ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

11 ส.ค. 2569 21:43 น.

ดับพุ่ง 224 ศพ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

เจ้าหน้าที่ของโคลอมเบียกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 224 ศพ และจำนวนอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในภาคตะวันตกของโคลอมเบีย ดำเนินมาเป็นวันที่ 2 แล้ว โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 224 ศพ แต่คาดว่าจำนวนจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อการค้นหาดำเนินต่อไป

แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายอย่างหนักในหลายเมือง เช่นที่เมืองกาลิ (Cali) ในจังหวัดบาเย เดล เกากา (Valle del Cauca) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ศพ อาคารพังทลายจำนวนมาก รวมทั้งชั้นบนของโรงพยาบาลซึ่งเป็นแผนกกุมารเวชกรรมพังลงมา จนต้องอพยพคนไข้ และต้องรักษาผู้ป่วยราว 600 คนริมถนน

ที่เมืองเปเรรา (Pereira) เมืองเอกของจังหวัดริซารัลดา (Risaralda) มีผู้เสียชีวิต 66 ศพ อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่งพังทลาย ขณะที่อาคารสนามบินก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ส่วนที่จังหวัดโชโก (Choco) ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ ขณะที่เมืองมานิซาเลส (Manizales) เมืองเอกของจังหวัดกัลดาส (Caldas) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ หอคอยของอาสนวิหารประวัติศาสตร์ได้รับความเสียหาย

ทีมกู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครต้องขุดค้นเศษซากอาคารตลอดทั้งคืน โดยบางจุดต้องใช้มือเปล่าในการขุดเพื่อเร่งหาผู้รอดชีวิตที่ยังติดอยู่ใต้ซาก

นายอาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา ประธานาธิบดีโคลอมเบีย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคง 1,000 นาย เข้าตรึงกำลังในเมืองกาลิเพื่อควบคุมสถานการณ์หลังมีรายงานการปล้นสะดม พร้อมทั้งมีการประกาศเคอร์ฟิวในเมืองกาลิ และเมืองเปเรราด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สุดเศร้า เผาแล้ว “ฮลุน โซโล่” มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

สุดเศร้า เผาแล้ว "ฮลุน โซโล่" มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

11 ส.ค. 2569 16:55 น.

สุดเศร้า เผาแล้ว “ฮลุน โซโล่” มวลชนแน่นวัด ร่วมส่งเดินทางไกลครั้งสุดท้าย

บรรยากาศสุดเศร้า มวลชนเนืองแน่นร่วมส่ง “ฮลุน โซโล่” เดินทางไกลครั้งสุดท้าย ส่งกำลังใจให้ครอบครัว ประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัดรังษีชัชวาลย์ จ.กาฬสินธุ์

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศพิธีฌาปนกิจศพ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” อายุ 27 ปี ยูทูบเบอร์ดังสายแบกเป้เที่ยว

โดยเมื่อเวลา 12.19 น. แฟนคลับต่างหลั่งไหลเข้ามาจุดธูปส่งดวงวิญญาณ “ฮลุน” พร้อมมอบพวงหรีดและเงินทำบุญให้กับครอบครัว โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น ขณะที่ทางครอบครัวมีผู้ที่บวชพระ บวชเณรหน้าไฟ จำนวน 9 รูป มีคณะผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักเกาะติดรายงานสดมาตั้งแต่วันแรก ที่รับร่างน้องฮลุนมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน “ดิว ธนภัทร” อินฟลูฯ ดัง ได้โผเข้ากอดกระเป๋าเป้คู่ใจฮลุน บอกว่า เป้ใบนี้น้องแบกเดินทางไป 50 กว่าประเทศ ขอให้น้องไปสำรวจเส้นทางบนสรวงสวรรค์ต่อไป

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าลอตเตอรี่ ก็เร่ขายรางวัล บอกกับแฟนคลับที่มาร่วมงานน้องฮลุนว่า ให้สังเกตเลขทะเบียนรถขนโลงศพ และเลขทะเบียนรถที่พระเณรนั่งไปบวชหน้าไฟดีๆ เผื่อน้องฮลุนจะตอบแทนแฟนคลับที่มาทำให้ด้วยการให้โชคใหญ่

จากนั้นได้มีการเคลื่อน “ฮลุน โซโล่” เพื่อไปสู่เมรุฌาปนกิจที่วัดรังษีชัชวาลย์ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ประกอบพิธีและขั้นตอนทางศาสนา

จนเมื่อเวลา 17.05 น. ได้มีพิธีฌาปนกิจขึ้น โดยทางครอบครัว และบรรดาแฟนคลับหลายคน ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พร้อมอวยพรให้ฮลุนเดินทางไปสู่โลกใหม่ในภพภูมิที่ดี

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

11 ส.ค. 2569 16:51 น.

ยูเครนกล่าวหารัสเซียใช้ขีปนาวุธเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย

ยูเครนเผย รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายระลอกทั่วประเทศในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน พร้อมกล่าวหาว่ารัสเซียใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือกำลังขยายตัวในระดับโลกที่ไม่เพียงส่งผลต่อยูเครน แต่ยังกระทบเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า เมืองซาโปริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 19 คน ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงทั้งขีปนาวุธวิถีโค้งจากเกาหลีเหนือ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Zircon และระเบิดนำวิถี พุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนโดยเฉพาะ ขณะที่ในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ มีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากโดรนและขีปนาวุธ

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานโดยยูเครน และรัสเซียไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว

ในกรุงเคียฟ สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นหลังเที่ยงคืน ก่อนประชาชนจะได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น และมีการเตือนภัยอีกครั้งในช่วงประมาณตี 3 นายกเทศมนตรีวิตาลี คลิตช์โก ระบุว่า กรุงเคียฟตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง และทีมแพทย์ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

มีรายงานไฟไหม้โกดังบริเวณชานเมือง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 คน นอกจากนี้ โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งถูกโจมตีเช่นกัน แต่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าไปหลบภัยได้ทัน กระทรวงสาธารณสุขยูเครนเผยภาพหน้าต่างแตกและเศษซากกระจายอยู่ภายในพื้นที่โรงพยาบาล พร้อมยืนยันว่าไม่มีเด็กหรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บ

ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนประมาณ 120 ลำ รวมถึงขีปนาวุธหลายชนิดเข้ามาโจมตีในช่วงข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กองทัพอากาศยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนขีปนาวุธที่ถูกยิงหรือสกัดไว้ได้ ขณะที่ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศได้เรียกร้องให้สื่อหลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนอาวุธสำหรับรับมือขีปนาวุธวิถีโค้ง

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธความแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน โดยมุ่งเป้าไปยังโรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร รวมถึงศูนย์ขนส่งและโลจิสติกส์ในกรุงเคียฟและเมืองซาโปริซเซีย แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่ามีการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ

เซเลนสกีเตือนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ โดยกล่าวว่า รัสเซียได้รับขีปนาวุธวิถีโค้งเพิ่มเติมจากเกาหลีเหนือ และอ้างว่าอาจมีการส่งทหารเกาหลีเหนือระหว่าง 30,000-50,000 นายไปยังรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังไม่ได้เปิดเผยหลักฐานหรือรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของตัวเลขดังกล่าว รวมถึงกรอบเวลาของการส่งกำลังพล

เซเลนสกีกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียไม่สามารถทำสงครามได้โดยปราศจากกำลังสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า ยิ่งมีการใช้ขีปนาวุธและกำลังพลเกาหลีเหนือในยูเครนมากเท่าใด เกาหลีเหนือก็จะยิ่งได้เรียนรู้และปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารจากประสบการณ์ในสนามรบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นทั่วโลก

เขายังเตือนว่าความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยต่อยูเครนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านของเกาหลีเหนือ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกช่วยสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่ยูเครน

รัสเซียและเกาหลีเหนือลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในปี 2024 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรัสเซียผลักดันกองกำลังยูเครนออกจากแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย ขณะที่ชาติตะวันตก ยูเครน และเกาหลีใต้กล่าวหามาเป็นเวลานานว่าเกาหลีเหนือส่งอาวุธและกระสุนให้รัสเซีย

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความเร็วสูงและสกัดกั้นได้ยาก โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง เช่น แพทริออตของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในระบบที่สามารถรับมือกับอาวุธประเภทนี้ได้

ขณะเดียวกัน ยูเครนก็เพิ่มการโจมตีด้วยโดรนพิสัยไกลต่อเป้าหมายในรัสเซีย โดยมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและคลังสินค้าของบริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรัฐบาลยูเครนระบุว่าเป็นการตอบโต้และมีเป้าหมายลดความสามารถด้านโลจิสติกส์และรายได้ของรัสเซีย

เซเลนสกียังกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศของยูเครนต่อโรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งในไซบีเรียตะวันตก โดยเรียกว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพยูเครน และประกาศว่าจะเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียต่อไป เพื่อกดดันให้รัสเซียตระหนักถึงความจำเป็นในการยุติสงคราม

องค์การสหประชาชาติระบุว่า การยกระดับการโจมตีระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนในยูเครนเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนแรก ๆ ของสงครามในปี 2022.

ที่มา FRANCE 24 / BBC

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

11 ส.ค. 2569 16:07 น.

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ภาคตะวันตกของโคลอมเบียเดินหน้าสู่วันที่สอง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 164 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 480 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานตลอดทั้งคืน ทั้งใช้เครื่องจักรหนักและลงมือขุดค้นด้วยมือเปล่า เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารและบ้านเรือนที่พังถล่ม ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกจำนวนมาก

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.34 น. วันจันทร์ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางใกล้เมืองซานโฮเซ เดล ปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ทางตะวันตกของประเทศ ที่ความลึกประมาณ 103 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้เป็นบริเวณกว้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงในเวเนซุเอลา เอกวาดอร์ และปานามา

เมืองเปเรย์รา ในเขตรีซารัลดา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญของโคลอมเบีย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางการรายงานผู้เสียชีวิต 66 ราย ขณะที่อาคารหลายหลังพังถล่มจนเหลือเพียงกองคอนกรีตและเหล็กบิดงอ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาคาร 65 แห่งพังถล่มในเขตมหานครเปเรย์รา และเชื่อว่ายังมีผู้ติดอยู่ในอาคาร 15 แห่ง

ส่วนเมืองกาลี ซึ่งมีประชากรราว 2.2 ล้านคน ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ราย และอาคารหลายสิบแห่งพังถล่มหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการถล่ม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยชั้นบนหลายชั้น รวมถึงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยเด็ก พังถล่มลงมา ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนติดอยู่ภายใน และต้องย้ายผู้ป่วยประมาณ 600 คนออกมารับการดูแลบนถนน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 13 รายในจังหวัดโชโก ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว และมีผู้เสียชีวิตในเมืองมานิซาเลส กิบโด และเมเดยิน รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดโชโกและวัลเล เดล เกากา

ในเมืองมานิซาเลส แผ่นดินไหวทำให้ส่วนหนึ่งของหอคอยมหาวิหารเก่าแก่ได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนรายงานว่าอาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและมีเศษอิฐตกลงมาจากอาคารโดยรอบ

สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคได้รับความเสียหาย รวมถึงสนามบินในเปเรย์รา มานิซาเลส กิบโด อาร์เมเนีย การ์ตาโก และบวยนาเบนตูรา ขณะที่กรุงโบโกตา ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวหลายร้อยกิโลเมตร ก็สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ โดยมีรายงานต้นไม้และสัญญาณไฟจราจรสั่นอย่างรุนแรง รวมถึงรอยร้าวในอาคารบางแห่ง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวง

ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ประกาศให้เหตุการณ์เป็นภัยพิบัติระดับชาติ พร้อมมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลสามารถระดมทรัพยากรและปรับโยกงบประมาณเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยืนยันว่ามีบ้านเรือนเสียหายแล้วมากกว่า 1,500 หลัง

ขณะเดียวกัน ทางการได้ประกาศเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ของเปเรย์ราและกาลี หลังมีรายงานการปล้นสะดม ขณะที่ประธานาธิบดีระบุว่า จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 1,000 นายไปยังกาลี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ปลูกกาแฟของโคลอมเบียและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,000 ราย รวมถึงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,300 ราย

นานาชาติได้เสนอความช่วยเหลือแก่โคลอมเบีย โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือ ขณะที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สหภาพยุโรปกำลังนำข้อมูลจากดาวเทียมโคเปอร์นิคัสมาใช้สนับสนุนภารกิจกู้ภัย ด้านประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ส่งสารแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนโคลอมเบีย พร้อมเสนอส่งบุคลากรและอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ประเมินว่า มีประชาชนราว 1.5 ล้านคนรับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับใกล้เคียง 7 และระบุว่า แม้แผ่นดินไหวที่เกิดในระดับความลึกมากมักมีอันตรายน้อยกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดใกล้พื้นผิว แต่สามารถปลดปล่อยพลังงานที่สร้างความเสียหายต่ออาคารได้อย่างมาก และอาจทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงตามมาได้

ขณะนี้ทีมกู้ภัยยังคงแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตออกมาได้เพิ่มเติม ก่อนที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน.

ที่มา  Reuters / BBC 

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก "เมลอน" พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

11 ส.ค. 2569 15:39 น.

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังคลิปรายการพอดแคสต์เผยภาพเจ้าตัวเล่นมุกตลกเชิงเหยียดเพศและใช้ท่าทางไม่เหมาะสมเกี่ยวกับ “เมลอนญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นของขวัญจาก ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ด้านอดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นและฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ขอโทษอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย เผชิญแรงกดดันทางการเมือง หลังคลิปการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ “บุช ดีพ” กลับมาเป็นประเด็น โดยฝ่ายค้านเรียกร้องให้เขาขอโทษนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น จากคำพูดติดตลกเกี่ยวกับเมลอนญี่ปุ่น 2 ลูกที่ผู้นำญี่ปุ่นมอบให้ระหว่างเยือนออสเตรเลียเมื่อเดือนพฤษภาคม

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างการสนทนากับนิกกี ออสบอร์น พิธีกรรายการ ซึ่งอัลบาเนซีเล่าว่าได้รับ “ของขวัญที่ค่อนข้างแปลก” เป็นเมลอนญี่ปุ่นจากทาคาอิจิ ก่อนจะยกมือขึ้นบริเวณหน้าอกและพูดในลักษณะเล่นคำเกี่ยวกับ “เมลอนสองลูก” จากนั้นออสบอร์นกล่าวเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของทาคาอิจิกับพาเมลา แอนเดอร์สัน นักแสดงและนางแบบชาวอเมริกัน

แม้บทสนทนาดังกล่าวออกอากาศตั้งแต่เดือนกรกฎาคมและไม่ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ในขณะนั้น แต่กลับถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง หลังชินโงะ ยามางามิ อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำออสเตรเลีย ออกมาเรียกคำพูดดังกล่าวว่าเป็น “มุกเหยียดเพศ” และระบุว่าเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ

ยามางามิเขียนบทความแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งสุดท้ายที่ทาคาอิจิคาดหวังคือการถูกผู้นำของประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของญี่ปุ่นนำของขวัญมาล้อเลียนอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมระบุว่าเมลอนพันธุ์คุณภาพสูง หรือ “Crown Melon” ถือเป็นผลไม้ชั้นเลิศและเป็นของมีค่าที่ชาวญี่ปุ่นมอบให้ในโอกาสพิเศษ โดยเมลอนหนึ่งลูกอาจมีราคามากกว่า 30,000 เยน หรือราว 6,200 บาท

ยามางามิเรียกร้องให้อัลบาเนซีรับประทานเมลอนเหล่านั้นโดยไม่เชื่อมโยงกับรูปลักษณ์ทางกายภาพของผู้หญิง และหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ออสเตรเลียและญี่ปุ่นจำเป็นต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกฝ่ายค้านตั้งคำถามในรัฐสภาเมื่อวันอังคารว่า จะขอโทษต่อคำพูดที่ถูกมองว่าไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติผู้หญิงหรือไม่ อัลบาเนซีตอบว่า เขา “ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่อยู่ในคำถาม” และยืนยันว่าทาคาอิจิเป็นทั้งมิตรของออสเตรเลียและเป็นเพื่อนของเขา

อัลบาเนซียังกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่นไม่เคยใกล้ชิดกันมากเท่านี้มาก่อน และรัฐบาลของเขาได้ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศขึ้นสู่ระดับใหม่

แองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำฝ่ายค้านออสเตรเลีย วิจารณ์คำพูดดังกล่าวว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ และเรียกร้องให้อัลบาเนซีออกมาขอโทษทาคาอิจิโดยตรง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลแรงงานออกมาปกป้องนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าคำพูดของอัลบาเนซีไม่ได้มีเจตนาให้ตีความในลักษณะที่ฝ่ายค้านและสื่อบางส่วนกำลังนำเสนอ

เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่ได้มีเจตนาให้คำพูดดังกล่าวถูกตีความในลักษณะที่ฝ่ายค้านกล่าวหา ขณะที่เคที กัลลาเกอร์ รัฐมนตรีคลัง ระบุว่า คำพูดดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาให้เป็นการดูหมิ่น และทันยา พลิเบอร์เซก รัฐมนตรีบริการสังคม กล่าวว่า การตีความในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง”

ประเด็นนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังอัลบาเนซีเพิ่งเผชิญเสียงวิจารณ์จากการให้สัมภาษณ์รายการเดียวกันเกี่ยวกับไคลี มิโนก นักร้องชื่อดังชาวออสเตรเลีย โดยเมื่อพิธีกรถามว่าเขาจะ “มีเพศสัมพันธ์ แต่งงาน หรือออกเดต” กับมิโนก, นิโคล คิดแมน หรือนักแสดงหญิงรอนดา เบิร์ชมัวร์ อัลบาเนซีตอบในลักษณะติดตลกว่าเลือกมิโนก และกล่าวในทำนองว่ารับได้ทุกตัวเลือก โดยหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ อัลบาเนซีได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อคำพูดดังกล่าว

ขณะที่กรณีเมลอนจากทาคาอิจิ อัลบาเนซียังคงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น และปฏิเสธที่จะกล่าวคำขอโทษ ท่ามกลางความกังวลว่าประเด็นดังกล่าวอาจกระทบภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างใกล้ชิด.

ที่มา BBC / AFP 

จรวดจีน “ลองมาร์ช 7A” ขัดข้อง-ระเบิดกลางอากาศ ส่งดาวเทียมสื่อสารไม่สำเร็จ

จรวดจีน "ลองมาร์ช 7A" ขัดข้อง-ระเบิดกลางอากาศ ส่งดาวเทียมสื่อสารไม่สำเร็จ

11 ส.ค. 2569 14:50 น.

จรวดจีน “ลองมาร์ช 7A” ขัดข้อง-ระเบิดกลางอากาศ ส่งดาวเทียมสื่อสารไม่สำเร็จ

จีนประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นสู่อวกาศ หลังจรวด “ลองมาร์ช 7A” เกิดความผิดปกติระหว่างการบินไม่นานหลังทะยานขึ้นจากฐานปล่อยในมณฑลไห่หนาน ขณะที่ภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นลูกไฟและเศษซากร่วงลงสู่พื้น เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และทางการจีนอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุ

จีนประสบความล้มเหลวในการส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นสู่วงโคจร หลังจรวดขนส่ง “ลองมาร์ช 7A” ซึ่งบรรทุกดาวเทียมจงซิง-4บี (Zhongxing-4B) หรือไชน่าแซต-4บี ChinaSat-4B เกิดความผิดปกติระหว่างการบิน หลังทะยานขึ้นจากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง ในมณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของจีน เมื่อเวลา 20.02 น. วันจันทร์ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า ภารกิจไม่ประสบความสำเร็จ และขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์และสอบสวนหาสาเหตุของความผิดปกติ

ขณะที่สื่อในสิงคโปร์และคลิปที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นวัตถุคล้ายจรวดเกิดระเบิดและลุกเป็นไฟบนท้องฟ้า โดยคลิปหนึ่งซึ่งเผยแพร่หลังการปล่อยจรวดประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แสดงภาพจรวดเกิดไฟลุกท่วมราว 85 วินาทีหลังทะยานขึ้น ก่อนกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาและมีเศษวัสดุตกลงสู่พื้น

นักวิเคราะห์ด้านอวกาศระบุว่า จากภาพการปล่อยจรวดที่เผยแพร่ จรวดถูกทำลายทั้งหมดที่ระดับความสูงและความเร็วค่อนข้างต่ำ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าทั้งดาวเทียมและชิ้นส่วนของจรวดไม่ได้เข้าสู่วงโคจร

ลองมาร์ช 7A เป็นจรวดขนาดกลางที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรระดับสูง โดยความล้มเหลวครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เที่ยวบินแรกในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งครั้งนั้นก็ประสบปัญหาขัดข้องระหว่างการบินเช่นกัน ก่อนกลับมาปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จในปีถัดมา และทำภารกิจสำเร็จมากกว่าสิบครั้งติดต่อกันก่อนเกิดเหตุครั้งล่าสุด

ดาวเทียม ChinaSat-4B เป็นดาวเทียมในตระกูลเดียวกับ ChinaSat-4A ที่ส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2024 โดยดาวเทียมประเภทนี้สามารถใช้ส่งสัญญาณเสียง ข้อมูล วิทยุ และโทรทัศน์ ครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผลการสอบสวนจะเป็นตัวชี้ว่าปัญหาครั้งนี้จำกัดอยู่เฉพาะจรวดลองมาร์ช 7A หรือจำเป็นต้องตรวจสอบชิ้นส่วน กระบวนการผลิต และการปฏิบัติงานที่ฐานปล่อยในวงกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าเหตุการณ์จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภารกิจอวกาศอื่นของจีน

ด้านอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของสเปซเอ็กซ์ แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “จรวดเป็นสิ่งที่ยากอย่างเหลือเชื่อ” พร้อมหวังว่าจีนจะสามารถฟื้นตัวจากความล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว

จีนยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าส่งนักบินอวกาศไปลงจอดบนดวงจันทร์ก่อนปี 2030 และกำลังเตรียมภารกิจ ฉางเอ๋อ-7 เพื่อสำรวจบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งมีกำหนดปล่อยภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยภารกิจดังกล่าวจะใช้จรวดลองมาร์ช 5 ซึ่งเป็นคนละรุ่นกับลองมาร์ช 7A จึงยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเหตุขัดข้องครั้งนี้จะกระทบกำหนดการของฉางเอ๋อ-7.

ที่มา Reuters / AFP

ทรัมป์ซ่อนในรถขนอาหาร-เปลี่ยนขึ้นเครื่องบินทหาร กลับสหรัฐฯ หลังประชุมนาโตที่ตุรกี

ทรัมป์ซ่อนในรถขนอาหาร-เปลี่ยนขึ้นเครื่องบินทหาร กลับสหรัฐฯ หลังประชุมนาโตที่ตุรกี

11 ส.ค. 2569 13:03 น.

ทรัมป์ซ่อนในรถขนอาหาร-เปลี่ยนขึ้นเครื่องบินทหาร กลับสหรัฐฯ หลังประชุมนาโตที่ตุรกี

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเปลี่ยนจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ลำเก่า โดยต้องซ่อนตัวในรถขนส่งอาหารของสนามบิน เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน C-32A ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่มีขนาดเล็กกว่า เพื่อเดินทางออกจากตุรกีหลังเสร็จสิ้นประชุมสุดยอดนาโตเมื่อเดือนที่แล้ว โดยไม่ให้สื่อและเจ้าหน้าที่บางส่วนทราบ หลังหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่าน 

หนังสือพิมพ์เดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางออกจากกรุงอังการาของตุรกีอย่างลับ ๆ ด้วยเครื่องบินทหารขนาดเล็กกว่า หลังหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่านที่อาจมุ่งสังหารประธานาธิบดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม หลังทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนาโต ที่กรุงอังการา โดยก่อนออกจากตุรกี ทรัมป์ขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน รุ่นเก่าแบบโบอิ้ง 747 ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์และสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า หลังขึ้นเครื่องบินได้ไม่นาน ทรัมป์ถูกพาออกจากเครื่องบินผ่านรถขนส่งอาหารของสนามบิน โดยรถดังกล่าวถูกยกขึ้นด้วยระบบไฮดรอลิกไปยังประตูอีกด้านหนึ่งของเครื่องบิน ก่อนนำทรัมป์และผู้ติดตามกลุ่มเล็กไปยังเครื่องบิน C-32A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และเดินทางต่อไปยังฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ในอังกฤษ

ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบางส่วนเข้าใจว่าทรัมป์ยังคงเดินทางอยู่บนแอร์ฟอร์ซวันลำเก่า ขณะที่ผู้สื่อข่าวซึ่งเดินทางบนเครื่องบินลำดังกล่าวได้รับคำแนะนำให้ปิดม่านหน้าต่างก่อนเครื่องขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการที่โดยทั่วไปใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง

รายงานของวอชิงตัน โพสต์ อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ทราบรายละเอียดปฏิบัติการและแหล่งข่าวอีกคนหนึ่ง แต่สำนักข่าวเอพี ระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบรายงานดังกล่าวได้อย่างเป็นอิสระ

ก่อนหน้านั้นมีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ หลายแห่งว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อิหร่านหรือกลุ่มตัวแทนของอิหร่านอาจโจมตีทรัมป์หรือเครื่องบินของประธานาธิบดี ทำให้ฝ่ายความมั่นคงตัดสินใจไม่ให้ทรัมป์เดินทางกลับด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์มอบให้สหรัฐฯ และเพิ่งได้รับการปรับปรุงเพื่อใช้เป็นเครื่องบินประธานาธิบดี

ทรัมป์เดินทางไปตุรกีด้วยเครื่องบินลำใหม่ดังกล่าว แต่ก่อนออกจากอังการา เขาระบุว่าจะเดินทางช่วงหนึ่งด้วยแอร์ฟอร์ซวันรุ่นเก่า โดยอ้างว่าจะเปิดโอกาสให้ทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในอังกฤษได้ชมเครื่องบินลำใหม่

หลังเครื่องบินทั้งสองลำเดินทางถึงอังกฤษ ภาพที่เผยแพร่ต่อสาธารณะยังแสดงให้เห็นทรัมป์ลงจากเครื่องบินลำใหญ่ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเขากลับขึ้นเครื่องบินลำดังกล่าวเมื่อใดและอย่างไร โดยวอชิงตัน โพสต์ระบุว่า ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายกลับขึ้นเครื่องบินลำใหญ่ด้วยวิธีใด

เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครื่องบินที่กาตาร์มอบให้สหรัฐฯ โดยสื่อชั้นนำอย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ และ ซีบีเอส นิวส์ ชี้ว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากหน่วยข่าวกรองตรวจพบภัยคุกคามจากการปองร้ายของอิหร่าน ประกอบกับเครื่องบินลำใหม่จากกาตาร์ยังไม่มีการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่สมบูรณ์เท่าเครื่องบินลำเดิม

สตีเวน จาง โฆษกฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ยืนยันว่า เครื่องบินลำใหม่เป็นอากาศยานที่มีเทคโนโลยีทันสมัย และได้รับการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงเพื่อปกป้องประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่อทรัมป์

ด้านหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว ส่วนกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งรับผิดชอบเครื่องบินสำหรับการเดินทางของประธานาธิบดี ได้ส่งคำถามไปยังทำเนียบขาว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่ในภาวะตึงเครียด โดยขณะทรัมป์อยู่ในตุรกี กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายครั้ง เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในภูมิภาค

อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยหน่วยอารักขาประธานาธิบดีรายหนึ่งระบุว่า การเปลี่ยนเครื่องบินอย่างผิดปกติเช่นนี้อาจสะท้อนว่าหน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลภัยคุกคามที่มีมูล หรืออาจเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค

ด้านวุฒิสมาชิกริชาร์ด บลูเมนธัล จากพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้สภาคองเกรสสอบสวนเหตุการณ์ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นและน่าตกใจอย่างยิ่ง

หลังเสร็จภารกิจที่ฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ ทรัมป์จึงขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ที่กาตาร์มอบให้ และเดินทางต่อไปยังกรุงวอชิงตัน ขณะที่เมื่อผู้สื่อข่าวถามบนเครื่องบินว่า อิหร่านมีภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือต่อแอร์ฟอร์ซวันหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาตกเป็นเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา และกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่เดินทางร่วมคณะว่า “ถ้าผมไป พวกคุณก็ไปด้วย”.

ที่มา Associated Press / The Washington Post

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

11 ส.ค. 2569 12:04 น.

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ออสเตรเลียเตรียมเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดนก H5N1 ในอีกไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ เน้นนกพื้นเมืองและนกในกรงเลี้ยงที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบผู้ติดเชื้อในนกแล้วกว่า 230 ตัวทั่วประเทศ

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมเริ่มโครงการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ให้แก่นกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังออสเตรเลียพบการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน

โดยรัฐบาลจัดสรรวัคซีนมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 46 ล้านบาท จำนวนประมาณ 1,500 ขวด ให้รัฐและดินแดนต่างๆ เป็นผู้บริหารจัดการการฉีดวัคซีน โดยจะเน้นกลุ่มนกพื้นเมืองและนกในกรงเลี้ยงที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูงเป็นลำดับแรก

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา ออสเตรเลียพบการตายหมู่ของนกจากไข้หวัดนกเป็นครั้งแรก หลังนกนางนวลทะเลหงอนใหญ่ (Greater crested tern) ราว 50 ตัวตายจากโรคบนเกาะแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย พร้อมเตือนว่า ชาวออสเตรเลียควรเตรียมรับมือกับการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจำนวนซากนกและการตายหมู่ของนกจากเชื้อไข้หวัดนก H5 ที่อาจเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลระบุว่า ความเสี่ยงต่อมนุษย์ยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่พบหลักฐานว่าโรคได้แพร่เข้าสู่ภาคปศุสัตว์หรืออุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ.

 ที่มา BBC

“Trump Media” บ.สื่อทรัมป์ขาดทุน 238 ล้านดอลลาร์ หลังลงทุนคริปโตฉุดผลประกอบการ

"Trump Media" บ.สื่อทรัมป์ขาดทุน 238 ล้านดอลลาร์ หลังลงทุนคริปโตฉุดผลประกอบการ

11 ส.ค. 2569 11:54 น.

“Trump Media” บ.สื่อทรัมป์ขาดทุน 238 ล้านดอลลาร์ หลังลงทุนคริปโตฉุดผลประกอบการ

ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (TMTG) บริษัทแม่ของ “ทรูธ โซเชียล” รายงานผลขาดทุนไตรมาส 2 สูงถึง 238 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,865 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกิน 10 เท่า เหตุผลกระทบจากมูลค่าคริปโทเคอร์เรนซีที่ดิ่งลง พร้อมประกาศยกเลิกแผนขยายธุรกิจคริปโทและพนันออนไลน์ เพื่อกลับมาเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก รวมถึงบริการส่งข้อมูลซื้อขายหุ้นเชิงพาณิชย์

ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (TMTG) บริษัทสื่อและเทคโนโลยีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยขาดทุนสุทธิ 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,865 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งขาดทุนประมาณ 22 ล้านดอลลาร์

บริษัทระบุว่า มีรายได้ในไตรมาสดังกล่าว 1.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 89% จากปีก่อน แต่ผลประกอบการโดยรวมถูกกดดันอย่างหนักจากการลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่บริษัทถือครอง โดยเฉพาะบิตคอยน์และโทเคนดิจิทัล Cronos

หากไม่นับรวมผลขาดทุนทางบัญชีจากการลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงภาษี ดอกเบี้ย และรายการอื่น ๆ บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 164 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 44 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน

ผลประกอบการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ มีเดีย ขยายธุรกิจออกนอกเหนือจากสื่อ ทั้งการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี การลงทุนด้านพลังงานสะอาด รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจการพนันออนไลน์ แต่เควิน แม็กเกิร์น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ระบุว่า บริษัทจะปรับทิศทางครั้งใหญ่และกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจโซเชียลมีเดียมากขึ้น

แม็กเกิร์นกล่าวว่า บริษัทตัดสินใจอย่างมีวินัยที่จะปรับทิศทาง เพื่อทุ่มเวลาและทรัพยากรให้กับโครงการที่มีความสำคัญที่สุด พร้อมระบุว่าจะยุติหรือเปลี่ยนแปลงแนวทางของธุรกิจที่ไม่ตอบโจทย์ตามความเหมาะสม

หนึ่งในธุรกิจหลักที่บริษัทกำลังผลักดันคือ Truth API ซึ่งเปิดให้บริษัทซื้อขายหลักทรัพย์เข้าถึงโพสต์สำคัญบนทรัมป์ มีเดีย ได้ก่อนผู้ใช้ทั่วไป โดยเฉพาะโพสต์จากบัญชีที่มีอิทธิพลต่อตลาด รวมถึงบัญชีของทรัมป์ ซึ่งมักใช้ทรูธ โซเชียล ประกาศนโยบายหรือท่าทีสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ และข้อความเหล่านี้อาจส่งผลต่อราคาหุ้นและสินทรัพย์ในตลาด

บริษัทเปิดเผยว่า Truth API คิดค่าบริการประมาณ 60,000-100,000 ดอลลาร์ต่อเดือน และมีลูกค้าลงทะเบียนแล้วมากกว่า 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทซื้อขายความถี่สูง ซึ่งสามารถส่งคำสั่งซื้อขายภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที

แม็กเกิร์นประเมินว่า บริการดังกล่าวมีศักยภาพสร้างรายได้ปีละประมาณ 7-12 ล้านดอลลาร์ หากมีลูกค้า 10 ราย ซึ่งอาจคิดเป็นรายได้ราว 2-3 เท่าของรายได้รวมทั้งบริษัทในปีที่ผ่านมา และตลาดที่บริษัทมองไว้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ยังรวมถึงบริษัทศูนย์ข้อมูล สำนักข่าว และผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม Truth API ก่อให้เกิดข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากครอบครัวของทรัมป์ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ขณะที่ข้อความของทรัมป์บนทรูธ โซเชียล อาจมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด จึงเกิดคำถามว่าการที่บริษัทเรียกเก็บเงินจากนักลงทุนเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้เร็วกว่าคนทั่วไปนั้นเหมาะสมหรือไม่

กลุ่มเฝ้าระวังด้านธรรมาภิบาลรัฐบาลสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ มีเดีย มาตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง โดยมองว่าบริษัทอาจเป็นช่องทางให้ทรัมป์ได้รับประโยชน์ทางการเงินจากตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่พรรคเดโมแครตประกาศว่าจะตรวจสอบบริการดังกล่าว หากสามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หลังการเลือกตั้งกลางสมัย

ด้านแม็กเกิร์นปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยระบุว่าการให้บริการข้อมูลสาธารณะแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ API เชิงพาณิชย์เป็นแนวทางที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ข้อมูลทางการเงิน และสื่อ

ส่วนธุรกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้จะยังเดินหน้าต่อ โดยทรัมป์ มีเดีย คาดว่าจะสามารถปิดดีลควบรวมกิจการกับ TAE Technologies บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชันได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยผู้บริหารมองว่าธุรกิจดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าระยะยาวของบริษัท

ณ สิ้นไตรมาส 2 ทรัมป์ มีเดียมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นสินทรัพย์ทางการเงินประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสด เงินลงทุนระยะสั้น และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ และถือครองบิตคอยน์กับสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน บริษัทมีหนี้จากตราสารแปลงสภาพประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีกำหนดชำระในปี 2028 แต่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทชำระคืนก่อนกำหนดในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน แม้บริษัทจะยังมีเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ในระดับสูงก็ตาม

หลังประกาศผลประกอบการ หุ้นทรัมป์ มีเดียปรับตัวลดลงประมาณ 8% ในการซื้อขายปกติ ก่อนขยับลงเล็กน้อยในการซื้อขายนอกเวลาทำการ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของกลยุทธ์การขยายธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา Associated Press / BBC

โอมานเร่งรับมือน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน กินพื้นที่ 390 ตร.กม. ใกล้เขตอนุรักษ์ทางทะเล

โอมานเร่งรับมือน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน กินพื้นที่ 390 ตร.กม. ใกล้เขตอนุรักษ์ทางทะเล

11 ส.ค. 2569 11:20 น.

โอมานเร่งรับมือน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน กินพื้นที่ 390 ตร.กม. ใกล้เขตอนุรักษ์ทางทะเล

โอมานเร่งควบคุมเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันที่เกยตื้นนอกชายฝั่งทางตอนใต้ หลังพบคราบน้ำมันแผ่ปกคลุมพื้นที่ราว 390 ตารางกิโลเมตร ใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยาต ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเลที่มีระบบนิเวศสำคัญและสัตว์ทะเลหายาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากน้ำมันเข้าถึงชายฝั่ง อาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

รัฐบาลโอมานเปิดเผยว่า กำลังเร่งดำเนินการควบคุมคราบน้ำมันดิบที่รั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมัน “แคโรไลน์ เบเซนจี” (Caroline Bezengi) ซึ่งเกยตื้นบริเวณใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยาต ทางตอนใต้ของประเทศ โดยการประเมินล่าสุดพบคราบน้ำมันครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 390 ตารางกิโลเมตร 

เรือบรรทุกน้ำมันลำนี้มีความยาว 274 เมตร และบรรทุกน้ำมันดิบจากรัสเซียเกือบ 1 ล้านบาร์เรล เพื่อส่งไปยังเอเชีย โดยเรือรายงานปัญหาขณะอยู่ใกล้ชายฝั่งเยเมนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ก่อนแหล่งข่าวด้านความมั่นคงทางทะเลระบุว่า การประเมินเบื้องต้นพบอาจเกิดเหตุระเบิดบนเรือ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำนักงานสิ่งแวดล้อมโอมานระบุว่า คราบน้ำมันแผ่ขยายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่เกาะ และอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 7 กิโลเมตร ขณะนี้ยังไม่พบความเสี่ยงต่อโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลหรือสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเร่งป้องกันไม่ให้น้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง

หมู่เกาะฮัลลานิยาตเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติที่รัฐบาลโอมานประกาศจัดตั้งเมื่อปีที่แล้ว เพื่อปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ป่าหลากหลายชนิด รวมถึงวาฬหลังค่อมในทะเลอาหรับ นกกาน้ำโซโคตรา แนวปะการัง และพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล

เจ้าหน้าที่โอมานระบุว่า ได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนตรวจสอบทางอากาศและส่งนักประดาน้ำลงพื้นที่ พร้อมอยู่ระหว่างจัดทำแผนถ่ายน้ำมันออกจากเรือ เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์และป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ขณะที่ Ambrey บริษัทด้านความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ จะเข้าร่วมภารกิจกู้เรือและจัดการคราบน้ำมัน โดยระบุว่าสถานการณ์มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อม “กรีนพีซ” ประเมินจากภาพถ่ายดาวเทียมก่อนหน้านี้ว่า คราบน้ำมันอาจมีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 600 ตารางกิโลเมตร ขณะที่การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมโดยสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า คราบน้ำมันยังคงขยายตัวในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสามารถควบคุมคราบน้ำมันให้อยู่ห่างจากชายฝั่งได้ ผลกระทบจะน้อยกว่าการที่น้ำมันเข้าสู่บริเวณน้ำตื้นและชายฝั่ง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อปะการัง นก ปลา และระบบนิเวศทางทะเลเป็นเวลาหลายปี

เรือแคโรไลน์ เบเซนจี สร้างขึ้นในปี 2001 และถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซีย ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเก่าที่ใช้ขนส่งน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก โดยเรือลำนี้อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป ยูเครน อังกฤษ แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์

ข้อมูลระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันจากท่าเรือโนโวรอสซีสค์ของรัสเซียในทะเลดำเมื่อเดือนเมษายน และเดินทางผ่านคลองสุเอซในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนเกิดเหตุใกล้ชายฝั่งเยเมนในเดือนมิถุนายน ขณะที่สาเหตุที่แน่ชัดของน้ำมันรั่วไหลยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา AFP / Reuters