เปิดรายการ “อัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้น ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีอะไรบ้าง

เปิดรายการ "อัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้น ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีอะไรบ้าง

20 ต.ค. 2568 12:01 น.

เปิดรายการ “อัญมณีล้ำค่า 8 ชิ้น ถูกโจรกรรมจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ มีอะไรบ้าง

ฝรั่งเศสเผยรายการอัญมณีล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ จำนวน 8 ชิ้นที่ถูกโจรกรรมไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ทั้งหมดมาจากศตวรรษที่ 19 และเคยเป็นของราชวงศ์ฝรั่งเศส หรือผู้ปกครองจักรวรรดิ 

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ยืนยันว่าคนร้ายสามารถขโมยเครื่องประดับโบราณจำนวน 8 ชิ้น ออกจากตู้จัดแสดงนิรภัย 2 ตู้ภายในห้องจัดแสดงอะพอลโล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์  ซึ่งเป็นของล้ำค่าที่เคยเป็นสมบัติของราชสำนักฝรั่งเศส

ของที่ถูกขโมยประกอบด้วย

1.มงกุฎจากชุดเครื่องประดับของ สมเด็จพระราชินีมารี-อามาลี และ สมเด็จพระราชินีออร์แตนซ์

2.สร้อยคอจากชุดเครื่องประดับไพลินของราชินีทั้งสอง

3.ต่างหูไพลิน 1 ข้างจากชุดเดียวกัน

4.สร้อยคอมรกตจากชุดเครื่องประดับของ จักรพรรดินีมารี-หลุยส์ พระมเหสีของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1

5.ต่างหูมรกต 1 คู่ จากชุดเดียวกันของจักรพรรดินีมารี-หลุยส์

6.เข็มกลัดโบราณที่รู้จักกันในชื่อ “เข็มกลัดพระบรมสารีริกธาตุ (Reliquary brooch)”

7.มงกุฎของ จักรพรรดินีอูชีนี พระมเหสีของนโปเลียนที่ 3

8.เข็มกลัดขนาดใหญ่อีกชิ้นหนึ่งของจักรพรรดินีอูชีนี

นายแอนโธนี อามอเร ผู้เชี่ยวชาญด้านการโจรกรรมศิลปะ และผู้ร่วมเขียนหนังสือ Stealing Rembrandts: The Untold Stories of Notorious Art Heists ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราห์ ว่าของที่ถูกขโมยนั้น “ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ใช่แค่ในแง่ของตัวเงิน แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ”

เขากล่าวเสริมว่า มันไม่เหมือนกับการขโมยภาพวาดชิ้นเอกที่สื่อจะเผยแพร่ภาพทันที ของพวกนี้อาจถูกแยกชิ้นส่วน แล้วขายเป็นอัญมณีทีละเม็ด ซึ่งแทบไม่มีใครรู้เลยว่ามันมาจากไหน. 

ที่มา อัลจาซีราห์

เครดิตภาพ Louvre Museum

สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ตกใส่รถ ระหว่างพิธีฉลอง 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ

สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ตกใส่รถ ระหว่างพิธีฉลอง 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ

20 ต.ค. 2568 11:25 น.

สะเก็ดกระสุนปืนใหญ่ตกใส่รถ ระหว่างพิธีฉลอง 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในงานฉลองครบรอบ 250 ปี นาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่มีรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เข้าร่วม เมื่อสะเก็ดจากกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงแสดง พุ่งตกใส่รถยนต์อย่างน้อย 2 คัน บนทางหลวง ของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรถในขบวนอารักขาของรองประธานาธิบดีเอง แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับยิ่งโหมโรงให้ความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวและผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียร้อนระอุขึ้นไปอีก

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) ชิ้นส่วนกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกจุดในการแสดงระหว่างพิธีฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 250 ปีของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้พุ่งตกใส่รถยนต์อย่างน้อย 2 คัน บนทางหลวงระหว่างรัฐ สาย 5 ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า เกิดเหตุการณ์ที่กระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่ง “ระเบิดกลางอากาศก่อนกำหนด” และพุ่งตกใส่รถยนต์สองคันที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนอารักขาของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ซึ่งเข้าร่วมในงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ และทางตำรวจได้แจ้งให้หน่วยนาวิกโยธินทราบ ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกการยิงกระสุนจริงเพิ่มเติมในทันที

นายโทนี โคโรนาโด หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ชายแดนของตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติและน่ากังวล” พร้อมเสริมว่าการฝึกซ้อมลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นเหนือทางด่วนที่มีการสัญจร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เกี่ยวกับการตัดสินใจ ปิดทางหลวงระหว่างรัฐ สาย 5 บางส่วน เพื่อจัดงานฉลอง

นายแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้กล่าวถึงการตัดสินใจปิดทางหลวงก่อนเกิดเหตุว่า เป็นการกระทำเนื่องจาก “ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตที่รุนแรง และการรบกวนสมาธิผู้ขับขี่ รวมถึงการระเบิดที่ดังและไม่คาดคิด” ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานรองประธานาธิบดี ได้ออกมาโต้แย้งก่อนจะทราบเรื่องสะเก็ดกระสุนตก โดยกล่าวหาผู้ว่าการรัฐว่า พยายามสร้างความหวาดกลัว

นายวิลเลียม มาร์ติน ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของรองประธานาธิบดีแวนซ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าที่จะมีรายงานเหตุการณ์สะเก็ดกระสุนว่า “ถ้านิวซัมต้องการต่อต้านการฝึกซ้อมที่รับประกันว่ากองทัพของเราจะเป็นกองกำลังที่อันตรายที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก เขาก็ทำได้เลย”

หลังเกิดเหตุ ผู้ว่าการนิวซัม ตอบโต้ว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ และ เจ.ดี. แวนซ์ เอาชีวิตผู้คนไปเสี่ยงเพื่อจัดฉากแสดง”

กองกำลังรบนอกประเทศนาวิกโยธินที่ 1 ที่แคมป์เพนเดิลตัน ออกแถลงการณ์ว่า รับทราบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ กระสุนขนาด 55 มิลลิเมตร ที่ถูกยิงระหว่างงาน และอยู่ระหว่างการสอบสวน

ในรายงานของตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่ระบุว่า เห็นกระสุนปืนใหญ่ในเขตทางหลวงและเกิดระเบิด ใกล้กับช่องทางวิ่งมุ่งหน้าไปทางใต้ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งระบุว่า ได้ยินเสียงคล้ายก้อนกรวดตกลงมากระทบรถจักรยานยนต์ของเขา และพบชิ้นส่วนสะเก็ดหลายชิ้น ซึ่งรวมถึงชิ้นหนึ่งที่ทำให้ฝากระโปรงหน้ารถตรวจการณ์บุบ

การแสดงครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษในสหรัฐอเมริกา โดยมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์จริง เช่น เครื่องบินรบ เรือรบ เฮลิคอปเตอร์ และการยิงกระสุนจริงจากปืนใหญ่ลากจูง.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

20 ต.ค. 2568 10:48 น.

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

ตำรวจเกาหลีใต้เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 59 ราย จากทั้งหมด 64 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจากกัมพูชา หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับหลากหลายกลโกงออนไลน์ ทั้งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกให้รัก และ “ขบวนการเชือดหมู”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องสงสัยจำนวน 59 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ

ผู้ต้องสงสัย 64 ราย ถูกส่งตัวกลับถึงเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) โดยมี 1 ราย ถูกจับกุมทันทีด้วยหมายจับที่ออกไว้ก่อนแล้ว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เหลือ 63 ราย มี 4 ราย ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา และ 1 ราย ถูกปล่อยตัวหลังจากอัยการปฏิเสธคำขอหมายจับของตำรวจ ทำให้เหลือผู้ที่ถูกขอหมายจับในล็อตนี้ 59 ราย

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ทันทีที่เครื่องบินลงจอดและถูกนำตัวออกจากเครื่องบินโดยสวมกุญแจมือ โดย 45 ราย ถูกส่งไปยังจังหวัดชุงนัมทางตะวันตกเฉียงใต้ และอีก 19 ราย ถูกส่งไปยังภูมิภาคอื่น ๆ

นายปาร์ค ซอง-จู ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนแห่งชาติ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับมามีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมหลากหลายประเภท ทั้ง คอลเซ็นเตอร์, โรมานซ์ สแกม (หรือ หลอกให้รัก) และการฉ้อโกงแบบ “No-show”

นายวี ซอง-รัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นมีทั้ง “ผู้เข้าร่วมโดยสมัครใจและผู้เข้าร่วมโดยไม่สมัครใจ”

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า มีพลเมืองเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ทำงานในแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา จำนวนรวม 200,000 คน  ซึ่งบางรายถูกบังคับภายใต้การขู่เข็ญให้ดำเนินกลโกงที่เรียกว่า “การเชือดหมู” ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เวลาสร้างความไว้ใจกับเหยื่อก่อนที่จะขโมยเงินไป

การส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนในประเทศต่อกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นฝีมือของขบวนการอาชญากรรมดังกล่าว.

ที่มา Yonhap

ทหารเกาหลีเหนือหนีข้ามพรมแดนมาเกาหลีใต้ ถูกกองทัพโซลคุมตัวสอบ

ทหารเกาหลีเหนือหนีข้ามพรมแดนมาเกาหลีใต้  ถูกกองทัพโซลคุมตัวสอบ

20 ต.ค. 2568 10:41 น.

ทหารเกาหลีเหนือหนีข้ามพรมแดนมาเกาหลีใต้ ถูกกองทัพโซลคุมตัวสอบ

เกาหลีใต้เผยพบทหารเกาหลีเหนือข้ามเส้นแบ่งเขตแดนทางบกที่มีการป้องกันแน่นหนาระหว่างสองเกาหลีเข้ามายังฝั่งใต้โดยสมัครใจคาดแปรพักตร์จากระบอบเผด็จการ ล่าสุดถูกคุมตัวมาสอบแล้ว

กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ระบุว่า กองทัพได้ควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือ 1 นายที่ข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร บริเวณแนวหน้ากลางของคาบสมุทรเกาหลีในวันอาทิตย์ พร้อมเผยว่ากำลังพลของฝ่ายใต้ได้ตรวจพบและติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนดังกล่าว ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อรับตัวไว้ในความดูแลอย่างปลอดภัย ขณะที่สำนักข่าว Yonhap รายงานก่อนหน้านี้ว่าทหารรายดังกล่าวได้ข้ามพรมแดนสำเร็จและตั้งใจแปรพักตร์มายังเกาหลีใต้

เส้นแบ่งเขตทหาร (MDL) ตั้งอยู่กลางเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดหนาแน่นและมีกองกำลังทั้งสองฝ่ายคอยสอดส่องอย่างเข้มงวด การหลบหนีโดยตรงผ่านเส้นทางนี้จึงเกิดขึ้นได้ยากมากเมื่อเทียบกับเส้นทางผ่านจีน

ฮง มิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเอกภาพแห่งชาติเกาหลี (KINU) กล่าวกับ AFP ว่าความคุ้นเคยของทหารรายนี้กับภูมิประเทศอาจช่วยให้เขาสามารถหลบเลี่ยงพื้นที่ที่เต็มไปด้วยกับระเบิดได้ และเสริมว่า เหตุการณ์นี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับทางการเปียงยาง เพราะทหารคนดังกล่าวอาจเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองทัพเกาหลีเหนือบริเวณชายแดน

ตามข้อมูลของกระทรวงเอกภาพเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีชาวเกาหลีเหนือกว่า 34,000 คน ที่หลบหนีออกจากประเทศเข้าสู่เกาหลีใต้ โดยส่วนใหญ่จะเดินทางผ่านจีนก่อนเข้าสู่ประเทศที่สาม เช่น ไทย ก่อนเดินทางต่อมายังโซล

ในปี 2024 มีผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ 236 คน เดินทางถึงเกาหลีใต้ โดยในจำนวนนี้ 88% เป็นผู้หญิง ทั้งนี้ผู้ที่หลบหนีจากเกาหลีเหนือมักถูกเปียงยางตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ หรือเศษสวะมนุษย์

หลังจากเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ ผู้แปรพักตร์จะถูกส่งต่อให้กับหน่วยข่าวกรองของโซลเพื่อทำการตรวจสอบประวัติและซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางและข้อมูลจากฝั่งเหนือ

ทั้งสองเกาหลียังคงอยู่ในภาวะสงครามทางเทคนิค เพราะสงครามเกาหลีปี 1950–1953 สิ้นสุดลงด้วยเพียงข้อตกลงหยุดยิงไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ผู้นำคนใหม่ของเกาหลีใต้ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ประกาศแนวทางที่อ่อนโยนกว่าต่อเปียงยาง เมื่อเทียบกับอดีตผู้นำสายแข็ง ยุน ซอกยอล โดยในเวทีสหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยนายอีให้คำมั่นว่าจะยุติวงจรแห่งความตึงเครียด และจะไม่ดำเนินนโยบายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  เกาหลีเหนือ

เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

20 ต.ค. 2568 09:01 น.

เผยคลิปนาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ของฝรั่งเศส ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย

ตำรวจฝรั่งเศสเผยคลิป นาทีโจรปล้นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส อย่างใจเย็น ตัดกระจกตู้โชว์ ปลอดรปภ. ไร้เสียงสัญญาณเตือนภัย ก่อนกวาดอัญมณีล้ำค่าไป 8 ชิ้น ใช้เวลาปล้นทั้งหมดไม่ถึง 7 นาที

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ตำรวจฝรั่งเศสเผยคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ขณะที่ถูกต้อนอพยพออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส โดยในขณะที่กำลังวิ่งผ่านห้องแสดง “อะพอลโล” พบว่ามีชายสวมเสื้อกั๊กสีเหลือง ปลอมตัวเป็นคนงานของพิพิธภัณฑ์กำลังพยายามตัดกระจกตู้โชว์ ลักษณะท่าทางไม่ได้รีบร้อน และในตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำห้องจัดแสดง และไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแต่อย่างใด

ตำรวจเปิดเผยว่า เหตุปล้นอุกอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 9.30-9.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 19 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเป็นช่วงเช้าที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งเปิดทำการ ว่า โจร 4 คน ใช้รถลิฟต์สำหรับขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ผ่านทางระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน เพื่อเข้าถึงห้องจัดแสดง “อะพอลโล”  โดยโจร 2 คนตัดกระจกด้วยเครื่องตัดชนิดใช้แบตเตอรี่ และเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นพวกเขาข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งทำให้มีการอพยพผู้คนออกจากอาคาร และขโมยสิ่งของจากตู้จัดแสดงกระจก 2 ตู้

กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสระบุในแถลงการณ์ว่า สัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้นในเวลาต่อมา และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบการ ด้วยการติดต่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยและปกป้องผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่าโจรที่สวมหน้ากากเข้ามาก่อเหตุอย่างใจเย็น และทุบตู้จัดแสดง ที่บรรจุเครื่องเพชรพลอยเอาไว้ โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปล้นที่ไม่มีความรุนแรง เป็นมืออาชีพมาก ก่อนจะอธิบายว่า โจรกลุ่มนี้ดู มีประสบการณ์  โดยมีแผนการที่เตรียมมาอย่างดีเพื่อหลบหนีด้วยสกูตเตอร์ 2 คัน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน และกำลังศึกษาภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี.

เครดิตภาพ : France Policia

อิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม หลังเปิดฉากถล่มกาซารอบใหม่

อิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม หลังเปิดฉากถล่มกาซารอบใหม่

20 ต.ค. 2568 06:56 น.

อิสราเอลเผย จะกลับไปหยุดยิงเหมือนเดิม หลังเปิดฉากถล่มกาซารอบใหม่

อิสราเอลประกาศจะกลับไปหยุดยิงอีกครั้ง หลังจากเปิดฉากโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่ โดยอ้างว่าตอบโต้ที่ทหารถูกโจมตีหลายครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลประกาศจะกลับมาบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงในกาซาอีกครั้ง หลังจากพวกเขาเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่ดินแดนแห่งนี้ในวันอาทิตย์ (19 ต.ค. 2568) โดยอ้างว่า ทหารของพวกเขาถูกโจมตีอย่างน้อย 3 ครั้ง และกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดแจ้ง

หลังจากเวลา 21:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ก็ออกมาประกาศว่า พวกเขาเริ่มกลับมาบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง และพร้อมเสริมว่า จะยึดมั่นในข้อตกลง แต่ก็จะตอบโต้อย่างแข็งขันต่อการละเมิดใด ๆ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของ IDF ไม่ได้ระบุโดยตรงว่า การประกาศระงับการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่กาซาเมื่อก่อนหน้านี้ ถูกยกเลิกด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา หลังจากกองทัพอิสราเอลระบุว่า ผู้ก่อการร้ายยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถังและระดมยิงเข้าใส่ทหารของพวกเขาในเมืองราฟาห์ ทำให้ทหารเสียชีวิต 2 นาย

จนถึงช่วงค่ำ อิสราเอลก็โจมตีเป้าหมายกลุ่มฮามาสทั่วพื้นที่ฉนวนกาซา โดยแหล่งข่าวในโรงพยาบาลท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีระลอกล่าสุดของอิสราเอลแล้ว 44 ศพ

ด้านกลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขายังยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงในทุกพื้นที่ของกาซา พร้อมเสริมว่า ไม่ทราบเรื่องการปะทะกันในราฟาห์ และไม่ได้ติดต่อกับกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ในพื้นที่นั้นตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินขนสินค้าโบอิ้ง ไถลหลุดรันเวย์ตกทะเลที่ฮ่องกง ดับ 2 ศพ

เครื่องบินขนสินค้าโบอิ้ง ไถลหลุดรันเวย์ตกทะเลที่ฮ่องกง ดับ 2 ศพ

20 ต.ค. 2568 06:45 น.

เครื่องบินขนสินค้าโบอิ้ง ไถลหลุดรันเวย์ตกทะเลที่ฮ่องกง ดับ 2 ศพ

เกิดเหตุเครื่องบินขนส่งสินค้าของสายการบิน เอมิเรตส์ ไถลออกนอกรันเวย์สนามบินฮ่องกงและตกทะเล โดยระหว่างนั้นชนรถบนพื้นด้วย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขนส่งสินค้าโบอิ้ง 747 ของสายการบินเอมิเรตส์ ไถลออกนอกรันเวย์หลังจากเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เมื่อเวลาประมาณ 4.00 น. วันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตไม่ได้อยู่บนเครื่องบิน แต่อยู่ในรถยนต์เติมน้ำมันที่ตกลงไปจากรันเวย์พร้อม ๆ กับเครื่องบิน โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และอีกรายเสียชีวิตหลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น

ตำรวจสันนิษฐานว่า เครื่องบินลำนี้อาจชนเข้ากับรถเติมน้ำมันที่กำลังวิ่งในตอนที่เครื่องไถลออกนอกรันเวย์

การท่าอากาศยานฮ่องกงระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยได้เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ และได้มีการเปิดใช้งานศูนย์ฉุกเฉินอากาศยานแล้ว ขณะที่รันเวย์ทางเหนือของสนามบินถูกปิดทำการชั่วคราว

ตำรวจระบุว่า ลูกเรือสี่คนบนเครื่องบิน ได้รับการช่วยเหลือและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ทั้งนี้ ข้อมูลบนเว็บไซต์ติดตามการบิน FlightRadar24 พบว่า เครื่องบินลำนี้เดินทางมาจากนครดูไบ และในขณะที่เครื่องบินไถลลงน้ำ เครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 49 นอต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

เกิดอะไรขึ้น? 4 โจรบุกพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ขโมยอัญมณีล้ำค่าในไม่กี่นาที

เกิดอะไรขึ้น? 4 โจรบุกพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ขโมยอัญมณีล้ำค่าในไม่กี่นาที

20 ต.ค. 2568 06:05 น.

เกิดอะไรขึ้น? 4 โจรบุกพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ขโมยอัญมณีล้ำค่าในไม่กี่นาที

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค. 2568 พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ต้องปิดทำการเพื่อให้ตำรวจเข้าสืบสวน หลังจากผู้บุกรุกกลุ่มหนึ่งสามารถบุกเข้าไปขโมยเครื่องประดับล้ำค่าในช่วงเวลากลางวันแสกๆ นับเป็นการปล้นอุกอาจซึ่งสั่นสะเทือนพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกแห่งนี้

ตอนนี้ตำรวจกำลังตามล่าตัวคนร้าย ซึ่งบุกเข้าไปในห้องจัดแสดง Galerie d’Apollon (Apollo’s Gallery) ผ่านทางหน้าต่างชั้น 2 หลังจากที่พิพิธภัณฑ์เปิดทำการไม่นาน โดยใช้ลิฟต์สำหรับขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ และก่อเหตุโดยใช้เวลาไม่กี่นาที ก่อนจะขี่สกูตเตอร์หลบหนีไปพร้อมอัญมณียุคนโปเลียน 8 ชิ้น และทำชิ้นที่ 9 ตกเอาไว้

ต่อไปนี้คือข้อมูลทั้งหมดเท่าที่มีการเปิดเผยออกมา ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการปล้นครั้งนี้ และอัญมณีอะไรที่ถูกขโมยออกไปบ้าง

เกิดอะไรขึ้น?

การโจรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 09:30 น. ถึง 09:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไม่นานหลังจากที่พิพิธภัณฑ์เปิดให้ผู้เข้าชม โจร 4 คน ใช้รถลิฟต์สำหรับขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เพื่อเข้าถึงห้องจัดแสดง Galerie d’Apollon (Gallery of Apollo) ผ่านทางระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน

ภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุแสดงให้เห็น บันไดที่ติดตั้งบนยานพาหนะ ทอดยาวขึ้นไปถึงหน้าต่างชั้น 2 โดยโจร 2 คนตัดกระจกด้วยเครื่องตัดชนิดใช้แบตเตอรี่ และเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นพวกเขาข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งทำให้มีการอพยพผู้คนออกจากอาคาร และขโมยสิ่งของจากตู้จัดแสดงกระจก 2 ตู้

กระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสระบุในแถลงการณ์ว่า สัญญาณเตือนภัยของพิพิธภัณฑ์ดังขึ้น และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบการ ด้วยการติดต่อกองกำลังรักษาความปลอดภัยและปกป้องผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า แก๊งคนร้ายพยายามจุดไฟเผายานพาหนะของตนเองที่ด้านนอก แต่ถูกขัดขวางโดยการเข้าแทรกแซงของพนักงานพิพิธภัณฑ์คนหนึ่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ราชีดา ดาตี ให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศส TF1 ว่า ภาพวิดีโอของการโจรกรรมแสดงให้เห็นว่า โจรที่สวมหน้ากากเข้ามาก่อเหตุอย่าง “ใจเย็น” และทุบตู้จัดแสดง ที่บรรจุเครื่องเพชรพลอยเอาไว้ โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

“ไม่มีความรุนแรง เป็นมืออาชีพมาก” น.ส.ดาตีกล่าว ก่อนจะอธิบายว่า โจรกลุ่มนี้ดู”มีประสบการณ์” โดยมีแผนการที่เตรียมมาอย่างดีเพื่อหลบหนีด้วยสกูตเตอร์สองคัน

ตอนนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน และกำลังศึกษาภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โลรองต์ นูเญซ บอกกับสถานีวิทยุ France Inter ว่า การบุกปล้นทั้งหมดเกิดขึ้น “เร็วมาก ๆ” และเสร็จสิ้นในเวลาน้อยกว่า 7 นาที

อะไรถูกขโมยไปบ้าง?

กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเมื่อค่ำวันอาทิตย์ว่า กลุ่มโจรสามารถนำสิ่งของ 8 ชิ้น ออกไปจากตู้จัดแสดงที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสองตู้ได้สำเร็จ โดยทั้งหมดเป็นสิ่งของจากยุคศตวรรษที่ 19 และครั้งหนึ่งเคยเป็นของราชวงศ์ฝรั่งเศส หรือผู้ปกครองจักรวรรดิ

ของทั้ง 8 ชิ้นประกอบด้วย

-รัดเกล้า (Tiara) และเข็มกลัด ที่เคยเป็นของจักรพรรดินียูจีนี พระมเหสีของนโปเลียนที่ 3

-สร้อยคอมรกต และต่างหูมรกตหนึ่งคู่ จากชุดของจักรพรรดินีมารี หลุยส์

-รัดเกล้า สร้อยคอ และต่างหูหนึ่งข้าง จากชุดแซฟไฟร์ที่เป็นของสมเด็จพระราชินีมารี-อาเมลีและสมเด็จพระราชินีออร์แตนส์

-เข็มกลัด ที่รู้จักกันในชื่อ “เข็มกลัดเรลิเควียรี” (reliquary brooch)

นอกจากนั้นยังมีของอีก 2 ชิ้นซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มงกุฎของจักรพรรดินียูจีนี แต่เจ้าหน้าที่พบตกอยู่นอกกำแพงพิพิธภัณฑ์และเก็บกู้คืนมาได้สำเร็จ โดยเชื่อว่ากลุ่มโจรทำตกไว้ขณะหลบหนี โดยมงกุฎดังกล่าวประกอบด้วย เพชร 1,354 เม็ด และมรกต 56 เม็ด

นายนูเญซบรรยายว่าเครื่องเพชรพลอยที่ถูกขโมยไปนั้น “ประเมินค่าไม่ได้” และ “มีมูลค่าทางมรดกที่ไม่อาจวัดได้”

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ห้องจัดแสดง Apollo’s Gallery เป็นที่เก็บรักษาอัญมณีล้ำค่าอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงเพชรที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ 3 เม็ด ได้แก่ รีเจนต์ (Regent), ซองซี (Sancy), และออร์แตนเซีย (Hortensia) และคอลเลกชันเครื่องประดับจากหินมีค่าอันงดงามของกษัตริย์ฝรั่งเศสหลายพระองค์

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เคยถูกโจรกรรมมาก่อนหรือไม่?

คำตอบคือ “เคย” โดยในปี 2454 พนักงานพิพิธภัณฑ์ชาวอิตาลีคนหนึ่งขโมยภาพ “โมนา ลิซ่า” ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักออกไปได้สำเร็จ โดยซ่อนไว้ใต้เสื้อโค้ทแล้วยกภาพวาดออกจากผนังของห้องแสดงภาพที่เงียบสงบ

เจ้าหน้าที่สามารถกู้คืนภาพโมนา ลิซ่า ได้สำเร็จในอีก 2 ปีต่อมา โดยผู้กระทำผิดยอมรับในภายหลังว่า เขาก่อเหตุเพราะเชื่อว่า ผลงานชิ้นเอกของลีโอนาร์โด ดา วินชี ภาพนี้ควรเป็นของอิตาลี

ต่อมาในปี 2499 มีผู้เข้าชมคนหนึ่ง ปาหินใส่ภาพโมนา ลิซ่า ทำให้สีแตกเป็นรอยใกล้ข้อศอกซ้าย ทำให้ปัจจุบันภาพโมนา ลิซ่า ซึ่งกลายเป็นผลงานศิลปะที่โด่งดังที่สุดของลีโอนาร์โด ดา วินชี ไปแล้ว ต้องถูกแขวนไว้ในตู้กระจกกันกระสุน และได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

นอกจากภาพโมนา ลิซ่า แล้ว ในปี 2541 ภาพวาด Le Chemin de Sèvres ซึ่งเป็นภาพวาดในศตวรรษที่ 19 โดย Camille Corot ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และไม่เคยถูกพบอีกเลย ทำให้เกิดการยกเครื่องระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ครั้งใหญ่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์แห่งอื่นๆ ของฝรั่งเศสก็ตกเป็นเป้าหมายการโจรกรรม เช่นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โจรได้บุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ Adrien Dubouché ในเมืองลิโมจส์ และขโมยงานเครื่องลายคราม ที่มีมูลค่าถึง 9.5 ล้านยูโรไป (ราว 363.4 ล้านบาท)

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 สิ่งของที่มีมูลค่าสูงทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม 7 ชิ้น ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ Cognacq-Jay ในกรุงปารีส โดยเจ้าหน้าที่กู้คืนมาได้ 5 ชิ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

และในเดือนเดียวกันนั้น โจรติดอาวุธได้บุกปล้นพิพิธภัณฑ์ Hieron ในแคว้นเบอร์กันดี โดยยิงปืนขู่ ก่อนจะหลบหนีไปพร้อมกับงานศิลปะยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีมูลค่านับล้านปอนด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , aljazeera

ทรัมป์ลั่น เลิกให้เงินช่วยเหลือโคลอมเบีย จวก ปธน.เป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติด

ทรัมป์ลั่น เลิกให้เงินช่วยเหลือโคลอมเบีย จวก ปธน.เป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติด

20 ต.ค. 2568 04:44 น.

ทรัมป์ลั่น เลิกให้เงินช่วยเหลือโคลอมเบีย จวก ปธน.เป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติด

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ สหรัฐฯ จะเลิกให้เงินช่วยเหลือโคลอมเบีย ชี้ประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร เป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติด สนับสนุนให้มีการผลิตยาเสพติดในประเทศจำนวนมาก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ประณามนาย กุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีของประเทศโคลอมเบียว่าเป็น “เจ้าพ่อค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย” และประกาศว่า สหรัฐฯ จะยุติการให้เงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนก้อนโตกับชาติอเมริกาใต้แห่งนี้

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย คือเจ้าพ่อค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย ซึ่งสนับสนุนอย่างแข็งขันให้มีการผลิตยาเสพติดจำนวนมหาศาล ในพื้นที่ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วประเทศโคลอมเบีย”

“สิ่งนี้ได้กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโคลอมเบียชนิดทิ้งห่างธุรกิจอื่น และเปโตรก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อหยุดยั้งเลยทั้ง ๆ ที่ได้รับเงินทุนและเงินอุดหนุนจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการหลอกเอาเงินจากอเมริกามาอย่างยาวนาน”

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การจ่ายเงินเหล่านี้ หรือการจ่ายเงินในรูปแบบอื่นใด หรือเงินอุดหนุน จะไม่มีการมอบให้กับโคลอมเบียอีกต่อไป”

“วัตถุประสงค์ของการผลิตยาเสพติดนี้คือการขายสินค้าจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต การทำลายล้าง และความวุ่นวาย เปโตร ผู้นำที่ได้คะแนนต่ำและไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งพูดจาไม่ดีต่ออเมริกา ควรปิดทุ่งสังหารเหล่านี้ทันที มิเช่นนั้น สหรัฐอเมริกาจะจัดการปิดมันให้เอง และจะไม่ปิดอย่างละมุนละม่อมด้วย”

ข้อความของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากนายเปโตร กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าก่อเหตุฆาตกรรม หลังจากมีการโจมตีเรือลำหนึ่งในน่านน้ำของโคลอมเบียเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับโคลอมเบีย ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ในอเมริกาใต้ “ตึงเครียดยิ่งขึ้น” นับตั้งแต่นายทรัมป์กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกันยายน สหรัฐฯ ได้เพิกถอนวีซ่าของเปโตร หลังจากที่เขาเข้าร่วมการเดินขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวยอร์ก และเรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของทรัมป์

เมื่อปีก่อน นายเปโตรให้คำมั่นที่จะควบคุมพื้นที่ปลูกต้นโคคาในโคลอมเบียด้วยการแทรกแซงทางสังคมและการทหารครั้งใหญ่ แต่กลยุทธ์ดังกล่าว ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ส่งผลให้เมื่อเดือนกันยายน สหรัฐฯ ประกาศให้โคลอมเบียเป็นประเทศที่ล้มเหลวในการรักษาคำมั่นสัญญาด้านการค้ายาเสพติด เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539 และไม่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายความช่วยเหลือต่างชาติ แต่กระทรวงการต่างประเทศได้เพิ่มการยกเว้น ซึ่งอนุญาตให้โคลอมเบียสามารถรับความช่วยเหลือต่อไปได้

แต่ดูเหมือนว่าการที่นายเปโตรกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าก่อเหตุฆาตกรรม จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยุติการให้เงินช่วยเหลือแก่โคลอมเบียในครั้งนี้

ที่มา : cna , truthsocial / @realDonaldTrump

เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

20 ต.ค. 2568 01:36 น.

เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

ทางการเกาหลีใต้กำลังพิจารณาว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชาหรือไม่ โดยคาดว่าจะตัดสินใจช่วงปลายเดือนนี้

สำนักข่าว Korea Times รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาเรื่องการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งดำเนินการค้ามนุษย์ขนาดใหญ่และปฏิบัติการหลอกลวง เพื่อตอบโต้กรณีที่พลเมืองเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมในประเทศแห่งนี้มากขึ้น

คาดกันว่าจะมีการประกาศยืนยันเรื่องการดำเนินการดังกล่าวในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งจะกลายเป็นมาตรการรุนแรงที่สุดที่ทางการกรุงโซลใช้จนถึงตอนนี้ เพื่อตอบสนองต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลดำเนินการล่าช้าเกินไป

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของทางการเกาหลีใต้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (19 ต.ค. 2568) หน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ภายใต้คณะกรรมการบริการทางการเงิน กำลังพิจารณาว่าจะกำหนดให้ผู้ต้องสงสัยและธุรกิจในเครือเป็น “นิติบุคคลที่ถูกจำกัด” หรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินและสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลด้วย

“ทุกหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้จัดการหารือกันแล้วว่า จะกำหนดลักษณะขององค์กรอาชญากรรมในกัมพูชาและตอบสนองต่อองค์กรเหล่านี้อย่างไร” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าว

การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ประกาศร่วมกันคว่ำบาตรกลุ่มบริษัท Prince Group และ Huione Group ในกัมพูชา ซึ่งทั้งสองกลุ่มถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์, การฟอกเงิน และการฉ้อโกงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้กำหนดให้ Prince Group เป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” และได้ฟ้องร้อง เฉิน จื้อ ประธานและซีอีโอชาวจีน ในข้อหาฉ้อโกงทางการเงินออนไลน์และการฟอกเงิน ขณะที่ Huione Group ก็ถูกตัดออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.) นายยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเพื่อพิจารณาว่าจะเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อบริษัทในเครือ Prince Group ในเกาหลีใต้หรือไม่

หากการคว่ำบาตรทางการเงินเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ ซึ่งที่ผ่านมาเน้นใช้วิธีทางการทูตมากกว่า ขณะเดียวกัน FIU ก็วางแผนที่จะขยายการสอบสวนกิจกรรมการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในสิ้นปีนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes