สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

28 ต.ค. 2568 02:51 น.

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

ซามี ฮัมดี นักวิจารณ์อิสราเอลตัวยงชาวสหราชอาณาจักรถูกจับกุมตัวในสหรัฐฯ ข้อหาสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ขณะที่องค์กรมุสลิมโต้แย้งว่าเป็นการมุ่งเป้าทางการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ต.ค. 2568 ว่า นายซามี ฮัมดี นักข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวชาวสหราชอาณาจักร และเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างเปิดเผย ถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ควบคุมตัวแล้ว

น.ส.ทริเซีย แม็คลัฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยผ่าน X ว่า นายฮัมดีถูกเจ้าหน้าที่ ICE เข้าควบคุมตัวขณะอยู่ระหว่างการทัวร์บรรยายในสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้ นายฮัมดีกำลังอยู่ระหว่างรอการเนรเทศออกจากประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศและ DHS อ้างว่า ฮัมดี สนับสนุนการก่อการร้ายและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนชาวมุสลิมโต้แย้งว่า เขาถูกมุ่งเป้าโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการพูดของเขา

โพสต์บน X ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “เราเคยกล่าวไว้แล้ว และจะกล่าวอีกครั้งว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นเจ้าภาพต้อนรับชาวต่างชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย และบ่อนทำลายความปลอดภัยของชาวอเมริกันอย่างแข็งขัน”

ทางกระทรวงระบุเพิ่มเติมด้วยว่า พวกเขาจะดำเนินการ เพิกถอนวีซ่า ของบุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ นายซามี ฮัมดี ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโกเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) หลังจากเมื่อวันเสาร์เขาไปบรรยายในงานกาล่าประจำปีของ สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) สาขาแซคราเมนโต และมีกำหนดจะบรรยายในงานกาล่าของ CAIR สาขาฟลอริดาในวันอาทิตย์ แต่ถูกจับกุมตัวเสียก่อน

CAIR ระบุในแถลงการณ์ว่า “ประเทศของเราต้องหยุดการลักพาตัวผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอลตามคำขอร้องของผู้คลั่งไคล้ ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ (Israel First) ที่ขาดสติ นี่คือนโยบาย ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ ไม่ใช่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ และมันต้องยุติลง” พร้อมกับเรียกร้องให้ ICE ปล่อยตัวนายฮัมดีทันที

อนึ่ง การจับกุมนายฮัมดีเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ลอรา ลูเมอร์ นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของทรัมป์ โพสต์ข้อความมากมายบน X กล่าวหานายฮัมดีว่า สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย ขณะที่ CAIR โต้แย้งว่า ลูเมอร์ กำลังส่งเสริม “ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวมุสลิม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

27 ต.ค. 2568 23:42 น.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ตัดโอกาสที่เขาจะหาทางเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้ช่องโหว่การชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพื่อให้ได้เป็นผู้นำต่ออีกสมัย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวขณะโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เดินทางจากมาเลเซียไปญี่ปุ่นว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะหาทางทำให้ตัวเขาสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 3 แม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะระบุว่าไม่สามารถทำได้ โดยนายทรัมป์กล่าวว่าเขาอยากทำมาก

แต่นายทรัมป์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนทวีปเอเชีย ตัดความเป็นไปได้ที่เขาจะลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2571 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้สนับสนุนบางคนเสนอขึ้นเพื่อเป็นทางให้เขาสามารถ “เลี่ยงรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ” ที่ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่สาม

นายทรัมป์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวนั้น “ไร้เดียงสาเกินไป” และว่ามัน “อาจไม่ถูกต้องนัก”

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่านายทรัมป์จะใช้วิธีใดในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนนายสตีฟ แบนนอน อดีตนักยุทธศาสตร์ของทรัมป์ กล่าวว่า “แผนการ” ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เพื่อรับประกันว่าประธานาธิบดีวัย 79 ปีผู้นี้ จะได้ดำรงตำแหน่งอีกวาระ

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ทรัมป์กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผมมีผลสำรวจความคิดเห็นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังบอกด้วยว่า รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีศักยภาพที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีใครหยุดได้

“ทั้งหมดที่ผมสามารถบอกคุณได้ก็คือ เรามีกลุ่มคนดี ๆ ซึ่งพวกนั้น (พรรคเดโมแครต) ไม่มี” ทรัมป์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขครั้งที่ 22 ระบุว่า ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ขณะที่การยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาถึง 2 ใน 3 ซึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

27 ต.ค. 2568 22:30 น.

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน ยิงโดรนของอิสราเอลตกในภาคใต้ของประเทศ อ้างบินในลักษณะก้าวร้าวเหนือชุดลาดตระเวน

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 คณะผู้แทนรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) กล่าวว่า ได้ยิงทำลายโดรนของอิสราเอลที่บินเหนือชุดลาดตระเวนซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

UNIFIL ระบุว่า โดรนลำดังกล่าวบินในลักษณะ “ก้าวร้าว” ใกล้เมืองคฟาร์ คิลา (Kfar Kila) บริเวณชายแดน และผู้รักษาสันติภาพได้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็น”

ด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่า โดรนลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรองตามปกติ

“การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่ากองกำลัง UNIFIL ที่ประจำการอยู่ใกล้เคียงได้จงใจยิงใส่โดรนและยิงจนตก การปฏิบัติการของโดรนลำนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อกองกำลัง UNIFIL แต่อย่างใด” พันโท นาดาฟ โชชานี โฆษกกองทัพอิสราเอลโพสต์บน X

UNIFIL ระบุว่า โดรนอีกลำของอิสราเอลทิ้งระเบิดมือลงมาใกล้กับจุดที่ชุดลาดตระเวนอยู่ และหลังจากนั้นไม่นาน รถถังของอิสราเอลก็ยิงกระสุน 1 นัด ไปยังเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของ UNIFIL ได้รับบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินใด ๆ เสียหาย

ด้าน พันโท นาดาฟยอมรับว่า มีการทิ้งระเบิดมือจริง แต่ทิ้งไปยังจุดที่โดรนของพวกเขาตก และ “ควรเน้นย้ำว่า ไม่มีการยิงใดๆ พุ่งเป้าไปที่กองกำลัง UNIFIL เหตุการณ์นี้กำลังได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการประสานงานทางทหาร”

ทั้งนี้ แม้ว่าอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอนจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 แต่อิสราเอลยังคงส่งโดรนบิน และดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อผู้คนและเป้าหมายในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์กลับมารวมกลุ่มและติดอาวุธใหม่อีกครั้ง

แต่ฝ่ายสหประชาชาติกับรัฐบาลเลบานอนระบุว่า การกระทำของอิสราเอลเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศและเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

27 ต.ค. 2568 16:18 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงญี่ปุ่นแล้ว เพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงบวกจากเจ้าหน้าที่ทั้งสหรัฐฯ และจีน ว่าข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างสองชาติมหาอำนาจใกล้จะบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว ก่อนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ววันนี้ (27 ต.ค.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม โดยวาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการผลักดันนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”  และการปรับสมดุลเศรษฐกิจโลกตามวิสัยทัศน์ของเขา

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันก่อนลงจอดในกรุงโตเกียวว่า เขาหวังว่าจะเพิ่มข้อตกลงทางการค้ากับจีนเข้าในชุดข้อตกลงที่เขาได้ลงนามไปแล้วระหว่างการเยือนเอเชียในสัปดาห์นี้ “ผมให้ความเคารพอย่างมากต่อประธานาธิบดีสี และผมคิดว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” ทรัมป์กล่าว

หลังจากลงจากเครื่องบิน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนที่จะเดินทางไปยังพระราชวังอิมพีเรียลเพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ โดยทรัมป์ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ นับตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 2019

คณะผู้เจรจาจากจีนและสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังใกล้เข้ามา โดยได้บรรลุฉันทามติเบื้องต้นที่จะให้ทรัมป์และนายสี จิ้นผิง ตั้งเป้าหมายในการสรุปข้อตกลงให้เสร็จสิ้นระหว่างการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวันพฤหัสบดีนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทีมเจรจาได้จัดทำกรอบข้อตกลงในวันอาทิตย์ เพื่อระงับการขึ้นภาษีที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งทำสถิติสูงสุด

นอกจากนี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งร่วมคณะมาด้วย เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงโดยรวมกับเกาหลีใต้ก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน แต่จะยังไม่มีการสรุปข้อตกลงภายในสัปดาห์นี้

ทรัมป์มีกำหนดการพบปะกับ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ในวันอังคารนี้ ซึ่งทาคาอิจิเป็นศิษย์รักของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและชื่นชอบกีฬากอล์ฟเช่นเดียวกับทรัมป์

ทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวกับทรัมป์ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ว่า การเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศถือเป็น “วาระสำคัญสูงสุด” ของเธอ ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทาคาอิจิหวังที่จะสร้างความประทับใจให้กับทรัมป์ด้วยการให้คำมั่นที่จะ ซื้อรถกระบะ ถั่วเหลือง และก๊าซจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม นอกเหนือจากคำมั่นด้านการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ที่ญี่ปุ่นเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากประเด็นการค้า ทาคาอิจิยังเตรียมให้ความมั่นใจแก่ทรัมป์ว่าญี่ปุ่นพร้อมจะทำ เพิ่มขึ้นในด้านความมั่นคง หลังจากที่เธอได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ถึงแผนการเร่งรัดการสร้างเสริมศักยภาพทางกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

การเดินทางเยือนเอเชียของทรัมป์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนไม่ได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนงวดแรก และยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านความช่วยเหลือด้านอาหารของรัฐบาลกลาง

ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนายเพื่อรักษาความปลอดภัยในกรุงโตเกียวหลังเกิดเหตุการณ์ชายถือมีดถูกจับกุมนอกสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และมีการวางแผนจัดกิจกรรมประท้วงต่อต้านทรัมป์ในย่านชินจูกุ.

ที่มา Reuters

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

27 ต.ค. 2568 15:48 น.

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวทางการทูตเผย กลุ่มประเทศอาเซียนไม่มีฉันทามติในการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปตรวจสอบการเลือกตั้งในพม่าเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นความพยายามของรัฐบาลทหารพม่าในการแสวงหาความชอบธรรมจากประชาคมโลก ขณะที่ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงทันที” ก่อนจัดการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยวันนี้ (27 ต.ค.) ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อของอาเซียน ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผนจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า จะประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งสู่การปรองดองในสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งทางรัฐบาลทหารได้ส่งคำเชิญให้ชาติสมาชิกอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า การตัดสินใจนี้หมายความว่าจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ แต่ชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศยังมีอิสระที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปได้ในลักษณะทวิภาคี ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักการทูตอีกรายว่าไม่มีฉันทามติร่วมกันในกลุ่มสมาชิกที่จะส่งคณะผู้แทนในนามของอาเซียน

ในการประชุมสุดยอดของกลุ่มผู้นำอาเซียน 11 ประเทศที่มาเลเซีย แถลงการณ์ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อค่ำวันที่ 26 ต.ค. แสดงความ “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อความขัดแย้งในพม่า และเตือนถึง “การขาดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” ในการบรรลุสันติภาพ

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้ย้ำข้อเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงทันที” โดยในแถลงการณ์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองอย่างครอบคลุมจะต้องเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง”

มุสตาฟา อิซซุดดิน นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศจากที่ปรึกษา Solaris Strategies Singapore กล่าวว่า การไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน “ย่อมเป็นผลกระทบต่อความปรารถนาในการสร้างความชอบธรรมของพม่า” และระบุว่า “จะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่จะบ่งชี้ได้ว่ามีการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม”

นอกจากนี้ ทั้งฮิวแมนไรวอตช์ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล  ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการ “หลอกลวง” โดยกล่าวหารัฐบาลทหารพม่าว่าใช้ “ยุทธวิธีปราบปราม” และ “จับกุมทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง”

ก่อนหน้านี้ ทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ได้เคยเรียกร้องให้อาเซียนไม่ “ให้ความชอบธรรมต่อการหลอกลวงของรัฐบาลทหารพม่า” ด้วยการส่งผู้สังเกตการณ์ และเตือนว่าการยอมรับ “การเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” จะเท่ากับการทำให้พม่าถอยหลัง

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงจะไม่มีขึ้นในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตยและกองทัพชนกลุ่มน้อยที่สู้รบกับรัฐบาลทหาร.

ปรมาจารย์ซูชิ “จิโร่ โอโนะ” ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ “การทำงาน”

ปรมาจารย์ซูชิ "จิโร่ โอโนะ" ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ "การทำงาน"

27 ต.ค. 2568 14:58 น.

ปรมาจารย์ซูชิ “จิโร่ โอโนะ” ฉลองวัย 100 ปี เผยเคล็ดลับสุขภาพดีคือ “การทำงาน”

“จิโร่ โอโนะ” ตำนานเชฟซูชิผู้เคยครอง 3 ดาวมิชลินนานกว่าทศวรรษ และมีชื่อเสียงระดับโลก ฉลองวันเกิดอายุครบ 100 ปี เผยเคล็ดลับที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงคือ “การทำงาน” พร้อมประกาศแผนว่าจะยังไม่เกษียณในเร็ว ๆ นี้

จิโร่ โอโนะ ปรมาจารย์ซูชิชื่อดังระดับโลก ผู้ก่อตั้งร้าน ซูกิยะบาชิ จิโร่ (Sukiyabashi Jiro) ร้านซูชิขนาดเล็ก 10 ที่นั่ง ที่ตั้งอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารในย่านกินซ่าของกรุงโตเกียว ได้ฉลองวันเกิดครบรอบ 100 ปี ในวันนี้ (27 ต.ค.) ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในประชากรวัยเกิน 100 ปี เกือบ 100,000 คนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราประชากรสูงวัยเร็วที่สุดในโลก

แม้จะบรรลุความสำเร็จมากมายในชีวิต แต่เชฟจิโร่ยังคงไม่พร้อมที่จะเกษียณอย่างเต็มตัว “ผมวางแผนที่จะทำงานต่อไปอีกประมาณห้าปี” จิโร่ โอโนะกล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ในโอกาสฉลอง “วันเคารพผู้สูงอายุ” ของญี่ปุ่น ก่อนถึงวันเกิดของเขา

เมื่อผู้ว่าการกรุงโตเกียว ยูริโกะ โคอิเกะ ที่มาร่วมแสดงความยินดี สอบถามถึงเคล็ดลับด้านสุขภาพ เชฟจิโร่ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ได้ใจความว่า “การทำงาน”  เชฟจิโร่กล่าวว่า “ผมไม่สามารถมาทำงานได้ทุกวัน แต่ผมพยายามทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในวัย 100 ปี การทำงานคือยาวิเศษที่ดีที่สุด ผมคิดอย่างนั้น” 

จิโร่ โอโนะ เกิดที่เมืองฮามามัตสึ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นในปี 1925 เริ่มฝึกงานตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ และย้ายมายังโตเกียวเพื่อเป็นเชฟซูชิในวัย 25 ปี ก่อนจะเปิดร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ของตัวเองในอีก 15 ปีต่อมา คือในปี 1965 เขาอุทิศชีวิตให้กับการแสวงหาความสมบูรณ์แบบในการทำซูชิมาโดยตลอด

ร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ได้รับรางวัลมิชลิน 3 ดาว  ในปี 2007 ทำให้เขาเป็นเชฟซูชิคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ และรักษาสถานะดังกล่าวไว้ได้จนถึงปี 2019 ในปีนั้น เขายังได้รับการยอมรับจาก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ในฐานะหัวหน้าเชฟที่อายุมากที่สุดของร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน ด้วยวัย 93 ปี 128 วัน

ความโด่งดังของเขาถึงขนาดมีภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับรางวัลในปี 2012 ชื่อเรื่องว่า “Jiro Dreams of Sushi” ซึ่งถ่ายทอดชีวิตและการทำงานของเขา โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ เชฟจิโร่เคยกล่าวไว้ขณะอายุ 85 ปีว่า “ผมยังไม่ถึงความสมบูรณ์แบบเลย” และเสริมว่า “ผมจะยังคงปีนป่ายเพื่อพยายามไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่ไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดนั้นอยู่ที่ไหน”

เชฟจิโร่เคยต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลกมาลิ้มลองฝีมือของเขา รวมถึงการเสิร์ฟซูชิให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น บารัก โอบามา และอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ในปี 2014

อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 ร้านซูคิยาบาชิ จิโร่ ถูกถอดออกจากคู่มือมิชลิน เนื่องจากทางร้านเริ่มรับจองเฉพาะลูกค้าประจำ หรือผ่านโรงแรมชั้นนำเท่านั้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชฟจิโร่เสิร์ฟซูชิให้กับแขกคนพิเศษเท่านั้น “เพราะมือของผมทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม” แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ ลูกชายของเขา โยชิคาสุ ซึ่งทำงานร่วมกับพ่อมาโดยตลอดและปัจจุบันเป็นหัวหน้าเชฟของร้าน ได้เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เชฟจิโร่ดูข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่อายุมากที่สุดในประเทศด้วยวัย 113 ปี เขายังแสดงความเห็นว่า “13 ปีดูเหมือนจะเป็นไปได้นะ” แสดงให้เห็นว่าไฟในการใช้ชีวิตของปรมาจารย์ท่านนี้ยังคงลุกโชน.

ที่มา AP

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ "กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน"

27 ต.ค. 2568 14:05 น.

เผยรายละเอียดฉบับเต็ม MOU ไทย-สหรัฐฯ “กระจายแร่ธาตุสำคัญ-ส่งเสริมการลงทุน”

ทำเนียบขาวเปิดเผยรายละเอียดบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่มีผลทางกฏหมายระหว่างประเทศและสามารถยุติได้ทุกเมื่อ

บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกและส่งเสริมการลงทุน

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (ต่อไปนี้เรียกรวมกันว่า “ภาคี”)

โดยมีความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาคทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มั่นคงและเชื่อถือได้

โดยตระหนักถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอันยาวนานและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนความสำคัญของการส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ

โดยตระหนักเพิ่มเติมว่า การมีตลาดแร่ธาตุสำคัญที่มั่นคง หลากหลาย มีสภาพคล่อง และเป็นธรรม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล

โดยมุ่งประสงค์ที่จะยกระดับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรของทั้งสองประเทศ

โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมการสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุภายใต้มาตรฐานสากลสูงสุด

โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การบริหารจัดการ และประสบการณ์เฉพาะด้านทรัพยากรแร่ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่

โดยมีความประสงค์ที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของแหล่งทรัพยากรระดับโลก ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคีจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในด้านการสำรวจ การพัฒนา การแปรรูป และการใช้ประโยชน์แร่ธาตุสำคัญ

ภาคีจึงได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีในการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มมูลค่าในประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่เปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความมั่งคั่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

กรอบความร่วมมือ

  1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญภาคีมีเจตนาที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคแร่ธาตุสำคัญของประเทศไทย รวมทั้งช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของฐานทรัพยากรแร่ และประสานงานในโครงการสำคัญเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ โดยภาคีอาจพิจารณาลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายภายในประเทศของตน และโครงการดังกล่าวควรมีองค์ประกอบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการฝึกอบรม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศ
  2. กลไกความร่วมมือภาคีอาจจัดการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย จัดการสัมมนา เวิร์กช็อป การวิจัยร่วมด้านธรณีวิทยา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนการประชุมร่วมกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ
  3. ด้านนโยบายและกฎระเบียบภาคีอาจร่วมมือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น การปรับปรุงกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น ประเด็นด้านการลงทุน และการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับหน่วยงานระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น รวมถึงร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่ป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่หายากที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ
  4. การเข้าถึงข้อมูลโครงการลงทุนภาคีจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหรืองานประมูลที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และไม่ช้ากว่าช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นเปิดเผยต่อผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้บริษัทและพันธมิตรของภาคีมีเวลาพอในการพิจารณาเข้าร่วม
  5. การคุ้มครองตลาดภายในประเทศภาคีจะประสานงานเพื่อคุ้มครองตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากในประเทศของตน บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ และอาจกำหนดกรอบราคาขั้นต่ำหรือมาตรการที่ใกล้เคียง

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

ภาคีมีเจตนาจะประชุมเป็นประจำ ทั้งในรูปแบบการพบปะโดยตรงหรือทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรือจัดการประชุมเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายจะพิจารณาเป็นอิสระว่าโครงการใดเหมาะสมสำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มเติม

การมีผลบังคับใช้และการยุติความร่วมมือ

1. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามโดยภาคีทั้งสองฝ่าย

2. ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาถึงความพร้อมของเงินทุน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้แสดงถึงภาระผูกพันทางการเงิน ภาคีแต่ละฝ่ายมีความประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

3. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ระหว่างภาคี

4. ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอีกฝ่ายผ่านช่องทางการทูต

5. การยุติความร่วมมือจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ก่อนวันที่ยุติ.

ที่มา The White House

นักวิทย์ไขปริศนา “กองทัพนโปเลียน” พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

นักวิทย์ไขปริศนา "กองทัพนโปเลียน" พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

27 ต.ค. 2568 13:22 น.

นักวิทย์ไขปริศนา “กองทัพนโปเลียน” พ่ายยับในรัสเซีย หลังพบดีเอ็นเอโรคระบาด 200 ปีก่อน

การค้นพบใหม่จากงานวิจัยทางพันธุกรรม เผยเบื้องหลังความพ่ายแพ้ของจักรพรรดินโปเลียน ในสงครามรุกรัสเซีย ค.ศ.1812 ที่คร่าชีวิตทหารฝรั่งเศสหลายแสนคน โดยหลักฐานดีเอ็นเอพบมีโรคระบาดหลายโรค

ย้อนไปในช่วงรุ่งโรจน์ของอาณาจักรฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียนได้นำกองทัพกว่า ครึ่งล้านนายบุกโจมตีรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.1812 แต่เพียงหกเดือนให้หลัง กองทัพต้องล่าถอยกลับ มีทหารเพียงหลักหมื่นที่รอดชีวิตกลับถึงฝรั่งเศส ทำให้สงครามครั้งนั้นถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งใน หายนะทางทหารที่หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป  

โดยเดิมทีเชื่อกันว่าความพ่ายแพ้นั้น เกิดจากความหนาวจัด ความอดอยาก และโรคไทฟัส แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานทางดีเอ็นเอที่บ่งชี้ว่า ไม่ได้มีเพียงโรคเดียวเท่านั้นที่ทำลายกองทัพนโปเลียน 

งานวิจัยล่าสุด นำทีมโดยนักวิทยาศาสตร์จาก สถาบันปาสเตอร์ กรุงปารีส และมหาวิทยาลัยทาร์ตู ประเทศเอสโตเนีย ได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากซากฟันของทหารฝรั่งเศส ที่ถูกค้นพบในหลุมศพหมู่เมื่อปี 2001 ที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย ได้ไขปริศนา สาเหตุที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้อันเลื่องชื่อของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ในสงครามรุกรัสเซีย โดยผลการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า พบนิวเคลียสของเชื้อโรคสองชนิด ได้แก่ Salmonella enterica ซึ่งเป็นสาเหตุของ ไข้พาราไทฟอยด์ และเชื้อ Borrelia recurrentis เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดไข้กลับซ้ำ แต่จากการตรวจสอบไม่พบเชื้อไทฟัสในตัวอย่างเหล่านี้เลย แม้ว่างานวิจัยเมื่อปี 2006 เคยตรวจพบเชื้อดังกล่าวจากทหารชุดเดียวกัน

ดร.เรมี บาร์บิเอรี หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราคิดว่ามีเพียงโรคไทฟัสที่ฆ่าทหารนโปเลียน แต่ผลดีเอ็นเอล่าสุดชี้ว่ามีโรคหลายชนิดร่วมกันระบาดในค่ายทหาร ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของกองทัพนี้”

ทีมวิจัยใช้เทคนิค High-Throughput Sequencing ที่สามารถถอดรหัสดีเอ็นเอหลายล้านชิ้นในคราวเดียว ทำให้ตรวจเจอเชื้อจากซากที่มีอายุกว่า 200 ปีได้แม่นยำกว่างานศึกษาก่อนหน้า

ด้านดร.นิโกลัส ราสโควาน ผู้ร่วมวิจัยจากสถาบันปาสเตอร์กล่าวว่า เทคโนโลยีระดับนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า โรคระบาดในอดีตมีความซับซ้อนเพียงใด และมันได้หล่อหลอมวิวัฒนาการของเชื้อโรคที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน

บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อกองทัพฝรั่งเศสบุกถึงมอสโก เมืองถูกทิ้งร้าง เผาผลาญไปหมด ไม่มีอาหารหรือเสื้อผ้าที่สะอาด ขณะฤดูหนาวรัสเซียกำลังย่างกราย ทหารจำนวนมากเริ่มล้มตายจาก ความหนาว ความอดอยาก และโรคระบาดในค่ายทหารที่แออัด

ด้านเซซิล ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอโบราณจากสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมว่า งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจความพ่ายแพ้ของนโปเลียนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และการศึกษาดีเอ็นเอจากเชื้อโรคในอดีตช่วยให้เห็นวิวัฒนาการของเชื้อโรคและเข้าใจวิธีที่มันอาจส่งผลต่อโลกอนาคตได้ด้วย

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นโปเลียน

นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

27 ต.ค. 2568 11:56 น.

นิกเกอิทะลุ 50,000 จุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ ใหม่

ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ทะลุแนวต้านทางจิตวิทยา 50,000 จุด หลังนางซานาเอะ ทาคาอิจิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมให้คำมั่นนโยบายเน้นการเติบโตและมาตรการกระตุ้นทางการคลังมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำสถิติครั้งประวัติศาสตร์ในวันนี้ (27 ต.ค.) เมื่อดัชนีนิกเกอิ 225 ทะยานผ่านระดับ 50,000 จุด เป็นครั้งแรก เนื่องจากนักลงทุนต่างคาดหวังถึงมาตรการใช้จ่ายครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การที่ดัชนีสามารถก้าวข้ามแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญนี้ได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งล่าสุดสำหรับดัชนีหุ้นบลูชิพที่ร้อนแรงอย่างมาก นับตั้งแต่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้มีแนวคิดสนับสนุนการใช้จ่ายทางการคลัง ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ

โดยดัชนีนิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 2.4% แตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 50,491.23 จุด ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าด้วยการปรับขึ้น 2.1% ที่ระดับ 50,337.36 จุด ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันของดัชนีอยู่ที่ 26%

ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ ซึ่งเป็นดัชนีในวงกว้างกว่า ก็ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 1.6% ปิดตลาดภาคเที่ยงที่ 3,321.48 จุด และมีผลตอบแทนสะสมปีนี้ที่ 19.3%

นายฮิโรยูกิ อุเอโนะ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของ Sumitomo Mitsui Trust Asset Management ระบุว่า “การปรับขึ้นของนิกเกอิได้รับการสนับสนุนจากความคาดหวังในรัฐบาลของทาคาอิจิ ซึ่งมีนโยบายที่เน้นการเติบโตเป็นหลัก” โดยเสริมว่า ตลาดซื้อขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าดัชนีจะปรับลดลงหลังทาคาอิจิได้รับเลือกตั้ง แต่การลดลงนั้นไม่นาน เนื่องจากนักลงทุนที่พลาดโอกาสการปรับขึ้นรอบก่อนหน้าต่างเข้า “ช้อนซื้อ” หุ้นเมื่อราคาลดลง

หุ้นที่ให้แรงหนุนนิกเกอิมากที่สุดในวันจันทร์คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป Advantest ซึ่งราคาพุ่งขึ้น 5.15% ขณะที่บริษัทเจ้าของแบรนด์ Uniqlo อย่าง Fast Retailing ก็เพิ่มขึ้น 2.73%

ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิ 225 ได้ทะลุระดับ 45,000 จุด ไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน และทำสถิติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับตลาดที่ซบเซามานาน โดยก่อนหน้านี้ดัชนีต้องใช้เวลาถึง 34 ปี กว่าจะฟื้นตัวกลับมาสู่จุดสูงสุดในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024

นายนิชิฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศญี่ปุ่นของ Oxford Economics ให้ความเห็นว่า “มาตรการทางการคลังมักจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาด โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจโดยรวม”

การที่ดัชนีพุ่งเข้าใกล้ 50,000 จุด เมื่อวันอังคารที่แล้ว เกิดขึ้นหลังนางทาคาอิจิผ่านการโหวตในรัฐสภาเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเธอให้คำมั่นที่จะดำเนินนโยบายการใช้จ่ายเชิงรุก พร้อมคาดการณ์ว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีมูลค่าสูงกว่า 13.9 ล้านล้านเยน

ทั้งนี้ นางทาคาอิจิ ได้เข้ารับตำแหน่งต่อจากนายชิเงรุ อิชิบะ และเป็นผู้ที่สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ตามกำหนดการ นางทาคาอิจิ จะเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในช่วงเย็นวันจันทร์ และจะมีการประชุมสุดยอดทวิภาคีในวันอังคารนี้

เผยรายละเอียดสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ 4 ชาติอาเซียน หาแหล่งผลิตทดแทนจีน

เผยรายละเอียดสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ 4 ชาติอาเซียน หาแหล่งผลิตทดแทนจีน

27 ต.ค. 2568 11:21 น.

เผยรายละเอียดสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า-แร่ธาตุสำคัญ 4 ชาติอาเซียน หาแหล่งผลิตทดแทนจีน

เปิดเผยรายละเอียดหลังสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในข้อตกลงชุดใหญ่ด้านการค้าและแร่ธาตุสำคัญ กับ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า และกระจายห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางการคุมเข้มการส่งออกแร่หายากจากประเทศจีน

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.)  ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับผู้นำมาเลเซียและกัมพูชา พร้อมทั้งลงนามในกรอบข้อตกลงการค้ากับประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศคู่สัญญาทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับอุปสรรคด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี (non-tariff)

ตามแถลงการณ์ร่วมจากทำเนียบขาว ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% สำหรับสินค้าจากทั้งสามประเทศ โดยมีแผนจะลดภาษีเป็นศูนย์สำหรับสินค้าบางประเภท

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ประกาศกรอบข้อตกลงที่คล้ายกันกับเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตรา 20% โดยเวียดนาม ซึ่งมีสถิติเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 123,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างมาก เพื่อลดช่องว่างทางการค้าระหว่างสองประเทศ

มาเลเซียให้คำมั่น ไม่แบนส่งออกแร่หายากไปสหรัฐฯ

ในการประชุมครั้งนี้ นายทรัมป์ได้ลงนามข้อตกลงแยก 2 ฉบับกับ ไทย และ มาเลเซีย เพื่อความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ท่ามกลางความพยายามแข่งขันจากปักกิ่งในภาคส่วนที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้

มาเลเซียได้ตกลงที่จะ ละเว้นการห้ามหรือการกำหนดโควตา ในการส่งออกแร่ธาตุสำคัญหรือแร่หายาก ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าคำมั่นนี้มีผลบังคับใช้กับแร่หายากที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปหรือแร่ที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมาเลเซีย ซึ่งมีปริมาณสำรองแร่หายากประมาณ 16.1 ล้านตัน ได้สั่งห้ามการส่งออกแร่หายากดิบเพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากร และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นปลาย

การยกเลิกอุปสรรคภาษีและสิทธิพิเศษทางการตลาด

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้คำมั่นที่จะยกเลิกอุปสรรคทางการค้า และมอบสิทธิพิเศษทางการตลาดในการเข้าถึงสินค้าต่างๆ ของสหรัฐฯ ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงความมุ่งมั่นในด้านการค้าดิจิทัล บริการ และการลงทุน รวมถึงคำมั่นสัญญาจากประเทศอาเซียนในการปกป้องสิทธิแรงงานและเสริมสร้างการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ยังตกลงที่จะยอมรับยานพาหนะที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในสหรัฐฯ ขณะที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในการรับรอง ฮาลาล ได้ตกลงที่จะปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ เช่น เครื่องสำอางและยา

  • ไทย ได้ให้คำมั่นที่จะยกเลิกอุปสรรคทางภาษีสำหรับสินค้าประมาณ 99% และจะผ่อนปรนข้อจำกัดความเป็นเจ้าของของต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคม
  • มีการรับทราบถึงข้อตกลงทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทไทยและสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง มูลค่าประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากนี้ ไทยยังให้คำมั่นว่าจะซื้อเครื่องบินของสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18,800 ล้านดอลลาร์ และสินค้าพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันดิบ ประมาณ 5,400 ล้านดอลลาร์ต่อปี
  • มาเลเซีย ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับอุปกรณ์การบินและอวกาศและผลิตภัณฑ์ยา ตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันปาล์ม โกโก้ และยางพารา

ข้อตกลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายทรัมป์ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม ข้อตกลงหยุดยิงที่ได้รับการยกระดับ ระหว่างไทยและกัมพูชา หลังเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดนที่คร่าชีวิตผู้คนไปก่อนหน้านี้ในปีนี้.

ที่มา Reuters