เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

12 ส.ค. 2569 14:06 น.

เรือเฟอร์รีล่มทะเลสาบคาริบา ซิมบับเว เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย สูญหาย 27 ราย

เกิดเหตุเรือเฟอร์รีบรรทุกผู้โดยสารเกินความจุพลิกคว่ำในทะเลสาบคาริบา ประเทศซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน สูญหายอีก 27 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 77 คน และเร่งค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบจำหน่ายตั๋วโดยสารรวมอยู่ในเรือด้วย

เกิดเหตุเรือโดยสารของสำนักงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชนบท หรือ RIDA พลิกคว่ำในทะเลสาบคาริบา ทางตอนเหนือของซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน และยังสูญหายอีก 27 คน ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

หน่วยคุ้มครองพลเรือนของซิมบับเว หรือ CPU ระบุว่า สามารถช่วยเหลือผู้โดยสารได้แล้ว 77 คน โดยผู้รอดชีวิตบางส่วนสามารถเดินทางไปถึงเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งในทะเลสาบ และเจ้าหน้าที่กำลังส่งเรือเข้าไปรับกลับมายังฝั่ง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังพบและนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้ 15 ราย ขณะที่มีการส่งทีมกู้ภัยทางน้ำเฉพาะทาง รวมถึงทีมนักประดาน้ำ เข้าไปช่วยค้นหาผู้ที่ยังสูญหาย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปสนับสนุนปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ

โจสฟัต จาจี ปลัดจังหวัดฝ่ายกิจการจังหวัดและการกระจายอำนาจของจังหวัดมาชอนาแลนด์เวสต์ เปิดเผยว่า RIDA ออกตั๋วโดยสารสำหรับการเดินทางครั้งนี้ 114 ใบ และบนเรือมีลูกเรืออีก 5 คน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนว่าอาจมีเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์การซื้อตั๋วโดยสารอยู่บนเรือด้วย ทำให้จำนวนผู้โดยสารที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้

หน่วยคุ้มครองพลเรือนระบุว่า เรือดังกล่าวมีความจุที่กำหนดไว้เพียง 90 คน แต่ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารผู้ใหญ่ที่มีตั๋ว 114 คน รวมถึงลูกเรือ 5 คน และอาจมีเด็กโดยสารอยู่ด้วย จึงถือเป็นเรือที่มีผู้โดยสารเกินความจุอย่างมาก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า เรือพลิกคว่ำหลังเผชิญคลื่นลมแรงในทะเลสาบ โดยเรือลำดังกล่าวทำหน้าที่ขนส่งผู้คนจากเมืองคาริบาไปยังเกาะต่าง ๆ และค่ายประมงหลายแห่งในทะเลสาบ การเดินทางในเส้นทางดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

มุตซา มูรอมเบดซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ เผยแพร่วิดีโอที่บันทึกภาพผู้คนบนฝั่งโบกมือส่งเรือที่กำลังออกเดินทาง โดยระบุว่าชุมชนชนบทจำนวนมากใช้เรือดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักเพื่อเดินทางเข้าเมืองคาริบา

ในวิดีโอดังกล่าว ผู้คนบางส่วนบนฝั่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพของเรือและตั้งข้อสงสัยว่าเรือจะสามารถรับมือกับคลื่นแรงในทะเลสาบได้หรือไม่

สถานีโทรทัศน์ของรัฐซิมบับเวเผยแพร่ภาพเรือเร็วหลายลำแล่นเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งพบเรือโดยสารพลิกคว่ำอยู่ในทะเลสาบ ขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่เหนือพื้นที่ เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่ตำรวจซิมบับเวยืนยันว่าเกิดเหตุเรือล่มและมีการเปิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทันที โดยกรมคุ้มครองพลเรือนได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อเร่งค้นหาผู้สูญหาย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขผู้โดยสาร ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังไม่เสร็จสิ้น โดยมีข้อเสนอให้ประกาศเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ

ทะเลสาบคาริบาตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย และเป็นทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีปริมาตรมากที่สุดในโลก เกิดจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแซมเบซีในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960 ทำให้หุบเขาขนาดใหญ่ค่อย ๆ ถูกน้ำท่วมและกลายเป็นทะเลสาบ

ทะเลสาบแห่งนี้มีความยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร และบางช่วงกว้างถึงประมาณ 40 กิโลเมตร โดยแนวพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบียพาดผ่านกลางทะเลสาบ

เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายและตรวจสอบจำนวนผู้โดยสารที่แท้จริง ขณะที่สาเหตุอย่างเป็นทางการของอุบัติเหตุ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เรือซึ่งบรรทุกผู้โดยสารเกินความจุพลิกคว่ำ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา ZBC / Associated Press / AFP

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ “โจมตีทางอากาศ” เจตนาสังหารพลเรือน

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ "โจมตีทางอากาศ" เจตนาสังหารพลเรือน

12 ส.ค. 2569 12:59 น.

หน่วยงานยูเอ็นชี้กองทัพเมียนมายกระดับ “โจมตีทางอากาศ” เจตนาสังหารพลเรือน

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา (IIMM) เผยรายงานล่าสุด ระบุว่ากองทัพเมียนมาเพิ่มความถี่และความรุนแรงของการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน โดยมุ่งเป้าไปยังบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายผู้พลัดถิ่น ขณะที่หลักฐานยังชี้ถึงการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศ ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่มีสัญญาณยุติ

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา หรือ IIMM เปิดเผยรายงานประจำปีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ระบุว่า กองทัพเมียนมาเพิ่มการโจมตีทางอากาศและก่ออาชญากรรมต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่จัดขึ้นและเสร็จสิ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และการโจมตีดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

รายงานครอบคลุมช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ถึง 30 มิถุนายน 2026 และพบรูปแบบการโจมตีทางอากาศโดยเจตนาต่อพื้นที่พลเรือน รวมถึงบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายพักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

IIMM ระบุว่า การพึ่งพาเครื่องบินขนาดเล็กแบบพารามอเตอร์และโดรนของกองทัพเมียนมาที่เพิ่มขึ้น ทำให้พลเรือนตรวจจับการโจมตีได้ยากขึ้น และมีเวลาน้อยลงในการหลบหนีหรือหาที่กำบัง โดยคณะสอบสวนสามารถระบุหน่วยทหารบางส่วนที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านี้ได้แล้ว

นิโคลัส คูมเจียน หัวหน้ากลไกสอบสวนฯ กล่าวว่า เบื้องหลังหลักฐานทุกชิ้นที่ทีมงานรวบรวมคือชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมเตือนว่า ชุมชนทั่วเมียนมาไม่เพียงต้องใช้ชีวิตภายใต้ภัยคุกคามจากความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องเผชิญผลกระทบที่ลึกและยาวนานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานยังพบหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศภายในสถานที่คุมขังที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ รวมถึงกรณีที่เชื่อมโยงกับกฎหมายปี 2025 ซึ่งกำหนดให้การวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งเป็นความผิด

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีผู้ถูกจับกุมหลายรายและอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต จากการกระทำต่าง ๆ เช่น การโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งบนสื่อสังคมออนไลน์

สถานการณ์ความขัดแย้งในรัฐยะไข่ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่รายงานครอบคลุม โดยกองทัพเมียนมายังคงสู้รบกับกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ในภาพรวม ความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มทั่วประเทศยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลง

IIMM ระบุว่า แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่รวบรวมได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตร แต่กลไกสอบสวนฯ ยังตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำโหดร้ายของกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านกองทัพด้วย

จนถึงขณะนี้ IIMM รวบรวมและประมวลข้อมูลและหลักฐานแล้วมากกว่า 28 ล้านรายการ จากแหล่งข้อมูลกว่า 1,600 แหล่ง ซึ่งรวมถึงคำให้การพยานมากกว่า 750 ราย ภาพถ่าย วิดีโอ ไฟล์เสียง เอกสาร แผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

IIMM ก่อตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2018 มีหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับอาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเมียนมาตั้งแต่ปี 2011 เพื่อเก็บรักษาหลักฐานและจัดทำข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในศาลระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ

กลไกสอบสวนฯ ยังแบ่งปันหลักฐานและผลการวิเคราะห์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินกระบวนการเอาผิดผู้ก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญา รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC และกระบวนการทางกฎหมายในอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ยังตอบสนองต่อคำร้องขอจากหน่วยงานอื่นที่กำลังสอบสวนอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021

IIMM ยังส่งมอบหลักฐานและการวิเคราะห์จำนวนมากให้แก่คู่ความในคดี แกมเบียกับเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ณ กรุงเฮก โดยคดีดังกล่าวกล่าวหาว่าเมียนมาละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาในปี 2016 และ 2017

อย่างไรก็ตาม IIMM ระบุว่ากำลังเผชิญปัญหาการตัดลดงบประมาณ ส่งผลให้ทรัพยากรและขีดความสามารถในการสอบสวนลดลง ในช่วงเวลาที่อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงในเมียนมากลับทวีความรุนแรงขึ้น

คูมเจียนย้ำว่า การรวบรวมหลักฐานมีความสำคัญต่อผู้เสียหาย เพราะช่วยให้พวกเขารู้ว่ายังมีผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น และในอนาคตอาจนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมได้

ขณะเดียวกัน เขากล่าวว่า IIMM กำลังตรวจสอบด้วยว่า บุคคลหรือหน่วยงานนอกเมียนมาที่สนับสนุนความขัดแย้งด้วยการจัดหาอาวุธและวัสดุให้คู่ขัดแย้ง อาจถูกดำเนินคดีจากการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรหรือกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินได้หรือไม่

IIMM ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาไม่เคยให้ความร่วมมือกับกลไกสอบสวนฯ และไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอข้อมูลที่ส่งไป

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งโค่นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี ได้ยุติช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาเป็นเวลาราว 10 ปี และทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตความขัดแย้งติดอาวุธและวิกฤตมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ขณะที่รายงานล่าสุดของ IIMM ชี้ว่า ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปและผลกระทบต่อประชาชนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา  Independent Investigative Mechanism for Myanmar / AFP

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

12 ส.ค. 2569 12:29 น.

เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025

รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่เสนอต่อสภาคองเกรสระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ทำให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และบาดเจ็บอีก 243 คนในปี 2025 โดยผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยัน เกิดจากการโจมตี 3 ครั้งในเยเมน ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2024 ซึ่งมีพลเรือนเสียชีวิตเพียง 2 คน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยรายงานประเมินผลกระทบต่อพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหารในปี 2025 โดยระบุว่า ปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 153 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 243 คน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเพนตากอนประเมินว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 2 คนจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

รายงานที่ส่งให้สภาคองเกรสระบุว่า ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดที่เพนตากอนยืนยันในปี 2025 เกิดจากการโจมตีทางอากาศ 3 ครั้งในเยเมน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Rough Rider” เพื่อต่อต้านกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮูตีในเยเมนระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 โดยมีเป้าหมายลดขีดความสามารถของกลุ่มฮูตีในการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง

รายงานของเพนตากอนประเมินว่า การโจมตี 3 ครั้งในเดือนเมษายนปีที่แล้ว “มีแนวโน้มมากกว่าที่จะไม่” ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือน โดยการโจมตีเมื่อวันที่ 6 เมษายน ใกล้กรุงซานา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน ส่วนการโจมตีเมื่อวันที่ 17 เมษายน ใกล้ท่าเรือราสอีซา มีผู้เสียชีวิต 80 คน และการโจมตีเมื่อวันที่ 28 เมษายน ใกล้เมืองซาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 68 คน รวมทั้งหมด 153 คน

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 243 คน อยู่ในเหตุการณ์ที่เพนตากอนประเมินว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีทั้ง 3 ครั้งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า กองทัพไม่ได้ลงพื้นที่หรือสัมภาษณ์ผู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงในการประเมิน แต่ใช้ข้อมูลข่าวกรอง ภาพถ่ายและภาพจากการเฝ้าระวัง รวมถึงข้อมูลจากแหล่งข่าวสาธารณะประกอบการพิจารณา

นอกจากนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยังอยู่ระหว่างประเมินเหตุการณ์อีก 15 กรณีในเยเมน หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับความเสียหายต่อพลเรือนจากองค์กรนอกภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเยเมนอาจเพิ่มขึ้นได้ หากการประเมินพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าว ไม่ได้รวมผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็นปฏิบัติการต่อต้านเครือข่ายค้ายาเสพติดที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” หรือกลุ่มค้ายาที่ถูกจัดให้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

ปฏิบัติการโจมตีเรือดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2025 และจากการรวบรวมยอดผู้เสียชีวิตหลังการโจมตีแต่ละครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 200 คน นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอตช์ และ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าการโจมตีลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมที่ผิดกฎหมาย

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ยังวิจารณ์ว่า ข้อกล่าวหาของรัฐบาลทรัมป์ต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอและเป็นการสร้างความหวาดกลัว

รายงานของเพนตากอนยังเกิดขึ้นในช่วงที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังลดงบประมาณและบุคลากรของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการลดความสูญเสียของพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะ ศูนย์ความเชี่ยวชาญเพื่อการคุ้มครองพลเรือน (Civilian Protection Center of Excellence) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและลดการเสียชีวิตของพลเรือนในพื้นที่ขัดแย้ง

รายงานประจำปีของศูนย์ระบุว่า จำนวนบุคลากรประจำลดลงเหลือเพียง 9 คนในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2025 จากเดิม 40 คน ซึ่งรวมทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ทหาร และบุคลากรสนับสนุนจากภายนอก นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยังเสนอปรับลดงบประมาณและบุคลากรในโครงการลดผลกระทบต่อพลเรือนในภาพรวม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งประกาศแนวทางให้กองทัพมุ่งเน้น “ความสามารถในการสังหาร” หรือประสิทธิภาพในการโจมตีมากขึ้น ขณะที่เพนตากอนยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่เคยกำหนดเป้าหมายโจมตีพลเรือน และมีมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายพลเรือนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สหรัฐฯ ยังเผชิญคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนจากปฏิบัติการทางทหาร หลังเกิดสงครามกับอิหร่านในปีนี้ รวมถึงกรณีการโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลอิหร่านอ้างว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 170 คน โดยจนถึงขณะนี้เพนตากอนยังไม่ได้เปิดเผยผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดสะท้อนว่า จำนวนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ซึ่งในปี 2023 มีรายงานพลเรือนเสียชีวิตเพียง 1 คน และเพิ่มเป็น 2 คนในปี 2024 ก่อนพุ่งขึ้นเป็น 153 คนในปี 2025 จากปฏิบัติการครั้งใหญ่ต่อกลุ่มฮูตีในเยเมน.

ที่มา Reuters / CBS News

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

"ทรัมป์" ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

12 ส.ค. 2569 11:51 น.

“ทรัมป์” ยอมรับสับเปลี่ยนเครื่องบินหลังประชุมนาโต หวั่นถูกอิหร่านโจมตี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับสลับเครื่องบินอย่างลับๆ ระหว่างเดินทางกลับจากการประชุมยอดนาโตที่ตุรกี หลังหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพเตือนภัยคุกคามขั้นสูงสุดจากอิหร่าน เผยหลบออกทาง “รถส่งอาหาร” ขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ขณะที่นักข่าวและรัฐมนตรียังคงนั่งบนเครื่องบินลำเดิม โดยไม่ทราบว่าทรัมป์ถูกนำตัวออกไปแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาเปลี่ยนเครื่องบินอย่างลับ ๆ หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด นาโตที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพสหรัฐฯ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินที่เขาโดยสารอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยอารักขาฯ และกองทัพ โดยยอมรับว่าได้รับคำสั่งให้ขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งแทนเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี หรือแอร์ฟอร์ซวัน พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับภัยคุกคามมากนัก เนื่องจากได้รับคำขู่เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

รายงานของสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ ตรวจพบภัยคุกคามจากอิหร่านที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธโจมตีเครื่องบินของประธานาธิบดี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า หน่วยข่าวกรองได้รับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยใกล้พื้นที่ประชุมนาโต ซึ่งมีผู้พบเห็นว่าถือเครื่องยิงขีปนาวุธประทับบ่า

โดยภาพจากสนามบินอังการาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม แสดงให้เห็นทรัมป์เดินขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ตามปกติ แต่หลังจากนั้น เขาถูกนำตัวออกจากเครื่องบินผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยงที่ถูกยกขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับประตูเครื่องบิน ก่อนถูกพาไปขึ้นเครื่องบินทหาร C-32A ซึ่งเป็นเครื่องบิน โบอิ้ง 757 ที่ดัดแปลงสำหรับใช้โดยรองประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ

ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์ รถบรรทุกจัดเลี้ยงถูกนำมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามกับจุดที่ทรัมป์ขึ้นเครื่อง จากนั้นประธานาธิบดีถูกนำตัวออกจากแอร์ฟอร์ซวัน โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเครื่องสังเกตเห็น

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ ขึ้นเครื่อง C-32A แยกต่างหากผ่านบันไดภายนอก เพื่อทำให้การเดินทางดูเป็นไปตามปกติ ส่วนผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังคงขึ้นเครื่องแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม และได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่าง โดยไม่ทราบว่าประธานาธิบดีไม่ได้อยู่บนเครื่องแล้ว

ผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ หลังได้รับคำสั่งให้ปิดม่านหน้าต่างตลอดเที่ยวบิน ขณะที่ช่างภาพคนหนึ่งเปิดม่านขึ้นชั่วครู่และถูกสั่งให้ปิดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังพบรถบรรทุกจัดเลี้ยงอยู่ทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังเครื่องบิน และรถของสื่อมวลชนอยู่ห่างจากขบวนรถมากเกินกว่าจะสามารถบันทึกภาพทรัมป์ขณะขึ้นเครื่องได้

ตามหลักการแล้ว “แอร์ฟอร์ซวัน” เป็นสัญญาณเรียกขานของเครื่องบินทุกลำที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสารอยู่ แต่ในเที่ยวบินดังกล่าว เครื่อง C-32A ที่ทรัมป์โดยสารใช้สัญญาณเรียกขานว่า “Reach 18” ขณะที่เครื่องบินอีกลำซึ่งมีผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่บางส่วนอยู่บนเครื่องยังคงใช้สัญญาณ “AF1” เพื่อรักษาฉากบังหน้า

รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า สมาชิกคณะรัฐมนตรีของทรัมป์บางคนยังคงอยู่บนเครื่องบินลำเดิม รวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า แม้เครื่องบิน C-32A ที่เขาเปลี่ยนไปโดยสารจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เขากลับมองว่าเครื่องบินลำดังกล่าวมีความเสี่ยงมากกว่าแอร์ฟอร์ซวัน เพราะหากฝ่ายที่เป็นภัยคุกคามรู้ว่าเขาอยู่บนเครื่องบินลำใด เครื่องบินลำนั้นก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่มีโอกาสถูกโจมตีมากกว่า

การเปลี่ยนเครื่องบินเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกลับมารุนแรงขึ้นหลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายล้มเหลว และสหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายในอิหร่านอีกครั้ง โดยทรัมป์เคยกล่าวระหว่างการประชุมที่ตุรกีว่า เขาเป็น “เป้าหมายหมายเลขหนึ่ง” ของอิหร่าน

หลังออกจากตุรกี ทรัมป์เดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาใช้ Air Force One ลำเดิม และต่อมาเปลี่ยนกลับไปขึ้นเครื่องบินโบอิ้ง 747-800 ลำใหม่ที่กาตาร์บริจาคให้สหรัฐฯ เพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์ถูกย้ายจากเครื่อง C-32A กลับไปยังแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมในช่วงใด

การเปิดเผยเรื่องการเปลี่ยนเครื่องบินลับทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ที่ยังอยู่บนเครื่องบินลำเดิม โดยเฉพาะกรณีที่เครื่องบินดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องลวงเพื่อทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่าประธานาธิบดียังคงอยู่บนเครื่อง

โฮเซ ซาโมรา ผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกาของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว หรือ CPJ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มีหน้าที่ต้องดูแลให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามทำข่าวประธานาธิบดีไม่ต้องเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนได้รับแจ้งเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองได้อย่างเหมาะสม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และถูกนำไปล้อเลียนบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพและมีมเกี่ยวกับทรัมป์ถูกนำออกจากแอร์ฟอร์ซวันผ่านรถบรรทุกจัดเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า การเปลี่ยนเครื่องบินครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยอารักขาประธานาธิบดีและกองทัพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา BBC / Reuters

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

12 ส.ค. 2569 11:08 น.

มะนิลาเร่งเก็บขยะมหาศาล หลังฝนตกหนักทำลำน้ำกลายเป็นทะเลขยะ

กรุงมะนิลาเร่งระดมเจ้าหน้าที่เก็บกวาดขยะจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าท่วมลำน้ำและชายฝั่งเมืองปารานาก จนกลายสภาพเป็นทะเลขยะ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง 9 วัน ประชาชนและทางการชี้ปัญหาขยะในแหล่งน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่ฝนตกหนักทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 คน

กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เร่งปฏิบัติการเก็บกวาดขยะจำนวนมาก หลังฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้ขยะจากอ่าวมะนิลาไหลเข้าสู่ลำน้ำและชายฝั่งในเมืองปารานาก จนพื้นที่ใกล้โบสถ์บาคลารันเต็มไปด้วยขยะ ทั้งถุงพลาสติก ยางรถยนต์ เสื้อผ้า และโฟม โดยปริมาณขยะหนาแน่นจนปกคลุมพื้นผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง

ชาวเขตบาคลารันต้องตกตะลึงกับภาพและกลิ่นของขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกกระแสน้ำพัดมาจากอ่าวมะนิลาและกองสะสมตามแนวชายฝั่งของเมืองปารานาก ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่และกลายเป็นกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการจัดการขยะและผลกระทบต่อระบบระบายน้ำของเมือง

เบอร์นี อามูเราโอ หัวหน้าสำนักงานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเมืองปารานาก ระบุว่า ทางการรู้สึกตกใจกับปริมาณขยะที่ไหลเข้ามา เนื่องจากช่วงฤดูฝนและภาวะน้ำขึ้นสูงทำให้ขยะในทะเลถูกกระแสน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานดังกล่าวลงพื้นที่เก็บขยะด้วยมือบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า LRT-1 ในย่านบาคลารัน ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันจันทร์ ขณะที่หน่วยงานพัฒนานครมะนิลา หรือ MMDA กำลังดำเนินการขุดลอกลำน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งเปิดทางระบายน้ำ

อามูเราโอประเมินว่า อาจต้องใช้รถบรรทุกประมาณ 10 คันในการขนย้ายขยะทั้งหมดออกจากพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหยุดทิ้งขยะลงในแม่น้ำ คลอง และทางน้ำ โดยย้ำว่าการมีวินัยในการจัดการขยะเป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาน้ำท่วม

ทางการระบุว่า ขยะที่สะสมอยู่ในลำน้ำและท่อระบายน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการอุดตันและน้ำท่วม ขณะที่ แคลร์ คาสโตร รองปลัดสำนักประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม แต่ประชาชนเองก็มีหน้าที่ร่วมกันในการป้องกันปัญหา

ก่อนหน้านี้ เมืองปารานากระบุว่า ขยะจำนวนมากถูกกระแสน้ำจากอ่าวมะนิลาพัดเข้าสู่คลองบาคลารัน หลังมีการนำเครื่องดักขยะออก เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ลำน้ำแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีขยะปนเปื้อนอย่างหนัก

รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือกับหลายหน่วยงาน รวมถึง MMDA ในการเก็บและขนย้ายขยะ ขณะที่ วินซ์ ดิซอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบลำน้ำด้วยตนเอง

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องนาน 9 วัน โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดหนึ่งเดือน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คนในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ และสถานการณ์ฝนตกหนักยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน โครงการ “เครื่องดักขยะ” ซึ่งเป็นมาตรการของกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ สามารถช่วยสกัดขยะมูลฝอยไม่ให้ไหลลงสู่อ่าวมะนิลาได้อย่างน้อย 30 ตัน เครื่องดักขยะดังกล่าวเป็นสิ่งกีดขวางหรือตาข่ายที่ติดตั้งบริเวณแม่น้ำและทางระบายน้ำ เพื่อดักจับขยะลอยน้ำ เช่น พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะที่ยังเปิดทางให้น้ำไหลผ่านได้

ภาพขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่ยังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้งานบางส่วนเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษสำหรับการทิ้งขยะ ปรับปรุงระบบจัดการขยะ และจัดระเบียบชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแนวคลองและทางน้ำ ขณะที่อีกส่วนมองว่าความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่หน่วยงานท้องถิ่นควรมีระบบจัดเก็บขยะ การรีไซเคิล และการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการจัดการขยะของกรุงมะนิลาและพื้นที่โดยรอบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง เมื่อขยะจำนวนมากไหลลงสู่ระบบระบายน้ำและลำน้ำ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันและทำให้การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon 

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

12 ส.ค. 2569 09:58 น.

เรือเฟอร์รีจากบาหลี อินโดนีเซีย ไฟไหม้กลางช่องแคบลอมบอก เร่งอพยพผู้โดยสารกว่า 130 คน

เรือเฟอร์รี่ “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” จากเกาะบาหลีไปลอมบอก เกิดไฟไหม้กลางทะเล เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 คนเข้าช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 130 คน 

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า เรือเฟอร์รี “เคเอ็ม ปุตรี ยาสมิน” ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวมกว่า 130 คน เกิดไฟไหม้ขณะแล่นอยู่ในน่านน้ำช่องแคบลอมบอก ของอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 12 สิงหาคม เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้โดยสารออกจากเรือ

รายงานข่าวระบุว่า เรือออกจากท่าเรือปาดังไบ บนเกาะบาหลี มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเลมบาร์ ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก โดยนายอิกุสตี ลานัง วิสวานันดา หัวหน้าหน่วยกู้ภัยบาหลี เปิดเผยว่า เรือเกิดเหตุระหว่างการเดินทางไปยังลอมบอก

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ฮาริยาดี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก ระบุว่า เหตุเกิดขึ้นในช่องแคบลอมบอก  โดยเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 200 นายเข้าช่วยเหลือและอพยพผู้โดยสารทั้งหมด โดย้ข้อมูลจากบัญชีรายชื่อผู้โดยสารระบุว่า บนเรือมีผู้โดยสาร 114 คน และลูกเรือ 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ท่าเรือปาดังไบเปิดเผยว่า สามารถอพยพผู้โดยสารออกจากเรือได้แล้ว 33 คน และสื่อท้องถิ่นรายงานว่าผู้โดยสารทั้งหมดปลอดภัย

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งช่วยเหลือผู้ที่อยู่บนเรือและตรวจสอบสถานการณ์ต่อไป

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

12 ส.ค. 2569 09:42 น.

หมารู้ทันอารมณ์คน! งานวิจัยพบ สุนัขแยกสีหน้า สุข-โกรธ-กลัว-เศร้า ของมนุษย์ได้

งานวิจัยใหม่จากม.เวียนนา ออสเตรียชี้ สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์ของมนุษย์จากสีหน้าได้ โดยพบว่าสมองของสุนัขตอบสนองต่อใบหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกัน นับเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันความสามารถดังกล่าว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวียนนา แห่งประเทศออสเตรีย ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง หรือ Machine Learning วิเคราะห์ภาพสแกนสมองของสุนัขจำนวน 12 ตัว ขณะที่พวกมันดูภาพใบหน้ามนุษย์ที่แสดงอารมณ์หลากหลาย ทั้งความสุข ความโกรธ ความกลัว และความเศร้า

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร iScience ของ Cell Press พบว่า บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการรับรู้ระดับสูงและการประมวลผลความรู้สึกพึงพอใจ ได้แก่ เปลือกสมองกลีบขมับ และ นิวเคลียสหาง ทำงานอย่างชัดเจนเมื่อสุนัขเห็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่กำลังยิ้มและแสดงความสุข

แต่เมื่อสุนัขเห็นใบหน้าที่แสดงความโกรธ ความกลัว หรือความเศร้า บริเวณสมองทั้งสองส่วนกลับไม่ได้ตอบสนองในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมนักวิจัยวิเคราะห์การทำงานของสมองสุนัขทั้งสมอง พวกเขาพบรูปแบบกิจกรรมทางสมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างใบหน้าที่แสดง ความกลัว ความโกรธ และความเศร้า ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่บ่งชี้ว่า สุนัขสามารถแยกแยะอารมณ์เชิงลบแต่ละประเภทจากสีหน้าของมนุษย์ได้

ลอรา กวยา ผู้เขียนงานวิจัยอาวุโสกล่าวว่า สุนัขวิวัฒนาการร่วมกับมนุษย์มาเป็นเวลานาน จนสามารถทำความเข้าใจการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์และทำงานร่วมกับเราได้ ดังนั้นการเข้าใจความสามารถนี้อาจช่วยเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สื่อสารและดูแลสุนัขให้เหมาะสมมากขึ้น

ทีมวิจัยเตรียมศึกษาต่อว่า สุนัขนำข้อมูลจากสัญญาณอื่น ๆ มาประกอบการตีความอารมณ์ของมนุษย์อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ภาษากาย น้ำเสียง และกลิ่น รวมถึงต้องการเปรียบเทียบว่า สมองของมนุษย์และสุนัขประมวลผลสัญญาณทางอารมณ์แบบเดียวกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า สุนัขทั้ง 12 ตัวที่เข้าร่วมการทดลองเป็นสัตว์เลี้ยงจากครอบครัวที่ดูแลและให้ความรักเป็นอย่างดี จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสุนัขทุกตัวจะตอบสนองต่อสัญญาณทางอารมณ์ของมนุษย์ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะสุนัขที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไป.

ที่มา : channelnewsasia

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อน "จันหอม" ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

12 ส.ค. 2569 09:19 น.

พายุโซนร้อน “จันหอม” ถล่มพื้นที่โตเกียว ต้นไม้หัก-ไฟดับกว่า 3,000 หลัง

พายุโซนร้อนจันหอมเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกแล้ว หลังพัดขึ้นฝั่งพื้นที่รอบกรุงโตเกียวเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นไม้หักโค่นบ้านเรือนหลายพันหลังไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ระบุว่า พายุจันหอมอ่อนกำลังลงอย่างมากหลังขึ้นฝั่งบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดอิบารากิในช่วงดึกวันอังคาร ก่อนเคลื่อนตัวเข้าใกล้จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในช่วงเช้าวันพุธ และมุ่งหน้าสู่บริเวณอ่าววาคาสะ ทางชายฝั่งตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศ

ขณะนั้นพายุมีความเร็วลมคงที่ประมาณ 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังทำให้หลายพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของญี่ปุ่นต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและฟ้าคะนองตลอดทั้งวัน

ในจังหวัดอิบารากิและจังหวัดโทจิงิที่อยู่ใกล้เคียง มีบ้านเรือนมากกว่า 3,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อช่วงเช้าวันพุธ ตามข้อมูลของ TEPCO Power Grid ขณะที่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 คน แบ่งเป็นชาย 2 คนในจังหวัดอิวาเตะทางภาคเหนือ และหญิง 3 คนในจังหวัดอิบารากิ

พายุยังทำให้ต้นไม้หลายจุดในกรุงโตเกียวหักโค่น รวมถึงต้นไม้ต้นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งหรูอย่าง โอโมเตซันโด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ NHK

แม้พายุจะส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ แต่การเดินรถไฟโดยสารและเที่ยวบินในกรุงโตเกียวยังคงให้บริการตามปกติ และภาพรวมของเมืองยังดำเนินไปเกือบเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม พายุส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางจำนวนมากในช่วงวันหยุดโอบ้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษ

เมื่อวันอังคาร เที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากสนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว ราว 60 เที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะที่ชายหาดโออาไรในจังหวัดอิบารากิ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ต้องปิดให้บริการเนื่องจากอิทธิพลของพายุ ทำให้ชายหาดแทบไม่มีนักท่องเที่ยว

การขึ้นฝั่งของพายุจันหอมในจังหวัดอิบารากิเมื่อวันอังคาร ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเริ่มเก็บสถิติในปี 1951 ที่มีพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งในจังหวัดดังกล่าว

พายุจันหอมพัดถล่มญี่ปุ่นเพียงไม่กี่วันหลังจากไต้ฝุ่นดอลฟินสร้างความเสียหายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้การคมนาคมหยุดชะงักและประชาชนหลายร้อยคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิง ก่อนพายุจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนเข้าสู่ภูมิภาคอื่น

ก่อนหน้านี้ ไต้ฝุ่นดอลฟินยังคร่าชีวิตประชาชน 10 คนในฟิลิปปินส์ และทำให้เกิดน้ำท่วมในจีน จนประชาชนหลายแสนคนต้องย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง.

ที่มา : AP

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

12 ส.ค. 2569 09:13 น.

ตร.นิวยอร์กยึดปืนกว่า 3,200 กระบอก ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 ปลอดภัยสุดเป็นประวัติการณ์

ตร.นิวยอร์กเผยยึดปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนแล้วกว่า 3,200 กระบอกในปีนี้ ชี้ 7 เดือนแรกมีคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากการยิงต่ำสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เจสสิกา ทิช ผู้บัญชาการตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) แถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ สามารถนำปืนผิดกฎหมายออกจากท้องถนนได้แล้วประมาณ 3,200 กระบอกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี เมืองนิวยอร์กมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง และผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อาชญากรรมร้ายแรงโดยรวมลดลงเกือบ 7% ทั่วเมือง ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วง 7 เดือนแรกที่มีความปลอดภัยสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติ 

นอกจากนี้ระบุว่า สำหรับในพื้นที่เคหะสาธารณะมีจำนวนคดีฆาตกรรม เหตุยิง ผู้ตกเป็นเหยื่อจากเหตุยิง และคดีปล้นทรัพย์ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูลเช่นกัน โดยเชื่อว่า ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์การทำงานของตำรวจที่มุ่งส่งเจ้าหน้าที่ไปยังพื้นที่และช่วงเวลาที่มีความจำเป็นมากที่สุด รวมถึงการระบุตัวบุคคลและกลุ่มที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง และนำปืนออกจากการหมุนเวียนก่อนที่จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุ

ขณะเดียวกัน เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า ปืนผิดกฎหมายทุกกระบอกที่อยู่บนท้องถนนมีโอกาสทำลายครอบครัว สร้างความเสียหายให้ชุมชน และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนไปตลอดกาล พร้อมชี้ว่าการนำปืนกว่า 3,000 กระบอกออกจากพื้นที่ช่วยลดโอกาสที่อาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรง.

ที่มา AP

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

12 ส.ค. 2569 08:46 น.

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดผลิตเองในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำ ใหญ่และทันสมัยที่สุดที่ผลิตเองในประเทศ เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลดการพึ่งพาอาวุธนำเข้า

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เวียดนามเริ่มก่อสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่รัฐบาลระบุว่าเป็นเรือรบขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศเคยผลิตเอง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ

หนังสือพิมพ์กองทัพประชาชนเวียดนาม รายงานว่า เรือรบลำนี้กำลังก่อสร้างที่อู่ต่อเรือซองทู ของกระทรวงกลาโหมในเมืองดานัง และอาวุธรวมถึงอุปกรณ์ทางทหารส่วนใหญ่ของเรือจะได้รับการพัฒนาหรือประกอบภายในประเทศ พร้อมระบุว่า โครงการนี้สะท้อนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีความเป็นอิสระ พึ่งพาตนเอง เสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ สามารถรองรับการใช้งานทั้งทางทหารและพลเรือน และมีความทันสมัย

ทั้งนี้ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือเวียดนามดำเนินโครงการปรับปรุงกองทัพครั้งใหญ่ โดยจัดซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซีย ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนเรือเร็วติดขีปนาวุธและเรือตรวจการณ์ที่ผลิตภายในประเทศ.

ที่มา Reuters