กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

30 พ.ค. 2569 22:11 น.

กลาโหมสหรัฐฯ ลั่น พร้อมกลับมาสู้รบในอ่าวเปอร์เซียหากจำเป็น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปสู้รบในตะวันออกกลางอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง แต่ย้ำว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. 2569 นาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาเปิดฉากสู้รบในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งหากมีความจำเป็น และในตอนนี้พวกเขามีความพร้อมในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งกว่าวันแรกที่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเสียอีก

“เรากำลังมุ่งเน้นไปที่การจัดวางกำลังพลและเตรียมความพร้อมที่จะกลับไปสู้รบอีกครั้งหากจำเป็น” เฮกเซธกล่าวระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงแนวทางดังกล่าวมากกว่า

เฮกเซธกล่าวว่า เป้าหมายของประธานาธิบดีคือการทำให้มั่นใจว่าอิหร่านจะต้องไม่มีศักยภาพในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และ “เป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย”

นอกจากนี้เขายังระบุว่า ทางฝ่ายอิหร่านเอง “กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับเรา การเจรจาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และผมคิดว่าพวกเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ควรจะดำเนินไปในทิศทางใด”

“พวกเขาอยากจะพูดว่าพวกเขาเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ แต่ความจริงแล้วคือพวกเราต่างหาก” เฮกเซธกล่าวเสริม

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ที่ประเทศสิงคโปร์ นายเฮกเซธกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังใช้ความอดทนเพื่อให้มั่นใจว่า ข้อตกลงสันติภาพใดๆ ก็ตามที่จะทำร่วมกับอิหร่าน จะต้องสามารถรับประกันได้ว่าอิหร่านจะไม่สามารถจัดหาอาวุธนิวเคลียร์มาครอบครองได้

“หากอิหร่านไม่ต้องการทำข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพสหรัฐฯ” เฮกเซธกล่าว พร้อมเสริมว่า คลังแสงอาวุธของสหรัฐฯ นั้นมีเพียงพอที่จะปิดงานได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

30 พ.ค. 2569 14:29 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือน กินเนื้อสัตว์ป่า ปัจจัยเสี่ยงเร่งการระบาดของอีโบลาในคองโก

ผู้เชี่ยวชาญชี้การล่าและบริโภคสัตว์ป่า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้เชื้ออีโบลาข้ามจากสัตว์สู่มนุษย์ ท่ามกลางการระบาดรอบล่าสุดในคองโก เตือนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

แม้โรคอีโบลาจะกลับมาระบาดอย่างรุนแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่ความนิยมบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ยังคงไม่ลดลง ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่เตือนถึงความเสี่ยงของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

ที่ตลาดมาซินา ในกรุงกินชาซา เมืองหลวงของคองโก พ่อค้าแม่ค้ายังคงจำหน่ายเนื้อสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ตั้งแต่หนูขนาดใหญ่ แอนทีโลป งูหลาม ไปจนถึงหนอนผีเสื้อ ซึ่งถือเป็นอาหารยอดนิยมของคนในท้องถิ่น

สำหรับชาวคองโกจำนวนมาก เนื้อสัตว์ป่าไม่เพียงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม้จะมีการระบาดของโรคอีโบลาหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รัฐบาลคองโกเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ประกาศการระบาดของโรคอีโบลาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 220 รายแล้ว

องค์การอนามัยโลก (WHO) เชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่รายงาน เนื่องจากไวรัสแพร่กระจายโดยไม่ถูกตรวจพบเป็นเวลาหลายสัปดาห์

โรคอีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2519 ในพื้นที่ใกล้แม่น้ำอีโบลาในคองโก และเชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัส

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การล่าสัตว์ การชำแหละ และการบริโภคสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ทำให้ไวรัสข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์

ด้าน นพ.โทลเบิร์ต กีว์เลห์ นเยนสวาห์ จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกากล่าวว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดลักษณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้

ขณะที่ นพ.มิซากิ วาเยนเกรา ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาจากยูกันดาระบุว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสัตว์ป่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคอีโบลา โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือสัตว์ที่ตายเองตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดครั้งใหม่ในอนาคต

การระบาดครั้งล่าสุดเกิดจากไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากของอีโบลา และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา คองโกเผชิญการระบาดของโรคอีโบลามาแล้วอย่างน้อย 17 ครั้ง ขณะที่การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ทำให้มีผู้ติดเชื้อราว 28,000 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,300 คน

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ค้างคาวกินผลไม้บางชนิดอาจเป็นพาหะตามธรรมชาติของไวรัสอีโบลา แต่ในหลายพื้นที่ของแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ค้างคาวยังคงถูกนำมาประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย

หนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมคือซุปค้างคาวย่าง รวมถึงเนื้อลิง สัตว์ฟันแทะ งู และสัตว์ป่าอีกหลายชนิด.

ที่มา :AP

เผยแล้วผลตรวจสุขภาพทรัมป์ แพทย์แนะลดน้ำหนัก-ออกกำลังกาย ยันสุขภาพยังฟิตปั๋ง

เผยแล้วผลตรวจสุขภาพทรัมป์ แพทย์แนะลดน้ำหนัก-ออกกำลังกาย ยันสุขภาพยังฟิตปั๋ง

30 พ.ค. 2569 13:27 น.

เผยแล้วผลตรวจสุขภาพทรัมป์ แพทย์แนะลดน้ำหนัก-ออกกำลังกาย ยันสุขภาพยังฟิตปั๋ง

เปิดผลตรวจร่างกายประจำปีของทรัมป์ เผยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ผลทดสอบสมองได้คะแนนเต็ม 30/30 แพทย์ชี้อายุหัวใจอ่อนกว่าวัยจริงราว 14 ปี สุขภาพโดยรวมดีเยี่ยม

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจสุขภาพประจำปีล่าสุดของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว โดยแพทย์ประจำตัวระบุว่า แม้จะมีคำแนะนำให้ทรัมป์ลดน้ำหนักและเพิ่มการออกกำลังกาย แต่โดยรวมยังคงมีสุขภาพแข็งแรงอยู่ในระดับยอดเยี่ยม และมีความพร้อมเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้นำสหรัฐฯ

นพ.ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำทำเนียบขาว ระบุในบันทึกผลการตรวจว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีสุขภาพที่ยอดเยี่ยม ทั้งด้านระบบหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และสมรรถภาพทางร่างกายโดยรวม

พร้อมเสริมว่า ผลการประเมินด้านร่างกายและสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีความพร้อมอย่างสมบูรณ์สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและประมุขแห่งรัฐ

อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ให้คำแนะนำด้านการป้องกันโรค โดยเน้นเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายให้มากขึ้น การรับประทานแอสไพรินขนาดต่ำ และการลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ทรัมป์มีส่วนสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว หรือประมาณ 190 เซนติเมตร และมีน้ำหนัก 238 ปอนด์ หรือราว 108 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากการตรวจร่างกายเมื่อปีที่แล้วที่มีน้ำหนัก 224 ปอนด์ หรือประมาณ 102 กิโลกรัม

การตรวจสุขภาพครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติวอลเตอร์ รีด และนับเป็นการเข้ารับการตรวจร่างกายครั้งที่ 3 ของทรัมป์นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ในฐานะประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดที่เคยเข้ารับตำแหน่งของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวเคยเปิดเผยว่า ทรัมป์มีอาการบวมบริเวณขาและข้อเท้า ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำดำเนินเลือดกลับผิดปกติเรื้อรัง หรือ Chronic Venous Insufficiency ซึ่งเป็นภาวะที่ลิ้นในหลอดเลือดดำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เลือดคั่งในหลอดเลือด

ผลตรวจล่าสุดระบุว่า ยังคงพบอาการบวมเล็กน้อยบริเวณขาส่วนล่าง แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยถูกจับตามองเรื่องรอยฟกช้ำบริเวณมือที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง โดยทำเนียบขาวอธิบายว่าเกิดจากการจับมือกับผู้คนจำนวนมาก รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาแอสไพรินเป็นประจำ

รายงานทางการแพทย์ยังระบุว่า ทรัมป์เข้ารับการตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด ซึ่งผลออกมาปกติทั้งหมด ทั้งด้านการรับรู้ การทำงานของเส้นประสาท การทรงตัว การเคลื่อนไหว และการตอบสนองของร่างกาย

ในด้านสุขภาพหัวใจ แพทย์ระบุว่า การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประเมินว่า อายุหัวใจของทรัมป์อ่อนกว่าวัยจริงประมาณ 14 ปี

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเข้ารับการทดสอบ Montreal Cognitive Assessment (MoCA) ซึ่งเป็นแบบประเมินที่ใช้คัดกรองภาวะสมองเสื่อมและความบกพร่องทางสติปัญญาระยะเริ่มต้น โดยสามารถทำคะแนนได้เต็ม 30 จาก 30 คะแนน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังเสร็จสิ้นการตรวจสุขภาพว่าทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ แต่ทำเนียบขาวเพิ่งเปิดเผยรายละเอียดผลการตรวจ

ผลตรวจสุขภาพล่าสุดมีขึ้นท่ามกลางกระแสจับตาเรื่องอายุและสภาพร่างกายของผู้นำสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจากที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง และมีอายุเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเด็นสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่สาธารณชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

ที่มา : CNN

ศาลสหรัฐฯ ชี้การใส่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ใน Kennedy Center ผิดกฎหมาย

ศาลสหรัฐฯ ชี้การใส่ชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ใน Kennedy Center ผิดกฎหมาย

30 พ.ค. 2569 09:23 น.

ศาลสหรัฐฯ ชี้การใส่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ใน Kennedy Center ผิดกฎหมาย

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ระบุคณะกรรมการ Kennedy Center ไม่มีอำนาจนำชื่อทรัมป์ไปเปลี่ยนชื่อศูนย์ศิลปะแห่งชาติด้วยตนเอง ย้ำมีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่ทำได้

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าการเพิ่มชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าไปยังศูนย์ศิลปะการแสดงชื่อดังอย่าง Kennedy Center เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย พร้อมสั่งระงับแผนการปิดสถานที่เพื่อปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ฝ่ายบริหารผลักดันไว้

ผู้พิพากษา คริสโตเฟอร์ คูเปอร์ แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การลงมติของคณะกรรมการบริหาร Kennedy Center เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อปิดศูนย์วัฒนธรรมและศิลปะแห่งนี้ เป็นการตัดสินใจที่ ขาดข้อมูลรอบด้าน และดูเหมือนถูกกำหนดผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่และข้อผูกพันทางกฎหมายขององค์กร

นอกจากนี้ ศาลยังชี้ว่าคณะกรรมการ Kennedy Center ใช้อำนาจเกินขอบเขตทางกฎหมาย ด้วยการดำเนินการเพิ่มชื่อของทรัมป์เข้าไปในศูนย์แห่งนี้โดยลำพัง

ผู้พิพากษาระบุว่า ชื่อ “Kennedy Center” ได้รับการกำหนดโดยรัฐสภาสหรัฐฯ หรือสภาคองเกรส ดังนั้นมีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจตามกฎหมายในการเปลี่ยนแปลงชื่อของสถาบันแห่งนี้

ด้าน โรมา ดาราวี รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Kennedy Center ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำตัดสินดังกล่าว โดยยืนยันว่าองค์กรยังเชื่อมั่นว่าศาลอุทธรณ์จะตัดสินสนับสนุนมติของคณะกรรมการ

เธอกล่าวว่า คณะกรรมการมีความตั้งใจที่จะยกย่องบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีต่อศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าทางองค์กรจะพิจารณารายละเอียดของคำตัดสินอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป.

ที่มา : AP

นักบินอวกาศจีน 3 คน กลับถึงโลกปลอดภัย หลังใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศเทียนกงนานเกือบ 7 เดือน

นักบินอวกาศจีน 3 คน กลับถึงโลกปลอดภัย หลังใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศเทียนกงนานเกือบ 7 เดือน

30 พ.ค. 2569 09:05 น.

นักบินอวกาศจีน 3 คน กลับถึงโลกปลอดภัย หลังใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศเทียนกงนานเกือบ 7 เดือน

นักบินอวกาศจีน 3 คน เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัยแล้ว หลังปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเทียนกง นานเกือบ 7 เดือน โดยยานอวกาศเสินโจว-21 ลงจอดที่เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา

นักบินอวกาศทั้ง 3 คน ประกอบด้วย จางลู่ ผู้บัญชาการภารกิจ พร้อมด้วย อู๋ เฟย และ จาง หงจาง ได้กลับสู่โลกอย่างปลอดภัยแล้ว ซึ่งก่อนเดินทางกลับ ทั้ง 3 คนได้ส่งมอบภารกิจและถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในอวกาศให้กับลูกเรือชุดใหม่ของยานเสินโจว-23 ที่เดินทางถึงสถานีอวกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนสถานีอวกาศ ลูกเรือเสินโจว-21 ได้ดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์หลายด้าน รวมถึงประมวลผลและส่งข้อมูลการทดลองกลับสู่โลก ตลอดจนจัดการและส่งมอบอุปกรณ์ รวมถึงเสบียงที่ยังเหลืออยู่ให้กับลูกเรือชุดถัดไป

นอกจากนี้ ลูกเรือยังปฏิบัติภารกิจเดินอวกาศ หรือ Spacewalk รวม 3 ครั้ง โดย จางลู่ ซึ่งเคยเข้าร่วมภารกิจเสินโจว-15 มาก่อน ได้สร้างสถิติเป็นนักบินอวกาศจีนที่เดินอวกาศมากที่สุด ด้วยจำนวนรวม 7 ครั้ง

หลังกลับถึงโลก จางลู่กล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งที่ได้กลับมายังมาตุภูมิอีกครั้ง พร้อมขอบคุณครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ผู้สนับสนุนโครงการอวกาศ และประชาชนชาวจีนทุกคนที่มีส่วนช่วยให้ภารกิจประสบความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน ลูกเรือชุดใหม่จากยานเสินโจว-23 ได้เริ่มปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเทียนกงแล้ว โดยหนึ่งในสมาชิกจะประจำการในอวกาศเป็นเวลานานถึง 1 ปี ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโครงการอวกาศจีน

ในจำนวนลูกเรือชุดใหม่ มี ไล่ เจียอิง นักบินอวกาศหญิงที่เกิดและเติบโตในฮ่องกง ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวฮ่องกงคนแรกที่ได้เข้าร่วมภารกิจอวกาศของจีน

การกลับมาของลูกเรือเสินโจว-21 เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งขยายขีดความสามารถด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าส่งมนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2573 หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาสถานีอวกาศเทียนกง ซึ่งถูกสร้างขึ้นภายหลังจีนไม่ได้เข้าร่วมโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เนื่องจากข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา

ความสำเร็จของภารกิจเสินโจว-21 จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนความก้าวหน้าของโครงการอวกาศจีน และความมุ่งมั่นของประเทศในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศของโลกในอนาคต.

ที่มา : AP

ทรัมป์ประชุมกับทีมความมั่นคงที่ทำเนียบขาว ถกเรื่องข้อตกลงอิหร่าน นานกว่า 2 ชม.แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

ทรัมป์ประชุมกับทีมความมั่นคงที่ทำเนียบขาว ถกเรื่องข้อตกลงอิหร่าน นานกว่า 2 ชม.แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

30 พ.ค. 2569 05:33 น.

ทรัมป์ประชุมกับทีมความมั่นคงที่ทำเนียบขาว ถกเรื่องข้อตกลงอิหร่าน นานกว่า 2 ชม.แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประชุมที่ห้องสถานการณ์ทำเนียบขาวนานราว 2 ชั่วโมง หารือทีมความมั่นคงเรื่องข้อตกลงอิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเริ่มเจรจานิวเคลียร์ แต่ยังไม่แถลงข้อสรุป

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าประชุมร่วมกับทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในห้องสถานการณ์ ภายในทำเนียบขาว นานประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นกับอิหร่าน ท่ามกลางความพยายามลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณก่อนเข้าประชุมว่าเตรียมตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ แต่หลังการหารือเสร็จสิ้น ยังไม่มีการประกาศชัดเจนว่าเห็นชอบหรือไม่

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ประเด็นสำคัญในการประชุมคือข้อเสนอที่จะเปิดการเดินเรือเชิงพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามและความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และอีกหัวข้อหลักคือการเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการลดแรงปะทะทางการเมืองและการทหารระหว่างทั้งสองฝ่าย

ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีทั้งนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและการทหาร แต่จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการหารือ ขณะที่ทั่วโลกจับตาว่าทรัมป์จะตัดสินใจเดินหน้าข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่.

อดีตเชฟแคนาดา รับสารภาพ ผลิต-ขายออนไลน์ “ชุดอุปกรณ์ สารพิษฆ่าตัวตาย” โยงผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ

อดีตเชฟแคนาดา รับสารภาพ ผลิต-ขายออนไลน์ "ชุดอุปกรณ์ สารพิษฆ่าตัวตาย" โยงผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ

30 พ.ค. 2569 05:08 น.

อดีตเชฟแคนาดา รับสารภาพ ผลิต-ขายออนไลน์ “ชุดอุปกรณ์ สารพิษฆ่าตัวตาย” โยงผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ

เคนเนธ ลอว์ อดีตเชฟชาวแคนาดา รับสารภาพช่วยเหลือการฆ่าตัวตาย 14 กระทง หลังขายสารพิษผ่านเว็บไซต์ให้ลูกค้าทั่วโลกกว่า 1,200 ชุด ครอบครัวเหยื่ออังกฤษยังเรียกร้องเอาผิดเพิ่ม

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายเคนเนธ ลอว์ อดีตเชฟชาวแคนาดา วัย 60 ปี รับสารภาพต่อศาลในรัฐออนแทรีโอ ในข้อหาช่วยเหลือการฆ่าตัวตาย 14 กระทง หลังถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายสารพิษผ่านทางออนไลน์ให้ผู้คนในหลายสิบประเทศเพื่อนำไปใช้ปลิดชีพตัวเอง โดยอัยการระบุว่า นายลอว์บรรลุข้อตกลงรับสารภาพกับฝ่ายโจทก์ ส่งผลให้ข้อหาฆาตกรรมที่มีโทษร้ายแรงกว่าถูกถอนออกไป

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนเชื่อว่าเขาจัดส่งพัสดุซึ่งบรรจุสารพิษราว 1,200 ชุด ไปยังผู้รับในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยลูกค้าหลายคนรู้จักเขาผ่านฟอรัมออนไลน์เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และประมาณหนึ่งในสี่ของพัสดุทั้งหมดถูกส่งไปยังสหราชอาณาจักร โดยหนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ เผยผลสืบสวนว่าเขาเปิดเว็บไซต์หลายแห่งเพื่อขายอุปกรณ์และสารเคมีที่ช่วยให้ผู้คนจบชีวิตตัวเองได้ โดยมีนักข่าวแฝงตัวเป็นลูกค้าและพบว่าเขาให้คำแนะนำวิธีใช้เพื่อให้มั่นใจว่าจะเสียชีวิต

โดยคดีที่เข้าสู่กระบวนการในแคนาดาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตชาวแคนาดาโดยตรง แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในอังกฤษจำนวนมากยังไม่พอใจ หลังอัยการอังกฤษตัดสินใจไม่ดำเนินคดีกับนายลอว์ แม้ทางการเชื่อว่าการเสียชีวิตของชาวอังกฤษอย่างน้อย 79 คน มีความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่เขาจัดส่งให้

สำนักงานอัยการสูงสุดของอังกฤษ ชี้แจงว่า เห็นชอบกับข้อตกลงรับสารภาพในแคนาดา โดยขอให้ศาลนำผลกระทบต่อเหยื่อชาวอังกฤษมาพิจารณาร่วมตอนกำหนดโทษ เพราะมองว่าเป็นหนทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการนำผู้ก่อเหตุมารับผิด

ทั้งนี้ นายลอว์ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 หลังการสืบสวนร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างน้อย 11 หน่วยงาน จากหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และอิตาลี ขณะที่ศาลนัดไต่สวนเพื่อกำหนดโทษเป็นเวลาหลายวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน โดยจะเปิดโอกาสให้ครอบครัวเหยื่ออ่านถ้อยแถลงผลกระทบจากความสูญเสียต่อหน้าศาลด้วย.

ที่มา BBC

โดรนรัสเซียพุ่งชนแฟลตในโรมาเนีย ไฟไหม้รุนแรง บาดเจ็บ 2 ราย นาโตประณาม “อันตรายต่อทุกฝ่าย”

โดรนรัสเซียพุ่งชนแฟลตในโรมาเนีย ไฟไหม้รุนแรง บาดเจ็บ 2 ราย นาโตประณาม “อันตรายต่อทุกฝ่าย”

30 พ.ค. 2569 00:20 น.

โดรนรัสเซียพุ่งชนแฟลตในโรมาเนีย ไฟไหม้รุนแรง บาดเจ็บ 2 ราย นาโตประณาม “อันตรายต่อทุกฝ่าย”

โดรนพุ่งชนอาคารที่พักในโรมาเนียใกล้ชายแดนยูเครน ทำไฟลุกชั้น 10 บาดเจ็บ 2 ราย นาโตและอียูประณาม ขณะปูตินตั้งข้อสงสัยว่าอาจไม่ใช่โดรนของรัสเซีย

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุโดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยในเมืองจาลาตี ทางตะวันออกของโรมาเนีย ใกล้พรมแดนยูเครน ทำให้เกิดเพลิงไหม้บนชั้น 10 ของอาคาร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และต้องอพยพประชาชนราว 70 คนออกจากพื้นที่

สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของโรมาเนีย ระบุว่า หัวรบของโดรนระเบิดเต็มกำลังหลังพุ่งชนตัวอาคาร ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาต่อมา ผู้บาดเจ็บมีบาดแผลถลอกและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเผยว่า กองทัพส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ขึ้นบินสกัดทันทีหลังตรวจพบโดรน แต่มีเวลาเพียง 4 นาทีตั้งแต่ตรวจจับเป้าหมายได้จนเกิดการชน พร้อมระบุว่า กองทัพโรมาเนียมีข้อจำกัดในการตอบโต้ เนื่องจากไม่สามารถยิงสกัดด้วยวิธีที่ล่วงล้ำเข้าไปในน่านฟ้ายูเครนได้ โดยย้ำว่า ยูเครนอยู่ในภาวะสงคราม แต่โรมาเนียไม่ได้อยู่ในสงคราม

ขณะที่ องค์การนาโต และสหภาพยุโรป ออกมาประณามอย่างหนัก โดยระบุว่า พฤติกรรมที่ประมาทของรัสเซียเป็นภัยต่อทุกคน  พร้อมยืนยันว่า นาโตพร้อมปกป้องทุกตารางนิ้วของดินแดนสมาชิกพันธมิตร และเรียกเหตุนี้ว่าเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดที่กระทบดินแดนโรมาเนียนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้น และอียู ได้เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นการฉุกเฉิน

ด้านนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเพิ่งทราบเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่าโดรนลำนี้เป็นของรัสเซียจริงหรือไม่ และเสนอให้ส่งซากโดรนกลับให้รัสเซียตรวจสอบอย่างเป็นกลาง 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีโดรนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนล้ำเข้าพื้นที่โรมาเนียหลายครั้ง แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีพลเรือนโรมาเนียได้รับบาดเจ็บจากเหตุลักษณะนี้.

ที่มา BBC

รมว.ต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามเปลี่ยนสถานะช่องแคบไต้หวัน หวั่นยกระดับตึงเครียด

รมว.ต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามเปลี่ยนสถานะช่องแคบไต้หวัน หวั่นยกระดับตึงเครียด

29 พ.ค. 2569 23:33 น.

รมว.ต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามเปลี่ยนสถานะช่องแคบไต้หวัน หวั่นยกระดับตึงเครียด

รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันชี้ จีนพยายามสร้างภาพว่าร่วมบริหารช่องแคบไต้หวันกับสหรัฐฯ พร้อมเตือนต้องร่วมมือพันธมิตรสกัดความเสี่ยงปฏิบัติการทางทหารจากปักกิ่ง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายหลิน เจีย หลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน แถลงที่กรุงไทเป ว่าจีนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของช่องแคบไต้หวัน และสร้างความเข้าใจว่า จีนกับสหรัฐฯ มีบทบาทร่วมกันในการจัดการพื้นที่ช่องแคบไต้หวัน

หลิน เจียหลง ระบุว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ไม่ได้เกิดจากไต้หวัน แต่มีต้นตอมาจากจีน พร้อมย้ำว่าไต้หวันไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม และต้องการรักษาสันติภาพกับเสถียรภาพในภูมิภาคเอาไว้ พร้อมกล่าวว่า ไต้หวันจำเป็นต้องทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรตามแนวหมู่เกาะแรกในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวทางทหารที่ไม่คาดคิดจากจีน

รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวันยังระบุว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังพยายามส่งสัญญาณว่าจีนและสหรัฐฯ มีบทบาทร่วมกันต่อไต้หวัน และช่องแคบไต้หวัน แต่การรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคควรอยู่บนความร่วมมือของประเทศประชาธิปไตยในการยับยั้งการใช้กำลัง

นายหลิน เจียหลง อธิบายว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน โดยทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายด้าน ทั้งการขายอาวุธ การค้า ห่วงโซ่อุปทาน และคุณค่าทางประชาธิปไตย พร้อมระบุด้วยว่า การจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ไม่เพียงช่วยเสริมศักยภาพการป้องกันประเทศของไต้หวัน แต่ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ไต้หวันได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ขยายระยะเวลาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ และเพิ่มการฝึกด้านป้องกันพลเรือน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

29 พ.ค. 2569 16:49 น.

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

ตำรวจเคนยาจับกุมนักเรียนหญิง 8 คน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บอีก 79 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุ โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการวางเพลิง 

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางแห่งเคนยา ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนักเรียนหญิงจำนวน 8 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญในฐานร่วมกันวางแผนและลงมือวางเพลิงอาคารหอพักของโรงเรียนมัธยมปลายสตรีอูตูมิชิ ในเมืองกิลกิล ทางตอนกลางของประเทศ

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. ส่งผลให้อาคารชั้นหนึ่งของหอพัก “เมลีโน ไวเทรา” ซึ่งเป็นอาคารสูง 2 ชั้นที่ใช้รองรับเตียงนอนสองชั้นจำนวน 135 หลัง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลของเพลิงทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตทันที 16 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 79 ราย

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางระบุว่า “จากการสืบสวนในเบื้องต้น รวมถึงการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด การพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ นำไปสู่การระบุตัวตนของนักเรียนหญิงทั้ง 8 คนในฐานะบุคคลที่น่าสนใจและมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งในขณะนี้เด็กสาวทั้ง 8 คนได้ถูกจับกุมและอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งบันทึกคำให้การและจำลองลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบรูปแบบการเผาไหม้ แหล่งกำเนิดประกายไฟ ระบบติดตั้งไฟฟ้า ตลอดจนตรวจหาความเป็นไปได้ของสารเร่งไฟ เพื่อระบุสาเหตุที่แน่ชัดและค้นหาแรงจูงใจเบื้องหลังการลอบวางเพลิงครั้งนี้

ด้านร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 16 รายที่กู้มาได้จากซากเพลิงไหม้ได้ถูกส่งต่อไปยังห้องชันสูตรศพของโรงเรียนแพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพย่อยนาวาชา เพื่อรอการชันสูตรพลิกศพและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอย่างเป็นทางการต่อไป

ขณะนี้ ปฏิบัติการสืบสวนถูกส่งต่อให้แก่ทีมงานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน นำโดยนักสืบคดีฆาตกรรม, ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์, เจ้าหน้าที่สืบสวนพื้นที่เกิดเหตุ, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และหน่วยงานเผชิญเหตุภัยพิบัติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ศิษย์ปัจจุบัน และบุคลากรของโรงเรียน พร้อมขอความร่วมมือให้สังคมอยู่ในความสงบและละเว้นการคาดเดาใดๆ ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเคนยาระบุว่า เหตุเพลิงไหม้สถานศึกษาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนน่าตกใจในประเทศ โดยตลอดปี 2024 ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุไฟไหม้โรงเรียนสูงกว่า 100 ครั้ง

ขณะที่ผลงานวิจัยของคณะผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในเคนยา มักมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ตัวกลุ่มนักเรียนเอง” ที่จงใจจุดไฟเผาเพื่อแสดงออกถึงการประท้วงต่อต้านมาตรการระเบียบวินัยที่เข้มงวดทารุณเกินไป รวมถึงเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อปัญหาสภาพความเป็นอยู่และสุขอนามัยที่ย่ำแย่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายในโรงเรียนประจำเหล่านั้น ซึ่งทางการจะนำประเด็นเหล่านี้มาร่วมพิจารณาในคดีต่อไป.

ที่มา Reuters / Capital FM Kenya