นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

12 ส.ค. 2569 08:15 น.

นักแข่งอังกฤษทำสถิติโลกใหม่ ซิ่งรถแข่งพลังไฮโดรเจนแรงทะลุ 653 กม./ชม.

แอนดี กรีน นักแข่งรถชาวอังกฤษ สร้างสถิติโลกใหม่ด้วยการขับรถแข่งพลังไฮโดรเจน ด้วยความเร็วกว่า 653 กม./ชม. บนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ รัฐยูทาห์ สหรัฐฯ ตอกย้ำศักยภาพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับยานยนต์

แอนดี กรีน นักขับชาวอังกฤษ วัย 64 ปี เจ้าของสถิติความเร็วทางบกและผู้ที่เคยเป็นคนแรกที่ขับรถทำลายกำแพงเสียง สร้างสถิติโลกใหม่เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยรถแข่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน โดยสามารถทำความเร็วได้ถึง 406.320 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนพื้นผิวทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ

สถิติดังกล่าวเป็นสถิติสูงสุดสำหรับรถแข่งประเภทนี้ ตามข้อมูลของสหพันธ์รถยนต์นานาชาติ หรือ FIA โดยรถคันดังกล่าวติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจน 2 เครื่อง ให้กำลังรวมกันถึง 1,600 แรงม้า และได้รับการออกแบบโดยบริษัท JCB ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างจากอังกฤษ

รถแข่งความยาวประมาณ 9.75 เมตร หรือ 32 ฟุต พุ่งทะยานไปตามทางตรงบนทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งมีระยะทางสำหรับเร่งความเร็วถึง 10 ไมล์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร ท่ามกลางทีมวิศวกรและผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้าชมการทำสถิติจากระยะไกล

กรีนเปิดเผยว่า พื้นผิวเกลือของบอนเนวิลล์เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เพราะมีความลื่นอย่างมากจนรถเกิดอาการล้อหมุนฟรีแม้ขณะใช้เกียร์สูง ส่งผลให้ทีมวิศวกรต้องลดกำลังเครื่องยนต์ลงเพื่อควบคุมรถ

กรีนระบุว่ามันเป็นพื้นผิวที่ท้าทายอย่างมาก พร้อมชื่นชมศักยภาพของเครื่องยนต์ที่ยังสามารถส่งกำลังจนทำให้ล้อหมุนฟรีได้แม้ในความเร็วสูง

การทำความเร็วครั้งนี้ยังถือเป็นการทำลายสถิติรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนแบบเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมที่อยู่ที่ 185.5 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 298.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้อย่างขาดลอย

อย่างไรก็ตาม ความเร็ว 653.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังห่างไกลจากสถิติความเร็วทางบกสูงสุดที่กรีนเคยทำไว้ในปี 1997 โดยครั้งนั้นเขาขับรถ Thrust SSC ที่ใช้เครื่องยนต์เจ็ต ทำความเร็วได้ถึง 763.035 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1,227.985 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกลายเป็นรถยนต์คันแรกที่ทำลายกำแพงเสียงได้สำเร็จ

กรีนยังเคยสร้างสถิติความเร็วสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลที่ทะเลเกลือบอนเนวิลล์ในปี 2006 ด้วยความเร็ว 350.092 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 563.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการกลับมาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายสถิติเดิมด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเขามองว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคต

กรีนระบุว่า การทำงานร่วมกับทีมวิศวกรของ JCB ทำให้เกิดรถแข่งพลังไฮโดรเจนรูปแบบใหม่ที่ปล่อยคาร์บอนจากการเผาไหม้โดยตรงในระดับต่ำมาก เพราะเมื่อไฮโดรเจนถูกเผาไหม้ ผลผลิตหลักที่ออกจากท่อไอเสียคือน้ำ เขาระบุอีกว่านี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีนี้ และแสดงให้เห็นว่าวิศวกรรมสามารถทำอะไรได้บ้าง

JCB ระบุว่า เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮโดรเจนอาจมีบทบาทสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งต้องการพลังงานสูง และบริษัทกำลังพัฒนาเครื่องจักรก่อสร้างที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไฮโดรเจนไม่ได้สะอาดโดยอัตโนมัติ เพราะความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่กับวิธีการผลิตไฮโดรเจนด้วย ปัจจุบันไฮโดรเจนส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียนยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย

สำหรับทะเลเกลือบอนเนวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซอลต์เลกซิตีไปทางตะวันตกราว 160 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ก้นทะเลสาบโบราณที่มีพื้นผิวเกลือกว้างสุดลูกหูลูกตา และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำสถิติความเร็วทางบก เนื่องจากพื้นผิวที่ราบเรียบและสภาพอากาศแห้งของทะเลทราย

การทำสถิติครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็ว แต่ยังเป็นการโชว์ศักยภาพของ รถยนต์พลังไฮโดรเจนและเทคโนโลยีเครื่องยนต์พลังงานสะอาด ที่กำลังถูกจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคอุตสาหกรรมหนักทั่วโลก.

ที่มา : AP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

12 ส.ค. 2569 07:53 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออก ขณะเกาหลีใต้-สหรัฐฯ เตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธมุ่งหน้าสู่ทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นก่อนเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธจากพื้นที่เมืองวอนซาน เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 05.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์ โดยขีปนาวุธพุ่งไปทางทะเลด้านตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวน่าจะตกลงในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือ EEZ ของญี่ปุ่น

โดยกองทัพเกาหลีใต้เพิ่มระดับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธเพิ่มเติม พร้อมประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ มีกำหนดจัดการซ้อมรบร่วมระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม เพื่อรับมือกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และอาวุธของเกาหลีเหนือ โดยเกาหลีเหนือเคยประณามการซ้อมรบร่วมประจำปีดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร สื่อของทางการเกาหลีเหนือออกมาประณามสมุดปกขาวด้านกลาโหมฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น โดยกล่าวหาว่าเป็นเอกสารที่มีเป้าหมายฟื้นฟูลัทธิทหารนิยม และใช้การกล่าวอ้างว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพด้านอาวุธของญี่ปุ่น

ตลอดปีนี้ เกาหลีเหนือได้ทดสอบอาวุธหลายครั้ง ทั้งขีปนาวุธบอลลิสติกพิสัยใกล้ จรวดปืนใหญ่ และอาวุธทางยุทธวิธีประเภทอื่น ๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพเกาหลีใต้ก็เพิ่งรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ลงสู่ทะเล.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

12 ส.ค. 2569 07:40 น.

น้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และปมฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอีก หลังความหวังข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน นักลงทุนรอตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ทิศทางดอกเบี้ย

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นโดยในการซื้อขายช่วงแรกพุ่งขึ้นมากกว่า 2% หลังถ้อยแถลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ก่อนที่ราคาจะลดช่วงบวกลง และกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้งตามความคาดหวังของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การเจรจา 

ขณะเดียวกันสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานด้วยว่า กองทัพสหรัฐฯ ยิงเรือที่ติดธงปานามาเพื่อสกัดไม่ให้ฝ่าฝืนการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในภูมิภาคและผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน

ทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดจาก FOREX.com กล่าวว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังความหวังว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบเริ่มลดลง ขณะเดียวกันทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับแนวทางการเจรจา

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงท้ายของการซื้อขาย โดยดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปิดลบ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.3% นอจกากนี้บรรดานักลงทุนยังจับตารายงานดัชนีราคาผู้บริโภค ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันพุธ โดยข้อมูลนี้อาจมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ 

ที่มา AFP

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

12 ส.ค. 2569 05:55 น.

เลบานอนลงมติ ยกเลิกโทษประหารชีวิต ชาติแรกในตะวันออกกลาง

รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นทางการ เป็นประเทศแรกในตะวันออกกลาง เรียกเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนานาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 รัฐสภาเลบานอนลงมติยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ส่งผลให้เลบานอนกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยุติการลงโทษดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และหลังจากนี้ความผิดในคดีร้ายแรงที่สุดจะถูกเปลี่ยนเป็นการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตพร้อมการใช้แรงงานหนักแทน

แม้เลบานอนจะไม่มีการประหารชีวิตจริงมาตั้งแต่ปี 2547 แต่ศาลยังคงมีการพิพากษาลงโทษประหารชีวิตอยู่เรื่อยมา โดยคำตัดสินครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ แอมเนสตี อินเทอร์เนชันนัล ระบุว่า จนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีนักโทษประหารชีวิตที่รอการลงอาญาในเลบานอนอย่างน้อย 85 คน

โดยทั่วไปแล้ว โทษประหารชีวิตจะนำมาใช้กับคดีร้ายแรง เช่น การฆาตกรรม การก่อการร้าย และการจารกรรมข้อมูล เป็นต้น

นายอาดิล นัสซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเลบานอน เรียกการยกเลิกโทษประหารชีวิตในครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ “ครั้งประวัติศาสตร์” พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้เงื่อนไขเรื่องโทษประหารชีวิตเคยเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศของเขา สามารถขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วได้

นายฟิราส ฮัมดาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมยินดีต่อความเคลื่อนไหวนี้ โดยขอบคุณ “ทุกคนที่มีส่วนร่วมตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ จนกระทั่งบรรลุผลในวันนี้”

นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติ (UN) ก็ออกมายกย่องการยกเลิกโทษประหารของเลบานอน โดยนายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของเลบานอนในตะวันออกกลาง ให้เจริญรอยตามเลบานอน

เขากล่าวเสริมว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงถึง “ความมุ่งมั่นอันทรงพลังและการยึดมั่นในหลักสิทธิในการมีชีวิต” ในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะสงคราม

ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่า เลบานอนได้ “สร้างแบบอย่างอันทรงพลังให้กับประเทศอื่น ๆ ทั้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นด้วย” ส่วนฝรั่งเศสซึ่งเป็นอดีตชาติเจ้าอาณานิคม เรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “มีความกล้าหาญและเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

12 ส.ค. 2569 05:20 น.

รัสเซียปล่อยตัวอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าป่วยหนัก

อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งถูกคุมขังในรัสเซียมานานกว่า 4 ปี ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากมีรายงานว่าเขาป่วยหนักอาการวิกฤต

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า นายโรเบิร์ต กิลแมน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งถูกคุมขังในคุกรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2565 และมีรายงานว่าอาการป่วยหนักอยู่ในขั้นวิกฤต ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

“หลังจากที่ผมได้หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน รัสเซียได้ตกลงที่จะปล่อยตัวเขา ซึ่งทำไปด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมอย่างแท้จริง” ข้อความของทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่าไม่มีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปในปี 2565 นายกิลแมนซึ่งมาจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยการเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจบนรถไฟ เขาเพิ่งถูกย้ายจากคุกไปยังโรงพยาบาลพลเรือนในรัสเซีย หลังจากตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้ารุนแรงจนไม่รับรู้สิ่งแวดล้อม (Catatonic-like state)

ทรัมป์ระบุว่า ชายวัย 32 ปีผู้นี้กำลังเดินทางกลับสหรัฐฯ ด้วยเที่ยวบินพิเศษ โดยมีมารดา ทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลร่วมเดินทางไปด้วย

แถลงการณ์จากครอบครัวระบุว่า กิลแมนมีกำหนดจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลทหารของสหรัฐฯ ในรัฐเท็กซัส เพื่อเข้ารับการประเมินอาการและรักษาตัวต่อไป

ครอบครัวบอกอีกว่า สุขภาพของกิลแมนอยู่ในภาวะ “อันตรายถึงชีวิต” หลังจากต้องเผชิญกับ “การปฏิบัติที่โหดร้ายและทารุณ”

“พวกคนรัสเซียทำกับน้องชายของฉันอย่างเลวร้ายมาก พวกเขาทำร้ายเขาโดยไม่มีเหตุผลอื่นเลย นอกเสียจากว่าเขาเป็นทั้งคนอเมริกันและเป็นนาวิกโยธิน” เล็กซี ฮัดสัน พี่สาวของกิลแมนระบุในแถลงการณ์ “ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมากที่ช่วยชีวิตน้องชายของฉันไว้”

เธอระบุเสริมด้วยว่า เอ็ด มาร์คีย์ วุฒิสมาชิกจากรัฐแมสซาชูเซตส์ ก็มีส่วนช่วยในการเจรจาปล่อยตัวน้องชายของเธอด้วยเช่นกัน

นายมาร์คีย์ “เมื่อประมาณ 50 วันที่แล้ว โรเบิร์ตได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นป่วยเป็นภาวะ Dissociative stupor ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ตอบสนอง ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ หรือทานอาหารได้

ด้านเอริก เลบสัน จากกลุ่ม Global Reach ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องการปล่อยตัวกิลแมน ให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่า ในระหว่างถูกคุมขังที่รัสเซีย กิลแมนถูกกลั่นแกล้งทรมานหลายครั้ง รวมถึงถูกบังคับให้ฝึกร่างกายยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน และถูกบังคับให้ใช้ยาที่มีผลต่อจิตประสาท

เลบสันกล่าวว่า การทารุณกรรมนั้นรุนแรงมากจนถึงขั้นที่กิลแมนต้องใส่สายอาหารทางจมูกในบางช่วง

ทั้งนี้ กิลแมนเคยรับราชการในกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 ถึงสิงหาคม 2563

เขาถูกจับกุมในข้อหาเตะเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเมาสุราบนรถไฟมุ่งหน้าสู่กรุงมอสโกเมื่อเดือนมกราคม 2565 และเบื้องต้นถูกตัดสินจำคุก 3 ปีครึ่ง ต่อมาเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้คุมขัง หลังจากก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่ตรวจค้นเรือนจำ ทำให้โทษจำคุกของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 10 ปี

เลบสันเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ยังคงมีชาวอเมริกันอีก 5 คนถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย ซึ่งทุกคนต่างประสบปัญหาด้านสุขภาพเช่นกัน ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ อันโตนอฟ, เดวิด บาร์นส์, โอลกา เจซเลอร์, อังเดร คาชาตูเรียน และ ชัค ซิมเมอร์แมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

12 ส.ค. 2569 04:16 น.

สหรัฐฯ ยอมรับ ยิงมิสไซล์ใส่เรือในอ่าวโอมาน ฐานละเมิดการปิดล้อมอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับว่า เฮลิคอปเตอร์ของพวกเขายิงขีปนาวุธใส่เรือสินค้าลำหนึ่งในอ่าวโอมาน ที่พยายามจะฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุในแถลงการณ์ว่า เฮลิคอปเตอร์รุ่น MH-60 ขีปนาวุธเฮลล์ไฟร์ (Hellfire) จำนวน 2 ลูก เข้าใส่ห้องเครื่องของเรือ M/V Vela Nova สัญชาติปานามา เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (11 ส.ค. 2569) ขณะที่เรือกำลังพยายามแล่นผ่านอ่าวโอมาน

Centcom ระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก “ลูกเรือพลเรือนปฏิเสธและเมินเฉยต่อคำเตือนหลายครั้งจากกองทัพอเมริกัน” พร้อมเสริมว่าเรือลำดังกล่าว “ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังอิหร่านอีกต่อไปแล้ว”

ในแถลงการณ์บน X เจ้าหน้าที่ของ Centcom ระบุว่าเรือ M/V Vela Nova พยายามแล่นไปยังท่าเรือแห่งหนึ่งในอิหร่านโดยไม่ได้ระบุชื่อท่าเรือ และเน้นย้ำว่ามาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ “ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่”

ทางด้านอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน หลังจากความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านประสบความล้มเหลว

Centcom เผยด้วยว่า ณ วันที่ 11 ส.ค. กองทัพสหรัฐฯ ทำการเปลี่ยนเส้นทางเรือพาณิชย์ที่พยายามฝ่ามาตรการปิดล้อมไปแล้ว 55 ลำ, ยิงทำลายจนไม่สามารถเดินเรือได้ 3 ลำ และส่งกำลังเข้าควบคุมเรือ 2 ลำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัปตันแอร์อินเดีย ตรวจสารเสพติดเป็นบวก หลังเครื่องบินตกวูบ 300 ฟุต

กัปตันแอร์อินเดีย ตรวจสารเสพติดเป็นบวก หลังเครื่องบินตกวูบ 300 ฟุต

12 ส.ค. 2569 03:00 น.

กัปตันแอร์อินเดีย ตรวจสารเสพติดเป็นบวก หลังเครื่องบินตกวูบ 300 ฟุต

กัปตันของสายการบิน แอร์อินเดีย มีผลตรวจสารเสพติดในร่างกายเป็นบวก โดยพบสารกัญชาในร่างกาย หลังเครื่องบินที่เขาขับเพิ่งเกิดเหตุระดับความสูงตกวูบกะทันหัน จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า กัปตันสายการบินแอร์อินเดีย (Air India) ในเที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต-เดลี ซึ่งประสบเหตุเครื่องบินตกวูบลดระดับความสูงลงอย่างกะทันหันราว 300 ฟุตเมื่อสัปดาห์ก่อน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ถูกตรวจพบว่ามีสารกัญชาในร่างกาย

แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงการบินพลเรือนของอินเดียได้เรียกตัว นายแคมป์เบลล์ วิลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของแอร์อินเดีย เข้าพบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินแอร์บัส A320neo ลำดังกล่าวด้วย

แอร์อินเดียและกระทรวงการบินพลเรือนยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข่าวนี้ แต่นายวิลสันบอกกับสำนักข่าวต่างๆ ว่า ทางสายการบินได้สรุปรายงานความคืบหน้าการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวให้ทางกระทรวงรับทราบแล้ว

ทั้งนี้ การเรียกเข้าพบเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทางการอินเดียเริ่มเปิดการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ผู้โดยสาร 13 คน และลูกเรือ 4 คนได้รับบาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่า เที่ยวบินดังกล่าวซึ่งเดินทางมาจากเมืองท่องเที่ยวของไทย ประสบเหตุ “ระดับความสูงผันผวนชั่วขณะ” ขณะบินอยู่เหนือรัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย แต่เครื่องบินซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 137 คน และลูกเรือ 8 คนลำนี้ สามารถลงจอดที่เดลีได้อย่างปลอดภัย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงการบินพลเรือนเปิดเผยว่า ผลการตรวจคัดกรองสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทขั้นต้นของกัปตัน ให้ผลลัพธ์ที่จำเป็นต้องมีการส่งตรวจยืนยันผลซ้ำในห้องปฏิบัติการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

12 ส.ค. 2569 02:00 น.

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้อง “โกตัม อาดานิ” มหาเศรษฐีอินเดีย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ สั่งถอนฟ้องคดีติดสินบนและฉ้อโกงของ โกตัม อาดานิ มหาเศรษฐีอินเดียตามคำขอของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แล้ว แต่ตั้งข้อสังเกตว่า มีความ “ไม่ปกติ” อย่างยิ่งในกระบวนการถอนฟ้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ก.ย. 2569 ว่า ผู้พิพากษาศาลสหรัฐฯ ได้สั่งยกฟ้องคดีอาญาข้อหาติดสินบนและฉ้อโกงของ โกตัม อาดานิ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลของอินเดียแล้ว หลังถูกกล่าวหามาตั้งแต่ปี 2567 ว่ายึดส่วนแบ่งโครงการพลังงานหมุนเวียนผ่านการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่อินเดีย และบิดเบือนข้อมูลต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน ซึ่งอาดานิปฏิเสธมาตลอด

ผู้พิพากษาเขต นิโคลัส การอฟิส อนุมัติคำร้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ให้ถอนฟ้องคดีแบบ “With Prejudice” (ห้ามนำคดีเดิมกลับมาฟ้องใหม่อีก)

แม้จะอนุมัติ แต่ผู้พิพากษาการอฟิสได้ วิจารณ์กระบวนการถอนฟ้องอย่างรุนแรง ว่ามีความ “ไม่ปกติอย่างยิ่ง” โดยระบุว่า อาร์. เทรนต์ แมคคอตเตอร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม ได้ทำข้อตกลงร่วมกับทีมทนายของอาดานิ โดยข้ามหัวอัยการและเจ้าหน้าที่สอบสวนที่รับผิดชอบคดีโดยตรง

กระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลในการขอถอนฟ้องว่า พฤติกรรมความผิดส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ ดำเนินคดีได้ยาก และไม่ตรงกับความสำคัญเร่งด่วนของกระทรวงอีกต่อไป

การถอนฟ้องเกิดขึ้นหลังจากอาดานิว่าจ้างทีมกฎหมายใหม่ นำโดย โรเบิร์ต เจ จิฟฟรา จูเนียร์ ทนายความส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้พิพากษาตั้งข้อสังเกตถึงคำสัญญาของอาดานีเมื่อพฤศจิกายน 2567 ที่จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ เป็นเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างงาน 15,000 ตำแหน่ง แม้ทนายของอาดานียืนยันว่าการลงทุนไม่ได้ทำเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง และผู้พิพากษาสรุปว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง แต่เขาระบุว่าสาธารณชนสามารถวิเคราะห์เองได้ว่าการหารือลักษณะนี้กระทบต่อความยุติธรรมอย่างไร

นายอาดานิแสดงความยินดีต่อคำตัดสินผ่าน X โดยระบุว่าเขายอมรับคำตัดสินด้วยความถ่อมตน และยึดมั่นในความถูกต้อง ความเป็นธรรม และหลักนิติธรรมมาโดยตลอด

ด้านคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเดือนพฤษภาคม อาดานีตกลงจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์ และหลานชาย (สาการ์ อาดานี) จ่าย 12 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของบริษัทจดทะเบียนให้นักลงทุนและสาธารณชนทราบ โดยไม่ต้องรับผิดหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา

ขณะเดียวกัน บริษัท Adani Enterprises ยินยอมจ่ายเงิน 275 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติความรับผิดทางแพ่งกรณีละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

11 ส.ค. 2569 23:28 น.

เรือสินค้า 2 ลำ ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน-ทะเลแดง ลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ

กบฏฮูตีโจมตีเรือสินค้าลำหนึ่งในทะเลแดง ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิตแล้ว 4 ศพ ขณะที่มีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ถูกโจมตีในอ่าวโอมาน โดยคาดว่าเป็นฝีมือเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าในน่านน้ำสำคัญสองแห่ง โดยมีรายงานการโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 4 ศพ ขณะเดียวกันมีรายงานเรือคอนเทนเนอร์บริเวณอ่าวโอมานนอกชายฝั่งปากีสถาน ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ และต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ

เหตุโจมตีในทะเลแดง เรือสินค้าขนาดเล็กชื่อว่า “ติฮามาห์” (Tihamah) ของอียิปต์ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบ บับเอลมันเดบ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 4 ราย เป็นชาวปากีสถาน 3 ราย และชาวอินโดนีเซีย 1 ราย และทำให้เรือสูญเสียการควบคุม

นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งเยเมนถูกโดรนโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือลูกเรือด้วย

หากได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นครั้งแรกที่มีลูกเรือสินค้าเสียชีวิตจากการโจมตีของกบฏฮูตีในเยเมน นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. แต่จนถึงตอนนี้ กลุ่มฮูตียังไม่ได้ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

ส่วนเหตุโจมตีในอ่าวโอมาน เรือคอนเทนเนอร์ “เบลา โนบา” (Vela Nova) สัญชาติปานามา ถูกยิงด้วยขีปนาวุธห่างจากชายฝั่งปากีสถานประมาณ 71 ไมล์ทะเล

สำนักข่าว วอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) รายงานว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐฯ ที่ยิงขีปนาวุธ “เฮลล์ไฟร์” (Hellfire) ใส่หางเสือเรือ หลังเรือลำดังกล่าวพยายามหลบเลี่ยงมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

หากได้รับการยืนยัน นี่จะนับเป็นเรือลำที่ 12 ที่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ โจมซีนับตั้งแต่ประกาศมาตรการปิดล้อมในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ บับเอลมันเดบ และทะเลแดงลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และยิ่งซบเซาลงเหลือเฉลี่ยเพียง 32 ลำต่อวันหลังจากกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อม

สภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซวิกฤตหนักยิ่งกว่า โดยเมื่อวันจันทร์มีเรือแล่นผ่านเพียง 6 ลำ ซึ่งลดลงอย่างมากจากระดับก่อนเกิดสงครามที่เคยสูงถึง 130–140 ลำต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

11 ส.ค. 2569 22:46 น.

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำที่หนีไปรัสเซีย

ศาลซีเรียมีคำตัดสินลับหลังจำเลย ให้ประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการซึ่งขณะที่พำนักอยู่ในรัสเซีย ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ศาลซีเรียมีคำตัดสินแบบลับหลังจำเลย ให้ลงโทษประหารชีวิตนายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการผู้ถูกโค่นอำนาจในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานนับสิบปี

นี่ถือเป็นคำตัดสินลงโทษครั้งแรกต่อนายอัสซาด นับตั้งแต่เขาและครอบครัวหลบหนีออกจากกรุงดามัสกัสไปพักพิงในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย หลังระบอบการปกครองของตระกูลอัสซาดที่คงอยู่มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ล่มสลายลงเมื่อเดือนธันวาคม 2567

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังตัดสินประหารชีวิตนายอาเตฟ นาจิบ ลูกพี่ลูกน้องของเขา และอดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางการเมืองในจังหวัดเดราอา (Deraa) ในข้อหาฆาตกรรม, เจตนาสังหารเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และการทรมานจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเขาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในชุดนักโทษในกรงขัง

ส่วนนายมาเฮอร์ อัล-อัสซาด น้องชายของอัสซาด และอดีตผู้บังคับบัญชากองพลที่ 4 ของกองทัพซีเรีย กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและความมั่นคงอีกหลายนาย รวมถึง ฟาฮัด อัล-เฟรจ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบลับหลังจำเลยเช่นกัน โดยนายมาเฮอร์หลบหนีไปรัสเซียแล้ว

ทั้งนี้ เมืองเดราอาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือเมื่อเดือนมีนาคม 2554 หลังจากวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งถูกจับกุมและทรมานเนื่องจากพ่นสีสเปรย์ต่อต้านรัฐบาล นำไปสู่การประท้วงและการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจากฝั่งรัฐบาล จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่พรากชีวิตผู้คนไปหลายแสนคน

บริเวณหน้าอาคารศาล ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันแสดงความยินดี ถือภาพถ่ายของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตจากฝีมือของระบอบอัสซาด พร้อมร่วมร้องเพลง บีบแตรรถยนต์ และโบกธงชาติ

ตัวแทนฝ่ายอัยการระบุว่า ประชาชนรอคอยความยุติธรรมนี้มานานถึง 15 ปี และยืนยันว่าซีเรียยุคใหม่จะไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป

อนึ่ง ปัจจุบันซีเรียอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลชั่วคราวซึ่งนำโดย ประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา โดยรัฐบาลของเขากำลังเร่งส่งตัวอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องยากในการประสานงานส่งตัวอัสซาดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ กลับมาจากรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc