อินเดีย-แคนาดาตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์ หลังขัดแย้งปมผู้นำชาวซิกข์ถูกสังหาร

อินเดีย-แคนาดาตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์ หลังขัดแย้งปมผู้นำชาวซิกข์ถูกสังหาร

14 ต.ค. 2568 03:23 น.

อินเดีย-แคนาดาตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์ หลังขัดแย้งปมผู้นำชาวซิกข์ถูกสังหาร

รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียกับแคนาดา ตกลงขั้นตอนต่างๆ ในการรีเซ็ตความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ที่ตกต่ำถึงขีดสุดจากกรณีการลอบสังหารผู้นำชาวซิกข์บนแผ่นดินแคนาดาเมื่อ 2 ปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อินเดียและแคนาดาตกลงมาตรการหลายอย่างในการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายที่กรุงนิวเดลี โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ฟื้นฟูความสัมพันธ์” ที่ตกต่ำลงอย่างหนักหลังจากผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ถูกลอบสังหารบนแผ่นดินแคนาดา

น.ส.อนิตา อานันท์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ซึ่งเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ได้เข้าพบกับนาย เอส. ไจชังการ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดีย และนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี

โดยผู้นำแคนาดาบอกกับ น.ส.อานันท์ ว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้จะเสริมความเข้มแข็งในความพยายามเพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้แก่ความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับแคนาดาตกต่ำถึงขีดสุดในปี 2566 เมื่อนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาในขณะนั้น กล่าวหาว่าอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนาย ฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ ผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ แต่อินเดียปฏิเสธ ทำให้ทั้งสองฝ่ายงัดมาตรการตอบโต้กัน ทั้งระงับบริการวีซ่า และขับไล่นักการทูตระดับสูงของกันและกัน

แคนาดาเป็นที่อยู่ของพลเมืองเชื้อสายอินเดียเกือบ 1.7 ล้านคน ทำให้เรื่องความคืบหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในทั้งสองประเทศ

หลังจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่กรุงเดลี ทั้งอินเดียและแคนาดาได้ประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึงการเริ่มต้นการหารือระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับการค้าและการลงทุนทวิภาคี

“การฟื้นฟูความเป็นหุ้นส่วนนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาความเปราะบางที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรระดับโลกอีกด้วย” แถลงการณ์ร่วมระบุ

ทั้งนี้ สัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับแคนาดา เริ่มปรากฏให้เห็นในปีนี้ นับตั้งแต่นาย มาร์ก คาร์นีย์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดา

ในเดือนมิถุนายน นายคาร์นีย์และนายโมดีได้จัดการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่ม G7 ที่ประเทศแคนาดา และสองเดือนต่อมา ทั้งสองประเทศก็ได้แต่งตั้ง “ข้าหลวงใหญ่” คนใหม่ ประจำประเทศของกันและกัน

น.ส.อานันท์และนายไจชังการ์ยังได้พบกันนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กในเดือนกันยายนด้วย

นอกจากเริ่มต้นการหารือครั้งใหม่แล้ว ทั้งสองประเทศจะกลับมาจัดการประชุม “แคนาดา-อินเดีย ซีอีโอ ฟอรัม” (Canada–India CEO Forum) อีกครั้ง ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้บริหารจากทั้งสองประเทศเพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุนทวิภาคี

การประกาศนี้เกิดขึ้นในขณะที่อินเดียกำลังรับมือกับการเก็บภาษีศุลกากร 50% ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดไว้สำหรับสินค้าอินเดีย

และ น.ส.อานันท์ยังมีกำหนดเข้าพบนาย ไพยุช โกยัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองมุมไบเพื่อพูดคุยกับผู้นำทางธุรกิจเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนและเศรษฐกิจด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

14 ต.ค. 2568 01:41 น.

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

ประธานาธิบดีของมาดากัสการ์เดินทางออกจากประเทศแล้ว วันเดียวหลังจากออกมาเตือนว่า กำลังมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นในประเทศ ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มคน Gen Z

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ หลบหนีออกจากชาติแอฟริกาแห่งนี้แล้ว ตามการเปิดเผยของผู้นำฝ่ายค้านและเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 โดยนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ของมาดากัสการ์ ที่กลุ่มผู้ประท้วงคนหนุ่มสาวสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้สำเร็จ ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มคน Gen Z ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายซีเตนี ร็องเดรียนาโซโลไอโก ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภามาดากัสการ์บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า ประธานาธิบดีราโจเอลินาเดินทางออกจากมาดากัสการ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากหน่วยทหารบางส่วนแปรพักตร์ และเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วง

“เราโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดี และพวกเขายืนยันว่าเขาเดินทางออกนอกประเทศแล้ว” นายร็องเดรียนาโซโลไอโกกล่าว พร้อมเสริมว่าไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบันของนายราโจเอลินา

ก่อนหน้านี้ สำนักงานประธานาธิบดีมาดากัสการ์ระบุว่า นายราโจเอลินาจะมีแถลงการณ์ต่อประชาชนในเวลา 19.00 น. วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น แต่ตอนนี้ พวกเขายังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับข่าวการหลบหนีออกจากประเทศของนายราโจเอลินา

ด้านแหล่งข่าวในกองทัพมาดากัสการ์บอกกับ รอยเตอร์ส ว่า นายราโจเอลินาเดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศสเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่สถานีวิทยุ RFI ของฝรั่งเศสระบุว่า เขาได้บรรลุข้อตกลงบางอย่างกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส

แหล่งข่าวคนเดิมบอกอีกว่า เครื่องบินขนส่งทางทหาร Casa ของกองทัพฝรั่งเศส ลงจอดที่สนามบินแซงต์มารี ของมาดากัสการ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และ 5 นาทีหลังจากนั้น ก็มีเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งเดินทางมาถึง และส่งผู้โดยสารซึ่งถูกระบุว่าคือนายราโจเอลินา ขึ้นเครื่อง Casa

ทั้งนี้ การประท้วงในมาดากัสการ์ปะทุขึ้นเมื่อ 25 ก.ย. 2568 จากความไม่พอใจเรื่องปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่สถานการณ์บานปลายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการจลาจลจากความไม่พอใจในเรื่องอื่น ๆ เป็นวงกว้างมากขึ้น รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และการขาดแคลนบริการพื้นฐาน

นายราโจเอลินา ดูเหมือนจะถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นหลังจากที่สูญเสียการสนับสนุนจากหน่วย CAPSAT ซึ่งเป็นหน่วยทหารชั้นยอดที่เคยช่วยให้เขาเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 2552

หน่วย CAPSAT ได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพวกเขาปฏิเสธที่จะยิงใส่ผู้ประท้วง และได้คุ้มกันผู้ประท้วงหลายพันคนไปยังจัตุรัสหลักของเมืองหลวง อันตานานาริโว

นอกจากนั้น ทหารหน่วยนี้ยังประกาศว่า กำลังเข้าควบคุมกองทัพและแต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพคนใหม่ ทำให้นายราโจเอลินาต้องออกมาเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีความพยายามที่จะยึดอำนาจเกิดขึ้นภายในประเทศแห่งนี้

ต่อมาในวันจันทร์ สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า กลุ่มย่อยของกองกำลังสารวัตรทหารซึ่งสนับสนุนการประท้วง ก็ได้เข้าควบคุมกองกำลังสารวัตรทหารในพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลเข้าร่วมด้วย

หลังจากนั้น วุฒิสภามาดากัสการ์ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายความไม่พอใจของผู้ประท้วง ถูกปลดออกจากตำแหน่งแล้ว และมีการแต่งตั้งนาย ฌอง อองเดร เอ็นเดรอมานจารี ดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว

อนึ่ง ตามกฎหมายของมาดากัสการ์ ในยามที่ไม่มีประธานาธิบดี ประธานวุฒิสภาจะปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

13 ต.ค. 2568 23:50 น.

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

(ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย ลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

ฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบลงแล้ว

ฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบลงแล้ว

13 ต.ค. 2568 22:11 น.

ฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบลงแล้ว

กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ครบทั้ง 20 คนแล้ว ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวต่อรัฐสภาอิสราเอลว่า ฝันร้ายอันยาวนานได้จบลงแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ 20 คนสุดท้ายแล้วในวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การยุติสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในฉนวนกาซามานาน 2 ปี

กองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขารับตัวตัวประกันที่ได้รับการยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ครบทุกคนแล้ว หลังจากทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่กาชาดพาตัวออกจากฉนวนกาซา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คนนับพันที่มารอฟังข่าวที่จัตุรัสตัวประกัน ในกรุงเทลอาวิฟ ขณะที่นักโทษชาวปาเลสไตน์ราว 2,000 คน ที่อิสราเอลจับไว้ก็ได้รับการปล่อยตัวตามสัญญา

กลุ่มฮามาสระบุว่าจะส่งมอบร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต 4 ราย ในวันเดียวกันนี้ด้วย แต่พวกเขายอมรับว่า ไม่รู้ว่าร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 24 รายอยู่ที่ไหน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอิสราเอล
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอิสราเอล

อีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอล ก่อนที่เขาจะเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดที่อียิปต์ เพื่อทำให้การหยุดยิงในกาซามั่นคงยิ่งขึ้น

“ท้องฟ้าสงบ ปืนเงียบเสียง สัญญาณเตือนภัยนิ่งสนิท และดวงอาทิตย์ได้ขึ้นเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ในที่สุดก็มีสันติภาพเสียที” นายทรัมป์กล่าว หลังจากได้รับการต้อนรับด้วยเสียงปรบมือกึกก้องจากสมาชิกรัฐสภาอิสราเอล “ฝันร้ายที่เจ็บปวดและยาวนานในที่สุดก็จบลงแล้ว”

“ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนชัยชนะเหนือผู้ก่อการร้ายในสนามรบเหล่านี้ ให้กลายเป็นรางวัลสูงสุดแห่งสันติภาพและความมั่งคั่งสำหรับตะวันออกกลางทั้งหมด”

ทั้งนี้ การปล่อยตัวประกันและการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ถือเป็น จุดสำคัญ ของข้อตกลงกาซาในระยะแรก ซึ่งได้ข้อสรุปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เมืองตากอากาศชายทะเล ชาร์มเอลชีค ในอียิปต์ ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดในวันเดียวกันนี้

ผู้นำโลกกว่า 20 คน จะไปประชุมร่วมกันที่อียิปต์ เพื่อพิจารณาขั้นตอนต่อไปตามแผนการสันติภาพ 20 ข้อของนายทรัมป์ เพื่อยุติสงครามในกาซาอย่างสิ้นเชิง

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสขัดแย้งกัน นายทรัมป์กล่าวว่า ฮามาสจะปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้แผนการของเขา ซึ่งระบุให้มีการปลดอาวุธด้วย แต่กลุ่มฮามาสเคยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าปาเลสไตน์จะได้เป็นรัฐ

จุดติดขัดอื่นๆ รวมถึงเรื่องการถอดกำลังของอิสราเอลออกจากกาซา และการดำเนินการไปสู่การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวอิสราเอลจำนวนมากไม่ยอมรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ตรียมกล่าวต่อสภาอิสราเอล หลังการส่งมอบตัวประกันชุดแรก 7 คนตามข้อตกลงหยุดยิง

ทรัมป์ตรียมกล่าวต่อสภาอิสราเอล หลังการส่งมอบตัวประกันชุดแรก 7 คนตามข้อตกลงหยุดยิง

13 ต.ค. 2568 15:31 น.

ทรัมป์ตรียมกล่าวต่อสภาอิสราเอล หลังการส่งมอบตัวประกันชุดแรก 7 คนตามข้อตกลงหยุดยิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงอิสราเอลเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภา หลังกลุ่มฮามาสได้ส่งมอบตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ 7 คนแรก ให้แก่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการยุติสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในฉนวนกาซามานาน 2 ปี ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

ขณะที่ผู้คนหลายพันคนในจัตุรัสตัวประกัน ในกรุงเทลอาวีฟ ต่างส่งเสียงเชียร์ สวมกอด และหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ หลังกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าได้รับตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 7 คน หลังจากที่กาชาดสากลได้ดำเนินการส่งมอบออกจากฉนวนกาซาแล้ว โดยกาชาดสากลกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการรับตัวประกันที่เหลืออีก 13 คน ที่ยังยืนยันว่ามีชีวิตอยู่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดภายในวันนี้

นอกจากนี้ ยังมีการส่งคืนศพของตัวประกันที่เสียชีวิตบางส่วนจากทั้งหมด 28 ศพ รวมถึงนักโทษและนักโทษที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดชาวปาเลสไตน์เกือบ 2,000 คน ที่ถูกคุมขังในอิสราเอล โดยนักโทษปาเลสไตน์ส่วนใหญ่คาดว่าจะถูกปล่อยตัวที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ในฉนวนกาซา

ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เดินทางถึงอิสราเอล ทันทีหลังจากที่มีการประกาศปล่อยตัวประกันชุดแรก โดยมีนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู รอรับที่สนามบินด้วยตัวเอง โดยทรัมป์จะกลายเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 4 ที่กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้ารัฐสภาอิสราเอล ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุด โดยก่อนหน้านี้มีเพียงจิมมี่ คาร์เตอร์, บิล คลินตัน, และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เท่านั้นที่เคยได้รับเกียรตินี้ ประธานาธิบดีอิสราเอลกล่าวว่า ทรัมป์จะได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์พลเรือนสูงสุดของอิสราเอลในช่วงปลายปีนี้ด้วย

การปล่อยตัวประกันในวันนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในข้อตกลงหยุดยิงระยะแรก ซึ่งได้ข้อสรุปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยผู้นำโลกกว่า 20 คน รวมถึงทรัมป์ จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดในวันนี้ (13 ต.ค.) เพื่อหารือถึงสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้มีคณะกรรมการระหว่างประเทศ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่นำโดยทรัมป์ เข้ามาดูแลขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม การบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังต้องตกลงในประเด็นสำคัญหลายอย่างที่อยู่ในแผน 20 ข้อของทรัมป์ เช่น วิธีการบริหารฉนวนกาซาหลังสงครามยุติ และชะตากรรมสุดท้ายของกลุ่มฮามาส ซึ่งอิสราเอลเรียกร้องให้ปลดอาวุธ แต่ฮามาสปฏิเสธ.

ที่มา Reuters

ฮามาสปล่อยตัวประกันอิสราเอลชุดแรก 7 คน ให้กาชาดในฉนวนกาซา

ฮามาสปล่อยตัวประกันอิสราเอลชุดแรก 7 คน ให้กาชาดในฉนวนกาซา

13 ต.ค. 2568 13:32 น.

ฮามาสปล่อยตัวประกันอิสราเอลชุดแรก 7 คน ให้กาชาดในฉนวนกาซา

สถานการณ์ล่าสุดในปฏิบัติการแลกเปลี่ยนนักโทษและตัวประกันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อกองทัพอิสราเอลยืนยันได้รับแจ้งจากกาชาดสากลว่า ฮามาสได้ส่งมอบเชลยชาวอิสราเอล 7 คน ให้แก่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในฉนวนกาซาแล้ว ส่วนตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่อีก 13 คนคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวในวันนี้

กองทัพอิสราเอล (IDF) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ตามข้อมูลที่ได้รับจากกาชาดสากล ตัวประกัน 7 คน ได้ถูกส่งมอบให้กับกาชาดแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังกองกำลัง IDF และ ISA (หน่วยงานความมั่นคงอิสราเอล) ในฉนวนกาซา” และเมื่อเดินทางกลับถึงอิสราเอลแล้ว พวกเขาจะ “เข้ารับการประเมินทางการแพทย์เบื้องต้น” พร้อมระบุว่า IDF เตรียมพร้อมที่จะรับตัวประกันอีก 13 คน ที่คาดว่าจะถูกส่งตัวให้แก่กาชาดสากลในวันนี้

สื่ออิสราเอลรายงานว่า ตัวประกันชาวอิสราเอลทั้ง 7 คนที่ได้รับการปล่อยตัวและอยู่ระหว่างการส่งมอบโดยกาชาดสากลออกจากฉนวนกาซา ได้แก่:

  1. อีทัน มอร์ (Eitan Mor)
  2. กาลี เบอร์แมน (Gali Berman)
  3. ซีฟ เบอร์แมน (Ziv Berman)
  4. มาทาน แองเกรสต์ (Matan Angrest)
  5. โอมรี มิราน (Omri Miran)
  6. อาลอน โอเฮล (Alon Ohel)
  7. กาย กิลโบอา-ดาลาล (Guy Gilboa-Dalal)

สถานีโทรทัศน์อัลจาซีราอ้างแหล่งข่าวปาเลสไตน์ รายงานว่า การส่งมอบตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมดให้แก่กาชาดสากลคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ในทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

ในขณะเดียวกัน ปฏิบัติการแลกเปลี่ยนนักโทษชาวปาเลสไตน์ก็กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า นักโทษชาวปาเลสไตน์ทั้ง 1,966 คน ที่คาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ ได้ขึ้นรถบัสครบถ้วนแล้ว

โดยนักโทษ 250 คน จะถูกปล่อยตัวไปยังเขตเวสต์แบงก์, กรุงเยรูซาเลม และประเทศอื่น ๆ ส่วนนักโทษอีก 1,716 คน คาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ ในกาซา

กาชาดสากลกำลังดูแลการจัดการด้านการเดินทางของการแลกเปลี่ยนนักโทษทั้งหมด รวมถึงการส่งตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ไปยังจุดดูแลทางการแพทย์ที่กำหนดไว้ ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายในโรงพยาบาลนัสเซอร์โดยเฉพาะสำหรับวันนี้

แพทย์และพยาบาล ณ โรงพยาบาลนัสเซอร์ยืนยันว่า พวกเขาเตรียมพร้อมรอรับนักโทษที่จะได้รับการตรวจสุขภาพก่อนจะกลับไปรวมกับครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความโล่งใจ โดยมีชาวปาเลสไตน์หลายพันคนรวมตัวกันภายนอกโรงพยาบาลเพื่อรอต้อนรับผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว

บุคลากรทางการแพทย์ระบุว่า นักโทษที่ถูกปล่อยตัวในการแลกเปลี่ยนชุดก่อน ๆ มักมาถึงในสภาพอ่อนเพลีย อ่อนแอ และมีภาวะขาดสารอาหาร หลังจากการถูกคุมขังภายใต้สภาพที่เลวร้ายมานานหลายเดือน และหลายคนยังมีสภาพจิตใจที่อ่อนล้าอย่างมากจากการถูกจองจำ.

ที่มา BBC  Al Jazeera

ปิดฉากเวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเกินคาด ต้อนรับผู้ชม 27 ล้านคน

ปิดฉากเวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเกินคาด ต้อนรับผู้ชม 27 ล้านคน

13 ต.ค. 2568 12:18 น.

ปิดฉากเวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเกินคาด ต้อนรับผู้ชม 27 ล้านคน

ญี่ปุ่นได้ปิดฉากการจัดงาน เวิลด์เอ็กซ์โป 2025 ที่นครโอซากาและภูมิภาคคันไซ ลงอย่างเป็นทางการในวันนี้ หลังจัดงานมานาน 6 เดือน ท่ามกลางความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย โดยสามารถเอาชนะความกังวลในช่วงแรกเกี่ยวกับความสนใจของสาธารณชนที่ไม่มากนัก ปัญหาน้ำพุปนเปื้อน และฝูงแมลงที่รบกวนพื้นที่จัดงาน โดยต้อนรับผู้เข้าชมได้มากกว่า 27 ล้านคน

แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ แต่ผู้จัดงานกล่าวว่า งานเอ็กซ์โปครั้งนี้ ซึ่งมีประมาณ 160 ประเทศและภูมิภาคร่วมจัดแสดงเทคโนโลยี วัฒนธรรม และอาหาร น่าจะสามารถทำกำไรได้อย่างน้อย 23,000 ล้านเยน (ประมาณ 4,932 ล้านบาท) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากยอดขายตั๋วที่แข็งแกร่ง

จุดดึงดูดสายตาของงานเอ็กซ์โป 2025 คือ “แกรนด์ริง” (The Grand Ring) ซึ่งเป็นโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โอบล้อมอาคารจัดแสดงของทุกประเทศไว้ และกลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้เข้าชมอย่างมาก จนถึงขั้นมีนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งได้ริเริ่มการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนทางออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้ เก็บรักษาโครงสร้างทั้งหมดไว้

ปัจจุบัน แผนเดิมคือการเก็บรักษาโครงสร้างวงแหวนส่วนหนึ่งที่มีความยาว 200 เมตร ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น “โซ ฟูจิโมโตะ” ไว้บนเกาะเทียมในโอซากา แต่ผู้สนับสนุนเกือบ 7,000 รายต้องการให้เก็บรักษาไว้ทั้งหมด

ในช่วงแรกของการจัดงานที่เคยถูกมองว่าอาจล้มเหลว งานเอ็กซ์โปโอซากาได้เผชิญกับข้อร้องเรียนหลายด้าน เช่น การระบาดของฝูงแมลงขนาดเล็กภายในพื้นที่จัดงาน การตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย ลิจิโอเนลลา ปนเปื้อนในบริเวณลานน้ำพุ  โดยในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น การระงับการเดินรถไฟเพียงสายเดียวที่ให้บริการไปยังสถานที่จัดงาน ทำให้ผู้เข้าชมกว่า 30,000 คนตกค้าง และบางส่วนต้องทนความร้อนตลอดทั้งคืนใกล้สถานี โดยมีผู้ถูกนำส่งโรงพยาบาลกว่า 30 คน

ฌาคส์ แมร์ หัวหน้าพาวิลเลียนฝรั่งเศส กล่าวว่า งานเอ็กซ์โปครั้งนี้เป็น “ความท้าทายอย่างยิ่งยวด” สำหรับประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วม โดยระบุว่าเป็นการจัดงานที่ “มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดและซับซ้อนที่สุด” เมื่อเทียบกับงานที่ผ่านมา ถึงแม้จะสรุปว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็น “ความงดงาม” ก็ตาม

ทั้งนี้ งานเวิลด์เอ็กซ์โปครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปี 2030 และ 2031.

ที่มา AFP

ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

13 ต.ค. 2568 11:29 น.

ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

หน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือของหน่วยยามฝั่งจีนได้ใช้ ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และ พุ่งชน เรือของรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่จอดทอดสมออยู่บริเวณนอกชายฝั่งเกาะแห่งหนึ่งในทะเลจีนใต้ ที่มีข้อพิพาทเมื่อวันอาทิตย์ (13 ต.ค.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย ขณะที่ทั้งสองประเทศต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง

โดยเรือที่ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ครั้งนี้คือเรือบีอาร์พี ดาตู ปักบัวยา (BRP Datu Pagbuaya) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือประมงที่ให้การสนับสนุนชาวประมงฟิลิปปินส์ แม้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บในหมู่ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์

โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ พลเรือจัตวา เจย์ ทาร์ริเอลา เปิดเผยว่า เรือของหน่วยยามฝั่งจีนพุ่งเป้าโจมตีเรือปักบัวยานอกชายฝั่ง เกาะติตู (Thitu) หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกว่า ปักอาซา (Pag-asa) ซึ่งเป็นเกาะที่มีชาวฟิลิปปินส์อาศัยอยู่ โดยเหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากเกาะติตูเพียง 1.6 ไมล์ทะเล (เกือบ 3 กิโลเมตร)

นอกเหนือจากเรือปักบัวยาแล้ว เรือประมงของฟิลิปปินส์อีก 2 ลำ ก็ถูกปืนฉีดน้ำแรงดันสูงของจีนโจมตีเช่นกัน แต่ไม่มีความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

พลเรือจัตวา ทาร์ริเอลา กล่าวว่า เรือปักบัวยาและเรือของสำนักประมงและทรัพยากรทางน้ำอีก 2 ลำ กำลังจอดทอดสมออยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของเกาะติตู เมื่อเรือของหน่วยยามฝั่งจีนและเรือที่ต้องสงสัยว่าเป็นกองกำลังอาสาสมัครทางทะเลได้เข้าใกล้และแสดง “การซ้อมรบที่อันตรายและยั่วยุ”

เรือหน่วยยามฝั่งจีนหมายเลข 21559 ได้ยิงปืนฉีดน้ำใส่เรือปักบัวยาโดยตรง จากนั้นสามนาทีต่อมาก็ได้ “พุ่งชนเข้าที่ท้ายเรือ” ทำให้เรือได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างเล็กน้อย แต่ลูกเรือไม่บาดเจ็บ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นเรือยามฝั่งจีนยิงปืนฉีดน้ำเข้าใส่เรือฟิลิปปินส์ ซึ่งโดนธงชาติฟิลิปปินส์ทั้งสองผืนที่ติดอยู่บนเรือ

ด้านหน่วยยามฝั่งจีนได้กล่าวหาว่าเรือของฟิลิปปินส์ “เข้าสู่น่านน้ำของจีนโดยผิดกฎหมาย” ใกล้กับสันทรายที่เรียกว่า แซนดี้ เคย์ (Sandy Cay) โดยกล่าวว่าเรือฟิลิปปินส์ “เพิกเฉยต่อการเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า” และได้ใช้มาตรการควบคุมต่อเรือของฟิลิปปินส์ตามกฎหมายและขับไล่ออกไปอย่างเด็ดขาด

หลิว เต๋อจวิน โฆษกหน่วยยามฝั่งจีน กล่าวว่าเรือฟิลิปปินส์ลำหนึ่งเข้าใกล้เรือยามฝั่งจีนอย่างอันตรายจนเกิดการเฉี่ยวชนกัน โดยระบุว่า ความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของฝ่ายฟิลิปปินส์ และเตือนให้ฟิลิปปินส์ “ยุติการละเมิดและการคุกคามทันที”

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทมากที่สุดในทะเลจีนใต้ โดยจีนอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมด แม้ว่าคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 จะตัดสินให้ข้ออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของจีนเป็นโมฆะก็ตาม.

ที่มา AP

พายุไต้ฝุ่นนากรี จ่อถล่มหมู่เกาะอิซุ ญี่ปุ่นเตือนภัยระดับสูง ระวังลมแรง ฝนตกหนัก คลื่นสูง 9 เมตร

พายุไต้ฝุ่นนากรี จ่อถล่มหมู่เกาะอิซุ ญี่ปุ่นเตือนภัยระดับสูง ระวังลมแรง ฝนตกหนัก คลื่นสูง 9 เมตร

13 ต.ค. 2568 11:16 น.

พายุไต้ฝุ่นนากรี จ่อถล่มหมู่เกาะอิซุ ญี่ปุ่นเตือนภัยระดับสูง ระวังลมแรง ฝนตกหนัก คลื่นสูง 9 เมตร

ญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยระดับสูง หลังไต้ฝุ่น “นากรี” ซึ่งเป็นพายุชื่อสัญชาติกัมพูชา ได้เคลื่อนตัวเข้าประชิดตอนใต้หมู่เกาะอิซุ พร้อมลมแรง ฝนกระหน่ำ และคลื่นยักษ์ เสี่ยงเกิดดินถล่ม–น้ำท่วมฉับพลัน

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น รายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “นากรี” ( Nakri) กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ตอนใต้ของหมู่เกาะอิซุ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและลมแรงในหลายพื้นที่ที่เพิ่งเผชิญพายุอีกลูกเมื่อไม่นานมานี้

ทางการระบุว่า บริเวณเกาะฮะจิโจจิมะ  และอาโองาชิมะ อยู่ในเขตพายุ โดยที่สนามบินฮะจิโจจิมะมีรายงานความเร็วลมสูงสุดถึง 153 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และมีปริมาณฝน 37.5 มิลลิเมตรภายใน 1 ชั่วโมง

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดว่า ไต้ฝุ่นนากรีจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกใกล้เกาะอิซุ ตอนใต้ในช่วงก่อนเที่ยง โดยยังคงความรุนแรงของลมไว้ที่ 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจมีลมกระโชกสูงสุดถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้เสาไฟฟ้าหัก อาคารบางส่วนเสียหาย และเศษซากปลิวกระจายทั่วพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดคลื่นสูงถึง 9 เมตร และฝนตกหนักมากบางจุดถึง 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง โดยตลอด 24 ชั่วโมงจนถึงเช้าวันอังคาร อาจมีฝนสะสมสูงสุดถึง 200 มิลลิเมตร

ทั้งนี้ หมู่เกาะอิซุเพิ่งเผชิญฝนตกและลมแรงจากไต้ฝุ่นฮาลอง  ไปก่อนหน้านี้ ทำให้ทางการเตือนประชาชนให้ระวังดินถล่ม แม่น้ำเอ่อล้น น้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ และคลื่นสูง พร้อมแนะนำให้อยู่ภายในอาคารให้ห่างจากหน้าต่างเพื่อความปลอดภัย.

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล "โทมาฮอว์ก" ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

13 ต.ค. 2568 10:56 น.

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนรัฐบาลรัสเซียอย่างเปิดเผยว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณาจัดส่ง ขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก”  ให้แก่ยูเครน หากสงครามที่ดำเนินอยู่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ในไม่ช้า ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเขาพร้อมที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ระหว่างเดินทางไปยังอิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า “ผมอาจจะพูดว่า ‘ดูสิ หากสงครามนี้ไม่ได้รับการสะสาง ผมจะส่งโทมาฮอว์กให้พวกเขา'” และเสริมว่า “โทมาฮอว์กเป็นอาวุธที่น่าทึ่ง เป็นอาวุธที่ใช้ในการโจมตีอย่างมาก และพูดตามตรง รัสเซียไม่ต้องการสิ่งนั้นเลย”

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้หยิบยกประเด็นการส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์กนี้ขึ้นมาหารือระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ในช่วงเช้าวันเดียวกัน โดยกล่าวว่า “พวกเขา (รัสเซีย) อยากให้มีโทมาฮอว์กมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้นหรือไม่? ผมไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น” และระบุว่า “โทมาฮอว์กคือก้าวใหม่ของการรุกราน”

การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากที่รัสเซียได้ทำการโจมตีเครือข่ายพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงข้ามคืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนก่อนฤดูหนาวจะมาถึง ขณะเดียวกัน ทางการรัสเซียก็แสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะจัดหาขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กให้แก่ยูเครน โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปูตินเคยระบุว่า การที่สหรัฐฯ จัดหาขีปนาวุธพิสัยไกลให้ยูเครน จะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ

ในส่วนของผู้นำยูเครน นายเซเลนสกี ได้กล่าวถึงการพูดคุยครั้งล่าสุดกับทรัมป์ว่า “มีประสิทธิผลอย่างมาก” และทั้งสองฝ่ายได้หารือกันถึงการเสริมสร้าง “การป้องกันภัยทางอากาศ ความสามารถในการฟื้นตัว และศักยภาพพิสัยไกล” ของยูเครน รวมถึง “รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน”

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่อประธานาธิบดีปูติน หลังจากที่ผู้นำรัสเซียปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในการเจรจาโดยตรงกับเซเลนสกีเพื่อบรรเทาความขัดแย้ง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์เคยประกาศว่า ขณะนี้เขาเชื่อว่ายูเครนสามารถทวงคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้กับรัสเซียได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากที่ก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องให้ยูเครนยอมประนีประนอมเพื่อยุติสงคราม

ทั้งนี้ ขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะทำให้อิสระในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีระบุว่าเป็นความกดดันที่จำเป็นเพื่อให้รัสเซียเข้าร่วมเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังคง ต่อต้านการเรียกร้อง ของเซเลนสกีในการจัดส่งขีปนาวุธดังกล่าว

ทรัมป์กล่าวสรุปถึงสถานการณ์สงครามว่า “ผมคิดว่า ปูตินจะดูดีมากหากเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้” และ “มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขา” หากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป.

ที่มา AP