นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

27 พ.ย. 2568 11:38 น.

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

เกิดเหตุสลด นักท่องเที่ยวหญิงอายุประมาณ 20 ปีลงเล่นน้ำที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ถูกฉลามกัดเสียชีวิต ส่วนผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกันถูกกัดต้นขาเหวอะ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุฉลามกัดนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ที่ชายหาดที่อยู่ห่างไกลของเมืองครอว์ดี้เบย์ ในเขตอุทยานแห่งชาติครอว์ดี้ เบย์ ในรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ของออสเตรเลีย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวอีกรายถูกฉลามกัดมีแผลเหวอะบริเวณต้นขา ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นชายอายุน่าจะไล่เลี่ยกัน จนถึงตอนนี้ทางการยังสั่งปิดพื้นที่ชายหาดแห่งนี้ และชายหาดใกล้เคียง พร้อมส่งโดรนขึ้นบินสำรวจ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นฉลามสายพันธุ์ใด

พร้อมกันนี้ตำรวจแนะนำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังชายหาดแห่งนี้และใกล้เคียง ตลอดจนให้ฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยชายฝั่ง

ทั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์คนถูกฉลามทำร้าย ครั้งที่ 5 ของออสเตรเลียในปีนี้ ครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อไม่ถึง 3 เดือนก่อน เมื่อนักท่องเที่ยวชายถูกฉลามกัดเสียชีวิตบริเวณชายหาดทางตอนเหนือของเมืองซิดนีย์ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งแถบนี้. 

ที่มา BBC

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ "อย่ายั่วยุจีน" ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

27 พ.ย. 2568 11:21 น.

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แนะนำให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น หลีกเลี่ยงการยั่วยุจีน ในประเด็นอธิปไตยเหนือไต้หวัน หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับจีน จากคำกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นที่ว่าอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันถูกโจมตี

วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานวันนี้ (27 พ.ย.) โดยอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ได้รับทราบข้อมูลการสนทนา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้แนะนำ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ไม่ให้กระตุ้นจีนในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน คำแนะนำดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดทางการทูตครั้งใหญ่ระหว่างญี่ปุ่นและจีน

ความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีชนวนมาจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ที่เคยเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันซึ่งเป็นดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของตนเองถูกโจมตี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และได้เน้นย้ำประเด็นที่มีความอ่อนไหวอยู่เสมอ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า นายสีกล่าวว่า การคืนสู่มาตุภูมิของไต้หวันเป็น “ส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

หลังจากการสนทนาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ไม่นาน ทรัมป์ก็ได้โทรศัพท์ไปยังทาคาอิจิ และ “แนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุจีนในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน

รายงานระบุว่า คำแนะนำจากทรัมป์นั้นเป็นไปอย่าง “นุ่มนวล” และเขาไม่ได้กดดันให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเพิกถอนคำพูดของเธอ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหลายรายระบุว่า “ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความกังวล”

ตามรายงานของ WSJ ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งเรื่องไต้หวันเป็นอันตรายต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดที่บรรลุข้อตกลงกับนายสีเมื่อเดือนที่แล้ว” ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงคำมั่นของจีนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ มากขึ้น หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้า

จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำกล่าวของทาคาอิจิ โดยได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และได้แนะนำพลเมืองของตนไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น นอกจากนี้ สื่อของรัฐบาลจีนยังรายงานว่า มีการเลื่อนกำหนดการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่างน้อยสองเรื่องในประเทศจีนอีกด้วย.

ที่มา AFP 

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

27 พ.ย. 2568 11:14 น.

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาตอบโต้เดือด บทวิเคราะห์ของสำนักข่าว CNA ที่ระบุว่ากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ระบุเนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด และเป็นเพียงมุมมองความเห็นของผู้เขียน

รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธเนื้อหา ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักข่าว CNA เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่มุ่งวิจารณ์ความพยายามของกัมพูชาในการปราบปรามเครือข่าย ออนไลน์สแกม – คอลเซนเตอร์ – อาชญากรรมข้ามชาติ โดยกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาแถลงว่า บทความดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิด และเป็นเพียงมุมมองอารมณ์และความเห็นทางการเมืองของผู้เขียน

บทความที่เป็นประเด็น เขียนโดย เนียร์มัล โฆช นักข่าวอาวุโสของ Straits Times ผู้มีประสบการณ์กว่า 30 ปี โดยระบุว่า แม้กัมพูชาจะมีการบุกทลายหลายครั้ง แต่ภาพที่เห็นอาจหลอกตา และอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ยัง ฝังรากลึกในประเทศ

โฆษกกระทรวงมหาดไทยยังโต้แย้งว่า บทความดังกล่าวไม่สะท้อนความจริงและไม่เคารพความพยายามของเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างชาติ” พร้อมย้ำว่ากัมพูชาไม่ใช่ประเทศเดียว ที่เผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคนี้

โฆษกยังระบุด้วยว่า แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็เผชิญปัญหาเดียวกัน และสื่อ CNA เองก็เคยผลิตสารคดีเชิงสืบสวนเกี่ยวกับอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกจัดว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลายแห่งไม่ใช่เพียงกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชายังอ้างว่าได้ดำเนินการตามแผนปราบปราม ศูนย์สแกม – คอลเซนเตอร์ – อาชญากรรมเทคโนโลยี อย่างจริงจังและโปร่งใส โดยเปิดเผยสถิติล่าสุดว่าในปี 2023: จับกุมและเนรเทศชาวต่างชาติ 283 คน, ปี 2024: เพิ่มเป็น 2,982 คน และปีนี้ (2025): จับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงทางเทคโนโลยีแล้ว 24 คดี

ในจำนวนนี้ 13 คดีมาจากการสืบสวนโดยตรง, 11 คดีร่วมมือกับต่างประเทศ, ผู้ต้องหาต่างชาติที่ถูกคุมตัวปีนี้: 1,859 คน และส่งฟ้องศาลแล้ว 11 คดี รวมผู้ต้องหา 148 ราย รวมถึงหัวหน้าแก๊งและกลุ่มเสี่ยงสูง

รัฐบาลย้ำว่า การปราบปรามยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือใกล้ชิดกับหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เหมือนกัน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนกัมพูชาและชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค.

ที่มา : CNA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

27 พ.ย. 2568 10:43 น.

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นายคิม (ไม่ระบุชื่อ) วัย 50 ปี อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

แถลงการณ์ระบุว่า นายคิมเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม ในพื้นที่ดอแนตสค์ โดยทางการยูเครนได้แจ้งข้อมูลการเสียชีวิตและกำหนดการพิธีศพให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทราบล่วงหน้า และได้มีการจัดพิธีศพขึ้นที่กรุงเคียฟ เมื่อวันอังคาร (25 พ.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำยูเครนได้เข้าร่วมในพิธี 

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังระบุว่า ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการติดต่อกงสุลที่จำเป็นแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สื่อรัสเซียรายงานโดยอ้างหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งเข้าร่วมรบในฐานะทหารอาสา และบางรายถูกสังหาร แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่เคยยืนยัน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล.

ที่มา Yonhap

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

27 พ.ย. 2568 09:52 น.

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ระทึก ไฟไหม้โรงพยาบาลในสเปน ไฟลุกลามรวดเร็วเพราะฉนวนติดไฟง่ายที่ติดด้านนอกอาคาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้ป่วยทั้งตึก ควบคุมเพลิงได้ทัน เคราะห์ดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงพยาบาล ซานตา ลูเซีย ในเมือง การ์ตาเฮนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน หลังเปลวไฟปะทุจากบริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคาร 5 ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามผนังอาคาร เนื่องจากกระแสลมแรง และวัสดุปิดผิวอาคารที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดควันดำพวยพุ่งเห็นได้ทั่วเมือง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ และสามารถสกัดเพลิงได้ภายในไม่นาน แต่ก่อนหน้านั้นต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรการแพทย์จำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง ส่งต่อไปยังโซนปลอดภัยของโรงพยาบาลและศูนย์แพทย์ใกล้เคียง

หน่วยงานท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้เปิดใช้แผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้าและพื้นที่ส่วนกลางของตึก ขณะที่หอผู้ป่วยวิกฤตและหน่วยดูแลสำคัญยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยคาดว่าจุดเริ่มต้นมาจากพื้นที่ระเบียงชั้นบนของอาคาร.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

27 พ.ย. 2568 09:45 น.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้ชุมชนแออัดกลางกรุงธากา เผาผลาญบ้านเรือนกว่า 1,500 หลัง แม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ประชาชนหลายพันคนต้อง ไร้บ้านในชั่วข้ามคืน นับเป็นเหตุอัคคีภัยที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้

เพลิงไหม้เริ่มขึ้นเมื่อค่ำวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชุมชนแออัดที่มีบ้านเรือนปลูกชิดกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะที่ควันดำขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นปกคลุมกรุงธากาตลอดคืน

พันโท โมฮัมหมัด ทาจูล อิสลาม เชาฮ์ดูรี ผู้อำนวยการดับเพลิง เปิดเผยว่า บ้านมากกว่า 1,500 หลัง ถูกไฟไหม้หรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกมา มีเพียงเสื้อผ้าติดตัว

ชุมชนคอเรลเป็นสลัมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงธากา มีพื้นที่กว่า 160 เอเคอร์ หรือประมาณ 406 ไร่ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 60,000 ครอบครัว หลายคนเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ ที่ย้ายหนีภัยน้ำท่วมและความยากจนจากชนบท แต่กลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ในเมืองหลวง

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ย่านหรูของธากา ทำให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำเด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อเปลวไฟลุกท่วมชุมชนราคาต่ำที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารสูงสุดทันสมัย

ช่วงเช้าวันพุธ ผู้ประสบภัยจำนวนมากต่างกลับมาค้นหาของมีค่าที่อาจเหลือรอดอยู่ใต้เศษซากไฟไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การเข้าถึงพื้นที่ล่าช้าเนื่องจากตรอกซอกซอยแคบ ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก

กรุงธากาซึ่งมีประชากรกว่า 10.2 ล้านคน เต็มไปด้วยชุมชนแออัดที่ผู้คนอพยพจากชนบทเข้ามาหางาน แต่ต้องเผชิญทั้งความยากจน ความแออัด รวมถึงต้องเสี่ยงภัยไฟไหม้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

27 พ.ย. 2568 06:01 น.

ฮ่องกงจับแล้ว 3 เหตุไฟไหม้ตึกสูง ดับพุ่ง 44 ศพ สูญหาย 279 ราย

เจ้าหน้าที่ฮ่องกงกำลังยังคงพยายามดับเพลิงที่ลุกไหม้อาคารสูงหลายแห่งตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ศพ ขณะที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 3 คน

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ตึกอพาร์ตเมนต์สูงหลายแห่งในโครงการที่พักอาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 44 ศพ แล้ว ในขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 45 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ทางการระบุว่า มีผู้สูญหายอย่างน้อย 279 ราย เมื่อวันพุธ หลังจากที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสามทศวรรษของฮ่องกง โดยไฟลุกลามไปทั่วอาคารสูงที่ถูกหุ้มด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ที่ติดไฟได้ง่าย และสะเก็ดไฟถูกลมพัดไปติดอาคารใกล้เคียงอีกหลายแห่งซึ่งมีนั่งร้านห่อหุ้มอยู่ในสภาพเดียวกัน

หลายชั่วโมงหลังจากที่เพลิงเริ่มไหม้ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเมือง เปลวไฟและกลุ่มควันหนาทึบยังคงปกคลุมอาคารสูง 32 ชั้น ซึ่งเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ข้างใน ในขณะที่ทีมกู้ภัยระดมพลเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในสถานที่สุดท้ายในโลกที่ยังคงใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้างนั่งร้าน โดยทางการฮ่องกงทยอยเลิกใช้งานนั่งร้านไม้ไผ่เหล่านี้ตั้งแต่เดือนมีนาคมด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ RTHK ของฮ่องกงรายงานว่า ตำรวจจับกุมชาย 3 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยไม่เจตนาจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อพยายามเข้าถึงชั้นบนของโครงการที่พักอาศัยหว่อง ฟุก คอร์ต ซึ่งมีอพาร์ตเมนต์ 2,000 ห้องในอาคารซึ่งแบ่งเป็น 8 บล็อก เนื่องจากความร้อนที่รุนแรง

นาย จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 1 นายเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย ในขณะที่มีประชาชนประมาณ 900 คน ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวซึ่งจัดเอาไว้แล้ว 8 แห่ง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดับเพลิงและช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยที่ติดอยู่ภายใน ประการที่สองคือการสนับสนุนผู้บาดเจ็บ ประการที่สามคือการสนับสนุนและฟื้นฟู จากนั้น เราจะทำการสอบสวนอย่างละเอียด” นายลีกล่าว

ส่วนนายเดเร็ก อาร์มสตรอง ชาน รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของหน่วยดับเพลิง กล่าวว่า “อุณหภูมิในที่เกิดเหตุสูงมาก และมีบางชั้นที่เราไม่สามารถเข้าถึงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือได้ แต่เราจะพยายามต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ช็อก ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ถูกยิงดับ 2 นาย ในวอชิงตัน ดี.ซี.

ช็อก ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ถูกยิงดับ 2 นาย ในวอชิงตัน ดี.ซี.

27 พ.ย. 2568 04:21 น.

ช็อก ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ถูกยิงดับ 2 นาย ในวอชิงตัน ดี.ซี.

ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายยิงปะทะกับคนร้ายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นายได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนร้ายถูกจับกุมตัวได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) ถูกยิงเสียชีวิต 2 นาย ในย่านกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. 2568 โดยที่ตำรวจท้องถิ่นยืนยันว่า คนร้ายถูกควบคุมตัวได้แล้ว และถูกนำตัวออกจากที่เกิดเหตุในสภาพนอนเปล

ในเบื้องต้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า ทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ ขณะที่มือปืนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งนายทรัมป์ย้ำว่า คนผู้นี้ต้องชดใช้อย่างแสนสาหัส

“สัตว์ร้ายที่ยิงเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสองนาย จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและตอนนี้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสองแห่งนั้น ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันจะต้องชดใช้ในราคาที่สูงลิ่ว” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ขอพระเจ้าอวยพรแก่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ยิ่งใหญ่ของเรา รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทั้งหมดของเรา พวกเขาเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประธานาธิบดี อยู่เคียงข้างพวกคุณ!”

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายแพทริก มอร์ริเซย์ ผู้ว่าการรัฐเวสต์เวอร์จิเนียก็ออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกยิงทั้ง 2 นายเสียชีวิตแล้ว

“ด้วยความโศกเศร้าอย่างที่สุด เรายืนยันแล้วว่า สมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐเวสต์เวอร์จิเนียทั้ง 2 นาย ที่ถูกยิงในวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนหน้านี้ เสียชีวิตแล้วเนื่องจากอาการบาดเจ็บของพวกเขา” ข้อความของนายมอร์ริเซย์ระบุ “ชาวรัฐเวสต์เวอร์จิเนียผู้กล้าหาญทั้งสองเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศของพวกเขา เรากำลังประสานงานอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย ยกฟ้องทรัมป์ข้อหา แทรกแซงเลือกตั้งปี 2563

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย ยกฟ้องทรัมป์ข้อหา แทรกแซงเลือกตั้งปี 2563

27 พ.ย. 2568 03:25 น.

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย ยกฟ้องทรัมป์ข้อหา แทรกแซงเลือกตั้งปี 2563

ผู้พิพากษารัฐจอร์เจีย มีคำสั่งยกฟ้องคดี แทรกแซงการเลือกตั้ง ที่นายทรัมป์กับจำเลยร่วมนับสิบคนถูกฟ้องร้องแล้ว หลังจากมีการเปลี่ยนอัยการคนใหม่

เมื่อ 26 พ.ย. 2568 ผู้พิพากษาในรัฐจอร์เจียตัดสินใจยุติการดำเนินคดี การแทรกแซงเลือกตั้งปี 2563 ซึ่งมีผู้ฟ้องร้องนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจำเลยร่วมคนอื่น ๆ แล้ว หลังจากที่อัยการซึ่งรับช่วงต่อคดีนี้กล่าวว่าเขาจะยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด

คำตัดสินของผู้พิพากษา สกอตต์ แมคอาฟี จากศาลสูงเขต ฟูลตัน เคาน์ตี เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่อัยการ ปีเตอร์ สแกนดาลาคิส ได้แจ้งต่อผู้พิพากษาว่าเขาจะไม่ฟ้องร้องตามข้อกล่าวหาต่อไป โดยนายสแกนดาลาคิสเข้ารับช่วงต่อคดีนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่อัยการคนเดิม คือ ฟานี วิลลิส ถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ

นายสแกนดาลาคิสโพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์ว่า “ในความเห็นทางวิชาชีพของผม การดำเนินคดีนี้อย่างเต็มรูปแบบต่อไปอีกห้าถึงสิบปีนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองของรัฐจอร์เจีย” และว่าเขากำลังยุติคดีนี้ “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและส่งเสริมความยุติในการพิจารณาคดี”

เขาระบุด้วยว่า “การตัดสินใจนี้ ไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาที่จะขับเคลื่อนวาระใด ๆ แต่ตั้งอยู่บนความเชื่อและความเข้าใจในกฎหมายของผม”

ด้านนายสตีฟ ซาโดว์ ทนายฝ่ายจำเลยของทรัมป์ได้กล่าวชื่นชมการตัดสินใจของอัยการ โดยออกแถลงการณ์ระบุว่า “การกลั่นแกล้งทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์โดยอัยการเขตที่ถูกตัดสิทธิ์ ฟานี วิลลิส ได้สิ้นสุดลงแล้ว คดีนี้ไม่ควรถูกนำมาฟ้องตั้งแต่แรก อัยการที่เป็นธรรมและเป็นกลางได้ยุติสงครามทางกฎหมายนี้แล้ว”

ทั้งนี้ ทรัมป์และจำเลยร่วม 18 คน รวมถึง รูดี จูลิอานี ทนายความส่วนตัวของเขา และ มาร์ค เมโดว์ส อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ถูกตั้งข้อหา “ข่มขู่กรรโชก” (racketeering) เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 โดยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในแผนการที่จะล้มล้างผลการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชี้ขาดสำคัญ

จำเลยร่วมของทรัมป์ 4 คนได้ทำข้อตกลงรับสารภาพในคดีนี้แล้ว ส่วนจำเลยที่เหลือ รวมถึงทรัมป์ จูลิอานี และเมโดว์ส ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

27 พ.ย. 2568 03:01 น.

เมืองเวนิสสั่งแบน “เกรตา ทุนแบร์ก” ฐานเทสีเขียวลงคลองแกรนด์คาแนล

ทางการเมืองเวนิสสั่งแบน เกรตา ทุนแบร์ก ห้ามเข้าเมืองชั่วคราว หลังเทสีย้อมลงไปในคลองแกรนด์คาแนล จนน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง เพื่อรณรงค์ด้านสภาพอากาศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสภาพอากาศคนดัง ถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นการชั่วคราว หลังจากเธอก่อเหตุประท้วงด้วยการเทสีลงไปในคลองแกรนด์คาแนล อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง จนทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่าง

หนังสือพิมพ์ The Telegraph รายงานว่า ทุนแบร์กในวัย 22 ปี ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสิ่งแวดล้อม Extinction Rebellion ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่พวกเขาเทสีย้อมลงในคลอง โดยอ้างว่าสีย้อมดังกล่าวซึ่งเป็นสารที่ไม่เป็นพิษและมักใช้ในการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

กลุ่ม Extinction Rebellion ยังแขวนป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “หยุดทำลายระบบนิเวศ” จากสะพานรีอัลโต เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึง ผลกระทบครั้งใหญ่จากการล่มสลายของสภาพภูมิอากาศ และส่งผู้ประท้วงที่สวมผ้าคลุมสีแดงเดินฝ่าฝูงชนกับนักท่องเที่ยวในเมืองเวนิส

Extinction Rebellion ระบุว่า พวกเขาเทสีย้อมดังกล่าวลงในทางน้ำและน้ำพุในเมืองของอิตาลีอีกหลายแห่ง รวมถึงเมืองมิลาน, ปาแลร์โม และ โบโลญญา

นายลูกา ซาเอีย ผู้ว่าการแคว้นเวเนโต ประณามการประท้วงดังกล่าว โดยโพสต์บนอินสตาแกรมว่านี่เป็นการกระทำที่ทำลายเมืองเวนิส “การทำลายทรัพย์สินไม่ได้ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม การกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับเวนิส ต้องใช้การซ่อมแซม และที่น่าขันก็คือ กลับสร้างมลพิษเสียเอง”

ทั้งนี้ ทุนแบร์กถูกห้ามเข้าเมืองเวนิสเป็นเวลา 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ เธอและผู้ประท้วงอีกหลายสิบคนยังถูกปรับเป็นเงิน 172 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทุนแบร์กเพิ่งถูกควบคุมตัวในอิสราเอล หลังจากที่เธอเข้าร่วมในกองเรือบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม และพยายามฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลไปยังฉนวนกาซา โดยเธอถูกเนรเทศกลับไปยังสวีเดนบ้านเกิดของตัวเองในเวลาต่อมา

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ประท้วงได้หันมาใช้การทำลายทรัพย์สิน เป็นการประท้วงเพื่อสภาพอากาศรูปแบบหนึ่งมากยิ่งขึ้น

ในช่วงฤดูร้อนปี 2565 เกิดเหตุการณ์หลายครั้งที่ผู้ประท้วงทำลายงานศิลปะ เช่น สาดซุปมะเขือเทศ ใส่ภาพวาด “ดอกทานตะวัน” ของแวนโก๊ะ ที่หอศิลป์แห่งชาติในลอนดอน และมีการปามันบดใส่ภาพวาดของโมเนต์ที่พิพิธภัณฑ์บาร์เบรินี ในเมืองพอทสดัม ประเทศเยอรมนี

ในปี 2566 สมาชิก 2 คนของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศชื่อ Declare Emergency ถูกตั้งข้อหา หลังก่อเหตุสาดสีแดงและสีดำใส่ตู้กระจก ที่เก็บประติมากรรม “นักเต้นรำตัวน้อยอายุ 14” ของเอ็ดการ์ เดอกา ที่หอศิลป์แห่งชาติ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews