โตแล้ว! “หนูน้อย Baby Shark” เตรียมเดบิวต์ K-pop ในชื่อ Baby Shark Boy ปล่อยเพลงใหม่ 20 ส.ค.

โตแล้ว! "หนูน้อย Baby Shark" เตรียมเดบิวต์ K-pop ในชื่อ Baby Shark Boy ปล่อยเพลงใหม่ 20 ส.ค.

11 ส.ค. 2569 11:20 น.

โตแล้ว! “หนูน้อย Baby Shark” เตรียมเดบิวต์ K-pop ในชื่อ Baby Shark Boy ปล่อยเพลงใหม่ 20 ส.ค.

เด็กชายจากเพลง Baby Shark ที่เคยเต้นจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กำลังจะกลับมาอีกครั้งในบทบาทใหม่ เตรียมก้าวเข้าสู่วงการ K-pop อย่างเป็นทางการ พร้อมใช้ชื่อในวงการว่า Baby Shark Boy

ยังจำกันได้ไหม? เด็กชายปาร์ค กอน-รยอง จากเพลง Baby Shark ที่เคยเต้นจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กำลังจะกลับมาอีกครั้งในบทบาทใหม่ โดยเตรียมก้าวเข้าสู่วงการ K-pop อย่างเป็นทางการ พร้อมใช้ชื่อในวงการว่า Baby Shark Boy

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ปาร์ค กอน-รยอง เป็นหนึ่งในนักแสดงเด็กจากมิวสิกวิดีโอ Baby Shark Dance ของ Pinkfong บริษัทด้านการศึกษาและคอนเทนต์จากเกาหลีใต้

ในตอนนั้น ปาร์คปรากฏตัวในชุดนอนลายฟันฉลาม พร้อมเต้นและลิปซิงก์ไปกับเพลง Baby Shark ที่ติดหูคนทั่วโลก จนกลายเป็นหนึ่งในไวรัลที่โด่งดังที่สุดบนโลกออนไลน์

Baby Shark Boy เตรียมเดบิวต์อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 สิงหาคม 2026 ด้วยซิงเกิลใหม่ชื่อ Wave โดยเพลงนี้ยังได้ จูฮอน สมาชิกวง K-pop ชื่อดังอย่าง MONSTA X มาร่วมฟีเจอริงด้วย

โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการปล่อยทีเซอร์มิวสิกวิดีโอเพลง Wave ออกมาเรียกน้ำย่อยแฟน ๆ โดยเปิดด้วยท่อนหนึ่งของเพลง Baby Shark เวอร์ชันต้นฉบับ ก่อนที่ปาร์คจะปรากฏตัวพร้อมเต้นและร้องเพลงในฐานะ Baby Shark Boy

เพลง Baby Shark Dance กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก และมิวสิกวิดีโอมียอดเข้าชมบน YouTube แล้วมากกว่า 17,000 ล้านครั้ง จนกลายเป็นวิดีโอที่มียอดชมสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม

ความสำเร็จของเพลงทำให้ Baby Shark ไม่ได้เป็นเพียงเพลงสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่คนทั่วโลกจดจำ และสร้างมีม รวมถึงกระแสเลียนแบบอย่างต่อเนื่องมาหลายปี

การกลับมาของปาร์คในครั้งนี้จึงถูกจับตามองไม่น้อย เพราะเขาไม่ได้กลับมาเพียงในฐานะ เด็ก Baby Shark แต่กำลังจะเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะศิลปิน K-pop อย่างเต็มตัว

โปรเจกต์ Baby Shark Boy ยังได้รับการสนับสนุนโดย Pinkfong ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง และช่วยโปรโมตการเปิดตัวผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

ตัวแทนของ Pinkfong ให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้ The Korea Herald ว่า โปรเจกต์นี้ต้องการให้ปาร์คได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง หลังจากที่ชื่อของเขาผูกติดกับเพลง Baby Shark มาตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Pinkfong เตรียมเผยแพร่ สารคดีเบื้องหลัง โปรเจกต์ Baby Shark Boy เพื่อพาแฟน ๆ ไปติดตามเส้นทางของเด็กชายจากมิวสิกวิดีโอไวรัล สู่การก้าวขึ้นเป็นศิลปิน K-pop อีกด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเองภายในประเทศ

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเองภายในประเทศ

11 ส.ค. 2569 11:00 น.

เวียดนามเริ่มสร้างเรือรบต่อต้านเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเองภายในประเทศ

เวียดนามเดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บทางทะเล เริ่มพิธีวางกระดูกงูต่อเรือฟริเกตต่อต้านเรือดำน้ำอเนกประสงค์ลำใหม่ ที่อู่ต่อเรือซ่งทู เมืองดานัง ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยสร้างในประเทศ พร้อมติดตั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีหลักที่พัฒนาขึ้นเอง ตอกย้ำนโยบายสร้างความพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท ซ่งทู คอร์ปอเรชัน สังกัดกระทรวงกลาโหมเวียดนาม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดพิธีเริ่มการต่อเรือฟริเกตอเนกประสงค์ปราบเรือดำน้ำลำใหม่ให้แก่กองทัพเรือเวียดนาม ณ เมืองดานัง โดยโครงการนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดเท่าที่เวียดนามเคยออกแบบและต่อขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมการและออกแบบมากว่า 36 เดือน

รายงานจากหนังสือพิมพ์ กวนตอยเญินเซิน สื่อของกองทัพเวียดนาม ระบุว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีกลาโหม โดยยุทโธปกรณ์ อาวุธ และระบบควบคุมส่วนใหญ่จะได้รับการพัฒนา พัฒนาต่อยอด หรือประกอบขึ้นเองภายในประเทศ ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกองทัพเรือ อู่ต่อเรือซ่งทู และเครือข่ายโทรคมนาคมและเทคโนโลยีกองทัพอย่าง เวียดเทล (Viettel) ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านการป้องกันประเทศอื่นๆ

พลโท ฝ่าม ฮว่าย นาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม เปิดเผยในพิธีว่า เรือฟริเกตต่อต้านดำน้ำรุ่นใหม่นี้จัดเป็นเรือรบยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อค้นหาและทำลายเรือดำน้ำโดยเฉพาะ ตัวเรือจะได้รับการติดตั้งเรดาร์แบบ Phased-Array, ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน และขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ทันสมัย ซึ่งพัฒนาโดยเครือเวียดเทลและโรงงานในสังกัดกรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ถือเป็นเรือรบที่มีสัดส่วนการใช้อะไหล่และเทคโนโลยีภายในประเทศ สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พลโท ฝ่าม ฮว่าย นาม ยังได้เน้นย้ำถึงมติที่ 20 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ว่าด้วยการพัฒนาเวียดนามให้เป็นชาติทางทะเลที่เข้มแข็ง โดยระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกและภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เวียดนามจำเป็นต้องสร้างกองทัพที่ทันสมัยและมีอธิปไตยทางเทคโนโลยี เพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเลและเกาะแก่งของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือเวียดนามเร่งเร่งยกระดับความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านี้จะพึ่งพาการนำเข้ายุทโธปกรณ์หลักจากรัสเซีย เช่น เรือดำน้ำชั้นคีโล และเรือฟริเกตชั้นเกพาร์ด แต่เวียดนามได้พยายามลดการพึ่งพาต่างชาติด้วยการขยายขีดความสามารถการผลิตภายในประเทศ ซึ่งเห็นได้จากฟลีตเรือยามฝั่งและเรือเร็วโจมตีติดขีปนาวุธที่ต่อขึ้นเอง

นอกจากนี้ เวียดนามมีกำหนดจัดงานแสดงยุทโธปกรณ์นานาชาติ ครั้งที่ 3 ขึ้นที่กรุงฮานอยในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อแสดงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและขยายความร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลายในระดับสากล.

ที่มา Reuters / nhandan.vn

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

11 ส.ค. 2569 10:21 น.

ฟิลิปปินส์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็ก! หลังความรุนแรงในรร.เกิดถี่ สกัดลัทธิสุดโต่งล่อลวงเยาวชน

ฟิลิปปินส์เตรียมจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเด็กและเยาวชน หลังเกิดความรุนแรงในโรงเรียนหลายครั้ง หวังสกัดเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนโลกออนไลน์ รวมถึงกลุ่มสุดโต่งที่พยายามชักจูงหรือล่อลวงเด็ก

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์กำลังผลักดันร่างกฎหมายที่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ร่างกฎหมายอีกฉบับในวุฒิสภาเสนอให้ขยายข้อจำกัดไปถึงเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน หลังฟิลิปปินส์เผชิญเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และเจ้าหน้าที่เริ่มตั้งคำถามถึงอิทธิพลจากเนื้อหาบนโลกออนไลน์

หวั่นโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางล่อลวงเด็ก

ฆวน เอ็ดการ์โด อังกาลา รัฐมนตรีศึกษาธิการฟิลิปปินส์ ระบุเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า อิทธิพลด้านลบจากโลกออนไลน์อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงในกลุ่มเยาวชน

เจ้าหน้าที่แสดงความกังวลว่า เด็กและวัยรุ่นอาจได้รับอิทธิพลจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ที่มีแนวคิดรุนแรง รวมถึงกลุ่มที่พยายาม ล่อลวงเด็ก และกลุ่มก่อการร้ายที่ใช้โลกออนไลน์เป็นช่องทางในการชักชวนเยาวชนเข้าร่วม

ภายใต้ร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณา แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องจัดให้มีระบบ ตรวจสอบอายุและยืนยันตัวตน ของผู้ใช้งาน รวมถึงต้องดำเนินการปิดบัญชีของผู้ใช้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์โดยเชิงรุก

หากแพลตฟอร์มละเลยข้อกำหนดซ้ำ ๆ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 50 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ หรือราว 820,000 ดอลลาร์สหรัฐ และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นถูกสั่งห้ามให้บริการในประเทศอย่างถาวร

ผู้เชี่ยวชาญเตือน “แบนโซเชียล” อาจยิ่งผลักเด็กเข้าพื้นที่มืด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสุขภาพจิตเตือนว่า การห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียแบบครอบคลุมอาจส่งผลย้อนกลับและทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากเด็กถูกตัดออกจากแพลตฟอร์มหลัก พวกเขาอาจหันไปใช้เว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์ขนาดเล็กและเข้าถึงได้ยากกว่า ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบได้ยาก

ปีจาย เบงวาซัน นักจิตวิทยาและกรรมการสมาคมจิตวิทยาแห่งฟิลิปปินส์มองว่า การแบนอาจกลายเป็นการลงโทษกลุ่มที่รัฐบาลต้องการปกป้อง มากกว่าจัดการกับผู้ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพิ่มระบบตรวจจับ รายงาน และลบเนื้อหาอันตราย รวมถึงพัฒนาระบบที่สามารถตรวจจับผู้ที่พยายาม ล่อลวงหรือชักจูงเด็กเข้าสู่กลุ่มสุดโต่ง ได้อย่างรวดเร็ว

ยิงในโรงเรียนฟิลิปปินส์ จุดชนวนกังวลครั้งใหญ่

ความกังวลเรื่องอิทธิพลจากโลกออนไลน์รุนแรงขึ้น หลังเกิดเหตุยิงในโรงเรียนมัธยมซานโฮเซ เนชันแนล ไฮสคูล ในเมืองทาโคลบัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนักเรียนอายุ 14 และ 15 ปี เปิดฉากยิง ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 20 ราย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวในหมู่นักเรียนและผู้ปกครอง เพราะถือเป็นเหตุความรุนแรงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในฟิลิปปินส์

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยังเตือนว่า เกมออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังถูกใช้เป็นช่องทางในการ ชักชวนเยาวชนเข้าสู่กลุ่มสุดโต่ง

หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตามองคือกลุ่มที่รู้จักกันในชื่อ “764” ซึ่งถูกพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการชักชวนนักเรียนคนหนึ่งที่ก่อเหตุยิงในเมืองทาโคลบัน

หลุยส์ แองเจโล ทาลาตาลา จากกลุ่มรณรงค์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Deep Web Konek ระบุว่า กลุ่มลักษณะดังกล่าวอาจต้องการสร้างอิทธิพลเหนือผู้อื่น และชักนำให้สมาชิกก่อความรุนแรงหรือทำร้ายผู้อื่นตามแนวคิดของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเตือนว่า การได้รับเนื้อหารุนแรงบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมรุนแรงของเด็กได้ทั้งหมด

เด็กที่มีแนวโน้มก้าวร้าวจำนวนหนึ่งอาจกำลังเผชิญปัญหาที่บ้าน ปัญหาที่โรงเรียน หรือปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

ผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มจำนวน ครูและนักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ปกครองมีบทบาทในการสังเกตพฤติกรรมผิดปกติและวางขอบเขตการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม

นักจิตวิทยาย้ำว่า การพูดคุยกับเด็กตั้งแต่เริ่มเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวหรือสัญญาณที่น่ากังวล เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า พฤติกรรมใดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้.

ที่มา :channelnewsasia

ยกเลิกเที่ยวบินแคนาดาหลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย จุดชนวนถกเถียงเรื่องรับมือเด็กบนเครื่องบิน

ยกเลิกเที่ยวบินแคนาดาหลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย จุดชนวนถกเถียงเรื่องรับมือเด็กบนเครื่องบิน

11 ส.ค. 2569 10:05 น.

ยกเลิกเที่ยวบินแคนาดาหลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัย จุดชนวนถกเถียงเรื่องรับมือเด็กบนเครื่องบิน

สายการบินแคนาดาต้องยกเลิกเที่ยวบิน หลังเด็กเล็กไม่ยอมคาดเข็มขัดนิรภัยและยืนอยู่บนที่นั่ง แม้พ่อแม่-ลูกเรือพยายามเกลี้ยกล่อม ทำให้เกิดกระแสถกเถียงเรื่องความปลอดภัยและการรับมือเด็กบนเครื่องบิน

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เที่ยวบินของสายการบิน “พอร์เตอร์ แอร์ไลน์ส” ซึ่งเตรียมออกเดินทางจากเมืองวิกตอเรียไปยังนครโตรอนโต ของแคนาดา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมาต้องเดินทางกลับไปยังอาคารผู้โดยสาร หลังเด็กเล็กคนหนึ่งไม่ยอมนั่งประจำที่และคาดเข็มขัดนิรภัย

โฆษกของสายการบินระบุว่า พ่อแม่ที่เดินทางมาด้วยและลูกเรือพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยแต่ไม่เป็นผล ทำให้กัปตันตัดสินใจนำเครื่องกลับเข้าจอดและให้เด็กกับผู้ปกครองลงจากเครื่อง และเนื่องจากเที่ยวบินล่าช้า ทำให้ไม่สามารถออกเดินทางได้ก่อนสนามบินปิดรันเวย์หลังเที่ยงคืน ผู้โดยสารทั้งหมดจึงต้องเปลี่ยนไปขึ้นเที่ยวบินในวันรุ่งขึ้น

ทางด้านลีอา ทูโซ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของเด็กบนเครื่องบิน กล่าวว่า การตัดสินใจของลูกเรือเป็นการปกป้องความปลอดภัยของทั้งเด็กและผู้โดยสารคนอื่น เนื่องจากเด็กที่ไม่ได้รัดเข็มขัดอาจได้รับอันตรายอย่างรุนแรงหากเกิดความปั่นป่วนของอากาศ โดยอาจถูกแรงกระแทกเหวี่ยงออกจากที่นั่งคล้ายกับสัมภาระที่ไม่ได้ยึดไว้

ผู้โดยสารรายหนึ่งชื่อ อารเยห์ โคซุช ซึ่งอยู่บนเที่ยวบินนี้เปิดเผยว่า เด็กไม่ได้มีพฤติกรรมก่อกวน แต่ดูเหมือนจะหวาดกลัวการเดินทางทางอากาศ โดยเด็กพยายามหลบอยู่ใต้ที่นั่ง และเมื่อถูกพยายามให้คาดเข็มขัด ก็พยายามเลื่อนตัวออกมา ขณะที่บางคนมองว่าไม่ควรให้ผู้โดยสารทั้งลำต้องได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของเด็กเพียงคนเดียว และเห็นว่าควรนำเด็กกับผู้ปกครองลงจากเครื่องแล้วให้เที่ยวบินเดินทางต่อ.

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ว่า สายการบินควรรับมือกับเด็กที่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎอย่างไร และพ่อแม่ควรเข้มงวดกับลูกมากเพียงใด

ที่มา BBC

ตร.อินเดียยิงแก๊สน้ำตาสลายม็อบ เรียกร้องปฏิรูปการสอบราชการ

ตร.อินเดียยิงแก๊สน้ำตาสลายม็อบ เรียกร้องปฏิรูปการสอบราชการ

11 ส.ค. 2569 09:37 น.

ตร.อินเดียยิงแก๊สน้ำตาสลายม็อบ เรียกร้องปฏิรูปการสอบราชการ

ตร.อินเดียยิงแก๊สน้ำตา-ใช้รถฉีดน้ำสลายกลุ่มผู้ประท้วงนักเรียน นักศึกษา และผู้สมัครงานนับพันคนที่ออกมา่เรียกร้องรัฐบาลปฏิรูประบบสอบเข้ารับราชการ ท่ามกลางข้อกล่าวหาข้อสอบรั่วและผลสอบบิดเบือน

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า ตำรวจในรัฐฌารขัณฑ์ ทางตะวันออกของอินเดีย ใช้แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ และกระบองเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงที่พยายามฝ่าแนวกั้นเพื่อเดินทางไปยังรัฐสภาของรัฐ หลังการประท้วงยืดเยื้อมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยมีนักเรียน นักศึกษา ผู้สมัครงาน และอาสาสมัครหลายพันคนเข้าร่วม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูประบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ หลังเกิดข้อกล่าวหาว่าการสอบมีความผิดปกติและอาจมีการรั่วไหลของคำตอบ

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ประท้วงบางส่วนได้รับบาดเจ็บ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ ขณะที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ยังคงชุมนุมอย่างสงบ แต่มีบางกลุ่มพยายามฝ่าแนวกั้นและขว้างก้อนหินใส่ตำรวจ ส่งผลให้ตำรวจ 3 นายได้รับบาดเจ็บ  

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงในเมืองรันจีเริ่มรวมตัวกันที่สนามกีฬาแห่งหนึ่งตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา บางคนต้องนอนกลางแจ้ง ขณะที่บางส่วนอดอาหารประท้วงเพื่อกดดันรัฐบาล ซึ่งชนวนสำคัญของการประท้วงมาจากการสอบคัดเลือกข้าราชการเบื้องต้นของคณะกรรมการบริการสาธารณะรัฐฌารขัณฑ์  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน และประกาศผลในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้สมัครสอบกล่าวหาว่า มีการเผยแพร่ภาพกระดาษคำตอบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้สมัครบางคนที่สอบผ่านอาจตอบคำถามได้น้อยผิดปกติ จนนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าผลสอบอาจถูกบิดเบือน.

ที่มา BBC 

ฝรั่งเศสแล้งหนัก จำกัดใช้น้ำเกือบ 70% หลังคลื่นความร้อนถล่ม แหล่งน้ำใต้ดินต่ำกว่าปกติ

ฝรั่งเศสแล้งหนัก จำกัดใช้น้ำเกือบ 70% หลังคลื่นความร้อนถล่ม แหล่งน้ำใต้ดินต่ำกว่าปกติ

11 ส.ค. 2569 08:52 น.

ฝรั่งเศสแล้งหนัก จำกัดใช้น้ำเกือบ 70% หลังคลื่นความร้อนถล่ม แหล่งน้ำใต้ดินต่ำกว่าปกติ

ฝรั่งเศสเผชิญวิกฤตภัยแล้งรุนแรง ต้องใช้มาตรการจำกัดการใช้น้ำครอบคลุมพื้นที่เกือบ 70% ของประเทศ ท่ามกลางคลื่นความร้อนต่อเนื่อง ขณะที่แหล่งน้ำใต้ดินซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มสำคัญมีระดับต่ำกว่าปกติ

กระทรวงการเปลี่ยนผ่านด้านนิเวศวิทยาของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งกำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังฝรั่งเศสเผชิญคลื่นความร้อนหลายระลอกตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิทำลายสถิติ มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าค่าปกติหลายพันราย และยังเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่

ทางการระบุว่า ขณะนี้พื้นที่เกือบ 70% ของฝรั่งเศส อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้น้ำ โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม พบว่า 67 จาก 101 เขตการปกครองทั่วประเทศอยู่ในระดับเตือนภัยสูงสุด หรือระดับวิกฤต

สำหรับพื้นที่ที่มีประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด จะต้องสงวนน้ำไว้สำหรับการใช้งานที่จำเป็น เช่น การรักษาพยาบาล การป้องกันและรับมือภัยพิบัติ น้ำดื่ม และระบบสุขาภิบาล

ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในระดับเตือนภัยต่ำกว่า จะมีข้อจำกัดเพิ่มเติมในการใช้น้ำสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การรดน้ำสวนและพื้นที่สีเขียว การเติมน้ำในสระว่ายน้ำ การล้างรถ รวมถึงการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

แม้แต่กรุงปารีสก็อยู่ภายใต้มาตรการเตือนภัยด้านน้ำ ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตภัยแล้งอาจรุนแรงขึ้นหากฝนยังคงตกน้อยกว่าปกติ

สัญญาณที่น่ากังวลอีกประการคือ แหล่งน้ำใต้ดิน หรือชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มหลักของฝรั่งเศสถึง 2 ใน 3 แห่ง มีระดับต่ำกว่าค่าปกติ

สำนักงานวิจัยด้านธรณีวิทยาและเหมืองแร่ของฝรั่งเศส หรือ BRGM ระบุว่า แม้ระดับน้ำใต้ดินมักลดลงในช่วงฤดูร้อนอยู่แล้ว แต่ปีนี้สถานการณ์รุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากเดือนกรกฎาคมมีฝนตกน้อยกว่าปกติ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศส หรือ Météo-France ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2026 เป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกในฝรั่งเศส และยังเป็นเดือนกรกฎาคมที่มีฝนน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 โดยปริมาณฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าปกติถึงเกือบ 70%

ล่าสุดวิกฤตน้ำ เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม โมนิก บาร์บูต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำดื่มในหลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ภาวะตึงตัว และมีประชาชน มากกว่า 30,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำประปา

ประชาชนในพื้นที่บางแห่งต้องพึ่งพา รถบรรทุกขนน้ำและน้ำดื่มบรรจุขวด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค

รัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมจัดประชุมวิกฤตด้านภัยแล้งในวันพุธนี้ ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ พร้อมกับหลายพื้นที่ในยุโรปที่ยังคงได้รับผลกระทบจากอากาศร้อนจัด

Météo-France เตือนว่า พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสจะเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ในช่วงต้นสัปดาห์ และความร้อนจะขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศตลอดทั้งสัปดาห์

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ฝรั่งเศสต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.

ที่มา : channelnewsasia

สุดช็อก พยาบาลเยอรมนีถูกสอบเพิ่ม 139 คดี จากคดีฆ่าคนไข้ 10 ศพ พบพิรุธอาจมีเหยื่ออีกเพียบ

สุดช็อก พยาบาลเยอรมนีถูกสอบเพิ่ม 139 คดี จากคดีฆ่าคนไข้ 10 ศพ พบพิรุธอาจมีเหยื่ออีกเพียบ

11 ส.ค. 2569 08:25 น.

สุดช็อก พยาบาลเยอรมนีถูกสอบเพิ่ม 139 คดี จากคดีฆ่าคนไข้ 10 ศพ พบพิรุธอาจมีเหยื่ออีกเพียบ

จนท.เดินหน้าสอบสวนพยาบาลชายที่ถูกศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิต หลังพบความเชื่อมโยงกับคดีต้องสงสัยอีก 139 ราย จากเดิมที่ถูกตัดสินว่าฆ่าคนไข้ 10 ราย โดยได้ขุดศพเกือบ 40 ศพขึ้นมาตรวจสอบ หาหลักฐานเพิ่ม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานคดีสะเทือนขวัญ พยาบาลฆาตกรต่อเนื่องในเยอรมนี หลังอัยการเยอรมนีเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมว่า กำลังสอบสวนคดีต้องสงสัยอีกจำนวนมาก ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้ป่วยระยะประคับประคองรายหนึ่ง ซึ่งเขาถูกจำคุกตลอดชีวิตจากคดีฆาตกรรมคนไข้ถึง 10 รายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งก่อนหน้านี้

โดยสื่อเยอรมนีระบุชื่อพยาบาลชายรายนี้ว่านาย อุลริช เอส. เขาเคยทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองเวอร์เซเลน ใกล้เมืองอาเคิน ทางตะวันตกของประเทศ ก่อนถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในความผิดฐานฆาตกรรมคนไข้ 10 ราย และพยายามฆ่าอีก 27 ราย

การสอบสวนในคดีเดิมพบว่า พยาบาลรายนี้ใช้วิธีฉีดยากล่อมประสาทหรือยาแก้ปวดในปริมาณสูงให้กับคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ โดยอัยการระบุว่าแรงจูงใจที่น่าตกใจคือ ต้องการลดภาระงานของตัวเองในช่วงเข้าเวรกลางคืน

หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เจ้าหน้าที่ยังคงขยายผลการสอบสวนต่อเนื่อง และพบคดีต้องสงสัยที่อาจเชื่อมโยงกับเขาอีกจำนวนมาก

อัยการเมืองอาเคินระบุว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบ 121 คดี ที่อาจเกี่ยวข้องกับพยาบาลรายนี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในปีหน้า

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการสอบสวนคือการนำศพผู้เสียชีวิตขึ้นมาตรวจสอบ โดยจนถึงขณะนี้มีการขุดศพขึ้นมาแล้วเกือบ 40 ศพ เพื่อค้นหาหลักฐานว่าการเสียชีวิตอาจเกี่ยวข้องกับการได้รับยาในปริมาณที่เป็นอันตรายหรือไม่

นอกจากคดีที่อยู่ในการสอบสวนของอัยการเมืองอาเคินแล้ว อัยการในเมืองโคโลญจน์ยังเดินหน้าตรวจสอบ อีก 18 คดี โดยคดีที่เก่าแก่ที่สุดย้อนกลับไปถึงปี 2010

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ก่อนที่พยาบาลรายนี้จะเข้าทำงานที่โรงพยาบาลในเมืองเวอร์เซเลน เขาเคยทำงานอยู่ที่สถานพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองโคโลญจน์ด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบประวัติการทำงานและการเสียชีวิตของผู้ป่วยในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มเติม

หากรวมคดีที่อัยการเมืองอาเคินและโคโลญจน์กำลังตรวจสอบ ขณะนี้มีคดีต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับพยาบาลรายนี้ รวม 139 คดี

ในคดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว นอกจากโทษจำคุกตลอดชีวิต ศาลยังระบุว่าความผิดของเขามีความร้ายแรงของความผิดเป็นพิเศษ ซึ่งหมายความว่า โดยปกติผู้ต้องขังที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตในเยอรมนีอาจมีโอกาสได้รับการพิจารณาปล่อยตัวหลังรับโทษ 15 ปี แต่กรณีนี้จะไม่สามารถใช้ช่องทางดังกล่าวได้ง่าย

ระหว่างการพิจารณาคดี อัยการบรรยายพฤติกรรมของพยาบาลรายนี้ว่า เขาปฏิบัติงานโดย ขาดแรงจูงใจและไร้ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ป่วย

คดีดังกล่าวทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับ นีลส์ เฮอเกิล อดีตพยาบาลชาวเยอรมันที่ถูกจำคุกตลอดชีวิตในปี 2019 หลังถูกตัดสินว่าฆ่าคนไข้ 85 ราย และเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อเหตุร้ายแรงที่สุดในเยอรมนียุคใหม่

เฮอเกิลก่อเหตุด้วยการฉีดยาที่เป็นอันตรายถึงชีวิตให้คนไข้ระหว่างปี 2000-2005 ก่อนถูกจับกุมในเวลาต่อมา

ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองในกรุงเบอร์ลินก็เพิ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หลังถูกตัดสินว่าฆ่าคนไข้ 15 ราย ด้วยยากล่อมประสาทในปริมาณถึงแก่ชีวิต โดยในหลายกรณี เขาถูกกล่าวหาว่าจุดไฟเผาอพาร์ตเมนต์ของเหยื่อเพื่อพยายามปกปิดร่องรอย โดยแพทย์รายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการถูกสอบสวนว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ป่วยรายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

11 ส.ค. 2569 06:28 น.

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

สหรัฐฯ ประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้โคลอมเบีย เพื่อสมทบทุนในด้านต่างๆ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 111 ศพแล้ว และยังมีผู้ติดใต้ซากปรักหักพังอีกหลายราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศผ่าน X ว่า สหรัฐฯ จัดสรรเงินทุนช่วยเหลือจำนวน 15.5 ล้านดอลลาร์แก่โคลอมเบีย สำหรับจัดหาที่พักพิง อาหาร การคุ้มครองช่วยเหลือ และการประเมินความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.4 จนสร้างความเสียหายอย่างหนักในโคลอมเบีย

“เราขอส่งกำลังใจและร่วมอธิษฐานไปกับชาวโคลอมเบียทุกคน และพร้อมที่จะสนับสนุนประธานาธิบดี (อาเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา) รวมถึงรัฐบาลของเขา ในขณะที่พวกเขากำลังประเมินความต้องการช่วยเหลือในพื้นที่” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ครั้งนี้ มีจุดกำเนิดลึกลงไปใต้ดินมากกว่า 100 กิโลเมตร บริเวณเมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ของโคลอมเบีย โดยประธานาธิบดี เด ลา เอสปรีเยยา ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 111 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 87 ราย

ภารกิจค้นหาและกู้ภัยกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั่วภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งพบอาคารพังถล่ม 61 แห่ง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 1,575 หลัง ส่งผลให้รัฐบาลโคลอมเบียประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของโคลอมเบียเปิดเผยว่า มีผู้ป่วยหลายรายติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองกาลิ ทางตะวันตกของโคลอมเบีย ที่พังทลายลงมาบางส่วน

นาง ดิเลียน ฟรานซิสกา โตโร ผู้ว่าราชการจังหวัดบาเยเดลเกากา (Valle del Cauca) ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า พื้นที่บางส่วนของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยกาลิ รวมถึงแผนกกุมารเวชกรรม “พังทลายลงมา ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ข้างใน” ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งทำงานเพื่อนำตัวพวกเขาออกมา

ด้าน อิร์เน ตอร์เรส คาสโตร ผู้จัดการโรงพยาบาล บอกกับผู้สื่อข่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลประมาณ 30% ได้พังถล่มลงมา ซึ่งรวมถึงชั้นอาคาร 3 ชั้นที่ใช้สำหรับแผนกกุมารเวชกรรม อายุรเวชกรรม และส่วนหนึ่งของแผนกทารกแรกเกิดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จี้อิหร่าน จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิต ความหวังข้อตกลงริบหรี่

ทรัมป์จี้อิหร่าน จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิต ความหวังข้อตกลงริบหรี่

11 ส.ค. 2569 06:02 น.

ทรัมป์จี้อิหร่าน จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียชีวิต ความหวังข้อตกลงริบหรี่

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน ตอบโต้ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเตหะราน บอกให้สหรัฐฯ จ่ายค่าชดเชยสงคราม เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้คนที่เขาอ้างว่าถูกสังหารในสงคราม การโจมตี และการประท้วง นับเป็นการยกระดับวาทกรรมโต้ตอบกับเตหะรานอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะที่ความหวังในการบรรลุข้อตกลงฉุกเฉินเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเริ่มเลือนราง

นายทรัมป์ระบุว่า นี่เป็นการตอบโต้การที่อิหร่านตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ทำตามเพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึง การชดใช้ค่าเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา

“ผมเรียกร้องค่าชดเชยจากอิหร่านเช่นกัน สำหรับทุกคนที่พวกเขาได้สังหารและทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสด้วยระเบิดแสวงเครื่องริมถนน และความขัดแย้งมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามีชื่อเสียงมาก” ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

ราคาน้ำมัน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นก่อนหน้านี้จากถ้อยแถลงของอิหร่าน ได้ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากโพสต์ของทรัมป์ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ปรับตัวสูงขึ้น 4.25% เมื่อเวลา 17:20 น วันจันทร์ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT)

ทั้งนี้ การเรียกค่าชดเชยดังกล่าวเป็นประเด็นที่ทรัมป์ไม่เคยหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเลย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า ประเด็นนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาในอนาคตทั้งหมดกับผู้นำอิหร่าน และจะรวมถึงการเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้ประท้วงหลายแสนคนที่เขาอ้างว่าถูกอิหร่านสังหาร

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า อิหร่านควรชดเชยให้แก่ “ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือ ยูเอสเอส โคล (USS Cole)” ซึ่งอ้างอิงถึงเหตุการณ์โจมตีเรือรบดังกล่าวในเยเมนเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2543 ทำให้ทหารเรือสหรัฐ เสียชีวิต 17 นาย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม อัลเคดา ไม่ใช่อิหร่าน

“นอกจากนี้ ในส่วนของการเจรจากับอิหร่าน อิหร่านจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนในเลบานอน ซีเรีย เยเมน และกาซาด้วย!” ทรัมป์เขียนในโพสต์ที่สอง

ก่อนหน้านี้ อิหร่านระบุว่าใกล้จะบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับโอมานในการกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังคงย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการจ่ายค่าชดเชย การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการยุติมาตรการทางทหาร ก่อนที่ช่องแคบแห่งนี้จะเปิดใช้งานอีกครั้ง

อนึ่ง ทรัมป์ ซึ่งเคยกล่าวว่าการโจมตีอิหร่านมีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ จากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และลดขีดความสามารถในการคุกคามภูมิภาค กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ยุติสงครามซึ่งไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในประเทศ ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

ปัจจุบัน นอกจากสหรัฐฯ จะไม่สามารถทำให้อิหร่านถอนตัวจากโครงการนิวเคลียร์ได้แล้ว อิหร่านยังกลายเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ขณะที่ความพยายามทางทหารของสหรัฐฯ นานหลายเดือน รวมถึงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศนานสองสัปดาห์ในเดือนกรกฎาคม กลับยังไม่สามารถทำลายการยึดครองช่องแคบของอิหร่านลงได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์อ่วม ฝนตก 9 วันติด ทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 16 ศพ

ฟิลิปปินส์อ่วม ฝนตก 9 วันติด ทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 16 ศพ

11 ส.ค. 2569 04:52 น.

ฟิลิปปินส์อ่วม ฝนตก 9 วันติด ทำน้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 16 ศพ

ฟิลิปปินส์เผชิญฝนตกหนักติดต่อกันถึง 9 วัน ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยบนเกาะลูซอน

เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 ทีมกู้ภัยของประเทศฟิลิปปินส์ออกมาเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุอันเกิดจากฝนที่ตกหนักติดต่อกันนาน 9 วันส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศ หลังได้รับอิทธิพลเสริมจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และพายุหมุนเขตร้อน

ในหลายพื้นที่ เช่น เมืองตากอากาศ บากิโอ มีปริมาณฝนสะสมทะลุ 1,413 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอดทั้งเดือนสิงหาคมถึง 47% ส่วนพื้นที่ปริมณฑลกรุงมะนิลา (Metro Manila) มีปริมาณฝนแตะระดับเกือบ 90% ของค่าเฉลี่ยทั้งเดือน

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์พบผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งนี้แล้ว 16 ศพ โดยมาจากสาเหตุต่างๆ กัน เช่น ดินถล่มทับบ้านเรือน, จมน้ำ, ต้นไม้ล้มทับ และถูกไฟฟ้าดูด ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายรายด้วย

นอกจากนั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องสั่งปิดโรงเรียนและหน่วยงานราชการทั่วเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ เป็นการชั่วคราว หลังจากอิทธิพลของพายุทำให้ห้องเรียนได้รับความเสียหายกว่า 2,400 ห้อง และถนนหลายสายในกรุงมะนิลามีน้ำท่วมขัง เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอย่างระมัดระวังเนื่องจากฝนที่ยังตกและเสี่ยงดินถล่มซ้ำ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโยธาระบุว่าระดับน้ำเริ่มทยอยลดลงแล้ว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขระบบระบายน้ำของประเทศอย่างจริงจังในระยะยาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna