ไฟป่าญี่ปุ่นลุกลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1,800 คน เผาวอดกว่า 1,200 ไร่

ไฟป่าญี่ปุ่นลุกลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1,800 คน เผาวอดกว่า 1,200 ไร่

23 เม.ย. 2569 11:56 น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลุกลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1,800 คน เผาวอดกว่า 1,200 ไร่

สถานการณ์ไฟป่าในเมืองโอสึจิ จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นยังคงรุนแรง ล่าสุดทำลายอาคารบ้านเรือนแล้ว 7 หลัง พื้นที่ป่าเสียหายราว 1,250 ไร่ ทางการสั่งอพยพประชาชนเกือบ 2,000 คน

สถานการณ์ไฟป่าในเมืองโอสึจิ จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ยังคงรุนแรง หลังเกิดไฟไหม้พร้อมกัน 2 จุดตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 22 เมษายน โดยเพลิงได้ลุกลามต่อเนื่องเข้าสู่พื้นที่ป่าและอาคารบ้านเรือน โดดยจุดเกิดเหตุแบ่งเป็นสองจุดใหญ่ในย่าน “โคซูจิ” และ “คิริคิริ” ซึ่งอยู่ห่างกันราว 10 กิโลเมตร

การแถลงข่าวของเทศบาลเมืองโอสึจิเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (23 เม.ย.) ระบุว่าเปลวเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งและกระแสลมแรง ส่งผลให้พื้นที่เสียหายรวมประมาณ 1,250 ไร่ แบ่งเป็นย่านคิริคิริ 1,112 ไร่ และย่านโคซูจิ 144 ไร่ ส่วนอาคารบ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายแล้ว 7 หลัง รวมบ้านพักอาศัย 1 หลัง

ทางการได้มีคำสั่งอพยพครอบคลุมประชาชนกว่า 1,884 คน จากประมาณ 900 ครัวเรือน โดยล่าสุดมีรายงานว่าในบางจุดเปลวไฟได้ลามเข้ามาใกล้บ้านพักอาศัยในระยะเพียง 100 เมตรเท่านั้น

รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูล ณ สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งส่งเฮลิคอปเตอร์จากกองกำลังป้องกันตนเอง และจากจังหวัดใกล้เคียงอย่างอาคิตะและอาโอโมริ เข้าสนับสนุนปฏิบัติการดับไฟทางอากาศร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความห่วงใยต่อประชาชนและขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการอพยพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก รวมถึงสั่งการให้กระจายข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วเนื่องจากในขณะนี้มีการเฝ้าระวังเรื่อง “อาฟเตอร์ช็อก” จากเหตุแผ่นดินไหวควบคู่ไปด้วย

ด้านนายโคมิโซะ ฮิราโนะ นายกเทศมนตรีเมืองโอสึจิ ระบุว่าสถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และขอให้ชาวเมืองติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีความกังวลว่าไฟอาจลุกลามเป็นเวลานานเนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเข้าถึงได้ยากและขาดแคลนแหล่งน้ำในบางจุด.

ที่มา KYODO NEWS / NHK

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

23 เม.ย. 2569 11:32 น.

สหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการสกัดและบังคับเปลี่ยนทิศทางเรือบรรทุกน้ำมันติดธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ บริเวณน่านน้ำใกล้ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา หลังมาตรการปิดล้อมทางทะเลเริ่มส่งผลกระทบวงกว้าง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกจากการปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ

แหล่งข่าวความมั่นคงและอุตสาหกรรมการเดินเรือเปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงและสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำในน่านน้ำเอเชีย พร้อมบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางออกไปจากตำแหน่งเดิมที่อยู่ใกล้กับอินเดีย มาเลเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปิดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศต่ออิหร่าน

จากการตรวจสอบข้อมูลดาวเทียมและแหล่งข่าวความมั่นคงทางทะเล พบว่าเรือที่ถูกควบคุมตัวประกอบด้วย เรือ “ดีพซี” (Deep Sea) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งพบสัญญาณครั้งสุดท้ายนอกชายฝั่งมาเลเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน, เรือ “เซวิน” (Sevin) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดรองลงมา ซึ่งบรรทุกน้ำมันมาถึง 65% ของความจุ หรือประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และเรือ “โดเรนา” (Dorena) เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษที่บรรทุกน้ำมันดิบเต็มอัตรา 2 ล้านบาร์เรล 

โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าขณะนี้เรือลำดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของเรือทำลายพานิชย์นาวีสหรัฐฯ ในมหาสมุทรอินเดีย หลังพยายามฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือ “เดอร์ยา” (Derya) อาจเป็นอีกลำที่ถูกสกัดหลังไม่สามารถระบายน้ำมันดิบในอินเดียได้ทันกำหนดเส้นตายการผ่อนปรนของสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบ 2 เดือน โดยอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงโจมตีและยึดเรือขนส่งสินค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผ่านน้ำมันและก๊าซถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานไปทั่วโลกในขณะนี้

แหล่งข่าวระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ เลือกที่จะปฏิบัติการสกัดกั้นในน่านน้ำเปิดห่างไกลจากช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่อิหร่านอาจวางไว้ตามแนวชายฝั่ง โดยตั้งแตเริ่มมาตรการปิดล้อมเป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้สั่งให้เรือที่เข้า-ออกพอร์ตอิหร่านหันหลังกลับหรือกลับเข้าฝั่งไปแล้วกว่า 29 ลำ.

ที่มา Reuters

จีน-กัมพูชา ประชุมความร่วมมือ 2+2 ครั้งแรก กระชับสัมพันธ์การเมืองความมั่นคง

จีน-กัมพูชา ประชุมความร่วมมือ 2+2 ครั้งแรก กระชับสัมพันธ์การเมืองความมั่นคง

23 เม.ย. 2569 11:24 น.

จีน-กัมพูชา ประชุมความร่วมมือ 2+2 ครั้งแรก กระชับสัมพันธ์การเมืองความมั่นคง

จีนและกัมพูชาเปิดการประชุมกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ “2+2” เป็นครั้งแรก รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศร่วมโต๊ะหารือ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง

วันที่ 22 เมษายน 2569 ผู้แทนจีนและกัมพูชาเปิดการประชุมกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์แบบสองบวกสอง (2+2) เป็นครั้งแรก นำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศร่วมโต๊ะหารือ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายต่ง จวิน รัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้นำการเจรจา กับนายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา และ เตีย เซยฮา รัฐมนตรีกลาโหม 

การหารือครั้งนี้เป็นข้อริเริ่มที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เสนอไว้ระหว่างเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์และยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศ ผลักดันกรอบความร่วมมือที่มีอยู่เดิม รวมถึงแลกเปลี่ยนความเห็นด้านสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของภูมิภาค

ครม.ญี่ปุ่นไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลก

ครม.ญี่ปุ่นไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลก

23 เม.ย. 2569 11:07 น.

ครม.ญี่ปุ่นไฟเขียวยกเลิกห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ถือเป็นการพลิกนโยบายสันติหลังสงครามโลก

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติยกเลิกข้อห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง เปิดทางขายเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และเรือพิฆาต ถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายสำคัญจากแนวทางสันติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ มีมติอนุมัติยกเลิกข้อห้ามการส่งออกอาวุธร้ายแรง เปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพร้ายแรง อาทิ เครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธ และเรือพิฆาต ขณะที่ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นจำกัดการส่งออกอาวุธอย่างเข้มงวดภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอนุญาตเฉพาะอุปกรณ์เพียง 5 ประเภท ได้แก่ การกู้ภัย การขนส่ง การแจ้งเตือน การเฝ้าระวัง และการกู้ทุ่นระเบิด

การตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนโยบายสันติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความพยายามเสริมศักยภาพกองทัพ และขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตร

นายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคงของญี่ปุ่น และช่วยส่งเสริมสันติภาพกับเสถียรภาพของภูมิภาคและโลก และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเร่งเสริมกำลังทางทหาร หลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญสันติภาพของญี่ปุ่น อาจเพิ่มความตึงเครียดทั่วโลก และกระทบความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา NHK

เพนตากอนปลดฟ้าผ่า “จอห์น ฟีแลน” รมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ

เพนตากอนปลดฟ้าผ่า "จอห์น ฟีแลน" รมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ

23 เม.ย. 2569 11:04 น.

เพนตากอนปลดฟ้าผ่า “จอห์น ฟีแลน” รมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศว่า “จอห์น ฟีแลน” รัฐมนตรีทบวงการทหารเรือสหรัฐฯ ได้พ้นจากตำแหน่งแล้วโดยมีผลทันที โดยกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัดในการปลดครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศปลดนายจอห์น ฟีแลน รัฐมนตรีว่าการทบวงการทหารเรือภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นจากตำแหน่งโดยมี “ผลในทันที” โดยทางกระทรวงไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัดในการปลดครั้งนี้

นายฌอน พาร์เนลล์ หัวหน้าฝ่ายโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การพ้นตำแหน่งของ “จอห์น ฟีแลน” รัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ “มีผลทันที” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปลดจากตำแหน่ง “ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามและรัฐมนตรีช่วยฯ  เราขอขอบคุณรัฐมนตรีฟีแลนสำหรับการรับใช้กระทรวงและกองทัพเรือสหรัฐ”

โฆษกเพนตากอน ระบุว่า นายฮุง เคา ปลัดกระทรวงทหารเรือ อดีตนายทหารผ่านศึก 25 ปี และเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งนายเคาเคยมีบทบาทโดดเด่นในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายความหลากหลายในกองทัพ และสนับสนุนการสร้างกองทัพที่ดุดัน

แหล่งข่าววิเคราะห์ว่าการลาออกครั้งนี้อาจมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ความล่าช้าของ “Golden Fleet” โดยนายฟีแลนเคยสนับสนุนโครงการต่อเรือรบหนักรุ่นใหม่ที่จะใช้ชื่อ “ทรัมป์” ตามนโยบายของประธานาธิบดี แต่การขยายกองเรือกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และนโยบายล้างบางนายทหาร 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  ขอให้เสนาธิการทหารบก แรนดี จอร์จ ลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ นายทหารระดับสูงของกองทัพบกอีกสองคนคือพลเอก เดวิด ฮอดเน และพลตรี วิลเลียม กรีน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เฮกเซธได้ปลดนายทหารระดับสูงมากกว่าสิบคน รวมถึงผู้บัญชาการกองทัพเรือและรองเสนาธิการกองทัพอากาศด้วย

การเปลี่ยนแปลงผู้นำกองทัพเรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด โดยปัจจุบันสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางอิหร่านประกาศว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้” เนื่องจากสหรัฐฯ และอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงพอใจกับมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน โดยเชื่อว่าขณะนี้อิหร่านกำลังอยู่ในสถานะที่อ่อนแออย่างมาก.

ที่มา BBC

วุฒิสภาตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงครามเป็นครั้งที่ 5

วุฒิสภาตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงครามเป็นครั้งที่ 5

23 เม.ย. 2569 05:54 น.

วุฒิสภาตีตกมาตรการจำกัดอำนาจทรัมป์ในการทำสงครามเป็นครั้งที่ 5

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติปฏิเสธมาตรการจำกัดอำนาจการทำสงครามของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้แล้ว สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงคุกรุ่นแม้จะมีมาตรการหยุดยิง

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 46 เสียงต่อ 51 เสียง ปฏิเสธมาตรการที่มุ่งจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 5 ในปีนี้ โดยมาตรการดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการดำเนินการทางทหารใดๆ ในอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครต ได้ลงมติร่วมกับฝั่งรีพับลิกันในการปฏิเสธมาตรการนี้ ขณะที่ สว. แรนด์ พอล จากพรรครีพับลิกัน กลับลงคะแนนเห็นชอบร่วมกับฝั่งเดโมแครต

สว. ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยจากพรรคเดโมแครตประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พรรคเดโมแครตจะผลักดันให้มีการลงมติเรื่องการจำกัดอำนาจการทำสงครามเช่นนี้เป็นประจำทุกสัปดาห์

ด้านสว. ฝั่งรีพับลิกันบางส่วน เช่น สว. ธอม ทิลลิส และ สว. ลิซา เมอร์คาวสกี ระบุว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงมติมอบอำนาจการใช้กำลังทางทหาร หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงวันที่ 60 ขณะที่แกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว หากความขัดแย้งยังไม่สงบลงหลังจากผ่านไป 90 วัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงเรื่องการลงมติมอบอำนาจดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สว.จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากจากพรรครีพับลิกันตอบเพียงว่า “ผมยังไม่เห็นว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นในตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทำเนียบขาวชี้ อิหร่านยึดเรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำเนียบขาวชี้ อิหร่านยึดเรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

23 เม.ย. 2569 05:29 น.

ทำเนียบขาวชี้ อิหร่านยึดเรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า เหตุกองทัพอิหร่านยึดเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ 2 ลำในวันพุธ ไม่ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากไม่ใช่เรือของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้มองว่าการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซนั้น เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากไม่ใช่เรือของสหรัฐฯ

“เรือเหล่านี้ไม่ใช่เรือของสหรัฐฯ และไม่ใช่เรือของอิสราเอล แต่เป็นเรือนานาชาติ 2 ลำ” ลีวิตต์กล่าวกับสำนักข่าว Fox News เมื่อวันพุธ

เธอกล่าวต่อไปว่า “เรือทั้งสองลำถูกยึดโดยเรือปืนความเร็วสูง จากเดิมที่อิหร่านเคยมีกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนกลุ่มโจรสลัด พวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมช่องแคบอีกต่อไป สิ่งที่เราเห็นอยู่นี้คือการกระทำเยี่ยงโจรสลัด และการปิดล้อมทางเรือที่สหรัฐฯ บังคับใช้อยู่นั้นยังคงมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง”

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้ยึดเรือ 2 ลำที่ “ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติการโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ละเมิดกฎระเบียบซ้ำซาก และบิดเบือนระบบนำทาง”

ลีวิตต์พยายามลดความสำคัญในการยึดเรือครั้งนี้ โดยระบุว่า “นี่เป็นเพียงเรือ (เล็ก) สองลำ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยเมื่อดูจากสถิติที่สหรัฐฯ ได้จมเรือรบของอิหร่านไปมากกว่า 160 ลำ”

ขณะที่สื่อของอิหร่านระบุเพิ่มเติมว่า มีเรือลำที่สามซึ่งเป็นเรือของบริษัทกรีซ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของ IRGC เช่นกัน และในขณะนี้ “อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้บริเวณนอกชายฝั่งของอิหร่าน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

23 เม.ย. 2569 04:10 น.

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย ความขัดแย้งกับอิหร่านนั้น “ไม่มีกรอบเวลา” ที่กำหนดไว้ และปฏิเสธข่าวที่ว่า ประเด็นทางการเมืองกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับมาร์ธา แมคคัลลัม จากสำนักข่าว Fox News โดยเขาระบุว่า “ไม่มีแรงกดดันด้านเวลา” ในเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน ที่เขาเพิ่งขยายระยะเวลาออกไปเมื่อบ่ายวันอังคาร หรือเรื่องเวลาในการเปิดฉากเจรจาสันติภาพครั้งใหม่

เมื่อถูกถามว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทรัมป์ตอบว่าไม่มีกรอบเวลาและไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ทั้งที่ในตอนสงครามเริ่มใหม่ๆ นายทรัมป์เคยระบุว่า สงครามจะกินเวลาประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ แต่ทว่าในขณะนี้สงครามได้ล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 แล้ว

“คนพูดกันว่าผมอยากให้มันจบเพราะเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลต้องการที่จะ “บรรลุข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนอเมริกัน”

ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไป แม้จะมีการขยายระยะเวลาหยุดยิงและไม่ได้ระบุวันที่สิ้นสุดที่แน่นอน โดยเขายังคงกดดันให้กรุงเตหะรานยื่นข้อเสนอที่เป็นเอกภาพเพื่อรื้อฟื้นการเจรจาด้วย

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNN รายงานว่า ณ ช่วงค่ำวันอังคาร รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ของอิหร่านเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้ยูเครน หลังกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้ยูเครน หลังกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน

23 เม.ย. 2569 02:53 น.

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้ยูเครน หลังกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้แก่ยูเครนแล้ว หลังจากรัฐบาลเคียฟกลับมาดำเนินการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านทางท่อส่งไปยังฮังการีและสโลวาเกียอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้อ้างว่าท่อส่งเสียหายเพราะการโจมตี

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 สหภาพยุโรป (EU) ตกลงอนุมัติเงินกู้มูลค่า 9 หมื่นล้านยูโรให้แก่ยูเครนแล้ว หลังจากยูเครนระบุว่าได้กลับมาดำเนินการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านทางท่อส่งไปยังฮังการีและสโลวาเกียอีกครั้ง ถือเป็นการยุติภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

บรรดาทูตของสหภาพยุโรปที่ประชุมกันในกรุงบรัสเซลส์มีมติอนุมัติเบื้องต้นเรื่องเงินกู้ดังกล่าวให้ยูเครน ไม่นานหลังจากรัฐบาลเคียฟประกาศเรื่องการกลับมาส่งน้ำมัน โดยทูตสหภาพยุโรปยังอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 20 ด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้

เงินกู้ดังกล่าวได้รับการเห็นชอบไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่ วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ได้ใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) การจ่ายเงินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่ยูเครนระงับการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านทางท่อส่งไปยังฮังการีและสโลวาเกีย โดยอ้างว่า ความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซียทำให้การส่งน้ำมันต้องหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมน้ำมันและรัฐบาลยูเครนแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ในฮังการีและสโลวาเกียว่า การส่งน้ำมันได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทูตสหภาพยุโรปเริ่มหารือกันเรื่องเงินกู้ โดยนายออร์บานได้เรียกร้องให้มีน้ำมันไหลเข้าประเทศก่อนที่เงินกู้จะถูกเบิกจ่าย ขณะที่ยูเครนยืนยันว่าการซ่อมแซมเสร็จสิ้นตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของออร์บานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังช่วยให้ความตึงเครียดระหว่างฮังการีและสหภาพยุโรปคลี่คลายลง เนื่องจากนายออร์บานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างมากกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และคอยขัดขวางการช่วยเหลือยูเครนหรือการคว่ำบาตรรัสเซียของ EU มาตลอด

“ยูเครนต้องการเงินกู้นี้อย่างมาก และนี่ยังเป็นสัญญาณว่ารัสเซียไม่สามารถเอาชนะความอดทนของยูเครนได้” คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวก่อนการประชุมคณะทูตจะเริ่มขึ้น

ด้านนายทาราส คาชกา รองนายกรัฐมนตรียูเครน ระบุว่าเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปนี้เป็น “เรื่องความเป็นความตาย” สำหรับยูเครนโดยเงินจำนวน 2 ใน 3 จะถูกนำไปใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ ในขณะที่ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นความช่วยเหลือทางการเงินในด้านอื่น ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

23 เม.ย. 2569 01:30 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า อิหร่านยอมระงับการประหารชีวิตผู้หญิง 8 คนแล้ว หลังจากเขาร้องขอเมื่อวานนี้ ในขณะที่อิหร่านระบุว่า พวกเขาไม่ได้มีแผนจะประหารชีวิตผู้หญิงรายใด

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า อิหร่านตกลงที่จะระงับการประหารชีวิตผู้หญิง 8 คนแล้ว หลังจากเขายื่นคำขอโดยตรงถึงผู้นำอิหร่าน แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้กำลังจะถูกประหารชีวิตก็ตาม

“ข่าวดีมาก! ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าผู้หญิงที่ร่วมประท้วงทั้ง 8 คนซึ่งกำลังจะถูกประหารชีวิตในคืนนี้ที่อิหร่านจะไม่ถูกสังหารแล้ว โดย 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวทันที และอีก 4 คนจะถูกตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผมซาบซึ้งใจมากที่อิหร่านและผู้นำของเขาให้เกียรติคำร้องขอของผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และยุติแผนการประหารชีวิตดังกล่าว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาโพสต์ข้อความเรียกร้องให้ผู้นำอิหร่านปล่อยตัวผู้หญิง 8 คน พร้อมแนบภาพถ่ายหน้าจอซึ่งแสดงให้เห็นโพสต์บน X ของผู้ใช้งานคนหนึ่งที่อ้างว่า หญิง 8 คนกำลังจะถูกอิหร่านประหาร โดยที่ประชาคมนานาชาติกับองค์กรสิทธิมนุษยชนไม่สนใจเลย

แต่เจ้าหน้าที่ของอิหร่านออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า พวกเขาไม่มีความตั้งใจที่จะประหารชีวิตผู้หญิงกลุ่มใดทั้งสิ้น

ข้อมูลที่ขัดแย้งดังกล่าวยิ่งเพิ่มความคลางแคลงใจเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลคดีต่าง ๆ ภายใต้ระบบยุติธรรมของอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้นายทรัมป์ก็เคยกล่าวอ้างผิดๆ เกี่ยวกับคำตัดสินประหารชีวิตในอิหร่านมาแล้ว ซึ่งภายหลังถูกโต้แย้งหรือไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn