สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

13 ส.ค. 2569 09:49 น.

สุดสลด! พ่อก่อเหตุฆ่าเมีย-ลูก 7 ขวบกลางเนอสเซอรี่อเมริกา ก่อนยิงตัวตาย พบฆ่าญาติอีกคน

เกิดเหตุสุดสลดในรัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ ชายวัย 41 ปีฆ่าภรรยาและลูกสาววัย 7 ขวบ ภายในบ้านที่เปิดเป็นเนอสเซอรี่ ก่อนยิงตัวเองตาย ตำรวจพบญาติหญิงวัย 78 ปีถูกฆ่าอีกศพ เชื่อเหตุทั้งหมดเชื่อมโยงกัน

ตำรวจเมืองฮอปกินส์ รัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ เปิดเผยเหตุสุดสะเทือนใจ ชายวัย 41 ปีก่อเหตุแทงภรรยาวัย 41 ปี และลูกสาววัย 7 ขวบเสียชีวิต ภายในบ้านที่เปิดเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ เนอสเซอรี่ก่อนใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิต

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก Brown Bear Childcare ในเมืองฮอปกินส์ ชานเมืองมินนิอาโปลิส โดยขณะเกิดเหตุมีเด็กอีก 6 คนอยู่ภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่ทั้งหมดได้รับการอพยพออกมาอย่างปลอดภัยและไม่ได้รับบาดเจ็บ

ตำรวจระบุว่า ผู้ปกครองรายหนึ่งซึ่งมาส่งลูกที่สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์บริเวณชั้นใต้ดินของบ้าน ก่อนแจ้งตำรวจให้เข้าตรวจสอบ

เบรนต์ จอห์นสัน ผู้กำกับการตำรวจเมืองฮอปกินส์เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 3 ราย ได้แก่ ชายวัย 41 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนที่เกิดจากการทำร้ายตัวเอง และหญิงวัย 41 ปี กับเด็กหญิงวัย 7 ขวบ ซึ่งมีบาดแผลจากการถูกแทง

ต่อมาอีกกว่า 3 ชั่วโมง ตำรวจเมืองเบิร์นส์วิลล์ ซึ่งอยู่ห่างจากฮอปกินส์ประมาณ 32 กิโลเมตร ได้รับแจ้งเหตุแทงกันที่บ้านหลังหนึ่ง และพบหญิงวัย 78 ปีเสียชีวิตจากบาดแผลถูกแทง

แมตต์ สมิธ ผู้กำกับการตำรวจเมืองเบิร์นส์วิลล์ ระบุว่า หญิงวัย 78 ปีเป็นญาติใกล้ชิดของผู้ต้องสงสัย และเชื่อว่าชายวัย 41 ปีเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุฆาตกรรมทั้งสองจุดมีความเชื่อมโยงกัน

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิต และยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ว่าเหตุฆ่าญาติที่เมืองเบิร์นส์วิลล์เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเหตุฆาตกรรมภรรยาและลูกสาวในฮอปกินส์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ไม่มีผู้ต้องสงสัยรายอื่นและไม่มีภัยคุกคามต่อประชาชน ขณะที่เด็กทั้ง 6 คนที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กได้รับการส่งตัวกลับไปอยู่กับครอบครัวแล้ว

ด้านนายกเทศมนตรีเมืองฮอปกินส์ แพทริก แฮนลอน กล่าวว่า เมืองแห่งนี้เป็นชุมชนที่ผู้คนรู้จักกันเป็นอย่างดี และเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการสูญเสีย แม่และเด็กเล็ก พร้อมแสดงความห่วงใยต่อเด็ก ๆ ที่อาจเห็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น

ข้อมูลของทางการระบุว่า Brown Bear Childcare ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2019 รองรับเด็กได้สูงสุด 10 คน และผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานในปี 2023, 2024 และ 2025

ที่มา : AP

ยอดตายยังพุ่งไม่หยุด เหตุแผ่นดินไหวโคลอมเบียดับแล้ว 265 ราย ยังสูญหายเกือบ 500 คน

ยอดตายยังพุ่งไม่หยุด เหตุแผ่นดินไหวโคลอมเบียดับแล้ว 265 ราย ยังสูญหายเกือบ 500 คน

13 ส.ค. 2569 08:58 น.

ยอดตายยังพุ่งไม่หยุด เหตุแผ่นดินไหวโคลอมเบียดับแล้ว 265 ราย ยังสูญหายเกือบ 500 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวโคลอมเบียเพิ่มเป็นอย่างน้อย 265 ราย ขณะที่มีรายงานผู้สูญหายเกือบ 500 คน และบ้านเรือนเสียหายกว่า 50,000 หลัง เจ้าหน้าที่เดินหน้าหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปิเรยา ของโคลอมเบีย แถลงเมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ แผ่นดินไหวโคลอมเบีย ขนาด 7.4 ที่เกิดขึ้นทางตะวันตกของประเทศเมื่อวันจันทร์ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 265 ราย

ผู้นำโคลอมเบียระบุว่า มีรายงานผู้สูญหายเกือบ 500 คน ขณะที่ฐานข้อมูลที่จัดทำโดยภาคประชาชนระบุว่า ตัวเลขผู้สูญหายอาจสูงกว่า 4,100 คน

มีรายงานว่าแรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายมากกว่า 50,000 หลัง ในจำนวนนี้กว่า 11,000 หลังพังถล่มจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ และมีอาคารอีก 140 แห่งพังเสียหาย รวมถึงถนนหลายสายที่ได้รับความเสียหาย และรถยนต์จำนวนมากถูกซากอาคารทับ

ขณะที่ความช่วยเหลือจากประเทศและหน่วยงานในภูมิภาคเริ่มทยอยเข้าสู่โคลอมเบีย ท่ามกลางปฏิบัติการ ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง

ทีมกู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตตามเมืองที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ กาลี เปเรย์รา มานิซาเลส และกิบโด โดยเจ้าหน้าที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร

หน่วยงานช่วยเหลือระบุว่า ช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดแผ่นดินไหวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ระยะเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปได้ หากผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ใต้ซากยังมีอาหารและน้ำเพียงพอ

ล่าสุดรัฐบาลโคลอมเบียประกาศใช้มาตรการพิเศษเพื่อรับมือกับวิกฤต พร้อมเตรียมลงทุนฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ถูกทำลายจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงครั้งนี้.

ที่มา : CBS

ไฟป่าอินโดฯ เผาวอดกว่า 6.6 แสนไร่ หมอกควันลามไปมาเลเซีย โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน

ไฟป่าอินโดฯ เผาวอดกว่า 6.6 แสนไร่ หมอกควันลามไปมาเลเซีย โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน

13 ส.ค. 2569 06:22 น.

ไฟป่าอินโดฯ เผาวอดกว่า 6.6 แสนไร่ หมอกควันลามไปมาเลเซีย โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน

อินโดนีเซียเร่งดับไฟป่าที่เผาพื้นที่แล้วกว่า 668,750 ไร่ หมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่ รวมถึงมาเลเซีย ขณะที่โรงเรียนบางจังหวัดต้องหยุดเรียนต่อเนื่อง

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 อินโดนีเซียเร่งรับมือไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ หลังไฟเผาผลาญพื้นที่ทั่วประเทศแล้วมากกว่า 668,750 ไร่ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 ขณะที่ทางการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอากาศยานเข้าดับไฟ รวมถึงปฏิบัติการทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนในพื้นที่ประสบภัย

ทางการอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นปฏิบัติการใน 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้แก่ เรียว จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้ ซึ่งมีพื้นที่ป่าพรุขนาดใหญ่และมีความเสี่ยงเกิดไฟป่าสูงในช่วงฤดูแล้ง โดยรัฐบาลอินโดนีเซียส่งเฮลิคอปเตอร์ประมาณ 43 ลำ และเครื่องบิน 15 ลำเข้าร่วมภารกิจดับไฟและทำฝนเทียม

โดยสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้นจากฤดูร้อนและฤดูแล้งที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ป่าและที่ดินแห้งและติดไฟได้ง่าย ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไฟป่าส่วนใหญ่มีปัจจัยจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาพื้นที่ป่าพรุและการแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตรและอุตสาหกรรม

 นอกจากพื้นที่ 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงแล้ว ยังเกิดไฟป่าที่อุทยานแห่งชาติโบรโม เตงเกอร์ เซเมรู ในจังหวัดชวาตะวันออก โดยไฟลุกไหม้นานเกือบ 1 สัปดาห์และเผาพื้นที่ไปประมาณ 550 เฮกตาร์ หรือราว 3,438 ไร่ ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมไฟได้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน หมอกควันจากไฟป่าในอินโดนีเซียได้ลอยปกคลุมบางพื้นที่ของมาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐซาราวัก ส่งผลให้คุณภาพอากาศในบางพื้นที่อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ และมีการสั่งปิดโรงเรียนบางแห่งเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชน สะท้อนว่าสถานการณ์ไฟป่ากำลังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

ชาวยุโรปนับล้านคน ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์

 ชาวยุโรปนับล้านคน ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์

13 ส.ค. 2569 05:59 น.

ชาวยุโรปนับล้านคน ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์

ชาวยุโรปนับล้านแห่ชมสุริยุปราคาครั้งสำคัญ หลังเงาดวงจันทร์พาดผ่านหลายพื้นที่ตั้งแต่อาร์กติกถึงยุโรป ขณะที่สเปนได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 หลายประเทศในยุโรปได้ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งสำคัญ โดยเงาของดวงจันทร์พาดผ่านแถบอาร์กติก ทางตะวันออกของกรีนแลนด์ และทางตะวันตกของไอซ์แลนด์ ก่อนเคลื่อนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังคาบสมุทรไอบีเรีย และสิ้นสุดเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกจนบดบังดวงอาทิตย์ทั้งหมด โดยแนวคราสเต็มดวงครอบคลุมพื้นที่กว้างประมาณ 290 กิโลเมตร และบางจุดสามารถเห็นดวงอาทิตย์ถูกบดบังอย่างสมบูรณ์นานสูงสุดราว 2 นาที ส่วนพื้นที่นอกแนวคราสเต็มดวงในซีกโลกเหนือสามารถเห็นสุริยุปราคาบางส่วน โดยเฉพาะในอังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส

ที่นอร์เวย์ ประชาชนในหลายพื้นที่ออกมารวมตัวกันชมสุริยุปราคาบางส่วนในช่วงวันพุธ ท่ามกลางความสนใจของนักดูดาวและผู้ที่ต้องการชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง โดยบางพื้นที่ของทวีปยุโรปสามารถมองเห็นดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เป็นส่วนใหญ่

ส่วนที่สเปน กลายเป็นหนึ่งในจุดชมสำคัญของสุริยุปราคาครั้งนี้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่สามารถมองเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงจากพื้นที่ภาคพื้นทวีปของประเทศ ประชาชนหลายล้านคนเดินทางไปตามเมืองและชุมชนในภาคเหนือและภาคกลางของสเปน เพื่อจับจองจุดชมวิวที่คาดว่าจะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ได้ดีที่สุดในยุโรปแผ่นดินใหญ่

เมื่อเข้าสู่ช่วงสุริยุปราคาเต็มดวง พื้นที่บางส่วนจะตกอยู่ในความมืดชั่วขณะ หลังดวงจันทร์บดบังแสงจากดวงอาทิตย์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนที่เฝ้ารอชมปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ

ขณะเดียวกันที่อังกฤษ ผู้คนจำนวนมากในคอร์นวอลล์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ รวมตัวกันในช่วงเย็นเพื่อชมสุริยุปราคาบางส่วน หลายคนต้องการสัมผัสบรรยากาศที่ท้องฟ้ามืดลงในเวลากลางวัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และช่วงเวลาที่สัตว์และนกบางชนิดเงียบลง เนื่องจากเข้าใจผิดว่าเป็นช่วงเวลากลางคืน

ที่เยอรมนี ประชาชนหลายพันคนเดินทางไปยังสนามบินเทมเพลฮอฟ  ซึ่งปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเบอร์ลิน เพื่อชมสุริยุปราคา ผู้คนเดินและปั่นจักรยานเข้ามายังพื้นที่สนามบิน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการขนส่งทางอากาศเบอร์ลิน ระหว่างปี 2491-2492

ผู้ชมจำนวนมากนำแว่นตาสำหรับชมสุริยุปราคามาแบ่งปันกัน พร้อมนั่งปิกนิกระหว่างรอชมปรากฏการณ์ ขณะที่บางคนประดิษฐ์อุปกรณ์ชมสุริยุปราคาแบบง่ายๆ จากกล่องซีเรียลเพื่อใช้สังเกตดวงอาทิตย์อย่างปลอดภัย

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลกพอดี โดยแม้ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ประมาณ 400 เท่า แต่ก็อยู่ห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ประมาณ 400 เท่า ทำให้เมื่อมองจากโลก ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใกล้เคียงกัน จึงเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ได้อย่างสมบูรณ์ในบางพื้นที่.

ที่มา BBC AP

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

13 ส.ค. 2569 00:44 น.

เรือเฟอร์รี่ล่มกลางทะเลสาบซิมบับเว ดับพุ่ง 44 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เกิดเหตุเรือเฟอร์รี่บรรทุกผู้โดยสารเกินขนาดล่มในทะเลสาบคาริบา ประเทศซิมบับเว ดับ 44 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่ายังมีเด็กอยู่บนเรืออีกจำนวนหนึ่ง

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจซิมบับเวเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รี่ล่มในทะเลสาบคาริบา  เพิ่มเป็นอย่างน้อย 44 ศพ หลังเกิดเหตุเมื่อวันอังคาร (11 ส.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติซิมบับเว รายงานว่า เรือกู้ภัยและเฮลิคอปเตอร์เข้าปฏิบัติการในพื้นที่เกิดเหตุ หลังเรือเฟอร์รี่พลิกคว่ำกลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่อยู่บริเวณพรมแดนระหว่างซิมบับเวกับแซมเบีย โดยตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นจากทะเลสาบได้แล้วหลายราย อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขล่าสุดของผู้ได้รับบาดเจ็บหรือผู้สูญหายจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นกับเรือเฟอร์รี่ที่ให้บริการโดยหน่วยงานของรัฐบาล

ขณะที่สื่อต่างประเทศระบุว่า เรือมีผู้โดยสารรวมราว 153 คน ซึ่งเกินกว่าความจุที่ออกแบบไว้ประมาณ 90 คน และเรือประสบเหตุขณะเผชิญคลื่นขนาดใหญ่ในทะเลสาบคาริบา ก่อนพลิกคว่ำในเวลาต่อมา

ทางด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของซิมบับเวเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เรือมีผู้โดยสารผู้ใหญ่ที่ซื้อตั๋วโดยสารเรืออย่างน้อย 114 คน และลูกเรือ 5 คน โดยสามารถช่วยเหลือผู้โดยสารขึ้นฝั่งได้ 77 คนในช่วงแรก ขณะที่จำนวนผู้โดยสารที่แท้จริงยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากตัวเลขที่เจ้าหน้าที่รวบรวมมีเฉพาะผู้ที่ซื้อตั๋ว ขณะที่เด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ต้องซื้อตั๋วอาจเดินทางมากับผู้ปกครองและไม่ได้ถูกนับรวมในจำนวนผู้โดยสาร.

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

12 ส.ค. 2569 23:25 น.

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตปธน. ฐานฆาตกรรม-ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาลซีเรียพิพากษาประหารชีวิต “บาชาร์ อัล-อัสซาด” อดีตประธานาธิบดี ฐานความผิดรวมถึงฆาตกรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังรัฐบาลอำนาจนิยมของเขาล่มสลายเมื่อปี 2567

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวของทางการซีเรีย รายงานว่า ศาลในกรุงดามัสกัสมีคำพิพากษาประหารชีวิต นายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย ในความผิดหลายข้อหา รวมถึงฆาตกรรมและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยรายละเอียดของคำพิพากษาระบุว่า นายอัสซาดในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของประเทศ มีบทบาทในการสั่งปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง หลังสงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นในปี 2554 และดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 13 ปี ก่อนรัฐบาลของอัสซาดจะล่มสลายในเดือนธันวาคม 2567

อย่างไรก็ตาม นายอัสซาดไม่ได้เข้าร่วมการพิจารณาคดี เนื่องจากหลบหนีออกจากซีเรียไปยังรัสเซียทันทีหลังรัฐบาลของเขาล่มสลาย ทำให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยไม่มีตัวจำเลยอยู่ในศาล และขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า รัสเซียจะส่งตัวอัสซาดกลับมารับโทษในซีเรียหรือไม่

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังมีคำพิพากษาประหารชีวิตผู้ต้องหาอีก 8 คน ซึ่งรวมถึงน้องชายของเขา และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลชุดเดิม 

ทั้งนี้ หลังการเปลี่ยนแปลงอำนาจ ซีเรียเริ่มเดินหน้ากระบวนการเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดเดิม ขณะที่ประเทศพยายามฟื้นฟูและสร้างระบบการเมืองขึ้นใหม่

ที่มา Aljazeera

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

"จู หรงจี" อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

12 ส.ค. 2569 22:14 น.

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี

“จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี หลังมีบทบาทสำคัญผลักดันจีนเข้าสู่ระบบการค้าโลก ปฏิรูปเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจู หรงจี นายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของจีน ได้ถึงแก่อสัญกรรมขณะมีอายุ 97 ปี โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจีนระหว่างปี 2541-2546 และมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อให้จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในปี 2545 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดเศรษฐกิจจีนสู่ตลาดโลก และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของจีนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่แยกตัวจากระบบเศรษฐกิจโลก สู่มหาอำนาจด้านการผลิตและการค้า

โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง เขายังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการโอนอำนาจด้านภาษีจากรัฐบาลท้องถิ่นมายังรัฐบาลกลาง การปิดหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ประสบภาวะขาดทุน และส่งเสริมการมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของประชาชน  

บรรดาสื่อทางการจีนยกย่องชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีจู หรงจี ว่าเป็นชีวิตแห่งการปฏิวัติ การต่อสู้ และความรุ่งโรจน์ พร้อมระบุในคำไว้อาลัยว่าเขาเป็นสมาชิกที่โดดเด่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นักปฏิวัติที่ภักดี และผู้นำที่โดดเด่นของพรรคและรัฐ 

ทั้งนี้ นายจู หรงจี เกิดที่มณฑลหูหนาน ทางตอนกลางของจีน เมื่อปี 2471 สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนเข้าสู่ระบบราชการและเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2492 เขาเคยถูกปลดออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของเหมา เจ๋อตง และถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวา ก่อนถูกกวาดล้างอีกครั้งในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม จากนั้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของเหมา เจ๋อตง เขาได้รับการคืนตำแหน่งและค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจในปี 2534 ก่อนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2541

ที่มา Reuters

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

12 ส.ค. 2569 19:39 น.

ชาวฝรั่งเศส 11 คน ถูกจับขนกัญชาจากไทย อ้างถูกหลอกเที่ยวฟรีแลกขนกระเป๋ากลับ ฝรั่งเศสเร่งเตือนนทท.

ชาวฝรั่งเศสอย่างน้อย 11 คนถูกจับที่สนามบินพร้อมกัญชาหลายกิโลกรัม ขณะกำลังเตรียมเดินทางออกจากไทย โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เพื่อรอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทย

สำนักข่าว RTL ของฝรั่งเศสรายงานโดยอ้างข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติฝรั่งเศสระบุว่า มีชาวฝรั่งเศส 11 คนถูกควบคุมตัวในประเทศไทย หลังถูกตรวจพบยาเสพติดในกระเป๋าเดินทางที่สนามบิน และถูกกล่าวหาว่าพยายามลักลอบนำยาเสพติดออกจากประเทศไทย

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้กรณีผู้ที่ถูกจับพร้อมกัญชาจะถูกยึดของกลางแต่สามารถเดินทางกลับได้ แต่หลังไทยเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการลักลอบขนกัญชา ผู้ต้องหาที่ไม่สามารถชำระค่าปรับศุลกากรภายในเวลาที่กำหนด จะถูกส่งตัวให้ตำรวจไทยและถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี

ข้อมูลจาก RTL ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ไทยกำหนดค่าปรับศุลกากร 30,000 บาท หรือประมาณ 790 ยูโร ต่อกัญชาที่ตรวจยึดได้ 1 กิโลกรัม หากไม่ชำระค่าปรับ จะถูกควบคุมตัวและนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี โดยผู้กระทำผิดอาจเผชิญโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

อ้างถูกหลอกผ่านโซเชียล เสนอเที่ยวไทยฟรีแลกขนกระเป๋า

ด้านครอบครัวของผู้ต้องหาหลายรายระบุว่า พวกเขาอาจตกเป็นเหยื่อของข้อเสนอที่เรียกว่า “แผนประเทศไทย” หรือ “Thailand plan” ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการยื่นข้อเสนอให้มาเที่ยวประเทศไทยฟรี ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ แลกกับการนำกระเป๋าเดินทางกลับไปยังยุโรป

รายงานของ AFP ที่เผยแพร่ผ่าน HuffPost ระบุว่า ผู้ที่ตอบรับข้อเสนอ ได้รับข้อมูลเพียงว่ากระเป๋าดังกล่าวบรรจุโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ผู้ต้องหาหลายคนอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในกระเป๋ามีกัญชา

หนึ่งในกรณีที่มีการเปิดเผยรายละเอียดคือชายชาวฝรั่งเศสวัย 20 ปี ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยช่วงกลางเดือนมิถุนายน และถูกจับขณะเตรียมเดินทางออกจากไทย โดยในกระเป๋าที่ถูกล็อกและเจ้าตัวไม่มีรหัสเปิด พบกัญชาน้ำหนัก 16.8 กิโลกรัม ตามคำให้สัมภาษณ์ของครอบครัวที่ AFP รายงาน

ครอบครัวระบุว่า ชายหนุ่มได้รับการติดต่อผ่าน Snapchat พร้อมข้อเสนอ “Thailand plan” โดยอ้างว่าเป็นการขนส่งโทรศัพท์มือถืออย่างถูกกฎหมาย มีทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าตอบแทนให้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าชาวฝรั่งเศสทั้ง 11 คนไม่ทราบว่ากระเป๋าที่นำออกจากไทยมีสิ่งผิดกฎหมายจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสอีก 2 คนถูกควบคุมตัวที่ฮ่องกงในข้อหาขนส่งกระเป๋าเดินทางบรรจุกัญชาเช่นกัน ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินทางมาจากประเทศไทยและถูกจับกุมระหว่างแวะพักที่ฮ่องกง แหล่งข่าวจากตำรวจกล่าวกับ franceinfo

ด้านกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส หรือ France Diplomatie มีการระบุในคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะเดินทางมายังประเทศไทยว่า การส่งออกกัญชาจากประเทศไทยเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2569 มีการกำหนดค่าปรับศุลกากร 30,000 บาท หรือประมาณ 790 ยูโร ต่อกัญชาที่ตรวจยึดได้ 1 กิโลกรัม และมีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ หากไม่ชำระค่าปรับ ผู้กระทำผิดจะถูกควบคุมตัวและถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดี โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสยังย้ำว่า กฎระเบียบเกี่ยวกับกัญชาในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงและขอให้นักท่องเที่ยว ติดตามกฎระเบียบล่าสุดอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรุงปารีสกำลังติดตามสถานการณ์ของพลเมืองฝรั่งเศสที่ถูกควบคุมตัวอย่างใกล้ชิด และหน่วยงานกงสุลฝรั่งเศสในไทยกำลังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลตามสิทธิของผู้ต้องหา

ทั้งนี้ ทางการฝรั่งเศสระบุว่า ปัจจุบันกำลังมีการสอบสวนปรากฏการณ์ “Thailand plan” เพื่อค้นหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบวิธีการคัดเลือกผู้ที่ถูกชักชวนให้เดินทางไปขนยาเสพติดกลับยุโรปด้วย.

ที่มา : huffingtonpost , กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

12 ส.ค. 2569 15:35 น.

หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมภูมิภาค ไฟไหม้แล้วกว่า 6 แสนไร่

อินโดนีเซียเร่งระดมกำลังควบคุมไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ทั่วประเทศแล้วกว่า 668,750 ไร่ ท่ามกลางฤดูแล้งที่ร้อนและยาวนานกว่าปกติจากอิทธิพลเอลนีโญ ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องปิดโรงเรียน ขณะที่หมอกควันลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย ทำให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ”

อินโดนีเซียกำลังเร่งรับมือสถานการณ์ไฟป่าที่ขยายวงกว้างทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วมากกว่า 107,000 เฮกตาร์ หรือกว่า 668,750 ไร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่เกือบ 50,000 นายถูกระดมเข้าร่วมภารกิจดับไฟในหลายจังหวัด

ทางการอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับ 6 จังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรง ได้แก่ จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง กาลิมันตันใต้ และเรียว เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีพื้นที่พรุเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้ในช่วงฤดูแล้ง

นอกจากการส่งเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ดับเพลิงลงพื้นที่แล้ว รัฐบาลยังนำเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยภารกิจ โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นายดจามารี ชานิอาโก  รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคง ระบุว่า อินโดนีเซียส่งเฮลิคอปเตอร์ 43 ลำ และเครื่องบินปีกตรึงอีกสูงสุด 15 ลำ เพื่อสนับสนุนการทำฝนเทียมในพื้นที่ที่จำเป็น

การทำฝนเทียมใช้เครื่องบินโปรยสาร เช่น ซิลเวอร์ไอโอไดด์และเกลือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดฝน แต่ประสิทธิภาพของภารกิจขึ้นอยู่กับว่ามีเมฆเพียงพอในพื้นที่หรือไม่

สถานการณ์ส่งผลกระทบต่อการศึกษาในหลายพื้นที่ โดยเมืองปอนเตียนัก ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก สั่งให้นักเรียนเรียนจากบ้าน เนื่องจากหมอกควันจากไฟป่าปกคลุมเมือง โดยจะให้เรียนออนไลน์ต่อไปจนกว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้น

เอดี รุสดี คัมโตโน นายกเทศมนตรีเมืองปอนเตียนัก กล่าวว่า เมืองเริ่มได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนและช่วงเช้า ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง ชาวบ้านเปิดเผยว่าต้องเผชิญไฟป่ามานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว โดยดาร์วิน โรมี ชาวพื้นเมืองดายักในเมืองปาลังการายา ระบุว่า หมอกควันเริ่มหนาขึ้นจนทำให้แสบตาและมีกลิ่นควันรุนแรง ขณะที่ไฟบางจุดลุกลามเข้าใกล้พื้นที่อยู่อาศัย และแหล่งน้ำที่ใช้ดับไฟกำลังเริ่มขาดแคลน

สถานการณ์ไฟป่ายังเกิดขึ้นบนเกาะชวา โดยไฟไหม้ในอุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู จังหวัดชวาตะวันออก ลุกลามต่อเนื่องหลายวัน เผาผลาญพื้นที่ประมาณ 5,625 ไร่ หรือคิดเป็นราว 2% ของพื้นที่อุทยาน และทำให้ทางการต้องปิดอุทยานไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีการส่งกำลังดับเพลิงประมาณ 200 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ตำรวจ และทหาร พร้อมเฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำ 3 ลำและรถดับเพลิงเข้าร่วมภารกิจ โดยพยายามดับไฟและฉีดน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟปะทุขึ้นมาอีก

ซาตริโย นูร์เซโน เจ้าหน้าที่ด้านการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังระดมทุกทรัพยากรที่มีเพื่อดับไฟและทำให้พื้นที่เปียกชุ่ม พร้อมหวังว่าจะสามารถควบคุมไฟได้ทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนป้องกันการปะทุซ้ำ

สำหรับสาเหตุของไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากความประมาท หลังมีผู้ก่อไฟในพื้นที่และเข้าใจว่าดับไฟแล้ว ทั้งที่ไฟยังไม่ดับสนิท

นอกจากพื้นที่บนเกาะชวาแล้ว ทางการยังเตือนถึงจุดความร้อนใหม่บริเวณใกล้ปากปล่องภูเขาไฟโบรโม ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซีย

หมอกควันจากไฟป่าได้ลอยข้ามช่องแคบไปยังมาเลเซีย โดยเมืองเซเรียน ในรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API แตะระดับ 195 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ซึ่งอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” และเป็นระดับสูงสุดของรัฐในวันดังกล่าว

ตามเกณฑ์ของมาเลเซีย ค่า API ระหว่าง 101-200 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่ระดับ 201-300 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก และมากกว่า 301 ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยมีรายงานว่าพื้นที่อย่างน้อย 9 แห่งในรัฐซาราวักมีค่าดัชนีอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียเตือนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบให้อยู่ภายในอาคาร พร้อมระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนจากเกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ขณะที่มาเลเซียเคยสั่งปิดโรงเรียนในปี 2015 เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากปัญหาสุขภาพจากหมอกควันรุนแรงที่เกิดจากไฟป่าในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียกำลังเผชิญฤดูแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงผิดปกติในปี 2026 โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG เตือนว่าประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อภัยแล้งและไฟป่า อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากขึ้น

BMKG ระบุว่า อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยของอินโดนีเซียในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 26.2 องศาเซลเซียส และเป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบฝนทั่วโลก โดยในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ ขณะที่เอลนีโญครั้งก่อนมีส่วนทำให้ปี 2023 และ 2024 กลายเป็นสองปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก

พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญในอินโดนีเซียตั้งแต่ต้นปี 2026 มีขนาดมากกว่าสองเท่าของพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ตลอดปี 2023 สะท้อนถึงความรุนแรงของฤดูไฟป่าในปีนี้ และเพิ่มความกังวลว่าสถานการณ์หมอกควันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพอากาศของประชาชนในอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านต่อไป.

ที่มา BBC / AFP / The Star

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

12 ส.ค. 2569 14:57 น.

ออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-ประกัน ให้ไรเดอร์ส่งอาหาร-สินค้า สูงสุด 748 บาทต่อชั่วโมง

คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) อนุมัติมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำสำหรับไรเดอร์ส่งอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ให้ได้ค่าตอบแทนเฉลี่ย 31.30–32 ดอลลาร์ออสเตรเลีย  หรือราว 732 – 748 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ พร้อมบังคับแพลตฟอร์มต้องทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แรงงาน มีผลบังคับใช้ 17 สิงหาคมนี้

คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ออสเตรเลีย (FWC) มีคำสั่งรับรองมาตรฐานขั้นต่ำฉบับใหม่สำหรับแรงงานที่ให้บริการส่งอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยกำหนดให้แรงงานได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำตามช่วงเวลาที่ปฏิบัติงาน และได้รับความคุ้มครองด้านประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะส่งผลต่อแรงงานประมาณ 250,000 คนทั่วออสเตรเลีย โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการยกระดับสิทธิของแรงงานในระบบแรงงานรับจ้างอิสระและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป

ภายใต้มาตรฐานใหม่ แรงงานส่งอาหารและสินค้าโดยใช้จักรยานหรือจักรยานไฟฟ้าจะได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำ 31.30 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 732 บาทต่อชั่วโมง ขณะที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จะได้รับอย่างน้อย 31.80 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 743 บาทต่อชั่วโมง และผู้ขับรถยนต์จะได้รับอย่างน้อย 32 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 748 บาทต่อชั่วโมง โดยค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำระดับประเทศของออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ที่ 26.44 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 618 บาทต่อชั่วโมง

มาตรฐานใหม่นี้กำหนดให้แรงงานได้รับ “ค่าตอบแทนขั้นต่ำสำหรับเวลาที่ทำงาน” โดยนับตั้งแต่แรงงานกดยอมรับงานจนกระทั่งส่งสินค้าเสร็จสิ้น ไม่ใช่เพียงเวลาที่เดินทางไปส่งสินค้าเท่านั้น

แพลตฟอร์มดิจิทัลจะต้องคำนวณรายได้ของแรงงานในแต่ละรอบ ซึ่งอาจครอบคลุมระยะเวลาไม่เกิน 21 วัน หากพบว่าแรงงานได้รับเงินต่ำกว่าระดับค่าตอบแทนขั้นต่ำที่กำหนด แพลตฟอร์มจะต้องจ่ายเงินส่วนต่างเพิ่มเติมให้ครบตามเกณฑ์

มาตรการดังกล่าวยังเพิ่มสิทธิให้แรงงานสามารถหยุดพักจากการรับงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างได้ตามความต้องการของตนเอง โดยไม่ต้องสูญเสียสถานะการทำงานกับแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มจะต้องจัดตั้งช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียน เพื่อให้แรงงานสามารถแจ้งปัญหาหรือสอบถามเกี่ยวกับการทำงานได้ หากไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาทระหว่างแรงงานกับแพลตฟอร์มได้ แรงงานสามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแรงงานได้

ด้านการประกันภัย มาตรฐานใหม่กำหนดให้แรงงานยังคงมีหน้าที่จัดทำและรักษาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในการส่งสินค้า รวมถึงต้องแจ้งบริษัทประกันว่ายานพาหนะดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อการจัดส่งสินค้า

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มส่งอาหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทำและรักษาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับแรงงานที่อยู่ในกลุ่ม “เสมือนลูกจ้าง” เพื่อคุ้มครองกรณีได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติงาน แม้คำสั่งไม่ได้กำหนดวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจน แต่กำหนดให้ต้องมีระดับความคุ้มครองที่เหมาะสม

สหภาพแรงงานขนส่งออสเตรเลีย (TWU) ซึ่งเป็นตัวแทนแรงงานรับจ้างอิสระ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังจากมีการผลักดันเรื่องสิทธิแรงงานส่งอาหารมานานหลายปี โดย TWU ยื่นคำร้องต่อ FWC เพื่อขอกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำตั้งแต่ปี 2024 ร่วมกับแพลตฟอร์มส่งอาหารอย่าง Uber Eats และ DoorDash

ไมเคิล เคน เลขาธิการแห่งชาติของ TWU เรียกมาตรฐานใหม่ว่าเป็น “มาตรฐานระดับแนวหน้าของโลก” พร้อมระบุว่าแรงงานรับจ้างอิสระของออสเตรเลียถูกปล่อยให้อยู่นอกระบบคุ้มครองแรงงานมาเป็นเวลานาน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต

อแมนดา ริชเวิร์ธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและความสัมพันธ์ในสถานประกอบการของออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรฐานใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความคุ้มครองที่แข็งแกร่งขึ้นให้แก่แรงงาน พร้อมย้ำว่าแรงงานส่งอาหารไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “ความยืดหยุ่นในการทำงาน” กับ “สิทธิและความเป็นธรรม”

ด้าน Uber Eats และ DoorDash ต่างแสดงการสนับสนุนมาตรฐานใหม่ โดยระบุว่า การคุ้มครองแรงงานที่เข้มแข็งขึ้นสามารถดำเนินควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นที่แรงงานในระบบแพลตฟอร์มให้ความสำคัญได้

เอ็ด คิตเชน กรรมการผู้จัดการ Uber Eats ประจำออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากรอบมาตรฐานดังกล่าว และมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับแรงงานส่งอาหาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจออสเตรเลียและชีวิตประจำวันของประชาชนหลายล้านคน

แม้ที่ผ่านมาแรงงานส่งอาหารจำนวนมากถูกจัดสถานะเป็นผู้รับจ้างอิสระ ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหลายประการ แต่รัฐบาลออสเตรเลียภายใต้พรรคแรงงานได้ผ่านกฎหมายในปี 2023 และ 2024 เพื่อเพิ่มสิทธิให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถเจรจาเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานได้มากขึ้น พร้อมให้อำนาจคณะกรรมาธิการแรงงานในการกำหนดมาตรฐานด้านค่าจ้างและการประกันภัย

ก่อนหน้านี้ บริษัทแพลตฟอร์มบางแห่งเคยเตือนว่า การปฏิรูปกฎหมายแรงงานรับจ้างอิสระอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงานและทำให้ต้นทุนการจัดส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ต่อมาบริษัทเหล่านี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาและพัฒนามาตรฐานใหม่ร่วมกับสหภาพแรงงาน

มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่หลายประเทศเริ่มปรับกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งแรงงานมีความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาและรูปแบบการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านรายได้ ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างจากลูกจ้างในระบบดั้งเดิม

คำสั่งของออสเตรเลียยังมีขึ้นหลังองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO มีมติเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รับรองมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันฉบับแรกสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยครอบคลุมประเด็นค่าจ้าง ความปลอดภัย และสิทธิประโยชน์ทางสังคม แม้มาตรฐานดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันจากรัฐบาลประเทศสมาชิกก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ในระดับประเทศ.

ที่มา SBS Australia / Reuters