ระทึก ฮ.หมุนคว้างก่อนตกใกล้ชายหาดแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งรพ.5 ราย

ระทึก ฮ.หมุนคว้างก่อนตกใกล้ชายหาดแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งรพ.5 ราย

13 ต.ค. 2568 10:27 น.

ระทึก ฮ.หมุนคว้างก่อนตกใกล้ชายหาดแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งรพ.5 ราย

เกิดเหตุระทึก เฮลิคอปเตอร์บินมาแล้วหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนตกกระแทกพื้นท่ามกลางสายตาตกตะลึงของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก 

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ “เบลล์ 222” ที่บินอยู่เหนือชายหาดฮันติงตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ เกิดสูญเสียการควบคุม หมุนคว้างกลางอากาศก่อนร่วงลงชนต้นปาล์มเรียงรายริมถนนแปซิฟิก โคสต์ ไฮเวย์ แล้วตกกระแทกพื้น ตรงบันไดทางเชื่อมจากชายหาดไปยังรีสอร์ตใกล้เคียง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

เหตุระทึกเกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันเสาร์ (11 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 5 ราย เป็นนักบินและผู้โดยสารบนเฮลิคอปเตอร์ รวม 2 คน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือออกจากซากเครื่องได้อย่างปลอดภัย และประชาชนอีก 3 คนที่อยู่บนถนน รวมถึงเด็ก 1 คน ทั้งหมดถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง เบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยอาการบาดเจ็บอย่างเป็นทางการ

นักท่องเที่ยวที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า เขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์แปลกๆ ก่อนเห็นเฮลิคอปเตอร์เริ่มหมุนคว้างอย่างควบคุมไม่ได้ และมีเศษชิ้นส่วนของเครื่องปลิวออกมา

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความขัดข้องของเครื่องยนต์เฮลิคอปเตอร์.

สเปนอ่วม ฝนถล่มแคว้นคาตาลุญญา น้ำป่าทะลักท่วมเมือง คนติดในรถ ประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด

สเปนอ่วม ฝนถล่มแคว้นคาตาลุญญา น้ำป่าทะลักท่วมเมือง คนติดในรถ ประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด

13 ต.ค. 2568 09:30 น.

สเปนอ่วม ฝนถล่มแคว้นคาตาลุญญา น้ำป่าทะลักท่วมเมือง คนติดในรถ ประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด

ฝนตกหนักต่อเนื่องในแคว้นคาตาลูญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน บ้านเรือนและถนนหลายสายถูกตัดขาด ทางการประกาศเตือนภัยระดับแดง พร้อมสั่งให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงในแคว้นคาตาลุญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งติดอยู่ภายในรถยนต์ และต้องรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน  ประกาศเตือนภัยระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในพื้นที่ชายฝั่ง โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนในบางพื้นที่อาจสูงถึง 180 มิลลิเมตรภายใน 12 ชั่วโมง

ทางด้านนางคริสตินา บิเซนเต เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยป้องกันภัยพลเรือน กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังคงซับซ้อน และมีแนวโน้มว่าจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นอีก 

ทั้งนี้ รถไฟสายหลักจากเมืองบาร์เซโลนาและบาเลนเซีย ซึ่งอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถูกระงับการเดินทางชั่วคราว ขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของสเปน รวมถึงหมู่เกาะบาเลอาริก ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกหนักเช่นกัน.

อิสราเอลคาด ฮามาสจะปล่อยตัวประกัน 20 ชีวิต ในเช้าวันจันทร์นี้

อิสราเอลคาด ฮามาสจะปล่อยตัวประกัน 20 ชีวิต ในเช้าวันจันทร์นี้

13 ต.ค. 2568 05:02 น.

อิสราเอลคาด ฮามาสจะปล่อยตัวประกัน 20 ชีวิต ในเช้าวันจันทร์นี้

อิสราเอลคาดว่า การแลกเปลี่ยนตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวในกาซา กับนักโทษและผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์ จะเริ่มขึ้นในเช้าวันจันทร์นี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 น.ส.โชช เบโดรเซียน โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า ตัวประกัน 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกกลุ่มฮามาสจับเอาไว้ในฉนวนกาซา จะได้รับการปล่อยตัวในเช้าวันจันทร์ (13 ต.ค.) และจะปล่อยตัวทั้งหมดในเวลาเดียวกัน พวกเขาจะถูกส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของกาชาด ก่อนจะถูกนำตัวกลับเข้าสู่อิสราเอลในที่สุด

น.ส.เบโดรเซียนกล่าวว่า ทันทีที่ตัวประกันข้ามพรมแดนกลับเข้าสู่อิสราเอลแล้ว นักโทษและผู้ถูกควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน ที่มีกำหนดจะถูกปล่อยตัว จะถูกส่งตัวเข้าสู่กาซาด้วยรถบัส โดยพวกเขาจะรออยู่บนรถบัสที่จะพาพวกเขาเข้าสู่ฉนวนกาซาก่อน เพื่อรอการยืนยันการปล่อยตัวประกัน

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางไปตะวันออกกลางวันนี้ (12 ต.ค.) และจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอลในวันจันทร์ โดยคาดกันว่า นายทรัมป์จะเข้าพบกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล รวมถึงครอบครัวของตัวประกันชาวอิสราเอลด้วย

หลังจากนั้น นายทรัมป์จะเดินทางต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อียิปต์ ซึ่งเขาจะจัด การประชุมสุดยอดว่าด้วยกาซา ร่วมกับผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เงินคริปโตฟื้น ทรัมป์โพสต์ “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” หลังขู่เก็บภาษีจีน 100%

เงินคริปโตฟื้น ทรัมป์โพสต์ “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” หลังขู่เก็บภาษีจีน 100%

13 ต.ค. 2568 04:17 น.

เงินคริปโตฟื้น ทรัมป์โพสต์ “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” หลังขู่เก็บภาษีจีน 100%

ตลาดเงินคริปโตเริ่มฟื้นในวันอาทิตย์ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ กับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามคลายความตึงเครียดเรื่องสงครามการค้ากับจีน โดยนายทรัมป์โพสต์ว่า “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 มูลค่าเงินคริปโตหลายเจ้าปรับตัวสูงขึ้น หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามคลายความตึงเครียดทางการทูตกับจีน โดยโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ทุกอย่างจะไม่เป็นไร” หลังจากเขาเพิ่งขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแดนมังกรในอัตราสูงถึง 100%

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องจีนหรอก ทุกอย่างจะไม่เป็นไร! (ผม) เคารพประธานาธิบดีสีสุดๆ แค่มีช่วงเวลาที่แย่เท่านั้น เขาไม่ต้องการให้เศรษฐกิจประเทศถดถอยหรอก ผมก็เหมือนกัน สหรัฐอเมริกาต้องการช่วยจีน ไม่ใช่ทำร้าย!!!”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกมาราวช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ค่าเงินดิจิตอล บิตคอยน์ (Bitcoin) ก็เพิ่มขึ้น 3% ขณะที่ อีเธอเรียม (Ethereum) เพิ่มขึ้น 10%

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดสกุลเงินดิจิทัลประสบกับการ “ล้างพอร์ต” ครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 100% และควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ เพื่อตอบโต้ที่จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นปมขัดแย้งระหว่างสองประเทศมานาน

บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเคยทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่สูงกว่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ได้ดิ่งลงกว่า 12% ในวันศุกร์ จนมาซื้อขายต่ำกว่า 113,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในเช้าวันเสาร์ตามเวลาลอนดอน ส่งผลให้นักเทรดกว่า 1.6 ล้านรายโดนล้างพอร์ตภายในเวลา 24 ชั่วโมง คาดว่าสร้างความเสียหายรวมกว่า 6 แสนล้านบาท

แต่ค่าเงินคริปโตเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงเช้าวันอาทิตย์ หลังจากนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีเตรียมพร้อมที่จะใช้แนวทางที่ “สมเหตุสมผล” ในการเจรจาทางการค้ากับจีน ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเรื่องความตึงเครียดกับจีนได้บ้าง

“มันจะเป็นการเต้นรำที่ละเอียดอ่อน และส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่า จีนตอบสนองอย่างไร” นายแวนซ์กล่าวในรายการ Sunday Morning Futures ของ Fox News “หากพวกเขาตอบสนองอย่างแข็งกร้าวมาก ผมขอรับรองกับคุณเลยว่า ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ มีไพ่ในมือให้ใช้มากกว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนแน่นอน แต่ถ้าพวกเขามีเหตุผล สหรัฐฯ ก็จะมีเหตุผลเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : seekingalpha

มือปืนกราดยิงในบาร์เซาท์แคโรไลนา ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

มือปืนกราดยิงในบาร์เซาท์แคโรไลนา ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

13 ต.ค. 2568 03:28 น.

มือปืนกราดยิงในบาร์เซาท์แคโรไลนา ดับแล้ว 4 ศพ เจ็บอีกหลายสิบราย

เกิดเหตุกราดยิงที่บาร์แห่งหนึ่งในรัฐเซาท์แคโรไลนาของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย โดยเจ้าหน้าที่ยังจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงภายใน “วิลลีส์ บาร์ แอนด์ กริลล์” (Willie’s Bar and Grill) บาร์ยอดนิยมบนเกาะเซนต์ เฮเลนา ของรัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย

ตามรายงานของสำนักงานนายอำเภอเขต บิวฟอร์ต เคาน์ตี เหตุกราดยิงเกิดขึ้นขณะที่ภายในบาร์มีผู้คนรวมตัวกันอยู่หลายร้อยคน ทำให้ผู้บาดเจ็บและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จำนวนมากต้องหนีไปหลบในร้านข้างเคียง

สำนักงานนายอำเภอบอกอีกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกไปถึง พวกเขาก็พบผู้บาดเจ็บมีแผลถูกยิงจำนวนมาก โดยผู้เคราะห์ร้าย 4 รายถูกประกาศว่าเสียชีวิตภายในบาร์ที่เกิดเหตุ ขณะที่ในบรรดาผู้บาดเจ็บทั้ง 20 คน มี 4 คนที่อาการอยู่ในภาวะวิกฤต และถูกส่งไปรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่น

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า เหตุการณ์นี้เป็นการกราดยิงไม่เลือกหน้าหรือเจาะจงเป้าหมาย โดยโฆษกสำนักงานนายอำเภอไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ และตามหาตัวผู้ต้องสงสัย

ด้าน น.ส.แนนซี เมซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันของรัฐเซาท์แคโรไลนา โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “รู้สึกใจสลายอย่างที่สุด เมื่อทราบเรื่องเหตุกราดยิงที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในเขตบิวฟอร์ต”

“เราขอส่งคำอธิษฐานถึงผู้เสียหาย ครอบครัวของพวกเขา และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำรุนแรงอันน่าสยดสยองนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ ดับแล้ว 27 ศพ ชาวบ้านต้องอพยพ

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ ดับแล้ว 27 ศพ ชาวบ้านต้องอพยพ

13 ต.ค. 2568 02:26 น.

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ ดับแล้ว 27 ศพ ชาวบ้านต้องอพยพ

นักรบกลุ่มฮามาสยิงปะทะกับกลุ่มติดอาวุธคู่อริในเมืองกาซาซิตี้อย่างดุเดือด จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ศพ และชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องอพยพหนีความรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักรบติดอาวุธของกลุ่มฮามาสยิงปะทะกับสมาชิกติดอาวุธของ ตระกูลดักมุช (Dughmush) ในฉนวนกาซา เมื่อวันอาทิตย์ (12 ต.ค. 2568) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ศพ นับเป็นการเผชิญหน้าภายในที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่อิสราเอลระงับปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ดังกล่าว

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มือปืนสวมหน้ากากจากกลุ่มฮามาสยิงปะทะกับกลุ่มติดอาวุธใกล้โรงพยาบาลจอร์แดน ทางตอนใต้ของเมืองกาซาซิตี้

เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงมหาดไทยในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารงานโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าโอบล้อมกองกำลังติดอาวุธ ภายในเมืองกาซาซิตี้ และเกิดการยิงต่อสู้อย่างหนักเพื่อจับกุมสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธ ทำให้สมาชิกกองกำลังความมั่นคง 8 นาย ถูกสังหาร

ด้านเจ้าหน้าที่การแพทย์ในกาซาระบุว่า สมาชิกของตระกูลดักมุชเสียชีวิต 19 ศพ ขณะที่มีนักรบฮามาสเสียชีวิต 8 ศพ นับตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า การปะทะกันเกิดขึ้นในย่าน เทล อัล-ฮาวา (Tel al-Hawa) ของกาซาซิตี้ หลังจากกองกำลังฮามาสกว่า 300 นายเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยซึ่งมือปืนตระกูลดักมุชซ่อนตัวอยู่

ชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า การปะทะที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความตื่นตระหนก หลายสิบครอบครัวพากันอพยพหนีออกจากบ้าน โดยหลายคนเคยต้องพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน

แต่ผู้อยู่อาศัยในกาซาซิตี้คนหนึ่งกล่าวว่า “ครั้งนี้ผู้คนไม่ได้หนีจากการโจมตีของอิสราเอล พวกเขากำลังวิ่งหนีจากคนของตัวเอง”

ทั้งนี้ ตระกูลดักมุช (Dughmush) เป็นหนึ่งในตระกูลผู้มีอิทธิพลในฉนวนกาซา พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับกลุ่มฮามาสมายาวนาน และสมาชิกติดอาวุธของตระกูลเคยปะทะกับกลุ่มฮามาสมาแล้วหลายครั้งในอดีต

กระทรวงมหาดไทยในกาซาระบุว่า ฮามาสกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย โดยเตือนว่า “กิจกรรมติดอาวุธใด ๆ ที่อยู่นอกกรอบของการต่อต้านการรุกราน” จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด

ทั้งกลุ่มฮามาสและตระกูลดักมุชต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการปะทะกันครั้งนี้ โดยฮามาสอ้างว่า มือปืนตระกูลดักมุชได้สังหารนักรบของพวกเขาไป 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 5 นาย ทำให้ฮามาสต้องเปิดฉากตอบโต้

แต่แหล่งข่าวจากตระกูลดักมุชบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า ฮามาสเดินทางมายังอาคารที่เคยเป็นโรงพยาบาลจอร์แดน ซึ่งเป็นที่ที่สมาชิกของตระกูลเข้าไปหลบภัย หลังจากที่บ้านของพวกเขาในย่านอัล-ซาบรา ถูกทำลายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากต้องการขับไล่พวกเขาออกไป แล้วยึดอาคารเป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่ของตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทหารอัฟกานิสถาน-ปากีสถานยิงปะทะกันดับหลายสิบศพ ต้องปิดชายแดน

ทหารอัฟกานิสถาน-ปากีสถานยิงปะทะกันดับหลายสิบศพ ต้องปิดชายแดน

13 ต.ค. 2568 01:23 น.

ทหารอัฟกานิสถาน-ปากีสถานยิงปะทะกันดับหลายสิบศพ ต้องปิดชายแดน

ทหารอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ยิงปะทะกันข้ามพรมแดนจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพ และส่งผลให้ปากีสถานปิดด่านข้ามพรมแดนตลอดแนวชายแดน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดการปะทะกันระหว่างทหารอัฟกานิสถานกับปากีสถานบริเวณชายแดน ในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบศพ และต้องมีการปิดด่านข้ามพรมแดน

กองทัพปากีสถานระบุว่า มีทหารของพวกเขา 23 นายเสียชีวิตในการปะทะ ขณะที่รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่า ทหารของพวกเขาเสียชีวิต 9 ศพ

อย่างไรก็ตาม ทั้งอัฟกานิสถานและปากีสถานต่างอ้างว่า สร้างความสูญเสียให้แก่อีกฝ่ายมากกว่าที่ทางการระบุ แต่ไม่มีการแสดงหลักฐานใดๆ โดยปากีสถานอ้างว่า สังหารนักรบตาลีบันกับพันธมิตรไปมากกว่า 200 ศพ ส่วนอัฟกานิสถานอ้างว่า สังหารทหารปากีสถานไป 58 ศพ

ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้นหลังจากปากีสถานเรียกร้องให้ตาลีบันมีมาตรการจัดการกลุ่มติดอาวุธที่ยกระดับการโจมตีในปากีสถานในช่วงที่ผ่านมา โดยอ้างว่ากลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ปฏิบัติการจากแหล่งหลบซ่อนในอัฟกานิสถาน แต่รัฐบาลตาลีบันปฏิเสธว่าไม่มีกลุ่มติดอาวุธปากีสถานอยู่ในดินแดนของตน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ต.ค.) ปากีสถานโจมตีทางอากาศเข้าใส่กรุงคาบูลและตลาดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ทำให้กลุ่มตาลีบันเปิดฉากโจมตีตอบโต้ แม้ปากีสถานจะไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางอากาศก็ตาม

กองทัพอัฟกานิสถานยิงเข้าใส่จุดตรวจชายแดนของปากีสถาน เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ (11 ต.ค.) ซึ่งฝ่ายปากีสถานระบุว่า พวกเขายิงตอบโต้ด้วยอาวุธปืนและปืนใหญ่ โดยทั้งสองประเทศต่างอ้างว่าทำลายจุดตรวจชายแดนของอีกฝ่ายได้

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปากีสถานกล่าวว่า การปะทะส่วนใหญ่ได้ยุติลงแล้วในช่วงเช้าวันอาทิตย์ แต่ในพื้นที่ คูร์ราม ของปากีสถาน ยังคงมีการยิงปะทะเกิดขึ้นเป็นระยะ ตามการระบุของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและผู้อยู่อาศัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมของอัฟกานิสถานกล่าวว่า ปฏิบัติการของพวกเขาได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเวลาเที่ยงคืนวันเสาร์ ตามเวลาท้องถิ่น

ต่อมาในวันอาทิตย์ อัฟกานิสถานก็ออกมาบอกอีกว่า พวกเขายุติการโจมตีตามคำร้องขอของกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย หลังจากทั้งสองประเทศออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการปะทะกันในครั้งนี้

ด้านเจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ปากีสถานปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดนยาว 2,600 กิโลเมตร ที่ติดกับอัฟกานิสถานแล้ว รวมถึงจุดผ่านแดนหลัก 2 แห่งได้แก่ ที่ตอร์คัม (Torkham) และชามาน (Chaman) กับจุดผ่านแดนย่อยอีกอย่างน้อยสามแห่ง ได้แก่ คาร์ลาชี (Kharlachi), อังกูร์ อัดดา (Angoor Adda) และกูลาม คาน (Ghulam Khan)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

12 ต.ค. 2568 23:42 น.

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ออกมาเปิดเผยว่า กำลังเกิดความเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจในประเทศด้วยการใช้กำลัง ขณะที่หน่วย CAPSAT อ้างว่า พวกเขายึดการควบคุมกองทัพได้แล้ว

เมื่อ 12 ต.ค. 2568 สำนักงานประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะนี้กำลังเกิดความพยายามยึดอำนาจอย่างผิดกฎหมายโดยใช้กำลัง เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากรัฐบาลเผชิญการประท้วงของประชาชนหนุ่มสาว ซึ่งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หน่วยทหารที่รู้จักกันในชื่อ “แคปแซต” (CAPSAT) ได้อ้างว่าพวกเขายึดการควบคุมกองบัญชาการทหารไว้ได้แล้ว และขณะนี้พวกเขาควบคุมกองทัพทั้งหมด ทั้งทัพบก ทัพอากาศ และทัพเรือ

หน่วยแคปแซต เป็นทหารหน่วยเดียวกันกับที่มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาดากัสการ์เมื่อปี 2552 ซึ่งช่วยให้นายราโจเอลินาก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มเยาวชนเริ่มการประท้วงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ภายใต้ชื่อ “Gen Z Mada” เพื่อต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่การประท้วงได้ขยายวงกว้างขึ้น สะท้อนถึงความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของนายราโจเอลินาในเรื่องต่างๆ เช่น อัตราการว่างงานที่สูง, การทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตค่าครองชีพ

นายราโจเอลินาระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้มีความพยายามที่จะยึดอำนาจ ในอาณาเขตของสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง”

เขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า เป็นความพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหลักของประเทศรวมกันเป็นหนึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และอำนาจอธิปไตยของชาติ

กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว
กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว

ด้านหน่วยแคปแซตแถลงผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า พวกเขาได้แต่งตั้ง พลเอก เดโมสเตน พิคูลัส ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่แล้ว ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายมานันต์โซอา เดรามาซินจาคา ราโคโทอาริเวโล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว

ในวันเดียวกัน ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันที่จัตุรัสหลักในกรุงอันตานานาริโว เมืองหลวงของมาดากัสการ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกันแล้ว และนี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงจัตุรัส 13 พฤษภาคม (May 13 Square) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการลุกฮือครั้งก่อนๆ ได้เลย

ผู้ประท้วงรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ในที่สุดพวกเขาก็พิชิตจัตุรัส 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นจัตุรัสแห่งประชาธิปไตยได้แล้ว “พวกเรามีความสุขและโล่งใจ นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เราจะไม่หยุดการต่อสู้จนกว่าประธานาธิบดีราโจเอลินา จะลาออก”

ความสำเร็จของผู้ประท้วงเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รับ “การสนับสนุนอย่างไม่คาดคิด” จากหน่วยแคปแซต เมื่อวันเสาร์ (11 ต.ค.) เมื่อทหารบางส่วนของหน่วยได้ออกจากค่ายทหารเพื่อเข้าร่วมการประท้วง โดยหน่วยแคปแซต ประณามหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่ใช้กำลังกับผู้ประท้วง

นอกจากนั้น มีรายงานด้วยว่า เกิดการยิงปะทะที่ค่ายของหน่วยแคปแซต ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีทหารนายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต

ด้านสายการบินแอร์ฟรานซ์ ระบุว่า พวกเขาระงับเที่ยวบินไปยังกรุงอันตานานาริโวอย่างน้อยจนถึงวันอังคาร (14 ต.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ นายโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงหยุดใช้ “กำลังที่ไม่จำเป็นและไม่สมสัดส่วน” เพื่อปราบปรามความไม่สงบ โดยเขากล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บอีก 100 รายแล้ว

แต่นายราโจเอลินาออกมาโต้แย้งตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพียง 12 ราย เท่านั้น และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้ที่ก่อการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

12 ต.ค. 2568 22:21 น.

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

เกาหลีใต้เตรียมส่งตำรวจไปประจำการในกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และเตรียมร่วมทำการชันสูตรศพนักศึกษาที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า พวกเขาวางแผนจะจัดตั้ง “แผนกตำรวจเกาหลี” (Korean Desk) ในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมในกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีถูกลักพาตัวและทรมานในประเทศแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เรื่ององค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ และการลักพาตัวซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้

ตามรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency – NPA) ความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้จะเป็นวาระสำคัญในการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้บัญชาการตำรวจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดตำรวจสากล (International Police Summit 2025) ที่กรุงโซลระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้

คาดกันว่าในการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้งแผนกตำรวจเกาหลีในกัมพูชา และส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีไปประจำการในกัมพูชา

Korean Desk หมายถึง การที่ตำรวจเกาหลีใต้ไปประจำการภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลี โดย แผนกเกาหลีแห่งแรก ถูกจัดตั้งขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในปี 2555 ตามด้วยแห่งที่ 2 ที่ประเทศไทย ตามรายงานของสำนักข่าว Korea Times

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักงานตำรวจเกาหลีใต้ประกาศแผนการที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา เพื่อทำการชันสูตรศพ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่และถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และผลการชันสูตรเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กัมพูชาชี้ว่า ชายคนนี้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

สำนักงานตำรวจจังหวัดคยองบุกระบุว่า จะดำเนินการชันสูตรศพพลเมืองเกาหลีที่เสียชีวิตในกัมพูชา ร่วมกับหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่สามารถยืนยันได้จากการชันสูตรเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว” ตำรวจเกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าว ยอนฮัป และเสริมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจะออกเดินทางทันทีที่มีการยืนยันกำหนดการขั้นสุดท้ายกับทางการกัมพูชา

ทั้งนี้ นักศึกษาชายวัย 22 ปี จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ถูกพบเป็นศพในประเทศกัมพูชาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาเดินทางไปกัมพูชา โดยบอกกับครอบครัวว่าเพื่อร่วมงานเทศกาล เมื่อ 17 ก.ค.

โดยหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาออกเดินทาง ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อกับคนร้ายเรียกค่าไถ่ถูกตัดขาดไปไม่กี่วันหลังจากนั้น และนักศึกษารายนี้ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต โดยพยานที่อ้างว่าเคยถูกคุมขังที่เดียวกัน ระบุว่า นักศึกษารายนี้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือหายใจได้ และเสียชีวิตในระหว่างที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ มาตรการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อตอบโต้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีในประเทศกัมพูชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes

จีนกล่าวหาสหรัฐฯ “สองมาตรฐาน” หลัง “ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 100%

จีนกล่าวหาสหรัฐฯ  "สองมาตรฐาน" หลัง "ทรัมป์" ขู่เก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 100%

12 ต.ค. 2568 11:41 น.

จีนกล่าวหาสหรัฐฯ “สองมาตรฐาน” หลัง “ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 100%

จีนกล่าวหาสหรัฐอเมริกา ว่าใช้ “สองมาตรฐาน” ในประเด็นการค้า หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% พร้อมควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญ เพื่อตอบโต้ที่จีนคุมเข้มการส่งออกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแร่หายาก ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและการเจรจาระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกมากล่าวหา สหรัฐอเมริกา ว่าใช้ “สองมาตรฐาน”  หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขู่จะเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมอีก 100% สำหรับสินค้าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุในแถลงการณ์ออนไลน์ว่า “แถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “สองมาตรฐาน”

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ว่า เขาจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 100% พร้อมทั้งควบคุมการส่งออก “ซอฟต์แวร์สำคัญ” โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ “ก้าวร้าวอย่างยิ่ง”

ทรัมป์ยังได้ตั้งคำถามถึงโอกาสในการพบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนที่เกาหลีใต้ ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า โดยกล่าวผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลว่า “ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น” แม้ว่าต่อมาเขาจะกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ผมยังไม่ได้ยกเลิก” ก็ตาม แต่จีนไม่เคยยืนยันการประชุมดังกล่าว

ทางการจีนกล่าวหาว่า สหรัฐฯ ได้เพิ่มมาตรการทางเศรษฐกิจต่อต้านจีนมาตั้งแต่เดือนกันยายน โดยกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า “การกระทำเหล่านี้ได้ทำลายผลประโยชน์ของจีนอย่างรุนแรง และบ่อนทำลายบรรยากาศของการเจรจาทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองฝ่ายอย่างร้ายแรง” พร้อมเตือนว่า “การขู่ใช้ภาษีสูงในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการมีส่วนร่วมกับจีน”

ปัจจุบัน สินค้าจีนต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในอัตรา 30% ภายใต้มาตรการที่ทรัมป์ได้นำมาใช้ก่อนหน้านี้ โดยกล่าวหาว่าจีนให้การช่วยเหลือในการค้าสารเฟนทานิล และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมอื่น ๆ ส่วนอัตราภาษีตอบโต้ของจีนต่อสหรัฐฯ อยู่ที่ 10%

แร่หายากเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาการค้าระหว่างสองมหาอำนาจตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเป็นวัสดุสำคัญในการผลิตทุกอย่างตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ตโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

จีนครองตลาดการผลิตและแปรรูปวัสดุเหล่านี้ทั่วโลก และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้ประกาศมาตรการควบคุมใหม่ในการส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในการขุดและแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ

ในการตอบโต้ ทรัมป์กล่าวว่า จีนได้แสดงท่าทีที่ “เป็นปรปักษ์อย่างยิ่ง” และไม่ควรได้รับอนุญาตให้ “จับโลกเป็นตัวประกัน”.

ที่มา AFP