สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

22 ต.ค. 2568 11:38 น.

สามีนายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรก ลั่นขอสนับสนุนเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง ทำอาหารให้ภรรยา

อดีต ส.ส. ทาคุ ยามาโมโตะ คู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ประกาศตัวขอเป็น “สามีพรางตัว” สนับสนุนภรรยาด้วยการทำอาหารและอยู่เบื้องหลัง ไม่ให้ตัวตนของเขาเป็นอุปสรรคต่อวิสัยทัศน์ของนายกฯ คนใหม่

สื่อญี่ปุ่นรายงานคำกล่าวของนายทาคุ ยามาโมโตะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคู่สมรสของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวว่า เขาหวังว่าจะสนับสนุนภรรยาด้วยการเป็น “สามีพรางตัว” คอยทำอาหารให้ แต่จะหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อสาธารณะ

คำกล่าวนี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่นางทาคาอิจิ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมในนาทีสุดท้าย

สถานีโทรทัศน์ฟุกุอิ รายงานว่า นายยามาโมโตะกล่าวเมื่อวันอังคารว่า “ไม่เหมือนกับในโลกตะวันตก มันจะดีกว่าหากคู่ชีวิตอยู่ให้พ้นจากสปอตไลท์” เขาเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่นางทาคาอิจิ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ในเดือนนี้ จะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลผสม “เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในฐานะนายกรัฐมนตรี” ได้

เขากล่าวตามรายงานของหนังสือพิมพ์อาซาฮี, ฟูจิทีวี และสื่ออื่น ๆ ว่า “ผมต้องการให้การสนับสนุนที่มั่นคงในฐานะ “สามีพรางตัว” เพื่อให้มั่นใจว่าการมีอยู่ของผมจะไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อสิ่งนั้น” 

นายยามาโมโตะ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคแอลดีพีเช่นเดียวกับภรรยา ได้แต่งงานกับนางทาคาอิจิในปี 2004 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2017 โดยอ้างถึง “ความแตกต่างทางทัศนคติทางการเมือง” อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้แต่งงานใหม่ในปี 2021 หลังจากที่นายยามาโมโตะได้ให้การสนับสนุนนางทาคาอิจิในการลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีในปีเดียวกัน

แม้ว่าในเวลาต่อมา นายยามาโมโตะจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่เขากล่าวกับสื่อว่า ต้องการใช้ประสบการณ์ทางการเมืองของตนเพื่อช่วยภรรยา และเขายัง “ทำอาหารเก่ง” จึงต้องการสนับสนุนเธอด้วยการทำอาหารเตรียมไว้ให้ด้วย

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักสำหรับสมาชิกสภาในกรุงโตเกียว โดยมีรายงานว่า นางทาคาอิจิคอยดูแลนายยามาโมโตะด้วย หลังจากที่เขาต้องเข้ารับการรักษาอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในปีนี้

ทั้งนี้ ในการสมรสครั้งแรก นางทาคาอิจิใช้นามสกุลของสามี แต่ในการแต่งงานครั้งที่สอง นายยามาโมโตะเป็นผู้ใช้นามสกุล “ทาคาอิจิ” โดยนางทาคาอิจิมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายศตวรรษที่ 19 ที่บังคับให้คู่สามีภรรยาต้องใช้นามสกุลเดียวกัน ซึ่งมักส่งผลให้ภรรยาต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามีเป็นส่วนใหญ่.

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

22 ต.ค. 2568 09:39 น.

ประเมินมูลค่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ สูงลิ่วกว่า 3,400 ล้านบาท

ฝรั่งเศสเผยเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าที่ถูกขโมยจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางกรุงปารีส มีมูลค่ารวมสูงถึง 88 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาท หวั่นถูกแยกชิ้นส่วนขาย

ทางการฝรั่งเศสมีการประเมินมูลค่า เครื่องประดับและอัญมณีล้ำค่าที่ถูกขโมยจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางกรุงปารีส ซึ่งคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุเพียง 8 นาที มีมูลค่ารวมสูงถึง 88 ล้านยูโร หรือราว 3,400 ล้านบาท แต่หากประเมินเป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้วนับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าจนประเมินค่าไม่ได้

ลอเร เบกกูโอ อัยการกรุงปารีส เปิดเผยกับสถานีวิทยุ RTL ว่า ของที่ถูกขโมยไปประกอบด้วย สร้อยเพชรและมรกตที่จักรพรรดิ นโปเลียน โบนาปาร์ต มอบให้พระมเหสี, มงกุฎที่เคยสวมโดย จักรพรรดินีอูชีนี พระชายาของนโปเลียนที่ 3, และเครื่องประดับของ สมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลี แห่งฝรั่งเศส ส่วนมงกุฏของจักรพรรดินีอูชีนีเจ้าหน้าที่สามารถนำกลับคืนมาได้หลังกลุ่มคนร้ายทำหล่นขณะรีบหนีจากที่เกิดเหตุ แต่มงกุฏก็ได้รับความเสียหาย และยังไม่รู้ว่าจะซ่อมแซมได้ดังเดิมหรือไม่

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจรกรรมครั้งนี้ว่าเป็นการโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมของชาติฝรั่งเศส ขณะที่กระทรวงยุติธรรมระบุว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของลูฟวร์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หลังรายงานเบื้องต้นชี้ว่าหนึ่งในสามของห้องจัดแสดงไม่มีระบบกล้องวงจรปิด และสัญญาณเตือนไม่ทำงาน

ฌีราลด์ ดาร์มานัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าการที่คนร้ายสามารถขับรถบรรทุกเข้าใกล้ตัวพิพิธภัณฑ์ได้ เป็นภาพลักษณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งสำหรับฝรั่งเศส

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายเป็น ทีมโจรกรรมระดับมืออาชีพ เนื่องจากการปฏิบัติการรวดเร็วและมีการเตรียมการอย่างละเอียดผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามศิลปะที่ถูกขโมยเผยว่า เจ้าหน้าที่มีเวลาเพียง 1–2 วันเท่านั้น ในการติดตาม ก่อนที่เครื่องเพชรเหล่านี้จะถูก แยกชิ้นส่วนหลอมละลาย และลักลอบขายในตลาดมืดนอกประเทศในราคาต่ำกว่าความจริงหลายสิบเท่า

เหตุโจรกรรมครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อประเทศฝรั่งเศส เพราะลูฟวร์ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก และเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติหลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบความปลอดภัยรอบสถานที่ทางศิลปวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

“แพทองธาร” ถึงเพื่อไทย “สมศักดิ์-สุดาวรรณ” รอรับ จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าใหม่

“แพทองธาร” ถึงเพื่อไทย “สมศักดิ์-สุดาวรรณ” รอรับ จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าใหม่

22 ต.ค. 2568 09:36 น.

“แพทองธาร” ถึงเพื่อไทย “สมศักดิ์-สุดาวรรณ” รอรับ จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าใหม่

“แพทองธาร ชินวัตร” เข้าพรรคเพื่อไทยประชุม สส. – กรรมการบริหารพรรค เตรียมลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จับตาเคาะชื่อคนชิงเก้าอี้หัวหน้าคนใหม่ ท่ามกลางกระแสเลือดไหลออกไม่หยุด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อประชุม สส. และคณะกรรมการบริหารพรรค หลังมีข่าววานนี้การถึงการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในวันนี้

โดยทันทีที่ นางสาวแพทองธาร มาถึงที่ทำการพรรคได้เดินลงจากรถโดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล แกนนำพรรคเพื่อไทย ยืนรอต้อนรับ จากนั้น นางสาวแพทองธาร เดินไปทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยิ้มทักทายกับสื่อมวลชนเล็กน้อย โดยไม่ได้กล่าวใดๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปที่ชั้น 3 เพื่อเตรียมเข้าประชุม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องจับตาว่าหลังมีกระแสข่าวว่า นางสาวแพทองธาร จะขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคุณสมบัติอาจมีผลต่อการทำหน้าที่ของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและจะรับรองการลงสมัครของ สส. ของพรรคเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกร้องเรียนและนำไปสู่การยุบพรรค วันนี้แกนนำจะหารือเพื่อหาข้อสรุปถึงชื่อของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่นำพรรคเพื่อไทย เดินต่อไปข้างหน้าท่ามกลางกระแสความนิยมของพรรคที่ตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง

ขณะที่มีกระแสข่าวว่ามีชื่อของบุคคลที่อาจจะได้รับการเสนอให้เป็นหัวหน้าพรรคทั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือแม้แต่ นายภูมิธรรม เวชยชัย และต้องจับตาการเป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเลือกคนรุ่นใหม่มาบริหารและสู้ศึกของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าที่คาดว่าจะเข้มข้นกว่าเดิม.

ระอุรับ APEC เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโชว์พลัง ก่อนผู้นำโลกเยือนเกาหลีใต้

ระอุรับ APEC เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโชว์พลัง ก่อนผู้นำโลกเยือนเกาหลีใต้

22 ต.ค. 2568 08:56 น.

ระอุรับ APEC เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโชว์พลัง ก่อนผู้นำโลกเยือนเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือโชว์พลังยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลไปทางทิศตะวันออกเมื่อวันพุธ ก่อนหน้าที่ผู้นำโลกจะเดินทางไปยังเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมการประชุม APEC ในสัปดาห์หน้า

กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลไปทางทิศตะวันออกเมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของการยิงในครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่า การยิงดังกล่าวมุ่งสู่ทะเลทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นจุดที่เกาหลีเหนือเคยทดสอบยิงขีปนาวุธหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเปียงยางได้ยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกจากชายฝั่งตะวันออกของประเทศ

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้นำจากหลายประเทศจะเดินทางมาเยือนกรุงโซลในสัปดาห์หน้า เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC ซึ่งรวมถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

นี่ถือเป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเพิ่งจัดขบวนสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ โชว์ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่ที่ระบุว่าเป็นรุ่นที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก รัสเซีย และ จีน เข้าร่วมในพิธีด้วย

เปียงยางระบุว่าขีปนาวุธรุ่นใหม่ชื่อ ฮวาซอง-20 มีพิสัยการยิงไม่จำกัดระยะทาง และก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกันยายน คิมจองอึน ได้เดินทางไปตรวจสอบการทดสอบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งสำหรับขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยไกล ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งที่ 9 และครั้งสุดท้าย ก่อนเตรียมการยิงทดสอบจริงในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทดสอบอาวุธอย่างต่อเนื่อง แต่เปียงยางก็เริ่มส่งสัญญาณเปิดรับการเจรจากับสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ระหว่าง คิมจองอึน และ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคาบสมุทรเกาหลี

ทั้งสองเคยพบกันถึง 3 ครั้งระหว่างการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ โดยการประชุมสุดยอดครั้งสุดท้ายในกรุงฮานอยเมื่อปี 2019 ต้องล่มลง หลังสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คิมจองอึนกล่าวผ่านสื่อทางการว่า เขายังมีความทรงจำที่ดีต่อทรัมป์ และพร้อมจะพบกันอีกครั้ง หากสหรัฐฯยอมรับความจริงและยุติความหมกมุ่นเรื่องการปลดนิวเคลียร์ พร้อมยืนยันว่าหากวอชิงตันต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไม่พบกัน

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือมีขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน ทั้งก่อนการประชุม APEC Summit และท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนืออาจเป็นทั้งการส่งสัญญาณเชิงการเมือง เพื่อแสดงอำนาจทางทหาร และการทดสอบขีดความสามารถของขีปนาวุธรุ่นใหม่ ก่อนจะประกาศเปิดทดสอบเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

สหรัฐฯร่วมปราบ แก๊งสแกมเมอร์ อนุทินโยนให้ “วรภัค” แจงเอง หลังมีรายชื่อเข้าไปเกี่ยวพัน!

สหรัฐฯร่วมปราบ แก๊งสแกมเมอร์ อนุทินโยนให้ “วรภัค” แจงเอง หลังมีรายชื่อเข้าไปเกี่ยวพัน!

สหรัฐฯร่วมปราบ แก๊งสแกมเมอร์ อนุทินโยนให้ “วรภัค” แจงเอง หลังมีรายชื่อเข้าไปเกี่ยวพัน!

22 ต.ค. 2568 08:44 น.

เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าพบนายกฯ หารือความร่วมมือปราบสแกมเมอร์ ช่วงต้นเดือน พ.ย.จะมีคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ เดินทางมาหารือเรื่องนี้กับนายกฯ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ “อนุทิน” เผยพร้อมจับ

ฮามาสคืนร่างตัวประกันให้อิสราเอลอีก 2 ศพ เร่งหาอีก 13 ร่างที่เหลือ

ฮามาสคืนร่างตัวประกันให้อิสราเอลอีก 2 ศพ เร่งหาอีก 13 ร่างที่เหลือ

22 ต.ค. 2568 06:37 น.

ฮามาสคืนร่างตัวประกันให้อิสราเอลอีก 2 ศพ เร่งหาอีก 13 ร่างที่เหลือ

กลุ่มฮามาสคืนร่างที่เชื่อว่าเป็นของตัวประกันที่พวกเขาจับตัวไปให้อิสราเอลอีก 2 ศพ และกำลังพยายามเร่งค้นหาอีก 13 ร่างที่เหลือ เพื่อส่งคืนตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อคืนวันอังคารที่ 21 ต.ค. 2568 กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ทหารของพวกเขาในฉนวนกาซาได้รับมอบหีบบรรจุร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่อยู่ในมือกลุ่มฮามาสจำนวน 2 ศพ จากองค์กรกาชาดสากล ซึ่งรับมอบร่างมาจากกลุ่มฮามาสอีกทอดหนึ่งก่อนหน้านี้

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า หีบบรรจุร่างทั้งสองถูกส่งข้ามพรมแดนเข้าสู่อิสราเอลแล้ว โดยมีทหารคอยคุ้มกัน และจะถูกนำส่งไปยังกรุงเทลอาวีฟเพื่อทำการพิสูจน์ยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการ

หากมีการยืนยันว่าศพทั้งสองเป็นร่างของตัวประกันจริง จะหมายความว่า กลุ่มฮามาสได้ส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วคืนให้อิสราเอลแล้วทั้งสิ้น 15 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีการปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ครบทั้ง 20 คนไปก่อนแล้ว

ก่อนหน้านี้กลุ่มฮามาสเคยส่งมอบร่างตัวประกันผิดเป็นศพของชาวปาเลสไตน์รายหนึ่ง ซึ่งฮามาสยืนยันว่าเป็นความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากความยากลำบากในการค้นหาศพ

เมื่อเย็นวันอังคารที่ผ่านมา กองทัพ IDF ได้เรียกร้องให้สาธารณชนชาวอิสราเอลอดทนและรอการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะแจ้งให้แก่ครอบครัวของตัวประกันทราบก่อน IDF ยังเน้นย้ำว่า “ฮามาสจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงและดำเนินการที่จำเป็นเพื่อส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด”

ทั้งนี้ ความล่าช้าในการคืนร่างตัวประกันของกลุ่มฮามาสทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอิสราเอลมาหลายวันแล้ว โดยฮามาสยืนยันว่าพวกเขากำลังพยายามดำเนินการ แต่ประสบปัญหาในการค้นหาร่างที่อยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่ถูกกองทัพ IDF ทิ้งระเบิดในกาซา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอง ปธน.สหรัฐฯ เยือนอิสราเอล เตือนฮามาส ถ้าไม่ร่วมมือจะถูกทำลาย

รอง ปธน.สหรัฐฯ เยือนอิสราเอล เตือนฮามาส ถ้าไม่ร่วมมือจะถูกทำลาย

22 ต.ค. 2568 04:15 น.

รอง ปธน.สหรัฐฯ เยือนอิสราเอล เตือนฮามาส ถ้าไม่ร่วมมือจะถูกทำลาย

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนอิสราเอลเพื่อสังเกตการณ์การบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกับขู่กลุ่มฮามาสว่า หากไม่ให้ความร่วมมือพวกเขาจะถูกทำลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 21 ต.ค. 2568 นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนอิสราเอล โดยเขากล่าวว่า การบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา ดำเนินไปได้ด้วยดีกว่าที่คาดเอาไว้ และการหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่

นายแวนซ์กล่าวเตือนด้วยว่า “หากฮามาสไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น” แต่ในขณะเดียวกัน เขาปฏิเสธที่จะขีดเส้นตายว่ากลุ่มฮามาสจะต้องปลดอาวุธเมื่อใด ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ยังไม่มีการตกลงกันในข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม กล่าวว่า พันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกาในตะวันออกกลางจะพร้อมที่จะเข้าสู่ฉนวนกาซา พร้อมกับกองกำลังขนาดใหญ่และจะจัดการกับฮามาสให้เรียบร้อย หากฮามาสยังคงทำตัวไม่ดีต่อไป

“ยังคงมีความหวังว่าฮามาสจะทำสิ่งที่ถูกต้อง” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social “ถ้าพวกเขาไม่ทำ จุดจบของฮามาสจะรวดเร็ว รุนแรง และโหดร้าย!”

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนอิสราเอลของนายแวนซ์เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีฉนวนกาซารอบใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าทหารของพวกเขาถูกโจมตี ทำให้เกิดความกังวลไปทั่วว่า ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเปราะบางอยู่แล้วจะพังทลายหลังจากบังคับใช้มาได้ไม่กี่วัน

คาดว่านายแวนซ์จะผลักดันให้นาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เริ่มการเจรจาในประเด็นระยะยาวเพื่อยุติสงครามกับฮามาสอย่างถาวรในระหว่างการเยือนของเขา

ก่อนหน้านี้นายแวนซ์ชมอิสราเอลว่า “ให้ความช่วยเหลืออย่างน่าทึ่ง” ในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายหลักของข้อตกลงหยุดยิง แต่ระบุด้วยว่า ยังคงมีงานหนักอีกมากรออยู่ข้างหน้าเพื่อรักษาความคืบหน้าในขั้นตอนต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

22 ต.ค. 2568 03:00 น.

ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

(ภาพจาก youtube)

รัฐสภาโลก IPU โหวตเกิน 2 ใน 3 รับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตรที่ขอให้บรรจุเรื่อง สแกมเมอร์-อาชญากรรมองค์กร เป็นวาระเร่งด่วน ในขณะที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 21 ต.ค. 2568 ที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 ลงคะแนนเสียงรับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตร ที่ขอให้บรรจุเรื่อง “อาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์” เป็นวาระเร่งด่วนในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU เพียงเรื่องเดียวในปีนี้ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 850 เสียง และไม่เห็นด้วย 200 เสียง

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ในวงกว้าง จึงต้องการให้รัฐสภาทั่วโลกรับทราบ และแสดงบทบาทร่วมกัน ในการจัดการปัญหาภายใต้กรอบนิติบัญญัติ

ญัตติดังกล่าวว่าด้วยเรื่องการดำเนินการของรัฐสภา เพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตย และความมั่นคงของมนุษย์ เสนอต่อที่ประชุมโดย รัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน และได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มละตินอเมริกา และแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส

หนึ่งในประเทศที่คัดค้านการเสนอร่างญัตติของไทยคือรัสเซีย โดยอ้างว่าไทยทำผิดขั้นตอน แต่คณะกรรมการของ IPU ยืนยันว่าไม่ผิด ขณะที่ ผู้แทนจากรัฐสภากัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ร่วมโหวตในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nationtv

ทรัมป์พับแผนซัมมิตปูตินที่บูดาเปสต์ ทำเนียบขาวลั่น ไม่มีแผนพบกันในเร็วๆ นี้

ทรัมป์พับแผนซัมมิตปูตินที่บูดาเปสต์ ทำเนียบขาวลั่น ไม่มีแผนพบกันในเร็วๆ นี้

22 ต.ค. 2568 02:24 น.

ทรัมป์พับแผนซัมมิตปูตินที่บูดาเปสต์ ทำเนียบขาวลั่น ไม่มีแผนพบกันในเร็วๆ นี้

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ไม่มีแผนจะพบกันในเร็วๆ นี้ ไม่กี่วันหลังจากนายทรัมป์เพิ่งบอกว่า จะพบกับผู้นำรัสเซียที่เมืองหลวงฮังการีภายใน 2 สัปดาห์

เมื่อวันอังคารที่ 21 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ไม่มีแผนที่จะพบปะกันในอนาคตอันใกล้นี้ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน นายทรัมป์เพิ่งจะบอกว่า เขากับผู้นำรัสเซียจะพบปะพูดคุยกันที่กรุงบูดาเปสต์ ของฮังการีภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือเรื่องสงครามในยูเครน

นอกจากนั้น ตามกำหนดการเดิม การประชุมนำร่องระหว่างนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กับนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีฝ่ายรัสเซีย จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ แต่ทำเนียบขาวระบุว่า ทั้งสองมีการโทรศัพท์พูดคุยกันอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การประชุมแบบพบหน้าจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป

ทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เหตุใดการพบปะพูดคุยดังกล่าวจึงถูกระงับ

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญระหว่างข้อเสนอของสหรัฐฯ และเงื่อนไขเบื้องต้นของรัสเซียสำหรับการเจรจาสันติภาพกลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในสัปดาห์นี้ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำลายโอกาสในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทั้งสองไป

นายทรัมป์หารือเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดที่กรุงบูดาเปสต์ทางโทรศัพท์กับนายปูตินเมื่อวันที่ 16 ต.ค. หนึ่งวันก่อนที่จะพบกับประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนที่ทำเนียบขาว

ข่าวบางกระแสระบุว่า การเจรจาระหว่างเขากับนายเซเลนสกีเป็น “การโต้เถียงด้วยเสียงดัง” โดยแหล่งข่าวชี้ว่า นายทรัมป์พยายามผลักดันให้นายเซเลนสกียอมสละพื้นที่ขนาดใหญ่ในภูมิภาคทางตะวันออกของแคว้นโดเนตสก์กับแคว้นลูฮานสก์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ภูมิภาคดอนบาส เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับรัสเซีย

แต่นายเซเลนสกียืนยันมาตลอดว่า ยูเครนไม่สามารถยกพื้นที่บางส่วนของดอนบาสที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ให้กับรัสเซียได้ เนื่องจากรัสเซียอาจใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานตั้งต้นสำหรับการโจมตีเพิ่มเติมในภายหลัง

ต่อมาในวันจันทร์ (20 ต.ค.) นายทรัมป์ได้ยอมรับข้อเสนอหยุดยิงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเคียฟและผู้นำยุโรป ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อระงับการต่อสู้ให้หยุดอยู่ที่แนวรบปัจจุบัน แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่รัสเซียต่อต้านมาตลอด

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียกล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถูกเสนอต่อรัสเซียซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จุดยืนของรัสเซียนั้นไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการให้ยูเครนถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตะวันออกที่ยังคงมีการต่อสู้อยู่ทั้งหมด

ด้านนายเซอร์เก ลาฟรอฟ กล่าวในวันอังคารว่า รัสเซียสนใจเพียง “สันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว” เท่านั้น โดยสื่อความหมายว่า การระงับแนวรบเอาไว้ในระดับปัจจุบันจะเป็นเพียงการหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น

นายลาฟรอฟกล่าวอีกว่า “สาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข” โดยนี่เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสูงสุดของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการรับรองอำนาจอธิปไตยเต็มรูปแบบของรัสเซียเหนือภูมิภาคดอนบาส และการปลอดอาวุธยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเคียฟและพันธมิตรยุโรปไม่สามารถยอมรับได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร ผู้นำยุโรปได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับนายเซเลนสกี โดยระบุว่า การเจรจาใด ๆ ที่จะยุติสงครามในยูเครนควรเริ่มต้นด้วยการระงับแนวรบเอาไว้ในพื้นที่ปัจจุบัน และกล่าวหารัสเซียว่า “ไม่จริงจัง” กับการสร้างสันติภาพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสจับกุม-ตั้งข้อหาหญิงจีน ขโมยทองจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ

ฝรั่งเศสจับกุม-ตั้งข้อหาหญิงจีน ขโมยทองจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ

22 ต.ค. 2568 00:03 น.

ฝรั่งเศสจับกุม-ตั้งข้อหาหญิงจีน ขโมยทองจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ

ฝรั่งเศสจับกุมและตั้งข้อหาหญิงชาวจีน ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุโจรกรรมทองคำหนักหลายกิโลกรัมจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงปารีสเมื่อเดือนก่อน โดยเธอลงมือเพียงลำพัง

อัยการฝรั่งเศสเปิดเผยในวันอังคารที่ 21 ต.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมและตั้งข้อหาหญิงชาวจีนรายหนึ่ง ในคดีลักขโมยทองคำจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงปารีส ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีบุกรุกสถาบันวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

การโจรกรรมดังกล่าว ซึ่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ระบุในตอนนั้นว่าเป็นฝีมือของ “ทีมงานที่เป็นมืออาชีพอย่างมาก” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย. หรือเพียงหนึ่งเดือนเศษก่อนจะเกิดคดีโจรกรรมเครื่องเพชรอย่างอุกอาจที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

น.ส.ลอเรอ เบคคู อัยการกรุงปารีส กล่าวว่า หญิงชาวจีนวัย 24 ปี ถูกจับกุมที่เมืองบาร์เซโลนาเมื่อวันที่ 30 ก.ย. หลังก่อเหตุบุกรุกพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและลักขโมยทองคำมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเมื่อ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา และถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์กับสมคบคิดก่ออาชญากรรม

การสืบสวนพบว่า หญิงรายนี้เดินทางออกจากฝรั่งเศสในวันเดียวกับที่มีการบุกรุกและกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศจีน โดยอัยการกล่าวว่า ในตอนที่ถูกจับกุม หญิงต้องสงสัยพยายามกำจัดทองคำที่ถูกหลอมแล้วน้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติพบว่าทองคำที่จัดแสดงถูกขโมยไปหลังจากพนักงานทำความสะอาดแจ้งว่าพบเศษซากความเสียหายในพื้นที่จัดแสดง

โดยวัตถุที่ถูกขโมยไปได้แก่ ก้อนทองคำจากโบลิเวีย ที่ได้รับบริจาคในศตวรรษที่ 18, ก้อนทองคำจากเทือกเขาอูรัล ของรัสเซีย ซึ่งเป็นของขวัญจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2376, ก้อนทองคำจากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงยุคตื่นทอง (พ.ศ.2391–2398) และก้อนทองคำหนัก 5 กิโลกรัม จากออสเตรเลียที่ถูกค้นพบในปี พ.ศ.2533

น.ส.เบคคูกล่าวว่า ทองคำธรรมชาติ (Native Gold) ถูกขโมยไปเกือบ 6 กิโลกรัม ซึ่งประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ที่ 1.5 ล้านยูโร แต่มูลค่าทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของวัตถุเหล่านี้นั้น “ไม่อาจประเมินได้”

การสืบสวนพบว่า ประตูพิพิธภัณฑ์สองบานถูกตัดด้วยเครื่องเจียร และตู้จัดแสดงถูกเจาะด้วยหัวเป่าไฟ (blowtorch) อีกทั้งยังพบเครื่องมือต่าง ๆ เช่น หัวเป่าไฟ, เครื่องเจียร, ไขควง, ถังแก๊ส และเลื่อย ถูกทิ้งไว้ในบริเวณใกล้เคียงด้วย

ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า มีผู้บุกรุกเพียงคนเดียวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์หลังเวลา 01:00 น. เล็กน้อย และเดินทางออกจากพื้นที่ราว 04:00 น.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna