“เมตา” เตรียมปลดพนักงาน 8,000 คน ทุ่มงบมหาศาลพัฒนา AI

"เมตา" เตรียมปลดพนักงาน 8,000 คน ทุ่มงบมหาศาลพัฒนา AI

24 เม.ย. 2569 11:55 น.

“เมตา” เตรียมปลดพนักงาน 8,000 คน ทุ่มงบมหาศาลพัฒนา AI

ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย “เมตา” เตรียมปลดพนักงานครั้งใหญ่ 10% หรือประมาณ 8,000 คนในเดือนหน้า พร้อมระงับการจ้างงานในตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ หลังมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เบนเข็มทุ่มงบลงทุนด้าน AI สูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์ในปีเดียว หวังใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแทนแรงงานคน

บริษัทเมตา (Meta) แจ้งพนักงานผ่านบันทึกภายในว่า มีแผนจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของบุคลากรทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนราว 8,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังตัดสินใจยกเลิกการบรรจุพนักงานในตำแหน่งว่างอีกหลายพันอัตราที่เคยเปิดรับสมัครก่อนหน้านี้

สาเหตุสำคัญของการเลิกจ้างครั้งนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้จ่ายของบริษัท โดยในปี 2026 นี้ เมตาวางแผนทุ่มงบประมาณด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.39 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบเท่ากับงบประมาณด้าน AI ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมกัน

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของเมตาเคยส่งสัญญาณเรื่องการปรับลดพนักงานมาตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเขาระบุว่าพนักงานที่ใช้เครื่องมือ AI ช่วยในการทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนพนักงานเพียงคนเดียวสามารถทำโปรเจกต์ที่เคยต้องใช้ทีมขนาดใหญ่ให้สำเร็จล่วงพ้นไปได้ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางใหม่ของบริษัทว่า “ผมเชื่อว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำงานของเราอย่างสิ้นเชิง” 

นอกจากการปลดพนักงานแล้ว ในสัปดาห์นี้ เมตายังแจ้งพนักงานว่าจะเริ่มมีการติดตามและบันทึกข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไป “ฝึก” หรือพัฒนาโมเดล AI ของบริษัท ซึ่งพนักงานบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ โดยเฉพาะในภาวะที่ความมั่นคงในอาชีพกำลังสั่นคลอน

การลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่งในครั้งนี้ถือเป็นการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุดของเมตานับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา แม้ว่าปีที่ผ่านมาบริษัทจะเริ่มกลับมาจ้างงานใหม่จนจำนวนพนักงานเกือบเท่ากับระดับก่อนการปลดระลอกแรกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมตาไม่ใช่บริษัทเดียวที่เผชิญสถานการณ์นี้ เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งต่างปรับลดพนักงานเพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่นกัน เช่น Amazon เลิกจ้างพนักงานมากกว่า 30,000 คน, Oracle เลิกจ้างมากกว่า 10,000 คน, Block ปรับลดพนักงานเกือบครึ่งบริษัท หรือราว 4,000 คน ส่วน Microsoft ล่าสุดได้เสนอโครงการลาออกโดยสมัครใจให้กับพนักงานที่ทำงานมานานหลายพันตำแหน่ง

โดยเกือบทุกบริษัทให้เหตุผลในทิศทางเดียวกันว่า ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี AI และความจำเป็นในการลงทุนมหาศาลในด้านนี้ ทำให้ความต้องการแรงงานคนในระดับเดิมลดน้อยลงตามความเห็นของผู้บริหาร.

ที่มา BBC

อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

อินเดียจวกทรัมป์ "ไร้มารยาท" หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น "ขุมนรก" เหยียดแรงงานไอที

24 เม.ย. 2569 11:25 น.

อินเดียจวกทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์โพสต์ด่าอินเดียเป็น “ขุมนรก” เหยียดแรงงานไอที

กระทรวงการต่างประเทศอินเดียแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง ระบุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไร้มารยาท” หลังแชร์ข้อความเหยียดเชื้อชาติที่เรียกอินเดียว่าเป็น “ขุมนรก” พร้อมกล่าวหาแรงงานฝีมือชาวอินเดียในสหรัฐฯ ว่ากีดกันคนผิวสีและขาดทักษะภาษาอังกฤษ ชี้เป็นการกระทำที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของความสัมพันธ์สองประเทศ

รัฐบาลอินเดียออกมาตำหนิการกระทำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ กรณีการแชร์โพสต์บนโซเชียลมีเดียที่มีเนื้อหาเชิงลบและสร้างความเกลียดชังต่อชาวอินเดียและผู้อพยพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา (22 เม.ย.) เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำการรีโพสต์วิดีโอและข้อความจากนักวิจารณ์ฝ่ายขวา ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีสิทธิการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ โดยข้อความดังกล่าวระบุตอนหนึ่งว่า “เด็กที่เกิดที่นี่กลายเป็นพลเมืองทันที จากนั้นพวกเขาก็ลากทั้งครอบครัวมาจากจีน อินเดีย หรือขุมนรก (Hellhole) แห่งอื่นๆ บนโลกนี้”

นอกจากนี้ โพสต์ดังกล่าวยังพุ่งเป้าไปที่แรงงานชาวอินเดียในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าพวกเขาไม่ยอมจ้างงานคนอเมริกันผิวขาวที่เป็นเจ้าของประเทศ และยังอ้างข้อมูลที่บิดเบือนว่าผู้อพยพชาวอินเดียขาดทักษะความรู้ทางภาษาอังกฤษ

นายรันธีร์ ไจสวาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้ออกมาตอบโต้ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และไร้มารยาท” พร้อมย้ำว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

ขณะที่นายอามิ เบรา สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นบุตรของผู้อพยพชาวอินเดีย กล่าวว่าโพสต์ของทรัมป์นั้น “น่ารังเกียจ เขลา และลดทอนเกียรติของตำแหน่งประธานาธิบดี” โดยระบุว่าทรัมป์ซึ่งเกิดมาบนกองเงินกองทองไม่เคยเข้าใจความยากลำบากที่ครอบครัวผู้อพยพต้องเผชิญ

ด้านมูลนิธิฮินดูอเมริกันได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังและเหยียดเชื้อชาติเช่นนี้ จะยิ่งสุมไฟแห่งความเกลียดชังและเป็นอันตรายต่อชุมชนชาวอินเดีย ในช่วงเวลาที่การเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนอินเดียในเดือนหน้าเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออินเดีย โดยที่ผ่านมาเขาได้ดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานไอที และยังคงมาตรการกำแพงภาษีต่ออินเดียมานานหลายเดือน เนื่องจากความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นคนกลางของทรัมป์ในความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของทรัมป์สวนทางกับความพยายามหลายทศวรรษของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคน ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับอินเดียในฐานะ “ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก” เพื่อคานอำนาจกับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย.

ที่มา AFP / SCMP

สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

สหรัฐฯ ปรับสถานะ "กัญชา" พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

24 เม.ย. 2569 11:00 น.

สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนสถานะ “กัญชา” อย่างเป็นทางการ จากยาเสพติดประเภทที่ 1 ซึ่งอันตรายเทียบเท่าเฮโรอีน ลงมาเป็นประเภทที่ 3 ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อเปิดทางให้มีการวิจัยและเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้มากขึ้น ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทิศทางนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ  เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของนายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีฯ ได้ลงนามคำสั่งเปลี่ยนประเภทของผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) หรือได้รับใบอนุญาตทางการแพทย์จากรัฐ ให้ย้ายจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาอยู่ในประเภทที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับยาแก้ปวดผสมโคเดอีน

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มผลักดันกระบวนการทบทวนกฎหมายตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของพืชกัญชา รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยชาวอเมริกัน

แม้จะมีการลดระดับความรุนแรงลง แต่ในทางกฎหมายระดับรัฐ กัญชายังคงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการอย่างเสรีภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายท็อดด์ แบลนช์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงยุติธรรมกำลังทำตามสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการขยายทางเลือกการรักษาทางการแพทย์ให้แก่ชาวอเมริกัน การปรับระดับครั้งนี้จะช่วยให้แพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม”

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ รักษาการฯ รัฐมนตรียุติธรรมยังได้สั่งให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนมิถุนายน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยับชั้น “กัญชาทุกประเภท” ในภาพรวมให้กว้างขวางขึ้น โดยกระบวนการนี้จะเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งทางกฎหมายได้ภายใน 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้จริงล่าช้าออกไปหลายเดือนหรือหลายปีหากมีการฟ้องร้อง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อเพิ่มการเข้าถึง “ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” เพื่อการบำบัดรักษาทางการแพทย์เช่นกัน

นับตั้งแต่ปี 1970 สหรัฐฯ จัดให้กัญชาอยู่ในประเภทที่ 1 ซึ่งหมายถึงยาที่มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิดสูงและไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ยอมรับได้ การจัดประเภทใหม่นี้จึงได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย โดยนายมอร์แกน ฟ็อกซ์ จากองค์กร NORML ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกัญชา ระบุว่านี่เป็นก้าวที่เป็น “สัญลักษณ์” สำคัญ

ฟ็อกซ์กล่าวว่า “การย้ายกัญชาออกจากบัญชีเดิม จะทำให้เหล่านักนโยบายกล้าหยิบยกประเด็นนี้มาหารืออย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องติดหล่มอยู่กับนิยามแบบเดิมๆ” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยสิ้นเชิง เพื่อขจัดปัญหาความทับซ้อนของกฎหมายระหว่างรัฐและสหพันธรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเงินในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

24 เม.ย. 2569 10:42 น.

รถไฟโดยสารสองขบวนชนกันที่เดนมาร์ก บาดเจ็บ 18 ราย

รถไฟโดยสารท้องถิ่น 2 ขบวนชนประสานงาทางตอนเหนือกรุงโคเปนเฮเกน ระดมกู้ภัยครั้งใหญ่ อพยพผู้โดยสารหมดแล้ว บางส่วนอาการวิกฤต

วันที่ 24 เมษายน 2569 เกิดเหตุระทึกที่ประเทศเดนมาร์ก เมื่อรถไฟโดยสาร 2 ขบวน พุ่งชนกันอย่างรุนแรง บริเวณเมืองฮิเลโรด ทางตอนเหนือของกรุงโคเปนเฮเกน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าช่วยเหลือครั้งใหญ่ โดยภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นหัวรถไฟทั้งสองขบวนพังยับจากแรงชน แต่ตัวขบวนยังคงตั้งอยู่บนราง ไม่ได้ตกราง

ทางการระบุว่า เส้นทางรถไฟนี้เป็นเส้นทางท้องถิ่นที่ประชาชน นักเรียน และพนักงานใช้เดินทางเป็นประจำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 ราย บางส่วนถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์  ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

24 เม.ย. 2569 10:14 น.

ไฟป่าญี่ปุ่นลามหนัก เผาวอดกว่า 2,700 ไร่ อพยพปชช.แล้วกว่า 2,500 คน

เกิดไฟป่า 2 จุดในจังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เปลวไฟยังคงลุกลาม ล่าสุดขยายเข้าใกล้ตัวเมือง ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 2,500 คน หวั่นสถานการณ์บานปลาย

วันที่ 24 เมษายน 2569 สถานการณ์ไฟป่าญี่ปุ่นล่าสุด เปลวไฟกำลังลุกลามเข้าใกล้ศูนย์กลางของเมืองโอสึจิ ในจังหวัดอิวาเตะ ทำให้ทางการต้องประกาศขยายพื้นที่อพยพ โดยมีประชาชนมากกว่า 2,500 คน หรือราว 1 ใน 4 ของประชากรในพื้นที่ ได้รับคำสั่งให้อพยพออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวเอ็นเอชเค รายงานว่า เปลวไฟลุกสูงระดับหัวเข่า ลามไปตามใบไม้และพื้นป่าอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องใช้เครื่องมือเกษตร เช่น จอบ เข้าควบคุมเพลิง เนื่องจากแหล่งน้ำในพื้นที่เริ่มแห้งขอด โดยไฟป่าจุดแรกเริ่มขึ้นเมื่อช่วงก่อนเวลา 14.00 น. ของวันพุธ ที่ผ่านมาในพื้นที่ภูเขาห่างจากตัวเมืองโอสึจิราว 8 กิโลเมตร ขณะที่อีกจุดเกิดขึ้นห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร ในอีกด้านหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำดับไฟ อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลา 20.00 น. ของวันพฤหัสบดี พบว่าพื้นที่ถูกเผาไหม้รวมแล้วอย่างน้อยเกือบ 2,700 ไร่ มีรายงานว่า อาคารอย่างน้อย 7 หลัง รวมถึงบ้านพักอาศัย ถูกไฟเผาเสียหาย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอพยพออกไปหมดแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟป่าจากมหาวิทยาลัยชิบะ เตือนว่า ไฟอาจลุกลามขึ้นสู่ยอดไม้ ซึ่งจะทำให้สะเก็ดไฟปลิวไปได้ไกลตามแรงลม เสี่ยงทำให้ไฟป่าขยายวงอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังฉีดน้ำดับไฟต่อเนื่องตลอดคืน และกลับมาใช้เฮลิคอปเตอร์ช่วยควบคุมเพลิงอีกครั้งในช่วงเช้าวันศุกร์ ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังการลุกลามเข้าสู่เขตชุมชนอย่างใกล้ชิด

ที่มา NHK

อังกฤษจำคุกตลอดชีวิตจอมข่มขืนจงใจแพร่เชื้อ HIV

อังกฤษจำคุกตลอดชีวิตจอมข่มขืนจงใจแพร่เชื้อ HIV

24 เม.ย. 2569 06:14 น.

อังกฤษจำคุกตลอดชีวิตจอมข่มขืนจงใจแพร่เชื้อ HIV

ศาลอังกฤษตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ชายอายุ 43 ปี ผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายและข่มขืนกระทำชำเราเหยื่อหลายราย เพื่อแพร่เชื้อ HIV ให้แก่เป้าหมายด้วยความจงใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คนร้ายคดีข่มขืนและทำร้ายในอังกฤษ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “บุคคลอันตราย” ผู้เจตนาแพร่เชื้อ HIV ให้กับชายหนุ่ม 5 ราย และเยาวชนชายอายุ 15 และ 17 ปี อีก 2 ราย ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และต้องจำคุกเป็นเวลาอย่างน้อย 23 ปี จึงจะมีสิทธิ์ขอทำทัณฑ์บน

ศาลอาญาชั้นต้นในเมืองนิวคาสเซิลได้รับฟังคำให้การว่า นายอดัม ฮอลล์ วัย 43 ปี ต้องการที่จะสร้าง “ความเจ็บปวดและความเสียหาย” ให้กับกลุ่มชายที่ “เปราะบาง” ซึ่งเขาเลือกเป็นเป้าหมายผ่านช่องทางออนไลน์หรือตามบาร์ในเมืองนิวคาสเซิล ระหว่างปี 2559 ถึง 2566

นายฮอลล์ ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองวอชิงตัน ใกล้กับซันเดอร์แลนด์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อเหยื่อทั้ง 7 ราย โดยในจำนวนนี้มี 4 รายที่ถูกเขาข่มขืนกระทำชำเราด้วย

กลุ่มผู้เสียหายระบุว่าพวกเขารู้สึกเหมือนถูก “ย่ำยี” และต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคประจำตัวรวมถึงบาดแผลทางใจไปตลอดชีวิต ขณะที่ผู้พิพากษา เอ็ดเวิร์ด บินด์ลอสส์ กล่าวว่า ฮอลล์ผู้ “เห็นแก่ตัว” ได้พรากอนาคตของเหยื่อเหล่านี้ไป

ทางด้านตำรวจพื้นที่นอร์ธัมเบรียระบุว่า มีผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นเหยื่อของนายฮอลล์ติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม หลังจากเขาถูกตัดสินความผิด และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผลอีกคดีหนึ่ง

อัยการ คามา เมลลี กล่าวว่า นายฮอลล์เริ่ม “ปฏิบัติการข่มขืน” โดยมีเจตนาเพื่อ “แพร่เชื้อ HIV ให้กับเหยื่อ” โดยศาลได้รับฟังข้อมูลว่า นับตั้งแต่เขาได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อในปี 2553 บุคลากรทางการแพทย์ต่าง “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อพฤติกรรมของนายฮอลล์ และได้ตักเตือนเขาหลายครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เขาอาจก่อให้เกิดแก่ผู้อื่น

ฮอลล์ “ตระหนักดี” ถึงความจำเป็นในการรับประทานยา เพื่อรักษาอาการให้อยู่ในระดับที่ไม่แพร่เชื้อ และความจำเป็นในการแจ้งสถานะการติดเชื้อ HIV ของตนให้คู่นอนทราบ

อัยการเมลลีกล่าวว่า เขาโกหกว่าได้ทำทั้งสองอย่างแล้ว แต่ในความเป็นจริงเขากลับ “เลือก” ที่จะไม่กินยา และจงใจมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มชายที่ “เปราะบาง” เพื่อทำกิจกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงสุด

อัยการระบุเพิ่มเติมว่า “รสนิยมทางเพศที่แท้จริง” ของฮอลล์ คือการสร้าง “ความเจ็บปวดและความเสียหาย” ผ่านการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ไม่รู้ใครผู้นำอิหร่าน ลั่นไม่คิดใช้นิวเคลียร์

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ไม่รู้ใครผู้นำอิหร่าน ลั่นไม่คิดใช้นิวเคลียร์

24 เม.ย. 2569 05:36 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ ไม่รู้ใครผู้นำอิหร่าน ลั่นไม่คิดใช้นิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ไม่รู้ว่าใครคือผู้นำที่แท้จริงของอิหร่าน ขณะที่ยืนยันว่า เขาไม่คิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน ชี้ไม่ต้องพึ่งนิวเคลียร์ก็ทำลายอิหร่านไปมากแล้ว

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า คณะทำงานของเขาไม่ทราบว่าใครคือผู้นำที่แท้จริงในอิหร่าน หลังจากเขาใช้เรื่องความแตกแยกในรัฐบาลเตหะราน เป็นหนึ่งในเหตุผลให้ขยายการหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด

“พวกเขาพยายามประวิงเวลา เพราะพวกเขา—เราไม่รู้ว่าจะต้องเจรจากับใคร” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าว พร้อมกับยืนยันว่าสงครามจะจบลงในเวลาอีก “ไม่นานนัก”

“พวกเขารู้ว่าใครคือผู้นำในประเทศนี้ แต่เราไม่รู้ว่าใครคือผู้นำในอิหร่าน” ทรัมป์กล่าวเสริม จำเรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครองได้ไหม อยาตอลเลาะห์ อาลี ฮอสเซนี คาเมเนอี ไม่อยู่แล้ว เขาไปสู่สุขคติแล้ว เขาไม่อยู่ และทีมงานของเขาทั้งหมดก็ไม่อยู่แล้ว จากนั้นกลุ่มที่สองก็เข้ามา พวกเขาก็ไปหมดแล้ว และตอนนี้คุณมีกลุ่มที่สาม ซึ่งพวกเขาก็เริ่มกังวลนิดหน่อยว่าจะต้องจากไปเหมือนกัน”

เมื่อถูกถามว่าเขาจะพิจารณาการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่”

“ทำไมถึงถามคำถามที่งี่เง่าแบบนั้น? ทำไมผมต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วย?” ทรัมป์กล่าว พร้อมโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ได้ “ทำลายล้าง” อิหร่านไปมากแล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาการโจมตีด้วยนิวเคลียร์

ทั้งนี้ คำกล่าวของทรัมป์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่ว่า “อารยธรรมทั้งมวลจะดับสูญในคืนนี้” หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า เขากำลังสื่อถึงการโจมตีด้วยนิวเคลียร์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อนที่ทรัมป์จะดำเนินการตามคำขู่นั้น

ปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงพุ่งสูง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้กองทัพเรือ “ยิงทำลาย” เรืออิหร่านลำใดก็ตามที่วางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ปฏิเสธกำหนดเส้นตายยุติสงครามอิหร่าน ลั่น “อย่ามาเร่งผม”

ทรัมป์ปฏิเสธกำหนดเส้นตายยุติสงครามอิหร่าน ลั่น “อย่ามาเร่งผม”

24 เม.ย. 2569 04:49 น.

ทรัมป์ปฏิเสธกำหนดเส้นตายยุติสงครามอิหร่าน ลั่น “อย่ามาเร่งผม”

โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะกำหนดเส้นตายว่าสงครามกับอิหร่านจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยบอกกับสื่อว่า “อย่ามาเร่งผม” พร้อมยกตัวอย่างสงครามอื่นๆ ที่ก็ใช้เวลานานหลายปี

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะระบุว่า เขาตั้งใจจะให้สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อไปนานแค่ไหน โดยบอกกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า “อย่ามาเร่งผม” เมื่อถูกจี้ถามถึงกรอบเวลา

“ดูอย่างตอนที่เราอยู่ในเวียดนามสิ เราอยู่ที่นั่นตั้ง 18 ปี เราอยู่ในอิรักตั้งหลายต่อหลายปี… ผมไม่อยากจะยกตัวอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หรอกนะ เพราะนั่นน่ะเรื่องใหญ่ แต่เราก็อยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้ง 4 ปีครึ่ง หรือเกือบ 5 ปีเลยนะ” ทรัมป์กล่าว

ประธานาธิบดีชี้ให้เห็นว่าการหยุดยิงที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้เป็นสัญญาณที่ดีในการเจรจา โดยยืนยันว่า “เราหยุดเร็วไปนิดหน่อย เพราะพวกเขาก็อยากจะมีสันติภาพบ้าง”

“พวกเขาก็อยากจะทำข้อตกลง” ประธานาธิบดีกล่าว “เราได้พูดคุยกับพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครกำลังนำประเทศอยู่ พวกเขากำลังวุ่นวาย สับสนอลหม่านไปหมด เราก็เลยคิดว่าจะให้โอกาสพวกเขาซักหน่อยเพื่อจัดการกับความวุ่นวายเหล่านั้นให้เรียบร้อย”

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังยืนกรานอีกครั้งว่าเขาไม่รู้สึกกดดันที่จะต้องจบสงครามโดยเร็ว แม้ว่ากรอบเวลาเดิมที่เขาวางไว้คือ 4 ถึง 6 สัปดาห์ก็ตาม โดยย้ำว่าสิ่งสำคัญคือ การที่อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ในระหว่างการปิดล้อมทางทะเลที่ดำเนินอยู่นี้

“ผมไม่อยากเร่งตัวเอง คุณก็รู้ เพราะทุกข่าวชอบบอกว่า “โอ้ ทรัมป์กำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันเรื่องเวลา”” ทรัมป์กล่าว “ไม่เลย ไม่—คุณรู้ไหมว่าใครที่กำลังกดดันเรื่องเวลา? [อิหร่านต่างหาก] เพราะถ้าพวกเขาไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันทั้งหมดของพวกเขาก็จะพังพินาศไปเอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอน ขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอน ขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

24 เม.ย. 2569 04:40 น.

ทรัมป์เผย อิสราเอล-เลบานอน ขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนถูกขยายออกไปอีก 3 สัปดาห์ หลังผู้แทนทั้งสองประเทศหารือกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนได้รับการขยายเวลาออกไปอีก 3 สัปดาห์ หลังจากที่เขาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับตัวแทนของทั้งสองประเทศ ณ ทำเนียบขาวในวันเดียวกันนี้

“การประชุมเป็นไปด้วยดีมาก! สหรัฐอเมริกากำลังจะร่วมมือกับเลบานอนเพื่อช่วยให้ประเทศปกป้องตนเองจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” ทรัมป์เขียนข้อความบน Truth Social

เดิมทีข้อตกลงหยุดยิงซึ่งประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีกำหนดจะสิ้นสุดลงหลังจากผ่านไป 10 วัน

ทรัมป์หวังว่าในท้ายที่สุดเขาจะเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพในวงกว้างระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีสถานะเป็นคู่สงครามกันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2491

“ผมตั้งตารอที่จะได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับนายกรัฐมนตรี บีบี เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล และประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ในอนาคตอันใกล้นี้” ทรัมป์ระบุในโพสต์ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ดูเตร์เตเตรียมขึ้นศาล หลัง ICC ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ดูเตร์เตเตรียมขึ้นศาล หลัง ICC ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

24 เม.ย. 2569 02:10 น.

ดูเตร์เตเตรียมขึ้นศาล หลัง ICC ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดี เตรียมเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC รับรองข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว

เมื่อ 23 เม.ย. 2569 นาย โรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ จะต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังจากผู้พิพากษาประจำศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ให้การรับรองข้อกล่าวหาดังกล่าว

อดีตผู้นำวัย 81 ปีรายนี้ ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต่อประชาชนหลายพันคน ในระหว่างการดำเนินนโยบาย “สงครามยาเสพติด” อันนองเลือดช่วงปี 2554 ถึง 2562

ICC ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้รับการ “ยืนยันอย่างเป็นเอกฉันท์” โดยผู้พิพากษาในชั้นพิจารณาเบื้องต้น ว่ามี “เหตุอันควรเชื่อได้” ว่าดูเตร์เตได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริง

การยืนยันการพิจารณาคดีของดูเตร์เตเกิดขึ้นหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีพยายามยื่นอุทธรณ์หลายครั้งเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวจากการคุมขัง ซึ่งเขาถูกกักตัวมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว

ที่ผ่านมา ดูเตร์เตปฏิเสธที่จะยอมรับกระบวนการของ ICC โดยอ้างว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2562 ฟิลิปปินส์ได้ถอนตัวออกจากธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statute) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาก่อตั้ง ICC ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้พิพากษาของ ICC แผนกพิจารณาเบื้องต้น ได้มีคำตัดสินว่าศาลยังคงมีอำนาจในการพิจารณาคดีของดูเตร์เต เนื่องจากอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหานั้นเกิดขึ้นระหว่างปี 2554 – 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นสมาชิกของ ICC อยู่

นอกจากนี้ ตามข้อมูลของ ICC ผู้พิพากษายังได้อนุญาตให้เหยื่อมากกว่า 500 ราย เข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการพิจารณาคดีนี้คือแคมเปญ “สงครามยาเสพติด” ของดูเตร์เต ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็นนโยบายที่มุ่งเป้าสังหารเพียงผู้ค้ายารายย่อย แต่กลับล้มเหลวในการจับกุมตัวการใหญ่หรือราชายาเสพติด

ดูเตร์เตได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยประณามข้อหาที่มีต่อเขาว่าเป็น “คำโกหกอันน่ารังเกียจ” ในขณะที่ฝ่ายตำรวจยืนยันว่าพวกเขาทำการวิสามัญฆาตกรรมเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

ทางด้านทนายความของดูเตร์เตพยายามโต้แย้งว่า อดีตประธานาธิบดีไม่มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมกระบวนการของ ICC เนื่องจากมีภาวะการรู้คิดบกพร่อง (cognitive impairment)

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา ICC ได้ตีตกข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยอ้างอิงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และระบุว่าพวกเขาเชื่อว่าดูเตร์เตมีความพร้อมเพียงพอที่จะเข้าร่วมในการพิจารณาคดีและสามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc