ทรัมป์-นายกฯ ออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงแร่หายาก หวังลดพึ่งพาจีน

ทรัมป์-นายกฯ ออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงแร่หายาก หวังลดพึ่งพาจีน

21 ต.ค. 2568 01:41 น.

ทรัมป์-นายกฯ ออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงแร่หายาก หวังลดพึ่งพาจีน

ผู้นำสหรัฐฯ กับออสเตรเลียลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับแร่หายากร่วมกันแล้ว หลังจีนเพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกแร่ดังกล่าวมากขึ้น จนโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เพิ่มกำแพงภาษี

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ลงนามข้อตกลงเรื่องแร่หายาก (Rare Earths) และแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้มั่นใจว่าจะมีการจัดหาวัสดุเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จีนกำลังพยายามควบคุมอุปทานทั่วโลกมากขึ้น

นายทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายอัลบาเนซี โดยนี่นับเป็นการประชุมกันต่อหน้าครั้งแรกของทั้งคู่ โดยนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้มีการเจรจากันมาเป็นเวลา 4-5 เดือนแล้ว ขณะที่นายอัลบาเนซีระบุว่า ท่อส่งมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของพวกเขา พร้อมที่จะใช้งานแล้ว

ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าว แต่ผู้นำทั้งสองกล่าวว่าส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่ธาตุ โดยนายอัลบาเนซีระบุว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันสนับสนุนเงินทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้แก่โครงการร่วมนี้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังมองหาเส้นทางใหม่ในการเข้าถึงแร่หายากและแร่ธาตุทั่วโลก หลังจากจีนกำลังเพิ่มการควบคุมอุปทานทั่วโลก โดยจากข้อมูลของสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) จีนมีปริมาณแร่หายากสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ออสเตรเลียก็มีแร่ธาตุสำรองมากเช่นกัน

นอกจากข้อตกลงเรื่องแร่ธาตุแล้ว ผู้นำทั้งสองยังมีแผนจะหารือเกี่ยวกับข้อตกลง AUKUS มูลค่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบรรลุข้อตกลงในปี 2566 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในขณะนั้น โดยออสเตรเลียจะซื้อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ในปี 2032 ก่อนที่จะสร้างเรือดำน้ำคลาสใหม่ร่วมกับสหราชอาณาจักร

นายจอห์น ฟีแลน เลขาธิการทบวงทหารเรือของสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับปรุงกรอบการทำงาน AUKUS เดิมสำหรับทั้งสามฝ่าย “และชี้แจงความคลุมเครือบางอย่างที่อยู่ในข้อตกลงก่อนหน้านี้”

ด้านเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียมั่นใจว่า ข้อตกลง AUKUS จะดำเนินต่อไป โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ริชาร์ด มาร์ลส์ กล่าวว่าเขารู้ว่าการทบทวนจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

20 ต.ค. 2568 23:30 น.

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

สส.เกาหลีใต้เผย มีชาวเกาหลีที่เดินทางไปกัมพูชาแล้วไม่กลับประเทศปีละหลายพันคน ทำให้เกิดคำถามว่า อาจมีพลเรือนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากกว่าที่คิด

นาย พัค ชาน-แด สส.จากพรรคประชาธิปไตย พรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568 ว่า ชาวเกาหลีใต้จำนวนหลายพันคนที่เดินทางไปกัมพูชาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ บ่งชี้ว่า มีพลเมืองของพวกเขาทำงานในศูนย์หลอกลวงในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้มากกว่าที่เคยเชื่อกัน

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ที่ยื่นให้แก่ สส.พัคระบุว่า ส่วนต่างของจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและจำนวนผู้ที่กลับจากกัมพูชาอยู่ที่ 3,209 คนในปี 2565, 2,662 คนในปี 2566 และ 3,248 คนในปี 2567 เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2564 ที่มีส่วนต่างเพียง 113 คนเท่านั้น

ชาวเกาหลีจำนวนมากที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศนี้ ทำให้เกิดคำถามว่าจำนวนพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงซึ่งมีฐานอยู่ในกัมพูชา อาจสูงกว่าตัวเลขประมาณการของรัฐบาลซึ่งระบุไว้ประมาณ 1,000 คน หรือไม่

ขณะที่ตัวเลขของปี 2568 นี้ นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม มีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชา 67,609 คน แต่เดินทางกลับมา 66,745 คน ทำให้มีส่วนต่างอยู่ที่ 864 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาชี้ว่า ในปี 2567 มีชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศ 192,305 คน ขณะที่ข้อมูลฝั่งเกาหลีใต้ระบุว่า มีพลเมืองเดินทางออกจากประเทศไปกัมพูชาในปีเดียวกันนั้นจำนวน 100,820 คนเท่านั้น

สำนักข่าว ยอนฮัป รายงาน อ้างการเปิดเผยของผู้ที่รู้จักพนักงานในเครือข่ายอาชญากรรมแห่งหนึ่งในกัมพูชา ว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการหลอกลวงในประเทศนี้ อย่างน้อย 2,000 ถึง 3,000 คน

“ไม่ได้มีแค่คนที่เดินทางออกไปโดยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผ่านประเทศจีนด้วย” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าวอีกคนที่อ้างว่าเคยทำงานในศูนย์อาชญากรรม อ้างว่ามีชาวเกาหลีอยู่ในศูนย์ดังกล่าวประมาณ 50 คน โดยบางคนหาเงินได้แล้วก็ย้ายไปตั้งบริษัทใหม่ในภูมิภาคอื่น

ด้านนายพัค กล่าวว่า มีแนวโน้มว่าจะมีเหยื่อชาวเกาหลีจากอาชญากรรมในกัมพูชาอีกมาก พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศ

“รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศซ้ำ โดยการเปรียบเทียบประวัติการเข้าและออกของแต่ละบุคคลกับบันทึกของกงสุลและตำรวจ” นายพัคกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

20 ต.ค. 2568 22:08 น.

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เกาหลีใต้ส่งอัฐินักศึกษาถูกทรมาน-ฆาตกรรมในกัมพูชากลับประเทศอังคารนี้ เผยผลชันสูตรร่วมไม่พบความเสียหายต่ออวัยวะ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568 ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เตรียมส่งอัฐิของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ที่เชื่อกันว่าถูกแก๊งอาชญากรรมทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศในวันอังคาร หลังจากเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศร่วมกันชันสูตรศพของเขาแล้วในวันจันทร์ ก่อนจะทำการฌาปนกิจ

ตามแถลงการณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ อัฐิของนักศึกษาวัย 22 ปี ซึ่งมีการเปิดเผยเพียงนามสกุลว่า พัค จะถูกส่งออกจากกัมพูชาในเวลา 23.30 น. วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น และมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในเกาหลีใต้ในเวลา 7.00 น. ตามเวลาเกาหลีใต้ ก่อนจะส่งมอบอัฐิให้แก่ครอบครัวของเขาต่อไป

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ เจ้าหน้าที่สืบสวนของเกาหลีใต้และกัมพูชาได้ร่วมกันทำการชันสูตรศพนักศึกษารายนี้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ที่ศพถูกเก็บรักษาไว้นานกว่า 2 เดือน หลังจากที่ศพของนายพัคถูกพบเมื่อเดือนสิงหาคม ใกล้กับภูเขาบกกอร์ ซึ่งมีฐานและศูนย์กักกันของแก๊งหลอกจ้างงานที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้ตั้งอยู่

การชันสูตรศพเริ่มขึ้นในเวลา 10.35 น. ตามเวลากัมพูชา และใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนจะมีการฌาปนกิจในเวลา 13.40 น.

ตำรวจเกาหลีใต้ระบุว่า หลังการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยความเสียหายต่ออวัยวะ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น จะสรุปอีกครั้งหลังจากมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดจะได้รับการยืนยันหลังจากรวบรวมผลการสืบสวนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการตรวจเนื้อเยื่อ และการทดสอบยาและสารพิษ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการในเกาหลีใต้” สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุในประกาศต่อสื่อมวลชน

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของนายพัค ซึ่งถูกล่อลวงเข้าสู่กัมพูชาโดยฝีมือของแก๊งอาชญากร จุดกระแสความไม่พอใจในหมู่ชาวเกาหลีใต้ และทำให้รัฐบาลต้องส่งผู้แทนไปยังกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหาทางแก้ปัญหาอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปยังพลเมืองของพวกเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: yonhup

แอป-เว็บไซต์ดังทั่วโลกหยุดชะงัก เหตุระบบคลาวด์ของ Amazon ขัดข้อง

แอป-เว็บไซต์ดังทั่วโลกหยุดชะงัก เหตุระบบคลาวด์ของ Amazon ขัดข้อง

20 ต.ค. 2568 17:02 น.

แอป-เว็บไซต์ดังทั่วโลกหยุดชะงัก เหตุระบบคลาวด์ของ Amazon ขัดข้อง

ผู้ใช้งานทั่วโลกเผชิญปัญหาระบบล่มครั้งใหญ่ เมื่อแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกหลายแห่ง ทั้ง Snapchat, Roblox, Fortnite และบริการธนาคารบางส่วน หยุดทำงานกะทันหัน หลังบริการอินเทอร์เน็ตของ Amazon Web Services (AWS) เกิดปัญหาขัดข้องครั้งใหญ่ ขณะทีมวิศวกรของ Amazon เร่งหาสาเหตุและแก้ไข

เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคครั้งใหญ่บนโลกออนไลน์ เมื่อหลายแอปพลิเคชันชื่อดังทั่วโลก เช่น Snapchat, Roblox, Fortnite, Duolingo และ Canva รวมถึงเว็บไซต์และบริการของธนาคารบางแห่งไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติในช่วงเช้าวันจันทร์ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามระบบ “Down Detector”

 โดยสาเหตุหลักคาดว่าเกิดจากความขัดข้องในระบบของ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์รายใหญ่ของโลก ที่รองรับระบบออนไลน์ของบริษัทนับพันทั่วโลก

Downdetector ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบการขัดข้องของแพลตฟอร์มที่ Ookla เป็นเจ้าของ ได้แจ้งว่าได้รับรายงานปัญหามากกว่า 4 ล้านฉบับทั่วโลกเมื่อเช้านี้ ซึ่งมากกว่าสองเท่าของรายงาน 1.8 ล้านฉบับที่พบในวันธรรมดาปกติ

บริษัทกล่าวว่าเมื่อเวลา 06:56 น. ตามเวลา UTC (13:56 น. ตามเวลาประเทศไทย) ผู้ใช้เริ่มรายงานปัญหาเกี่ยวกับ AWS โดยเฉพาะในภูมิภาค US East 1  และเมื่อเวลา 08:50 น. ตามเวลามาตรฐาน UTC (15:56 น. ตามเวลาประเทศไทย) มีบริษัทมากกว่า 500 แห่งจากทั้งหมด 66 แห่ง กำลังรายงานปัญหา

AWS ระบุผ่านหน้าเว็บสถานะระบบว่า พบ “อัตราความผิดพลาดของการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น” และเกิด “ความล่าช้าในหลายบริการ” โดยเฉพาะบริการฐานข้อมูล DynamoDB ในภูมิภาค US-EAST-1 ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาการเชื่อมต่อ DNS ของระบบ

เหตุขัดข้องดังกล่าวยืดเยื้อมานานกว่า 90 นาที โดย Amazon ยืนยันว่าทีมวิศวกรได้เร่งดำเนินการแก้ไขและตรวจสอบสาเหตุรากของปัญหาอย่างต่อเนื่อง

Amazon Web Services ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2006 ถือเป็นโครงสร้างหลักของอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ให้บริการคลาวด์และเซิร์ฟเวอร์แก่บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก โดยแข่งขันโดยตรงกับ Microsoft Azure และ Google Cloud และเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ Amazon

เหตุขัดข้องครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตโลก ที่พึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เพียงไม่กี่รายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ช่วยพลเมืองในกัมพูชาได้อีก 2 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเพิ่ม 10 คน

เกาหลีใต้ช่วยพลเมืองในกัมพูชาได้อีก 2 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเพิ่ม 10 คน

20 ต.ค. 2568 16:29 น.

เกาหลีใต้ช่วยพลเมืองในกัมพูชาได้อีก 2 ราย รวบผู้ต้องสงสัยเพิ่ม 10 คน

รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดในปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา โดยสามารถช่วยเหลือพลเมืองกลับมาได้เพิ่มอีก 2 ราย และจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีใต้ได้อีกประมาณ 10 คน พร้อมเตรียมเสริมกำลังเจ้าหน้าที่กงสุล และสร้าง “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเมืองในกัมพูชาได้อย่างรวดเร็ว

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือพลเมืองเกาหลีใต้ได้เพิ่มอีก 2 คน ในปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งหลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชา และมีการจับกุมพลเมืองเกาหลีใต้ที่ต้องสงสัย ในความผิดดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 คน

การเปิดเผยตัวเลขล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่พลเมืองเกาหลีใต้กว่า 60 คน ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมนี้ถูกส่งตัวกลับประเทศไปก่อนหน้านี้ โดยเกาหลีใต้กำลังยกระดับความพยายามในการจัดการกับอาชญากรรมองค์กรขนาดใหญ่ที่พุ่งเป้ามาที่พลเมืองเกาหลีใต้ หลังจากการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าถูกทรมานโดยเครือข่ายหลอกลวง ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง

นายโช กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทางการกัมพูชาได้จับกุมชาวเกาหลีใต้ประมาณ 10 คน ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมนี้ ระหว่างการกวาดล้างเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่วนพลเมืองเกาหลีใต้อีก 2 คนที่เชื่อว่าเป็นเหยื่อของอาชญากรรมดังกล่าวได้รับการช่วยเหลือในวันเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดมีกำหนดจะส่งตัวกลับประเทศภายในสัปดาห์นี้

นายโชกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศมีแผนจะจ้างบุคลากรด้านกงสุลเพิ่มอีก 40 คน เพื่อรับมือกับเหตุการณ์การหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่กงสุลจากคณะผู้แทนทางการทูตเกาหลีใต้ในประเทศเพื่อนบ้านเข้าปฏิบัติหน้าที่แบบหมุนเวียนเพื่อรับมือกับปริมาณงานที่เพิ่มสูงขึ้น

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ยังมีแผนจะเปิดตัว “ระบบเตือนภัยล่วงหน้า” สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้พลเมืองเกาหลีใต้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากสถานกงสุลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระบบนี้จะมุ่งเน้นเป็นพิเศษที่ประเด็นปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้

ส่วนความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ที่เกาหลีใต้ให้แก่กัมพูชา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า วิกฤตการหลอกลวงออนไลน์ในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการ ODA ที่กำลังดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “การเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้เข้ากับ ODA จะไม่สอดคล้องกับจุดยืนของประเทศเรา และอาจดูเหมือนเรากำลังใช้ ODA เป็นเครื่องมือต่อรอง ซึ่งเราจะไม่ทำเช่นนั้น” อย่างไรก็ตาม อาจมีการพิจารณาใช้ ODA เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงสาธารณะของกัมพูชา เช่น การสนับสนุนตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากรัฐบาลกัมพูชาตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะกังวลว่าการเพิกเฉยจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ.

ที่มา Yonhap

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-อินเดีย

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-อินเดีย

20 ต.ค. 2568 14:58 น.

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-อินเดีย

ททท. เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ร่ายมนต์เสน่ห์เทศกาลแห่งแสงสว่าง “Light Unites Us” ฉลองยิ่งใหญ่มิตรภาพ 2 ประเทศแน่นแฟ้น

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจาก Ms. Paoloami Tripathi อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเปิดงานฯ โดยปีนี้ ททท. ยกคอนเซปต์ “Light Unites Us” เนรมิตถนนพาหุรัดและคลองโอ่งอ่างให้เต็มไปด้วยแสง สี ศิลปะ และดนตรี ยกระดับเวทีวัฒนธรรมสะท้อนมิตรภาพไทย–อินเดีย ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของการจัดงานนอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด และสร้างโอกาสในการผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ Global Destination ระดับโลก

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” เป็นเทศกาลที่เปี่ยมด้วยความหมาย ความเชื่อ และพลังแห่งมิตรภาพ ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนานาชาติผ่านแสงแห่งความหวัง วัฒนธรรม และไมตรีจิต ทั้งยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน และเผยแพร่วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยให้เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย–อินเดีย เปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ก่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและขยายระยะเวลาการท่องเที่ยวยามค่ำคืน นำไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร ตลอดจนสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและภาพรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า เทศกาลดีวาลี หรือ เทศกาลแห่งแสงสว่าง นับเป็นหนึ่งในงานเฉลิมฉลองสำคัญของชาวอินเดียทั่วโลกเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะแห่งการขจัดความมืดสู่ความสว่าง” ในปีนี้ ททท. ยกระดับเทศกาลขึ้นเป็น “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ในวันที่ 16–31 ตุลาคม 2568 ณ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูง และติดอันดับ 1 ใน 3 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทั้งยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านจำนวนและรายได้ การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาล Diwali นอกประเทศอินเดียที่ใหญ่ที่สุด เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

ทั้งนี้ ททท. ได้เติมเต็มบรรยากาศพิธีเปิดงานในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ด้วยการแสดงวัฒนธรรมไทย–อินเดีย ชุดปูจา มหาเดฟ อันจารี ศรีคชา สรัสตีวันทนา มหาลักษมีและการกำเนิดพระพิฆเนศ รวมไปถึงขบวนแห่ Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 และการแสดงดนตรีของศิลปิน Jaipuri Brothers จากอินเดีย สร้างความตระการตาและสีสันให้กับงานเทศกาลแห่งแสงสว่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปีนี้พื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ ถนนพาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง ซึ่งเป็นย่านวัฒนธรรมและชุมชนดั้งเดิมของชาวอินเดียที่มีการสืบทอดประเพณีและวิถีชีวิตมากกว่า 200 ปี โดยจะเนรมิตถนนพาหุรัดให้สว่างไสวด้วยการประดับไฟวิจิตรและเทคโนโลยีสื่อผสม ตั้งแต่วันที่ 16–31 ตุลาคม เวลา 16.00–22.00 น. ช่วงเวลาเดียวกันในวันที่ 18–20 ตุลาคม 2568 จะมีการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย–อินเดียวันละ 4 รอบ อาทิ ระบำโคมอัจจะกัป ระบำโคมบัว นาฏยศิลป์ร่วมสมัย การแสดงผสมผสานระหว่างนาฏศิลป์คลาสสิก (Bharatanatyam) และนาฏศิลป์พื้นบ้านของอินเดีย (Bihu – อัสสัม) รวมถึงการแสดงสมัยใหม่ เช่น India Contemporary dance และ Bollywood dance ตามด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ จ๊ะ นงผณี, Musketeers, ปราง ปรางทิพย์, Mirrr, มีนตรา อินทิรา และ ZANI ซึ่งจะมอบเสียงเพลงและพลังแห่งความสุขให้ตลอดค่ำคืน

อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือ คลองโอ่งอ่าง ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีฉายสะท้อนผืนน้ำงดงาม ตกแต่งด้วยศิลปะรังโกลี (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อย ที่ ตั้งแต่วันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00-22.00 น. และในวันที่ 16-20 ตุลาคม 2568 ผู้ร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงเชิงวัฒนธรรมบนเวทีย่อยริมคลอง เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งแสงให้งดงามยิ่งขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียและผู้ร่วมงานผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Grand Diwali Privilege 2025”     ส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทยตั้งแต่ 16-20 ตุลาคม 2568 รับเทียนที่ระลึกและสิทธิพิเศษส่วนลดในการใช้บริการด้านการท่องเที่ยวจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ สยามพิวรรธน์, Central Group, King Power, Big C, One Bangkok, Erb, ซื่อสัตย์ iSnack, Jula’s herb และอีกมากมาย 

เทศกาลดีวาลีในย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง จึงไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองของชาวอินเดียและไทย    แต่ยังสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความหวัง พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวายิ่งขึ้นกว่าที่เคย.

ที่มา : ททท.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เทศกาลดีวาลี

สถานทูตอิสราเอลยืนยันได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสแล้ว

สถานทูตอิสราเอลยืนยันได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสแล้ว

20 ต.ค. 2568 14:29 น.

สถานทูตอิสราเอลยืนยันได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาสแล้ว

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ยืนยันทางการได้รับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานชาวไทย ที่ถูกฮามาสสังหารและลักพาตัวไป กลับคืนสู่ดินแดนอิสราเอลแล้ว เตรียมส่งร่างกลับสู่ประเทศไทย

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยแถลงข่าวยืนยัน ได้รับร่างของนายสนธยา อัครศรี แรงงานชาวไทย ที่ถูกกลุ่มฮามาสสังหารระหว่างการโจมตีอย่างโหดเหี้ยมทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 กลับมายังอิสราเอลแล้ว เนื่องมาจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 

โดยนายสนธยา อัครศรี อายุ 30 ปี ทำงานในสวนผลไม้ของคิบบุตซ์เบเอรีมานานหลายปี เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวในประเทศไทย ก่อนจะถูกกลุ่มฮามาสบุกเข้ามาบริเวณพื้นที่ชายแดนอิสราเอลสังหาร หลังจากนั้นร่างของเขาถูกนำไปยังฉนวนกาซา และถูกกลุ่มฮามาสเก็บไว้เป็นเวลากว่าสองปี โดยเขาเป็นหนึ่งในตัวประกันไทยสองคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้กลับบ้าน

ทั้งนี้ ทางสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยแถลงว่า “แรงงานไทยมีบทบาทสำคัญมากในภาคการเกษตรของอิสราเอล เราซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งในความทุมเทของพวกเขา ชาวอิสราเอลทั้งประเทศเสียใจอย่างสุดซึ้งและร่วมไว้อาลัยไปพร้อมกับครอบครัวของคุณสนธยา ผู้ที่เราจะจดจำไว้ตลอดไป ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงมุ่งมั่นที่จะนำร่างของคุณสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ตัวประกันชาวไทยรายสุดท้ายกลับคืนสู่มาตุภูมิ”.

ที่มา : สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แรงงานไทย

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

20 ต.ค. 2568 14:10 น.

เศรษฐกิจจีนชะลอตัวเหลือ 4.8% ต่ำสุดในรอบปี เหตุวิกฤตอสังหาฯ -สงครามการค้าสหรัฐฯ ปะทุ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้ จนถึงสิ้นเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบปี ท่ามกลางปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจีนสั่งควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของผู้นำจีนในสัปดาห์นี้

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยเมื่อวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า เศรษฐกิจจีนเติบโต 4.8% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบหนึ่งปี และลดลงจาก 5.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้มีปัจจัยหลักมาจากการปะทุของความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังจีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ทำให้การสงบศึกทางการค้าที่เปราะบางระหว่างสองประเทศสั่นคลอน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้การควบคุมแร่หายากของจีนทันที โดยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะพบหารือกับเจ้าหน้าที่จีนในสัปดาห์นี้ที่มาเลเซีย เพื่อพยายามบรรเทาความตึงเครียด และเตรียมจัดการประชุมระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

อีกปัจจัยสำคัญคือ วิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ของจีนยังคงดำเนินต่อไป โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลงถึง 13.9% ในช่วง 9 เดือนจนถึงเดือนกันยายน ภาคส่วนนี้ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญกับการตกต่ำอย่างรุนแรง ทั้งราคาบ้านที่ลดลง และโครงการที่พักอาศัยที่ถูกทิ้งร้าง

แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า เศรษฐกิจยังแสดงให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวา” โดยได้รับแรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและบริการทางธุรกิจ โดยการส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 8.4% ในเดือนกันยายน ซึ่งช่วยชดเชย “การใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา” ตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

รัฐบาลจีนได้พยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศด้วยมาตรการต่างๆ เช่น เงินอุดหนุน ค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่วนลด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ “ประมาณ 5%” ในปีนี้

ตัวเลขการเติบโตล่าสุดนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลหลักในการประชุมผู้นำระดับสูงของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อ กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนอาจต้องเพิ่มมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้.

ที่มา BBC

แฉกลุ่มธุรกิจ “ปรินซ์ กรุ๊ป” ซุกเงินกว่า 9 หมื่นล้านวอน ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา

แฉกลุ่มธุรกิจ "ปรินซ์ กรุ๊ป" ซุกเงินกว่า 9 หมื่นล้านวอน ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา

20 ต.ค. 2568 12:32 น.

แฉกลุ่มธุรกิจ “ปรินซ์ กรุ๊ป” ซุกเงินกว่า 9 หมื่นล้านวอน ในธนาคารเกาหลีใต้สาขากัมพูชา

สส. เกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูล พบกลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป ของกัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาและถูกนานาชาติคว่ำบาตรฐานพัวพันอาชญากรรมร้ายแรง ได้ทำการซุกซ่อนเงินกว่า 91,000 ล้านวอน (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) ไว้ในบัญชีของธนาคารเกาหลีใต้ที่เปิดสาขาในกัมพูชา ผ่านการทำธุรกรรมหลายสิบครั้ง ท่ามกลางปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

นายคัง มิน-กุก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างถึงข้อมูลจากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินว่า กลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป ของกัมพูชา ซึ่งถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเครือข่ายหลอกลวงระดับโลก  ได้ทำธุรกรรมทางการเงินรวม 52 ครั้ง ที่สาขาของธนาคารเกาหลีใต้ 5 แห่งในกัมพูชา ด้วยยอดรวมกว่า 197,000 ล้านวอน (ประมาณ 4,550 ล้านบาท) โดยเงินกว่า 91,000 ล้านวอน ยังคงถูกฝากไว้ที่สาขาของธนาคารเกาหลีใต้ในกัมพูชา

โดยเป็นเงินที่ฝากไว้กับ KB Bank จำนวน 56,000 ล้านวอน, Jeonbuk Bank จำนวน 27,000 ล้านวอน และ Woori Bank จำนวน 7,000 ล้านวอน

ปรินซ์ กรุ๊ปเป็นที่จับตาอย่างมาก หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมร้ายแรง เช่น การลักพาตัว การทรมาน และการฆาตกรรม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มบริษัทนี้แล้ว ขณะที่อัยการสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้อง นายเฉิน จื้อ ประธานกลุ่มบริษัท ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเกาหลีใต้ก็กำลังดำเนินการเพื่อพิจารณาการคว่ำบาตรกลุ่มบริษัทนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

การเปิดเผยข้อมูลนี้มีขึ้นหลังเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อชาวเกาหลีใต้ 64 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาในข้อหาเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ได้ถูกส่งตัวกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และกำลังเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาในฐานะผู้ต้องสงสัย

การส่งตัวกลับครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ที่ถูกหลอกล่อโดยเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้ โดยทีมจากรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ถูกส่งไปยังกัมพูชาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงกลุ่มปรินซ์ กรุ๊ป ด้วย.

ที่มา Yonhap

กองทัพพม่าบุกศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” กว่า 30 ชุด

กองทัพพม่าบุกศูนย์สแกมเมอร์ "เคเคพาร์ก" ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม "สตาร์ลิงก์" กว่า 30 ชุด

20 ต.ค. 2568 12:04 น.

กองทัพพม่าบุกศูนย์สแกมเมอร์ “เคเคพาร์ก” ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” กว่า 30 ชุด

กองทัพพม่าบุกตรวจยึดศูนย์หลอกลวงออนไลน์ชื่อดัง “เคเคพาร์ก” ใกล้ชายแดนไทย ยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม “สตาร์ลิงก์” กว่า 30 ชุด พร้อมพบแรงงานกว่า 2,000 คน หลังรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี เปิดโปงการขยายตัวของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติที่หวนกลับมาดำเนินการอีกครั้งในพื้นที่ชายแดน

กองทัพพม่าแถลงวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า ได้ทำการบุกจู่โจมศูนย์กลางการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หรือสแกมเมอร์ และสามารถยึดอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมสตาร์ลิงก์ได้ หลังจากการสืบสวนของสำนักข่าวเอเอฟพีเปิดเผยว่ามีการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดมืด

ศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ที่บังคับใช้แรงงานในการต้มตุ๋นชาวต่างชาติด้วยแผนธุรกิจหรือกลโกงโรแมนซ์ สแกม ได้เฟื่องฟูอย่างมากในพื้นที่ชายแดนของพม่า นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นความร่วมมือข้ามชาติของทางการไทย จีน และพม่า ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการปล่อยตัวคนงานประมาณ 7,000 คน ซึ่งหลายคนอ้างว่าถูกค้ามนุษย์มาบังคับทำงาน

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของเอเอฟพีเผยให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วในพื้นที่ของศูนย์สแกมเมอร์ และมีการติดตั้งอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ ซึ่งเป็นบริการของ อีลอน มัสก์ บนหลังคาอาคารเหล่านั้น

“The Global New Light of Myanmar” สื่อของรัฐบาลพม่า รายงานว่ากองทัพได้ดำเนินการปฏิบัติการใน “เคเคพาร์ก” ใกล้ชายแดนไทย-พม่า และ “ยึดชุดรับสัญญาณและอุปกรณ์เสริมของสตาร์ลิงก์ได้ 30 ชุด” รายงานระบุว่า กองทัพเข้าควบคุมอาคารประมาณ 200 หลัง และพบคนงานเกือบ 2,200 คน อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รายงานว่า ปฏิบัติการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้หลอกเอาเงินจากผู้คนไปได้ถึง 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023

ทั้งนี้ บริการดาวเทียมสตาร์ลิงก์ซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้งานในพม่า แต่จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเครือข่ายเอเชียแปซิฟิก (APNIC) พบว่าสตาร์ลิงก์กลายเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มียอดการใช้งานสูงสุดในพม่าอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม จนถึง 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างอาคารสำนักงานและหอพักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่ประมาณ 27 แห่ง ของศูนย์สแกมเมอร์ที่เรียงรายอยู่ตามแม่น้ำเมยตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า

แม้ว่าพม่าจะกลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเกิดความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองในปี 2021 แต่ขบวนการดังกล่าวก็ยังคงเฟื่องฟูในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเช่นกัน โดยเมื่อวันจันทร์ ตำรวจเกาหลีใต้ก็ประกาศว่าได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 45 ราย ที่ถูกส่งตัวจากกัมพูชา ฐานเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางไซเบอร์.


ที่มา AFP