23 วัน จากรันเวย์สู่ขุมนรก นางแบบเบลารุส เหยื่อสแกมเมอร์โหด

23 วัน จากรันเวย์สู่ขุมนรก นางแบบเบลารุส เหยื่อสแกมเมอร์โหด

21 ต.ค. 2568 16:33 น.

23 วัน จากรันเวย์สู่ขุมนรก นางแบบเบลารุส เหยื่อสแกมเมอร์โหด

23 วัน จากรันเวย์สู่ขุมนรก นางแบบเบลารุส เหยื่อสแกมเมอร์โหด “เมียนมา” ทำกำไรไม่ตามเป้า ถูกจับบังคับขังเรียกค่าไถ่ พฤติกรรมโหดก่อนสิ้นใจ 

จากกรณี เวรา คราฟต์โชวา นางแบบอิสระวัย 27 ปี ถูกฆาตกรรมและชิงอวัยวะ หลังเธอตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ และถูกลักพาตัวจากประเทศไทยไปยังศูนย์สแกมเมอร์ของแก๊งอาชญากรรมในประเทศเมียนมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเธอเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 68 เพื่อสัมภาษณ์งานหลังจากได้รับงานถ่ายแบบพาร์ทไทม์

ข่าวระบุว่า ทันทีที่เธอเดินทางมาถึงประเทศไทย นางแบบสาว “คราฟต์โชวา” ถูกลักพาตัวไปยังชายแดนในพื้นที่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลเมียนมา ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์ขนาดใหญ่ พร้อมถูกยึดหนังสือเดินทาง และโทรศัพท์มือถือ ขณะเดียวกันก็ถูกทำร้ายร่างกายข่มขู่ให้ร่วมมือกับแก๊สแกมเมอร์ออนไลน์

นรกบนดิน.. ผู้คนที่ถูกนำตัวไปที่นั่นถูกควบคุม และบังคับให้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซนเตอร์ หรือเว็บพนัน หากไม่ทำตามที่สั่งหรือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ จะถูกทำร้ายร่างกาย ทรมาน หรือขู่ให้ขายบริการทางเพศ และถูกนำอวัยวะไปขาย

มีข้อมูลระบุว่า “คราฟต์โชวา” ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าที่วางไว้ แก๊งอาชญากรจึงตัดการติดต่อจากโลกภายนอกกับเธอ และเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 68 ทางครอบครัว “คราฟต์โชวา” ได้รับการติดต่อจากแก๊งอาชญากร อ้างว่าลูกสาวเสียชีวิตแล้ว พร้อมเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16ล้านบาท) เพื่อแลกกับการส่งร่างกลับคืน เมื่อครอบครัว “คราฟต์โชวา” ไม่ทำตาม แก๊งอาชญากรจึงส่งข้อความเพิ่มโดยระบุว่า ร่างของ “คราฟต์โชวา” ถูกเผาแล้ว และบอกว่าไม่จำเป็นต้องตามหาเธออีก

ความคืบหน้า ไทยปฎิเสธเป็นทางผ่านค้ามนุษย์

ล่าสุดวันนี้ (21 ต.ค. 68) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ สตม. ในฐานะ โฆษก สตม. เผยว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งให้มีการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของบุคคลดังกล่าวผ่านระบบฐานข้อมูล Biometric อย่างละเอียดแล้ว

ผลการตรวจสอบพบว่ามีชื่อ Ms.VERA KRAVUTSOVA สัญชาติ เบลารุส (BLR) เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 เวลา 00.41 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ต่อมาได้เดินทางออกประเทศไทย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG301 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปลายทาง สนามบินย่างกุ้งประเทศเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.68 เวลา 07.20 น ซึ่งระบบ Biometricยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า คราฟต์โชวาไม่มีท่าทีในการถูกบังคับแต่อย่างใด

พล.ต.ต.เชิงรณ ยืนยันว่า การเสนอข่าวว่า นางแบบคนดังกล่าว เข้ามาประเทศไทย แล้วถูกอุ้มไปยังประเทศเมียนมาร์ ไม่ใช่เรื่องจริง พร้อมยืนยันว่า กรณีการหลอกเหยื่อผ่านประเทศไทย ไปยังพื้นที่สแกมเมอร์ประเทศเพื่อนบ้านลักษณะดังกล่าว ตำรวจได้วางแนวทางในการคัดกรองคนต่างชาติ ไม่ให้ถูกหลอกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ สัมภาษณ์คัดกรองที่สนามบิน ลงข้อมูลที่พักในระบบ  TDAC การตั้งด่านสกัดของทหาร ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ในพื้นที่จังหวัดตาก

รวมถึงการปฎิเสธการเข้าเมืองของบุคคลที่เสี่ยงต่อการเป็นกลุ่มขบวนการทึ่แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวโดยใช้ Free Visa ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมาจนปัจจุบัน มีการปฎิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว 34,000 ราย

ทั้งนี้ รายงานของสหประชาชาติ (UN) ประมาณการว่า มีเหยื่อการค้ามนุษย์ประมาณ 120,000 คนถูกควบคมอยู่ในประเทศเมียนมา ดยส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา และมีบางส่วนมาจากรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงในฐานะทาสยุคใหม่

“นิโกลาส์ ซาร์โกซี” อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เข้าเรือนจำเริ่มรับโทษ 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

"นิโกลาส์ ซาร์โกซี" อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เข้าเรือนจำเริ่มรับโทษ 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

21 ต.ค. 2568 15:57 น.

“นิโกลาส์ ซาร์โกซี” อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เข้าเรือนจำเริ่มรับโทษ 5 ปี คดีรับเงินลิเบีย

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส กลายเป็นอดีตผู้นำรัฐในสหภาพยุโรปคนแรกที่ถูกจำคุก หลังเดินทางถึงเรือนจำในกรุงปารีส เพื่อเริ่มต้นรับโทษจำคุก 5 ปี ในข้อหาสมคบคิดทางอาญาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลลิเบีย ของนายโมอัมมาร์ กัดดาฟี โดยที่ซาร์โกซียังคงยืนกรานว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์และจะอุทธรณ์ต่อไป

นิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสวัย 70 ปี ได้เดินทางถึง เรือนจำลา ซ็องเต ในกรุงปารีส เพื่อเริ่มต้นรับโทษจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาของศาลเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้เขาเป็นอดีตผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปคนแรกที่ถูกจำคุก

ซาร์โกซี ซึ่งเคยเป็นผู้นำฝ่ายขวาของฝรั่งเศสระหว่างปี 2007 ถึง 2012 ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดี สมรู้ร่วมคิดทางอาญา จากแผนการที่พยายามแสวงหาเงินทุนจากรัฐบาลลิเบียภายใต้การนำของนายโมอัมมาร์ กัดดาฟี สำหรับใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะในปี 2007

ก่อนเข้าเรือนจำ ซาร์โกซีได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “เช้านี้ไม่ใช่การจำคุกอดีตประธานาธิบดี แต่เป็น ผู้บริสุทธิ์… ผมไม่สงสัยเลยว่า ความจริงจะปรากฏ” ขณะที่ผู้สนับสนุนและสมาชิกในครอบครัวหลายสิบคนมารวมตัวกันนอกบ้านพักของเขา พร้อมตะโกนให้กำลังใจ และร้องเพลงชาติฝรั่งเศส

เจ้าหน้าที่เรือนจำเปิดเผยว่า ซาร์โกซีมีแนวโน้มจะถูกคุมขังในห้องขังเดี่ยวขนาด 9 ตารางเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการติดต่อกับนักโทษคนอื่น หรือการถูกถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือที่มักจะมีการลักลอบนำเข้า

ซาร์โกซีถือเป็นผู้นำฝรั่งเศสคนแรกที่ถูกคุมขังนับตั้งแต่ ฟิลิป เปอแตง ประมุขแห่งรัฐที่ให้ความร่วมมือกับนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถูกจำคุกหลังสงคราม

แม้ศาลจะสั่งให้ซาร์โกซีเริ่มรับโทษจำคุกทันที แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากมองว่าความผิดดังกล่าวมีความ “ร้ายแรงเป็นพิเศษ” แต่ทนายความของซาร์โกซีคาดว่าจะยื่นคำร้องขอปล่อยตัวทันที ซึ่งศาลอุทธรณ์จะมีเวลาสองเดือนในการพิจารณา

ใน “คดีลิเบีย” นี้ อัยการกล่าวหาว่า ผู้ช่วยของซาร์โกซีได้ทำข้อตกลงกับกัดดาฟีในปี 2005 เพื่อสนับสนุนเงินทุนอย่างผิดกฎหมายให้กับการหาเสียงเลือกตั้งของเขา โดยเชื่อว่าสิ่งตอบแทนคือการช่วยเหลือกัดดาฟีในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ

นับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2012 ซาร์โกซีได้เผชิญกับปัญหาทางกฎหมายหลายคดี และก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริตอีกคดีหนึ่ง ซึ่งเขาได้รับโทษอยู่ภายใต้การกักบริเวณในบ้านพร้อมกับติดกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์

ผลสำรวจของสำนัก Elabe ระบุว่า ชาวฝรั่งเศสกว่า 60% เห็นว่าการจำคุกครั้งนี้ “ชอบธรรม” อย่างไรก็ตาม ซาร์โกซียังคงมีฐานสนับสนุนในฝ่ายขวา และยังคงมีความสัมพันธ์ในระดับส่วนตัวกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งเพิ่งเชิญเขาไปที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยนายมาครงชี้แจงว่า “ในฐานะมนุษย์ เป็นเรื่องปกติที่ผมจะต้อนรับอดีตผู้นำประเทศของเราในช่วงเวลาเช่นนี้.”

แฉพิกัดอาณาจักรสแกมเมอร์จีนเทา ตรงข้าม “จันทบุรี-ตราด” ฝั่งกัมพูชา

แฉพิกัดอาณาจักรสแกมเมอร์จีนเทา ตรงข้าม "จันทบุรี-ตราด" ฝั่งกัมพูชา

21 ต.ค. 2568 15:29 น.

แฉพิกัดอาณาจักรสแกมเมอร์จีนเทา ตรงข้าม “จันทบุรี-ตราด” ฝั่งกัมพูชา

แฉพิกัดอาณาจักรสแกมเมอร์จีนเทา ตรงข้าม “จันทบุรี-ตราด” สร้างตึกปักหลักกัมพูชา ทำคาสิโนออนไลน์ เบื้องหลังพนักงานจีนกว่า 5,000 คน ฉากหลังค่าชีวิตทรมานเหยื่อ

เปิดข้อมูลลับสแกมเมอร์ จีนเทา จับมือนายทุนกัมพูชา ตั้งฐานหลอกลวงทั่วโลก และมีการเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์หลอกให้มาทำงาน แต่เหยื่อบางรายไม่ยอมทำตามก็จะถูกทำร้าย หรือทรมานจนเสียชีวิต เหยื่อจากทั่วโลกหลายคนตกอยู่ในอาณาจักรสีดำ โดยจะมีการเกาะตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนใหญ่จะสร้างตึกหรือเช่าเป็นอาณาจักรในฝั่งกัมพูชา และดึงทรัพยากร เช่น อินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์ รวมถึงการขนส่งเหยื่อผ่านทางประเทศไทย

ข้อมูลจากแหล่งข่าว ชี้ให้เห็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ที่นายทุนจีนเทามาตั้งฐานตลอดแนว สำหรับฝั่งตะวันออกของไทย ตรงข้าม จ.จันทบุรี และ จ.ตราด มีพิกัดลับดังนี้

1. ฝั่งตรงข้าม จ.จันทบุรี มี 2 พื้นที่คือ 1.พื้นที่ อ.ศาลาเกรา จ.ไพลิน ฝั่งตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวร บ้านผักกาด มีแหล่งคาสิโนออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์ที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ 1. NEW FORTUNA CASINO ชื่อเดิม โหยวฮัวทูนา คาสิโน ใกล้กับแนวเขตแดนกัมพูชา – ไทย มีพนักงานชาวจีนอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 5,000 คน

2. CROWN PAILIN CASINO & HOTEL ตั้งอยู่ติดกับแนวเขตแดนกัมพูชา-ไทย มีพนักงานเป็นชาวจีนและสัญชาติอื่นอาศัยอยู่ ประมาณ 500-600 คน

3.หมู่บ้านชาวจีน (โรงปูน) มีที่ตั้งติดกับ ถ.หมายเลข 57 ห่างจากจุดผ่านแดนถาวร บ้านผักกาด ประมาณ 5.5 กม. มีชาวจีนและพนักงานคาสิโนออนไลน์ รวมถึงคอลเซ็นเตอร์อาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 5,000 คน ถือเป็นกลุ่มคาสิโนออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน จ.ไพลิน มีชาวจีนและพนักงานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับคนไทยที่ถูกหลอกชักชวนเข้ามาทำงาน รวมถึงอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม Starlink ที่มีการลักลอบนำเข้าจากไทย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาวจีนที่ประกอบธุรกิจในเมียนมา ติดกับพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ผ่านมามีพนักงานคาสิโนออนไลน์ รวมถึงคอลเซ็นเตอร์ชาวไทยและสัญชาติอื่นที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวได้ลักลอบหลบหนีออกมาเข้าประเทศไทย รวมถึงกลุ่มชาวจีนที่มีการลักลอบข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย

อาณาจักรใหม่ฝั่งตรงข้ามจันทบุรี

1. พื้นที่ อ.ก็อมเรียง จ.พระตะบอง ฝั่งตรงข้าม บ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี กลุ่มทุนจีน ได้เข้ามาเช่าโรงแรมโกลเดน ฮิว โฮเทล เพื่อประกอบกิจการคาสิโนออนไลน์และสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ รวมถึงใช้เป็นที่พักสำหรับพนักงานในกลุ่มขบวนการมีชาวจีน ชาวต่างชาติ และพนักงานคาสิโนออนไลน์และสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ อาศัยอยู่ประมาณ 400 คน บริเวณโดยรอบมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ทราบสัญชาติอย่างเข้มงวด

สถานการณ์กลุ่มทุนจีน

2.พื้นที่ จ.ไพลิน ตรงข้ามกับ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มีพื้นที่เฝ้าระวัง จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1. นิวฟอร์จูนกาสีโน (ชื่อเติม โหยวฮัวทูนา กาสีโน) ใกล้กับแนวเขตแดนกัมพูชา – ไทย มีพนักงานชาวจีนอาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 5,000 คน 2. คราวน์ไพลินคาสิโนแอนด์โฮเทล มีพนักงานเป็นชาวจีนและสัญชาติอื่นอาศัยอยู่ ประมาณ 500 – 600 คน และ 3. หมู่บ้านชาวจีน (โรงปูน) มีบริเวณติดกับถนนหมายเลข 57 ห่างจากจุดผ่านแดนถาวร บ้านผักกาด ประมาณ 5.5 กิโลเมตร มีชาวจีนและพนักงานคาสิโนออนไลน์ รวมถึงคอลเซ็นเตอร์อาศัยอยู่ไม่น้อยกว่า 5,000 คน

3. พื้นที่ อ.ก็อมเรียง จ.พระตะบอง มีพื้นที่เฝ้าระวัง จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1. โกลเดน ฮิว โฮเทล ตรงข้าม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ปรากฏชาวจีนที่ย้ายมาจากฐานปฏิบัติการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และ 2. พื้นที่ อ.พนมปัก ตรงข้าม อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ปรากฏอาคารที่พักของพนักงาน หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถรองรับพนักงานได้ประมาณ 5,000 คน

ด้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จ.ตราด

1. พื้นที่ บ้านจำเยียม อ.มณฑลสีมา จ.เกาะกง ฝั่งตรงข้าม บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ ห้วงเดือนเมษายน 2567เป็นต้นมา ปรากฏการก่อสร้างและพัฒนาของกลุ่มทุนจีนในพื้นที่ บ้านจำเยียม มีการขยายการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับกลุ่มทุนจีนที่ย้ายมาจาก จ.พระสีหนุ และพื้นที่ตอนในของกัมพูชา เข้ามาประกอบธุรกิจกาสิโนออนไลน์ และคอลเซ็นเตอร์ ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารใหม่เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 22 อาคาร มีชั้นความสูงตั้งแต่ 6 – 18 ชั้น การก่อสร้างใช้แรงงานเป็นชาวกัมพูชา ชาวเวียดนาม และชาวอินเดีย โดยมีผู้ควบคุมเป็นชาวจีน รวมประมาณ 4000-5000 คน พนักงานที่ทำงานออนไลน์ เป็น ชาวไทย ประมาณ 3000 คน ชาวเวียดนาม ประมาณ 500 คน ชาวจีนและสัญชาติชาติ อื่น ๆ จำนวน ประมาณ 3000 คน หากโครงการแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้เข้าอยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 50000 คน

2.ข้อมูลด้านความมั่นคง พื้นที่ จ.เกาะกง ตรงข้ามกับ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด มีพื้นที่เฝ้าระวัง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 1. เขตเศรษฐกิจพิเศษดาราสาคร เนื่องจากเป็นที่ตั้งของลองเบย์กาสีโน ซึ่งพบการก่อสร้างอาคารจำนวนมาก เพื่อรองรับแรงงานหลายเชื้อชาติ และ 2. พื้นที่บ้านจามเยียม พบการขยายการก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับกลุ่มทุนจีน จำนวน 22 อาคาร โดยพื้นที่ดังกล่าวได้ใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อจาก อ.คลองใหญ่ และหากโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถรองรับกลุ่มอาชญากรได้ประมาณ 50000 คน ขณะที่ พื้นที่ จ.โพธิสัต ตรงข้าม อ.เมือง จ.ตราด พบฐานปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ซึ่งพบพนักงานต่างชาติ ประกอบด้วย ชาวจีน ชาวเวียดนาม และชาวไทย โดยมีการหมุนเวียนพนักงานเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นิวเดลีอ่วมหนัก เผชิญมลพิษระดับ “อันตราย” ค่าฝุ่นพุ่งเกิน 440 เหตุควันพลุเทศกาล “ดิวาลี”

นิวเดลีอ่วมหนัก เผชิญมลพิษระดับ "อันตราย" ค่าฝุ่นพุ่งเกิน 440 เหตุควันพลุเทศกาล "ดิวาลี"

21 ต.ค. 2568 15:18 น.

นิวเดลีอ่วมหนัก เผชิญมลพิษระดับ “อันตราย” ค่าฝุ่นพุ่งเกิน 440 เหตุควันพลุเทศกาล “ดิวาลี”

กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย เผชิญมลพิษทางอากาศในระดับ “อันตราย” เมื่อวันอังคาร โดยบริษัทวัดคุณภาพอากาศสัญชาติสวิส IQAir ระบุว่า กรุงนิวเดลีมีค่าฝุ่น PM2.5 สูงถึง 442 ไมโครกรัมต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกว่า 59 เท่า ทำให้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษรุนแรงที่สุดในโลกในขณะนี้

ค่ามลพิษทางอากาศ (AQI) ของนิวเดลีซึ่งอยู่ที่ 442 ทำให้เมืองหลวงของอินเดียเป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 (มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ไมโครเมตรหรือเล็กกว่า) สูงกว่าแนวทางแนะนำประจำปีขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 59 เท่า ซึ่งฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้าสู่ปอดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจและปัญหาหัวใจได้

สถานการณ์เลวร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี ที่ประชาชนจำนวนมากจุดพลุและดอกไม้ไฟทั่วเมือง แม้ศาลฎีกาอินเดียเพิ่งผ่อนปรนคำสั่งห้าม โดยอนุญาตให้ใช้เฉพาะ “พลุเพื่อสิ่งแวดล้อม” ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่ำกว่าพลุปกติ 30–50% และจำกัดเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อวันในวันอาทิตย์และวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์พบว่ามีการจุดพลุนอกช่วงเวลาที่กำหนดอย่างกว้างขวาง

คณะกรรมการควบคุมมลพิษกลางของอินเดีย (CPCB) ประเมินคุณภาพอากาศของกรุงเดลีอยู่ในระดับ “แย่มาก” โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) 350 จากมาตรฐานที่ 0–50 ถือว่าดี กระทรวงวิทยาศาสตร์โลกของอินเดียคาดการณ์ว่า กรุงนิวเดลีจะยังคงเผชิญอากาศ “แย่ถึงแย่มาก” อีกหลายวัน โดยมีค่าดัชนีระหว่าง 201–400

โดยในทุกฤดูหนาว เมืองหลวงของอินเดียและเขตรอบนอกมักถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบ เนื่องจากอากาศเย็นและหนักทำให้ฝุ่นจากการก่อสร้าง ควันรถยนต์ และการเผาเศษพืชในภาคเกษตรสะสม ส่งผลให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคนเผชิญปัญหาระบบทางเดินหายใจรุนแรง รัฐบาลท้องถิ่นเคยต้องสั่งปิดโรงเรียน หยุดงานก่อสร้างบางส่วน และจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อบรรเทามลพิษ

ไม่เพียงอินเดียที่เผชิญปัญหานี้เท่านั้น ในจังหวัดปัญจาบของปากีสถานซึ่งติดกับอินเดีย ทางการได้ประกาศ “แผนฉุกเฉิน” สู้มลพิษ ด้วยมาตรการเข้มงวด เช่น ปราบการเผาในไร่นา ควบคุมรถยนต์ควันดำ และใช้เครื่องพ่นละอองน้ำลดฝุ่น โดยข้อมูลจาก IQAir ระบุว่า เมืองละฮอร์ เมืองเอกของปัญจาบ มีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 234 ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากกรุงนิวเดลีเท่านั้น.

ที่มา Reuters

ทำความรู้จัก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น นายกฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ทำความรู้จัก "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น นายกฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

21 ต.ค. 2568 13:00 น.

ทำความรู้จัก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น นายกฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองหญิงสายอนุรักษนิยม วัย 64 ปี ผู้ยกย่อง “มาร์กาเร็ต แธตเชอร์” เป็นแบบอย่าง และเคยเป็นมือกลองเฮฟวี่เมทัล ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากพรรคฝ่ายขวาจัด

วันนี้ (21 ต.ค.) สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น ได้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 237 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 465 ที่นั่ง (ต้องได้ 233 เสียง) ทำให้เธอเตรียมเข้าพิธีสาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของญี่ปุ่นในเย็นวันเดียวกัน และจะกลายเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ก่อนหน้านี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองหญิงแนวอนุรักษนิยม วัย 64 ปี ประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งพรรค หลังความพยายามถึง 3 ครั้ง 

เธอเกิดที่จังหวัดนาราเมื่อปี 1961 พ่อของทาคาอิชิเป็นพนักงานออฟฟิศ ส่วนแม่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเรื่องการเมืองนั้นห่างไกลจากชีวิตในวัยเด็กของเธอมาก

ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นมือกลองเพลงเฮฟวีเมทัลตัวยง เธอมีชื่อเสียงจากการถือไม้ตีกลองจำนวนมาก เพราะเธอจะหักไม้ตีกลองอย่างแรง เธอยังเป็นนักดำน้ำลึกและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์อีกด้วย ปัจจุบันรถโตโยต้า ซูปร้าคันโปรดของเธอจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นารา

ก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมือง ทาคาอิจิเคยทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อยู่ช่วงหนึ่ง

แรงบันดาลใจทางการเมืองของเธอเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกำลังรุนแรงที่สุด เธอมุ่งมั่นที่จะเข้าใจมุมมองของชาวอเมริกันที่มีต่อญี่ปุ่น เธอจึงทำงานในสำนักงานของแพทริเซีย ชโรเดอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่น

ทาคาอิจิได้เห็นชาวอเมริกันผสมผสานภาษาและอาหารญี่ปุ่น จีน และเกาหลีเข้าด้วยกัน สังเกตเห็นว่าญี่ปุ่นมักถูกจัดกลุ่มร่วมกับจีนและเกาหลีใต้

“หากญี่ปุ่นไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ชะตากรรมของมันจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิดเห็นตื้นๆ ของสหรัฐฯ เสมอ” เธอกล่าวสรุป

เธอลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งแรกในปี 1992 ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่พ่ายแพ้

เธอยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถคว้าชัยชนะได้หนึ่งที่นั่งในอีกหนึ่งปีต่อมา และเข้าร่วมพรรค LDP ในปี 1996 นับแต่นั้นมา เธอได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ถึง 10 ครั้ง แพ้เพียงครั้งเดียว และสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในเสียงอนุรักษ์นิยมที่กล้าพูดกล้าแสดงออกมากที่สุดของพรรค

เธอยังเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์

ในปี 2021 ทาคาอิจิได้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก แต่พ่ายแพ้ให้กับฟูมิโอะ คิชิดะ เธอพยายามอีกครั้งในปี 2024 ครั้งนี้ได้คะแนนเสียงสูงสุดในรอบแรก แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับชิเงรุ อิชิบะ

ในปีนี้ ในความพยายามครั้งที่สาม เธอได้รับชัยชนะ ซึ่งทำให้เธอก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อรัฐสภาอนุมัติการแต่งตั้ง

เธอกล่าวกับกลุ่มเด็กนักเรียนระหว่างการหาเสียงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เป้าหมายของฉันคือการเป็นหญิงเหล็ก” 

จุดยืนและนโยบาย

ทาคาอิจิเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าว และเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ โดยเธอประกาศจะฟื้นฟูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐสูงและการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ด้านสังคม: เธอเคยคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถใช้นามสกุลเดิมได้ โดยยืนยันว่าเป็นการบ่อนทำลายธรรมเนียมเดิม เธอยังต่อต้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกันอีกด้วย แต่ในช่วงหาเสียง เธอได้ผ่อนคลายท่าทีลง โดยให้คำมั่นที่จะผลักดันมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายการดูแลเด็ก และนำไปหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน และเสนอให้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ให้บริการดูแลเด็กภายในองค์กร

ประสบการณ์ส่วนตัวและครอบครัวของเธอเป็นแรงผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของเธอ ได้แก่ การขยายบริการโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพสตรี การให้การยอมรับแก่ผู้ช่วยเหลืองานบ้านมากขึ้น และการปรับปรุงทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น

“ฉันเคยมีประสบการณ์การพยาบาลและการดูแลเด็กมาแล้วสามครั้งในชีวิต นั่นเป็นเหตุผลที่ความมุ่งมั่นของฉันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในการลดจำนวนคนที่ถูกบังคับให้ออกจากงานเนื่องจากการดูแล การเลี้ยงดูบุตร หรือเด็กที่ปฏิเสธที่จะไปโรงเรียน ฉันต้องการสร้างสังคมที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องละทิ้งอาชีพการงาน”

ด้านความมั่นคง: เธอไปศาลเจ้ายาสุกุนิอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงและยกย่องผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น รวมถึงอาชญากรสงคราม นอกจากนี้เธอยังเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญต่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นด้วย

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1955 พรรค LDP ได้ครองอำนาจทางการเมืองในญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรคเริ่มสูญเสียฐานเสียงสนับสนุน ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ปัญหาประชากรลดลง และความไม่พึงพอใจในประเด็นทางสังคม

ทาคาอิจิ ซึ่งอยู่กลุ่มฝ่ายขวาของพรรค LDP ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคในช่วงเวลาที่พรรคต้องการฟื้นฟูความนิยมจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมที่ต้องการดึงฐานเสียงอนุรักษนิยมกลับคืน หลังจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคขวาจัดอย่างพรรคซันเซโตะ (Sanseito party)

พรรคซันเซโตะ ซึ่งใช้คำขวัญว่า “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” (Japanese First) มีจำนวนที่นั่งในรัฐสภาเพิ่มขึ้นจาก 1 เป็น 15 ที่นั่งในช่วงหลัง ส่งผลให้พรรคสามารถดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมไปได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน พรรค LDP ต้องเผชิญกับการสูญเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา

ทาคาอิจิ ยอมรับถึงความท้าทายนี้ในสุนทรพจน์หลังจากชนะการลงคะแนนรอบแรกในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค โดยกล่าวว่า “เราถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากผู้สนับสนุนหลัก กลุ่มอนุรักษนิยม และสมาชิกพรรค”

“LDP จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของญี่ปุ่น เราจะยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก และบริหารประเทศด้วยความสมดุล”.

ที่มา BBC

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เตรียมตั้ง ครม.ชุดใหม่คืนนี้

"ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เตรียมตั้ง ครม.ชุดใหม่คืนนี้

21 ต.ค. 2568 12:41 น.

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก เตรียมตั้ง ครม.ชุดใหม่คืนนี้

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นลงมติเลือก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของประเทศ และถือเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะรอการรับรองจากสภาสูง ก่อนพิธีสาบานตนเย็นนี้ และเริ่มเตรียมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีโดยดึงคู่แข่งทางการเมืองเข้าร่วมทีม

สภาผู้แทนราษฎร ของญี่ปุ่น ได้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย นางทาคาอิจิ ซานาเอะ ได้รับชัยชนะด้วยคะแนน 237 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 465 ที่นั่ง (ต้องได้ 233 เสียง) ทำให้เธอเตรียมเข้าพิธีสาบานตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของญี่ปุ่นในเย็นวันนี้ และจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

แม้ว่าเธอจะต้องผ่านการลงมติจากวุฒิสภา ที่มีอำนาจน้อยกว่าอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่ด้วยคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งในสภาล่าง ประกอบกับการที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรคของเธอ ได้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่กับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าเธอจะได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ พรรค LDP เพิ่งสูญเสียพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างพรรคโคเมอิโตะไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

หลังได้รับชัยชนะ นางทาคาอิจิได้กล่าวว่า “วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเราในการ เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น และเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นให้เป็นประเทศที่สามารถรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลังได้ ดิฉันตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกันในเรื่องนี้”

ด้านตัวแทนจากพรรค JIP ได้ยืนยันความร่วมมือ โดยระบุว่าพรรคมีเจตนาเดียวกันที่จะยกระดับประเทศญี่ปุ่นให้เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเด็ก ๆ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น

เป็นที่ทราบกันว่า ทาคาอิจิเตรียมที่จะประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของเธอทันทีหลังการเข้ารับตำแหน่ง โดยมีรายงานจาก NHK ว่า เธอได้ตัดสินใจดึงตัวผู้ที่มีความเห็นต่างและเคยเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP มาร่วมงานในตำแหน่งสำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพรรค

โดยนายชินจิโร โคอิซูมิ  ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของเธอ ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฮายาชิ โยชิมาสะ  อีกหนึ่งคู่แข่ง ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร

ส่วนนายโทชิมิตสึ โมเตกิอดีตเลขาธิการพรรคแอลดีพี ซึ่งเคยลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกับเธอ ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นางซัตสึกิ คาตายามะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฟื้นฟูภูมิภาค ถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คาดว่านางทาคาอิจิจะจัดงานแถลงข่าวในฐานะนายกรัฐมนตรีคนแรกในช่วงเย็นวันนี้.


ที่มา NHK

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม "เผา" แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

21 ต.ค. 2568 12:08 น.

ช็อก! หญิงเกาหลีใต้พยายาม “เผา” แมลงสาบ สุดท้ายไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ เพื่อนบ้านดับ 1 ราย

ตำรวจเกาหลีใต้เตรียมออกหมายจับหญิงสาวรายหนึ่งที่พยายามกำจัดแมลงสาบด้วยการใช้ไฟแช็กและสเปรย์ จนทำให้เกิดไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ ส่งผลให้เพื่อนบ้านเสียชีวิต 1 ราย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการใช้ “เครื่องพ่นไฟทำเอง” ในการกำจัดแมลงที่กำลังเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ตำรวจเมืองโอซาน ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้ กำลังเตรียมออกหมายจับหญิงสาววัย 20 เศษ รายหนึ่ง หลังจากที่เธอเป็นต้นเหตุให้เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงภายในอาคารอพาร์ตเมนต์

ผู้ต้องหาให้การกับตำรวจว่าเธอพยายามใช้ “ไฟแช็กและสเปรย์ไวไฟ” เพื่อจุดไฟเผาแมลงสาบที่อยู่ในห้องซึ่งเป็นวิธีที่เธอยอมรับว่าเคยทำมาก่อน แต่ในวันจันทร์ (20 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ สิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องของเธอกลับติดไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ตำรวจระบุว่า หญิงสาวคนดังกล่าวอาจถูกตั้งข้อหาในความผิดฐานก่อให้เกิดเพลิงไหม้โดยไม่เจตนา และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงชาวจีนวัย 30 เศษ ซึ่งอาศัยอยู่บนชั้น 5 ของอาคารเดียวกับผู้ก่อเหตุ พร้อมสามีและลูกน้อยวัย 2 เดือน

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้น คาดว่าควันไฟที่หนาทึบได้ปิดกั้นทางหนีไฟบริเวณบันได ทำให้ทั้งคู่ต้องตัดสินใจเปิดหน้าต่างขอความช่วยเหลือ โดยพวกเขาได้ยื่น ลูกน้อยวัย 2 เดือน ผ่านหน้าต่างส่งให้เพื่อนบ้านที่อยู่ตึกข้างเคียงอย่างปลอดภัย

หลังจากนั้น สามีของหญิงสาวผู้เสียชีวิตสามารถปีนข้ามไปยังตึกข้าง ๆ ได้สำเร็จ แต่ขณะที่ภรรยากำลังพยายามหนีตามไป เธอกลับพลัดตกลงมาจากหน้าต่าง ต่อมาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้พักอาศัยอีก 8 รายได้รับบาดเจ็บจากการสูดดมควันไฟ โดยอาคารดังกล่าวเป็นอาคารพาณิชย์ที่มีร้านค้าอยู่ชั้นล่าง และมีห้องพักอาศัย 32 ห้องตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 5

ทั้งนี้ การพ่นสเปรย์ใส่แมลงแล้วจุดไฟ หรือการใช้ “เครื่องพ่นไฟทำเอง” เพื่อฆ่าแมลง ได้กลายเป็นวิธีการแปลกใหม่ที่ได้รับความนิยมจากวิดีโอในโซเชียลมีเดีย แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเป็นวิธีที่อันตรายอย่างยิ่ง ดังเช่นเคยมีกรณีในปี 2018 ชายชาวออสเตรเลียก็เคยจุดไฟจนไหม้ห้องครัว ขณะพยายามเผาแมลงสาบด้วยวิธีเดียวกันมาแล้ว.

ที่มา  BBC

มาเลเซียทุ่ม 11,700 ล้าน เตรียมสร้างกำแพงความมั่นคง พรมแดนไทย-กลันตัน สกัดลอบหนี ขนของเถื่อน

มาเลเซียทุ่ม 11,700 ล้าน เตรียมสร้างกำแพงความมั่นคง พรมแดนไทย-กลันตัน สกัดลอบหนี ขนของเถื่อน

21 ต.ค. 2568 11:38 น.

มาเลเซียทุ่ม 11,700 ล้าน เตรียมสร้างกำแพงความมั่นคง พรมแดนไทย-กลันตัน สกัดลอบหนี ขนของเถื่อน

รัฐบาลมาเลเซียอนุมัติงบกว่า 11,700 ล้านบาท สร้าง “กำแพงความมั่นคง” เลียบพรมแดนไทย–มาเลเซียฝั่งกลันตัน ยาวจากตุมปัตถึงตันเมาะรอฮ์ หวังตัดช่องทางลักลอบข้ามแดนและค้ายา พร้อมใช้เป็นแนวป้องกันน้ำท่วม

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียได้อนุมัติงบประมาณ 1.5 พันล้านริงกิต หรือประมาณ 11,700 ล้านบาท เพื่อก่อสร้าง “กำแพงความมั่นคง” ตามแนวชายแดนระหว่าง รัฐกลันตัน กับประเทศไทย

ดาโต๊ะ โมฮ์ด ยูซอฟ มะมัด ผู้บัญชาการตำรวจรัฐกลันตัน เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับการอนุมัติจาก สภาความมั่นคงแห่งชาติ  และอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอราคาและจัดทำสัญญา โดยกำแพงจะเริ่มสร้างตั้งแต่เขต ตุมปัต Tumpat) จนถึงตันเมาะรอฮ์ 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ยูซอฟเคยระบุว่า การสร้างกำแพงความมั่นคงเลียบแม่น้ำโกลก ในเขตรันเตาปันยัง และปาซีร์มาส ถือเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป เนื่องจากภูมิประเทศของแม่น้ำโกลกมีลักษณะแคบและตื้น ทำให้ควบคุมความปลอดภัยได้ยาก ขณะเดียวกัน กำแพงจะช่วยป้องกันการลักลอบขนสินค้าเถื่อนและอาชญากรรมข้ามแดน พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นแนวกันน้ำท่วม  ไปในตัว

ทั้งนี้ โครงการนี้นับเป็นหนึ่งในแผนเสริมความมั่นคงชายแดนที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากเกิดปัญหาการลักลอบค้าของเถื่อน ยาเสพติด และแรงงานผิดกฎหมายระหว่างพรมแดนไทย–มาเลเซียอย่างต่อเนื่อง.

ยูโรโพลทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมกว่า 49 ล้านบัญชีทั่วโลก

ยูโรโพลทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมกว่า 49 ล้านบัญชีทั่วโลก

21 ต.ค. 2568 11:17 น.

ยูโรโพลทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ สร้างบัญชีปลอมกว่า 49 ล้านบัญชีทั่วโลก

ยูโรโพล (Europol) ร่วมกับทางการลัตเวียและออสเตรีย ประสบความสำเร็จในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ “ฟาร์มซิมการ์ดให้เช่า” โดยเครือข่ายนี้สร้างบัญชีออนไลน์ปลอมกว่า 49 ล้านบัญชี ทั้งในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ธนาคารดิจิทัล และแพลตฟอร์มคริปโทฯ เพื่อใช้ในการฟอกเงินและหลอกลวงเหยื่อทั่วยุโรป ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการใช้หมายเลขโทรศัพท์ในการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน

องค์การตำรวจยุโรป (Europol) เปิดเผยความสำเร็จของปฏิบัติการ “SIMCARTEL” ที่นำโดยทางการลัตเวีย ออสเตรีย และความร่วมมือจากอีก 14 ประเทศ ในการทลายเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา

เครือข่ายอาชญากรรมนี้ถูกกล่าวหาว่าสร้างบัญชีออนไลน์ปลอมมากกว่า 49 ล้านบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัญชีที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีขนาดใหญ่ ซึ่งบัญชีปลอมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการ ฟอกเงินผิดกฎหมาย การฟิชชิ่ง (Phishing) และการหลอกลวงผ่าน SMS หรือ สมิชชิ่ง (Smishing) ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้งานทั่วยุโรป

ยูโรโพลระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า “SIM Farm-for-hire” ซึ่งทำหน้าที่คล้ายบริการ อาชญากรรมแบบให้บริการ (Crime-as-a-Service: CaaS) โดยเปิดเว็บไซต์หลักสองแห่งคือ GoGetSMS(.)com และ APISIM(.)com เพื่อให้เช่าหมายเลขโทรศัพท์มือถือชั่วคราวจากกว่า 80 ประเทศ

บริการนี้ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงระบบยืนยันตัวตนทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) ผ่าน SMS ทำให้กลุ่มอาชญากรสามารถสร้างและยืนยันตัวตนปลอมได้ในปริมาณมหาศาลเพื่อใช้ในการลงทะเบียนบัญชีในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์หาคู่ และตลาดซื้อขายคริปโทฯ

การบุกทลายเครือข่ายครั้งนี้นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย และยึดของกลางจำนวนมาก เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ซิมการ์ด 1,200 เครื่อง ที่สามารถรองรับซิมการ์ดที่ใช้งานได้กว่า 40,000 ใบ, รถยนต์หรู 4 คัน, เงินสดในบัญชีธนาคาร 431,000 ยูโร และเงินคริปโทเคอร์เรนซี 333,000 ดอลลาร์สหรัฐ

จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายนี้ทำกำไรได้หลายล้านยูโรจากการให้เช่าหมายเลขโทรศัพท์ และเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงไซเบอร์หลายพันคดี โดยประเมินความเสียหายที่ยืนยันแล้วทั่วยุโรปอยู่ที่กว่า 4.5 ล้านยูโร (ประมาณ 166 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ยูโรโพลเตือนว่าความเสียหายที่แท้จริงทั่วโลกอาจสูงกว่านี้มาก

กรณีนี้ได้เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ร้ายแรงในการพึ่งพาระบบ SMS-based 2FA เป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เนื่องจากกลุ่มอาชญากรสามารถใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น SIM Swapping (การสวมซิม), SIM Cloning (การโคลนซิม) และ SIM Farming เพื่อดักจับรหัสยืนยันตัวตนและเข้าควบคุมบัญชีได้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ตราบใดที่สถาบันการเงินและแพลตฟอร์มคริปโทฯ ยังคงใช้การยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขโทรศัพท์เป็นหลัก การหลอกลวงในลักษณะนี้ก็จะยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่ต่อไป.

ที่มา Yahoo News

ทำเนียบขาวเริ่มรื้อปีกตะวันออก เตรียมสร้าง “ห้องบอลรูมใหม่” ราคา 8 พันล้านตามแผนทรัมป์

ทำเนียบขาวเริ่มรื้อปีกตะวันออก เตรียมสร้าง "ห้องบอลรูมใหม่" ราคา 8 พันล้านตามแผนทรัมป์

21 ต.ค. 2568 10:52 น.

ทำเนียบขาวเริ่มรื้อปีกตะวันออก เตรียมสร้าง “ห้องบอลรูมใหม่” ราคา 8 พันล้านตามแผนทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มโครงการก่อสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 8,000 ล้านบาท ในทำเนียบขาวแล้ว โดยมีการรื้อถอนโครงสร้างบางส่วนของ “ปีกตะวันออก” ท่ามกลางความกังวลจากนักประวัติศาสตร์และสมาคมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่ระบุว่า โครงการนี้ขาดการตรวจสอบที่เข้มงวดและอาจกระทบต่อประวัติศาสตร์ของอาคารสำคัญแห่งนี้

ทำเนียบขาวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างห้องบอลรูมใหม่ ตามแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทีมงานก่อสร้างเริ่มรื้อถอนโครงสร้างทางเข้าที่มีหลังคาคลุมและหน้าต่างบางส่วนของอาคารปีกตะวันออก

ทรัมป์ได้ประกาศเรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าโครงการมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8,147 ล้านบาท) นี้เป็นการ “ปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างเต็มที่” และเป็นพื้นที่ที่ “จำเป็นอย่างยิ่ง” โดยอ้างว่าประธานาธิบดีทุกคนใฝ่ฝันที่จะมีห้องบอลรูมในทำเนียบขาวเพื่อจัดงานเลี้ยงใหญ่และการต้อนรับบุคคลสำคัญมานานกว่า 150 ปี ทรัมป์ระบุว่าโครงการนี้ได้รับ เงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน โดย “ผู้รักชาติผู้ใจบุญจำนวนมาก” แม้ว่าทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อผู้บริจาคแต่อย่างใด

ปีกตะวันออกของทำเนียบขาวสร้างขึ้นในปี 1902 และมีการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 1942 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครั้งนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่ง โดย นายโรเบิร์ต เค ซัตตัน อดีตหัวหน้านักประวัติศาสตร์ของหน่วยงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ (NPS) กล่าวว่า โดยปกติแล้ว โครงการปรับปรุงทำเนียบขาวจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด ของ NPS ทั้งการทบทวนแผนงาน การคัดเลือกสถาปนิก และการออกแบบ เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความสำคัญทางประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม นายซัตตันแสดงความกังวลว่า โครงการนี้ขาดการตรวจสอบอย่างละเอียด และกระบวนการอาจถูกเร่งรัด ซึ่งอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงภาพสะท้อนของ “สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์” มากกว่าการเคารพประวัติศาสตร์ของ “บ้านของประชาชน” แห่งนี้

สมาคมนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มไม่แสวงหากำไรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อโครงการเพิ่มห้องบอลรูม โดยชี้ว่านี่จะเป็น การเปลี่ยนแปลงภายนอกครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 83 ปี นับตั้งแต่การสร้างปีกตะวันออกในรูปแบบปัจจุบันเมื่อปี 1942 และเรียกร้องให้โครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนี้ต้องผ่านกระบวนการออกแบบและทบทวนที่เข้มงวดและรอบคอบ

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวได้เปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับโครงการ รวมถึงภาพวาดที่แสดงให้เห็นห้องบอลรูมใหม่ที่มีโคมระย้าสีทองอันหรูหราและที่นั่งสำหรับรองรับคนหลายร้อยคน โดยระบุว่าจะทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงที่จำเป็น โดยยังคงรักษาความสง่างามของการออกแบบคลาสสิกและคุณค่าทางประวัติศาสตร์เอาไว้

แม้จะเกิดข้อถกเถียง แต่ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ทำการเปลี่ยนแปลงทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีคนก่อน ๆ ก็มีการปรับปรุงพื้นที่หลายส่วนเช่นกัน เช่น การเปลี่ยนสระว่ายน้ำในร่มเป็นห้องแถลงข่าวในยุคของนายริชาร์ด นิกสัน หรือการปรับปรุงทำเนียบขาวครั้งใหญ่ทั้งหมดในสมัยของนายแฮร์รี ทรูแมน.

ที่มา BBC