 11:03 น.

“คิม จองอึน” สวมกอดต้อนรับทหารที่กลับจากการร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน

คิม จองอึน ร่วมพิธีต้อนรับทหารเกาหลีเหนือที่กลับจากรัสเซีย หลังร่วมภารกิจรบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในสงครามยูเครน ยกย่องความกล้าหาญ พร้อมมอบยศวีรชนแก่ทหารที่เสียชีวิต

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีต้อนรับทหารหน่วยวิศวกรรมกองทัพประชาชนเกาหลี ที่เดินทางกลับประเทศ หลังถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในแคว้นคูร์สก์ของรัสเซีย ท่ามกลางสงครามรัสเซีย–ยูเครน

พิธีนี้จัดขึ้นในกรุงเปียงยาง โดยคิม จองอึน ได้กล่าวยกย่องความกล้าหาญอย่างยิ่งใหญ่ ของกองพันวิศวกรรมที่ 528 ซึ่งปฏิบัติภารกิจนานราว 120 วัน ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งการรบและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่กองกำลังยูเครนเคยแทรกซึมเข้ายึดครอง

ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า หน่วยทหารสามารถเปลี่ยนพื้นที่อันตรายให้กลับมาปลอดภัยได้ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน พร้อมระบุว่า กองทัพเกาหลีเหนือไม่อาจเทียบได้กับกองกำลังตะวันตกที่พึ่งพาอาวุธทันสมัยเพียงอย่างเดียว

ในพิธีนี้ คิม จองอึน ยังแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียทหาร 9 นาย และประกาศมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ “อิสระภาพและเอกราช” ให้กับหน่วยทหาร ขณะที่ทหารที่เสียชีวิตจะได้รับการยกย่องเป็น “วีรชนแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี”

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่า ทหารเกาหลีเหนือมีบทบาทช่วยรัสเซียผลักดันกองกำลังยูเครนออกจากแคว้นคูร์สก์ และดำเนินภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อเนื่อง โดยรายงานระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือส่งทหารราว 14,000 นายไปสนับสนุนรัสเซีย โดยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บประมาณ 3,000–4,000 นาย.

ที่มา Yonhap

ฮุน เซน แจง ไม่ได้กีดกันคนไทยเดินทางกลับประเทศ ย้ำหยุดข้ามแดนทางบกเพื่อความปลอดภัย

 ฮุน เซน แจง ไม่ได้กีดกันคนไทยเดินทางกลับประเทศ ย้ำหยุดข้ามแดนทางบกเพื่อความปลอดภัย

15 ธ.ค. 2568 11:01 น.

ฮุน เซน แจง ไม่ได้กีดกันคนไทยเดินทางกลับประเทศ ย้ำหยุดข้ามแดนทางบกเพื่อความปลอดภัย

ฮุน เซน แจง ไม่ได้ห้ามคนไทย–กัมพูชาเดินทาง แต่ขอหยุดข้ามแดนทางบกชั่วคราว เหตุเสี่ยงอันตรายจากสถานการณ์ชายแดน ตัดพ้ออย่าตีเจตนาดีเป็นเจตนาร้าย

ฮุนเซน โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กล่าสุด ตัดพ้ออย่าตีความเจตนาผิด ยืนยันไม่ได้สั่งห้ามชาวไทยเดินทางกลับประเทศแต่ขอระงับเฉพาะการข้ามแดนทางบกชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยตามแนวชายแดน โดยขอให้ไปอ่านทวนซ้ำข้อความที่เขาโพสต์ก่อนหน้านี้อีกครั้ง โดยข้อความที่โพสต์ล่าสุดระบุว่า

เมื่อวานนี้ ที่ผมได้โพสต์ข้อความแนะนำรัฐบาลว่ากรณีของชาวกัมพูชาและชาวไทยที่เดินทางข้ามพรมแดนทางบกควรระงับไว้ชั่วคราว เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของทั้งชาวกัมพูชาและชาวไทย อาจมีความสับสนหรือถูกมองว่าเป็นการยั่วยุจากอีกฝ่ายหนึ่งที่คิดว่า กัมพูชาไม่ยอมให้ชาวไทยเดินทางกลับประเทศ

ผมขอยืนยันว่า การระงับดังกล่าวเป็นการระงับเฉพาะการเดินทางทางบกเท่านั้นเนื่องจากมีการสู้รบและความรุนแรงเกิดขึ้นตามแนวชายแดนทางบกและรวมถึงบางส่วนของพื้นที่ทางทะเลด้วย

สำหรับการเดินทางทางอากาศยังคงสามารถเดินทางได้ตามปกติเพราะไม่มีการสู้รบที่สนามบิน

จากเหตุผลดังกล่าว ขอให้ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาสามารถเดินทางออกจากกัมพูชาได้ทางอากาศผ่านกรุงพนมเปญหรือเสียมราฐส่วนชาวไทยที่ทำงานอยู่ใกล้ชายแดนเวียดนามสามารถเดินทางผ่านเวียดนาม และหาวิธีเดินทางกลับประเทศไทยได้

ส่วนชาวกัมพูชา หากต้องการกลับกัมพูชาก็ต้องเดินทางกลับกัมพูชาทางอากาศเช่นกัน ในเส้นทางที่มีเที่ยวบินมายังกัมพูชา

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่ได้สั่งห้ามการเดินทางของชาวกัมพูชาหรือชาวไทย สิ่งเดียวที่เราขอให้หยุดไว้ชั่วคราวคือการเดินทางทางบกซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน

โปรดตรวจสอบข้อความที่ผมโพสต์เมื่อวานนี้และโปรดอย่านำเจตนาดีของผมที่ต้องการปกป้องชีวิตของทั้งชาวเขมรและชาวไทยไปใช้โจมตีในลักษณะนี้.


ที่มา FB : Samdech Hun Sen of Cambodia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮุน เซน

คอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า ที่ซิดนีย์ชะงัก หลังแดนเซอร์ลื่นตกเวทีจากฝนตกหนัก

คอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า ที่ซิดนีย์ชะงัก หลังแดนเซอร์ลื่นตกเวทีจากฝนตกหนัก

15 ธ.ค. 2568 09:53 น.

คอนเสิร์ต เลดี้ กาก้า ที่ซิดนีย์ชะงัก หลังแดนเซอร์ลื่นตกเวทีจากฝนตกหนัก

Lady Gaga หยุดการแสดงคอนเสิร์ตที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลียชั่วคราว หลังเกิดเหตุไม่คาดฝันแดนเซอร์ลื่นตกจากเวที เนื่องจากพื้นเวทีเปียกฝน โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง และการแสดงสามารถดำเนินต่อได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างคอนเสิร์ตที่สนาม Accor Stadium เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยแดนเซอร์ชื่อ ไมเคิล ดาเมสกี พลัดลื่นตกจากเวทีที่เปียกน้ำฝน ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก

หลังเกิดเหตุ เลดี้ กาก้า ซึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ ได้ส่งสัญญาณให้ทีมงานหยุดดนตรีทันที และเข้าไปตรวจสอบอาการของแดนเซอร์ ก่อนจะยืนยันกับผู้ชมว่าเขาปลอดภัยดี และการแสดงสามารถดำเนินต่อได้

ในคลิปวิดีโอจากผู้ชมที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ เห็นได้ชัดว่า กาก้าพูดกับแฟนเพลงว่า “ขอเวลาสักครู่นะคะ เราเพิ่งเกิดอุบัติเหตุบนเวที ทุกอย่างโอเคแล้ว ขอให้ทุกคนรอสักครู่ค่ะ”

นอกจากนี้ นักร้องวัย 39 ปี ยังใช้เวลาตรวจสอบรองเท้าของแดนเซอร์ทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะสมกับสภาพพื้นเวทีที่เปียกฝน หลังจากฝนตกอย่างต่อเนื่องตลอดการแสดง

ต่อมา ไมเคิล ดาเมสกี ได้โพสต์ผ่าน Instagram Story ยืนยันว่า เขาปลอดภัย และยังสามารถขึ้นแสดงจนจบโชว์สุดท้ายของปีได้ พร้อมขอบคุณแฟนๆ ที่เป็นห่วง

ทั้งนี้ คอนเสริ์ตของเลดี้ กาก้า เคยต้องชะงักมาแล้วครั้งหนึ่ง ในเดือนเดียวกันนี้ เมื่อ จอห์นสัน เหวิน หรือที่รู้จักในชื่อ PyjamaMan อินฟลูเอนเซอร์ชาวออสเตรเลีย ถูกเชิญออกจากคอนเสิร์ตของเลดี้ กาก้า ที่สนาม Suncorp Stadium เมืองบริสเบน หลังไปสร้างความวุ่นวายภายในงาน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้จอห์นสัน เหวิน ก็ไปป่วนในงานพรีเมียร์ภาพยนตร์ Wicked: For Good ที่ประเทศสิงคโปร์ ด้วยการวิ่งเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด จนทำให้เขาถูกเนรเทศและห้ามเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์อีก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เลดี้ กาก้า

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

15 ธ.ค. 2568 09:45 น.

กัมพูชาย้ำ ยังบินเข้า-ออกไทยได้ตามปกติ แม้ปิดด่านบก

กัมพูชาย้ำว่า เที่ยวบินระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงให้บริการตามปกติ แม้รัฐบาลกัมพูชาจะสั่งระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบกทั้งหมด ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 โฆษกสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐกัมพูชาแถลงว่า เที่ยวบินเส้นทางพนมเปญ–เสียมราฐ–กรุงเทพฯ ยังดำเนินการตามปกติ และเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกสัญชาติ โดยย้ำว่าคำสั่งระงับการเดินทางผ่านด่านพรมแดนทางบก เป็นการจำกัดเฉพาะด่านพรมแดนทางบกเท่านั้น ไม่กระทบต่อการเดินทางทางอากาศ

การชี้แจงมีขึ้นหลังจากกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ประกาศระงับการเดินทางผ่านด่านกัมพูชา-ไทย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติ ส่งผลให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะในฝั่งรัฐบาลไทย

อย่างไรก็ตาม โฆษกฯ ยืนยันว่า กัมพูชาไม่มีเจตนาขัดขวางการเดินทางกลับประเทศของพลเมืองไทย และการเดินทางทางอากาศยังคงเปิดตามพันธกรณีระหว่างประเทศทุกประการ โดยอ้างคำแถลงของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ขอให้ประชาชนทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยมีการใช้เครื่องบินรบโจมตีหลายพื้นที่

พร้อมกันนี้ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาจะคุ้มครองความปลอดภัยของชาวไทยที่พำนักอยู่ในประเทศ ขณะเดียวกันแนะนำให้แรงงานกัมพูชาในไทยชะลอการเดินทางกลับ จนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลาย.

ที่มา Khmertimes

ซิดนีย์ลดธงครึ่งเสา นายกฯ ออสเตรเลียวางดอกไม้ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหาดบอนได

ซิดนีย์ลดธงครึ่งเสา นายกฯ ออสเตรเลียวางดอกไม้ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหาดบอนได

15 ธ.ค. 2568 08:33 น.

ซิดนีย์ลดธงครึ่งเสา นายกฯ ออสเตรเลียวางดอกไม้ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหาดบอนได

ออสเตรเลียลดธงลงครึ่งเสา เพื่อไว้อาลัยต่อเหตุกราดยิงที่ชายหาดบอนได ในนครซิดนีย์ ระหว่างที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ของชาวยิว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย

คริส มินส์ มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึง 87 ปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 42 คน กำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยหลายรายมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤตขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี เดินทางไปวางดอกไม้ ณ จุดเกิดเหตุในวันจันทร์ เพื่อแสดงความอาลัยและสดุดีต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการก่อการร้ายต่อต้านชาวยิวที่โจมตีหัวใจของประเทศ

อเล็กซ์ ริฟชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของสภาบริหารชาวยิวแห่งออสเตรเลีย (Executive Council of Australian Jewry) กล่าวว่า “ในเวลานี้ พวกเราหัวใจสลาย เราต้องโศกเศร้า ต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้กับลูกหลานของเราอย่างไร”

ล่าสุดทางการเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็นพ่อลูกกัน โดยผู้เป็นพ่อวัย 50 ปี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่มือปืนอีกราย ซึ่งเป็นบุตรชายวัย 24 ปี ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยทางตำรวจยืนยันว่า มือปืนรายหนึ่งเป็นบุคคลที่หน่วยงานความมั่นคงรู้จักมาก่อน แต่แลนยอนกล่าวว่า ทางการไม่มีข้อมูลบ่งชี้ล่วงหน้าว่าจะมีการวางแผนก่อเหตุโจมตี

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุกราดยิงที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

15 ธ.ค. 2568 06:19 น.

เหยื่อกราดยิงหาดบอนไดพุ่ง 15 ศพ เจ็บอีก 42 มือปืนเป็นพ่อลูกกัน

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียยืนยัน ผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเพิ่มเป็น 15 ศพแล้ว ไม่รวมมือปืนที่เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย โดยทั้งคู่เป็นพ่อลูกกัน และใช้ปืนถึง 6 กระบอกในการก่อเหตุ

เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 นายคริส มินส์ ผู้นำรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย อัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับเหตุกราดยิงงานเทศกาลชาวยิวที่หาดบอนได นครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ขณะนี้ มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้ว 15 ศพ มีอายุตั้งแต่ 10 ขวบ ถึง 87 ปี

นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 42 คน ขณะที่มือปืนจนถึงตอนนี้ยังยืนยันจำนวนอยู่ที่ 2 คน คนหนึ่งเป็นชาววัย 50 ปี ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ อีกรายเป็นชายวัย 24 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ภายใต้การคุ้มกันของตำรวจ

นายมินส์พยายามรวมใจชุมชนเป็นหนึ่งเดียว “ขอให้พวกเขาได้รู้ว่า ชาวออสเตรเลียธรรมดาๆ ชาวออสเตรเลียทั่วไปอยู่เคียงข้างพวกเขา และกำลังคิดถึงพวกเขาในการโจมตีอันเลวร้ายที่มุ่งเป้ามาที่งาน ซึ่งควรจะเป็นงานที่เต็มไปด้วยความสุข ที่พวกเขามีสิทธิ์เต็มที่ในการแบ่งปันกับชุมชนบนหาดบอนได”

จากนั้น นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียก็ขึ้นแถลงการณ์ต่อ โดยระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “พฤติกรรมต่อต้านชาวยิว” (act of antisemitism) และเป็นการ “ก่อการร้าย” บนผืนแผ่นดินของออสเตรเลีย พร้อมให้คำมั่นว่า “เราจะทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างที่จำเป็นในการตอบสนองต่อเรื่องนี้”

นายมาล แลนยอน (Mal Lanyon) ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ขึ้นแถลงเป็นคนถัดไป โดยยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้กำลังตามหามือปืนรายอื่นเพิ่มเติมแล้ว โดยตำรวจสืบทราบว่ามือปืนวัย 50 ปี กับ 24 ปี เป็นพ่อลูกกัน ซึ่งเขายืนยันว่า ชายวัย 50 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ชายวัย 24 ปี ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในอาการวิกฤต

นายแลนยอนเผยอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามหมายค้นใน 2 สถานที่ในย่านชานเมืองทางตะวันตกของซิดนีย์ ได้แก่ บอนนีริก (Bonnyrigg) และแคมป์ซี (Campsie)

ชายวัย 50 ปี เป็นผู้มีใบอนุญาตอาวุธปืน และมีอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับเขาถึง 6 กระบอก ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยัน และเสริมว่า คาดว่าปืนทั้ง 6 กระบอกนี้ถูกนำมาใช้ในการก่ออาชญากรรมที่หาดบอนไดด้วย

สุดท้ายนายแลนยอนกล่าวว่า ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ 2 นายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ขณะที่ตำรวจจะไปประจำการตามสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ ให้มากขึ้น

ด้าน ดร.โดมินิก มอร์แกน ผู้บริหารสูงสุดของ “NSW Ambulance” ซึ่งเป็นสำนักงานฉุกเฉินของรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวในงานแถลงข่าวเดียวกันว่า ทีมรถพยาบาลตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่หาดบอนไดภายใน 10 นาที โดยเจ้าหน้าที่ชุดแรกขนส่งผู้บาดเจ็บ 24 คนไปโรงพยาบาล และช่วยเหลือผู้ที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้ง 14 ศพ

ดร.มอร์แกน เสริมว่า ในเวลาต่อมามีผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ศพ และมีอีกทั้งสิ้น 42 คนที่ยังคงรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลต่างๆ ในรัฐนิวเซาท์เวลส์

ในด้านของแรงจูงใจในการก่อเหตุ นายแลนยอนระบุว่า ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยตอนนี้ยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่า ชายผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คน วางแผนการโจมตีนี้เอาไว้ล่วงหน้า นอกจากนั้น ยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ที่สามารถใช้การได้จริงในที่เกิดเหตุ 2 ลูกด้วย แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินการเก็บกู้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

15 ธ.ค. 2568 01:56 น.

เผยชื่อมือปืน กราดยิงหาดบอนได ดับ 11 ศพ พบระเบิดในรถยนต์

เผย 1 ใน 2 มือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ของออสเตรเลีย มีประวัติในฐานข้อมูลของตำรวจอยู่แล้ว ขณะที่พลเมืองดีที่เข้าแย่งปืนคนร้ายสำเร็จ ถูกยิงบาดเจ็บ แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

นายณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวประจำออสเตรเลีย รายงานว่า เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.45 น. ของวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีก 29 คน รวมตำรวจ 2 นาย ขณะที่คนร้าย 2 คน ถูกวิสามัญฆาตกรรม 1 ราย ส่วนอีกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้ถูกจัดเป็น “การก่อการร้าย” โดยมีการระบุว่าเป้าหมายคือชุมชนชาวยิวที่จัดงานเทศกาล “ฮานุกกะห์” โดยหนึ่งในมือปืนมีประวัติอยู่ในฐานข้อมูลตำรวจ แต่ไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นภัยคุกคามเร่งด่วน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนแรงจูงใจและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุ

มือปืนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกระบุว่าชื่อ นาวีด อาคราม (Naveed Akram) อายุ 24 ปี ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในสองคนที่เปิดฉากยิงใส่ฝูงชนในงานเทศกาลฮานุกกะห์ ที่ชายหาดบอนได

จากรายงานเพิ่มเติมของ The Jerusalem Post ระบุว่า นายอาคราม อาจมีเชื้อสายจากปากีสถาน และตามข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เขาเคยศึกษาที่ Central Queensland University ในซิดนีย์ และที่ Hamdard University ในอิสลามาบัด ของปากีสถาน

ตำรวจยังตรวจพบ ระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ซึ่งทีมเก็บกู้ระเบิดจัดการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างสอบสวนว่ามี ผู้ก่อเหตุรายที่สามหรือไม่

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่า ชายผู้เข้าไปแย่งและปลดอาวุธจากหนึ่งในคนร้ายได้สำเร็จจนกลายเป็นคลิปไวรัลทั่วอินเทอร์เน็ต ถูกยิงได้รับบาดเจ็บแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ชายคนนี้ได้รับการเปิดเผยชื่อว่า อาเหม็ด อัล อาเหม็ด อายุ 43 ปี แต่งงานแล้ว และมีลูก 2 คน เป็นเจ้าของร้านขายผลไม้ในย่านซัทเธอร์แลนด์ ใกล้กับที่เกิดเหตุ โดยเขาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับปืน แต่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดีและตัดสินใจเข้าแทรกแซง

ตำรวจระบุว่านายอาเหม็ด ถูกยิง 2 นัดที่แขน ก่อนถูกส่งตัวเข้าการรักษาที่โรงพยาบาล โดยขณะนี้มีอาการปลอดภัยแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign