ศาลนิวซีแลนด์ตัดสิน “แม่ฆ่าลูกซ่อนศพในกระเป๋าเดินทาง” มีความผิดฐานฆาตกรรม

ศาลนิวซีแลนด์ตัดสิน "แม่ฆ่าลูกซ่อนศพในกระเป๋าเดินทาง" มีความผิดฐานฆาตกรรม

23 ก.ย. 2568 11:25 น.

ศาลนิวซีแลนด์ตัดสิน “แม่ฆ่าลูกซ่อนศพในกระเป๋าเดินทาง” มีความผิดฐานฆาตกรรม

ศาลสูงอ๊อกแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ มีคำตัดสินให้นาง ฮา-คย็อง อี วัย 44 ปี มีความผิดฐานฆาตกรรมลูกของตนเอง 2 คน และนำศพไปยัดไว้ในกระเป๋าเดินทาง ซึ่งถูกทิ้งไว้ในโกดังเก็บของเป็นเวลาหลายปี แม้ฝ่ายจำเลยจะอ้างว่าป่วยทางจิตขณะก่อเหตุ นับเป็นบทสรุปของคดีที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2022 เมื่อครอบครัวหนึ่งที่ประมูลซื้อของจากโกดังเก็บของร้างได้พบศพของเด็กชายและเด็กหญิงในกระเป๋าเดินทางที่ถูกนำมาเก็บไว้ตั้งแต่ปี 2018 เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจนพบว่านางอี ซึ่งเป็นแม่ของเด็กทั้งสอง ได้เดินทางกลับไปเกาหลีใต้หลังเกิดเหตุ และถูกจับกุมตัวได้ที่เมืองอุลซานเมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 ก่อนจะถูกส่งตัวมาดำเนินคดีในนิวซีแลนด์ในเวลาต่อมา

ระหว่างการพิจารณาคดีนานกว่า 2 สัปดาห์ ฝ่ายอัยการแย้งว่าการกระทำของนางอีเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน โดยมีแรงจูงใจคือ “ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากภาระในการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง” หลังสามีของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อปี 2017 และนางอีแสดงให้เห็นถึงความมีสติสัมปชัญญะด้วยการซ่อนศพ เปลี่ยนชื่อ และหลบหนีกลับประเทศ

ศาลได้รับฟังว่านางอีไปรับยาตามใบสั่งแพทย์จากร้านขายยาในเดือนสิงหาคม 2017 ซึ่งเป็นเวลา 5 เดือนหลังจากที่สามีของเธอ เอียน โจ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง

ขณะที่ทนายฝ่ายจำเลยพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่านางอีมีอาการป่วยทางจิตอย่างรุนแรงหลังสามีเสียชีวิต และพยายามฆ่าตัวตายพร้อมกับลูกๆ ด้วยยาต้านอาการซึมเศร้า แต่เมื่อฟื้นขึ้นมากลับพบว่าลูกทั้งสองเสียชีวิตแล้ว

อย่างไรก็ตาม แพทย์ชันสูตรศพยืนยันว่าเด็กทั้งสองเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม โดยไม่มีร่องรอยบาดแผลภายนอกที่ชัดเจน แต่พบร่องรอยการใช้ยา Nortriptyline ซึ่งเป็นยาต้านอาการซึมเศร้า

เมื่อคณะลูกขุนอ่านคำตัดสินในวันอังคารที่ผ่านมา นางอีเอาแต่ก้มหน้าและไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตามรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า นางอีต้องเผชิญโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต.

ที่มา BBC

จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก”

จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย "ชาร์ลี เคิร์ก"

23 ก.ย. 2568 11:03 น.

จิมมี คิมเมล คืนจอหลังถูกพักงาน ปมล้อเลียนการตาย “ชาร์ลี เคิร์ก”

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดังของสหรัฐฯ จะกลับมาจัดรายการ “Jimmy Kimmel Live!” อีกครั้งในวันอังคารนี้ หลังถูกพักงานไปชั่วคราวจากประเด็นดราม่าที่เขาเล่นมุกตลกเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ นายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมคนดัง โดยการพักงานครั้งนี้จุดประเด็นร้อนเรื่อง “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ทั่วประเทศ

บริษัทดิสนีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายโทรทัศน์ที่ออกอากาศรายการดังกล่าว แถลงเมื่อวันจันทร์ (22 ก.ย.) ว่า การพักงานครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก “มองว่าคำพูดบางส่วนไม่เหมาะสมและอ่อนไหวเกินไป” แต่หลังจากพูดคุยกับนายคิมเมลอย่างจริงจังตลอดหลายวันที่ผ่านมา ก็ได้ข้อสรุปว่าเขาควรกลับมาทำรายการได้ตามปกติ

การพักงานอย่างกะทันหันของคิมเมลเกิดขึ้นหลังหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรทัศน์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตออกอากาศของสถานีโทรทัศน์เอบีซี จากคำพูดของเขา ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางทั่วประเทศถึงประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็เคยแสดงความพอใจกับการพักงานของคิมเมล และเคยเสนอว่าช่องทีวีบางช่องควรถูกเพิกถอนใบอนุญาตหากเสนอข่าวที่เป็นลบต่อตัวเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อนักข่าวถามถึงการกลับมาทำงานของคิมเมล ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ

ด้านสถานีโทรทัศน์หลายแห่งที่เป็นพันธมิตรกับเอบีซี เช่น ซินแคลร์ และ เน็กซ์สตาร์ ได้ตัดสินใจระงับการออกอากาศรายการของคิมเมลเป็นการชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าคำพูดของเขา “ไม่เหมาะสมและไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คนในช่วงเวลาที่สำคัญของประเทศ” โดยระบุว่าจะมีการหารือกับเอบีซีอีกครั้งถึงความเป็นไปได้ในการนำรายการกลับมาออกอากาศ

นักวิจารณ์และผู้สนับสนุนกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ซึ่งคุ้มครองสิทธิในการแสดงออก ต่างออกมาประณามการตัดสินใจของเอบีซีว่าเป็นการเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการพูดอย่างชัดเจน ขณะที่เพื่อนร่วมงานในวงการของคิมเมล รวมถึงนักแสดงและนักเขียนชื่อดังหลายร้อยคน เช่น เบน สติลเลอร์, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน, เมอรีล สตรีป และ โรเบิร์ต เดอ นีโร ก็ได้ร่วมกันลงชื่อในจดหมายเพื่อสนับสนุนเขา โดยมองว่าการพักงานครั้งนี้เป็น “ช่วงเวลาที่มืดมนสำหรับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศของเรา”

วิกฤตครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในรายการของคิมเมล เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อเขาได้เล่นมุกว่ากลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ “พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะอธิบายว่าเด็กที่สังหารชาร์ลี เคิร์ก ไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเขา” พร้อมทั้งล้อเลียนปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อการเสียชีวิตของเคิร์กที่พูดจาวกไปวนมาไม่ตรงประเด็น โดยคิมเมลเปรียบเทียบว่า “เหมือนเด็ก 4 ขวบที่ทำปลาทองตาย”

นายเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ ได้ออกมาขู่ว่าจะดำเนินการกับเอบีซีและดิสนีย์ในทันทีหลังคำพูดของคิมเมลแพร่ไป สร้างความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและวงการสื่อมวลชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน.

ที่มา BBC

“ฮุน เซน” ควงภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ

“ฮุน เซน” ควงภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ "พชุมเบญ" สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ

23 ก.ย. 2568 10:47 น.

“ฮุน เซน” ควงภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ

ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมดร.บุน รานี ภริยา และสมาชิกครอบครัว เข้าร่วมงานเทศกาลสารทบรรพบุรุษ ที่วัดมณีโสวัน ในกรุงพนมเปญ ท่ามกลางข้าราชการ และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

วันที่ 22 กันยายน 2568 สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมด้วยภริยา ดร.บุน รานี พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัว ญาติสนิท ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ได้เดินทางไปร่วมพิธีสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” หรือสารทเขมร ที่วัดมณีโสวัน หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดชมพกแก๊ก เขตจัมอำเปิล ในกรุงพนมเปญ

พิธีนี้จัดขึ้นตามประเพณีสำคัญของชาวกัมพูชา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยมีการทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ โดยในปีนี้มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม สะท้อนถึงความผูกพันของชาวกัมพูชากับขนบธรรมเนียมทางพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น.

ที่มา Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ "มูนนีส์" ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

23 ก.ย. 2568 10:37 น.

เกาหลีใต้จับผู้นำโบสถ์ “มูนนีส์” ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

นางฮัน ฮัก-จา ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี (Unification Church) หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ “มูนนีส์” ถูกทางการเกาหลีใต้จับกุม หลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีติดสินบน นางคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของ นายยุน ซ็อก-ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่เพิ่งถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

โบสถ์ของนางฮันถูกกล่าวหาว่ามอบกระเป๋าแบรนด์เนมชาแนล 2 ใบ และสร้อยคอเพชร 1 เส้น รวมมูลค่ากว่า 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.82 ล้านบาท) ให้กับนางคิม เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง ซึ่งขณะนี้อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งก็อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในหลายข้อหา ทั้งการติดสินบนและปั่นหุ้น

อัยการได้ยื่นขอหมายจับนางฮันใน 4 ข้อหา รวมถึงการยักยอกทรัพย์และติดสินบน โดยนางฮัน ซึ่งมีอายุ 82 ปี และเป็นภรรยาม่ายของผู้ก่อตั้งโบสถ์ ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง “ไม่จริง” และเธอเองก็ไม่มีความสนใจเรื่องการเมืองใด ๆ ขณะที่ทนายความได้ยื่นคัดค้านการจับกุมโดยให้เหตุผลด้านอายุและปัญหาสุขภาพของเธอ

นอกจากนี้ นางฮันยังถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับอดีตเจ้าหน้าที่โบสถ์รายหนึ่งเพื่อติดสินบนเงิน 100 ล้านวอน (ประมาณ 2.28 ล้านบาท) ให้กับ นายกวอน ซอง-ดง สมาชิกรัฐสภาจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของอดีตประธานาธิบดียุน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โบสถ์ได้รับผลประโยชน์หากนายยุนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 ซึ่งเขาก็ชนะการเลือกตั้งในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งโบสถ์แห่งความสามัคคีและนายกวอนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยทางโบสถ์อ้างว่าอดีตเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการเพียงลำพังในการมอบสินบนทั้งสองกรณี ส่วนตัวโบสถ์เองได้ออกมาขอโทษประชาชนและยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ปัจจุบัน นายยุน อดีตประธานาธิบดีถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และกำลังเผชิญการพิจารณาคดีแยกจากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายและนำไปสู่การถอดถอนเขาจากตำแหน่ง

สำหรับโบสถ์แห่งความสามัคคี ก่อตั้งขึ้นในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1950 โดย ซัน มย็อง มุน ผู้ที่ประกาศตนเองว่าเป็นพระเมสสิยาห์ โบสถ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักจากพิธีแต่งงานหมู่ที่จัดให้คู่รักหลายพันคู่ในเวลาเดียวกัน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นลัทธิ อีกทั้งยังเคยถูกกล่าวหาว่าบีบบังคับให้สาวกบริจาคเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ โบสถ์แห่งความสามัคคียังตกเป็นประเด็นใหญ่ในญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุนายชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำญี่ปุ่นถูกลอบสังหาร โดยมือสังหารอ้างว่าโกรธแค้นโบสถ์นี้เพราะทำให้ครอบครัวของเขาล้มละลาย และมองว่านายอาเบะให้การสนับสนุนกลุ่มดังกล่าว.

ที่มา BBC

นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน "ไต้ฝุ่นรากาซา" จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

23 ก.ย. 2568 10:05 น.

นายกฯ เวียดนามสั่งรับมือด่วน “ไต้ฝุ่นรากาซา” จ่อถล่ม รุนแรงสุดนับจากปี 2024

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ออกคำสั่งด่วนให้ทุกหน่วยงานระดมกำลังรับมือกับ ไต้ฝุ่นรากาซา ที่กำลังพัดเข้าประเทศ คาดเป็นพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในเวียดนามนับตั้งแต่ ไต้ฝุ่นยาหงิเมื่อปี 2024

นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มินห์ จิ๋ง ของเวียดนาม ออกคำสั่งด่วนให้ทุกกระทรวง ท้องถิ่น และกองทัพ ระดมกำลังรับมือกับ ไต้ฝุ่นรากาซา ที่กำลังพัดเข้าประเทศ  โดยคำสั่งด่วนซึ่งลงนามโดยรองนายกรัฐมนตรี เจิ่น หง็อก ฮา เมื่อวันจันทร์ ระบุให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับทุ่มเทเต็มกำลัง และเตรียมพร้อมต่อทุกสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เร่งตรวจสอบแผนอพยพ เสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำและอ่างเก็บน้ำ พร้อมเรียกเรือประมงกลับเข้าฝั่ง โดยมีการส่งคำสั่งไปยังกระทรวง คณะรัฐมนตรี สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ และกองทัพ

โดยกองบัญชาการทหารสูงสุดสั่งกองทัพเรือ หน่วยยามฝั่ง และกองทัพอากาศ เตรียมเรือ เครื่องบิน และกำลังพลสำหรับการอพยพ กู้ภัย และบรรเทาสาธารณภัย ขณะที่หน่วยชายแดนเข้มงวดการควบคุมพื้นที่ชายฝั่ง ตรวจนับเรือ และแจ้งเตือนเส้นทางพายุให้ชาวประมง

ส่วนกระทรวงต่างๆให้เตรียมพร้อมรับมือดังนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมต้องเร่งเสริมเขื่อนทะเล ระบบชลประทาน และจัดการความปลอดภัยของเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

กระทรวงก่อสร้างถูกสั่งให้ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของอาคาร โรงเรียน โรงพยาบาล รวมทั้งระบบระบายน้ำ ถนน และสะพาน

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้รับคำสั่งปกป้องแท่นขุดเจาะน้ำมัน โรงไฟฟ้า และเหมือง รวมถึงควบคุมเสถียรภาพของอาหารและเชื้อเพลิง ห้ามกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมต้องทำให้ระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ตไม่สะดุด

กระทรวงการศึกษาและสาธารณสุขได้รับคำสั่งดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ป่วย อาจต้องสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราว และเตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ต้องดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ

โดยพายุรากาซาเป็นพายุลูกที่ 9 ของปีในภูมิภาคนี้ ซึ่งศูนย์อุตุนิยมวิทยาเวียดนามเตือนว่า พายุจะคงกำลังสูงสุดไปจนถึงวันอังคาร คลื่นทะเลสูงเกิน 10 เมตร และทะเลมีสภาพอันตรายอย่างยิ่ง ส่วนในวันที่ 24 ก.ย. พายุจะเคลื่อนไปใกล้คาบสมุทรเหลยโจวของจีน ก่อนมุ่งหน้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และอาจขึ้นฝั่งเวียดนามระหว่างจังหวัด กว๋างนิงห์ ถึง ห่าติงห์ ในวันที่ 25 ก.ย. ด้วยความเร็วลมยังสูงถึง 120–170 กม./ชม. และด้วยรัศมีพายุที่กว้าง ทำให้หลายพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากลมกระโชกแรงและพายุฝน แม้อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร จึงขอเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือ-ตอนกลางของเวียดนามให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำทางการ และพร้อมอพยพทันทีเมื่อมีคำสั่ง.

ที่มา : Vietnamnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นรากาซา

จีนเปิดตัว “หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก” เข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ นับเป็นตัวแรกของจีน

จีนเปิดตัว "หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก" เข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ นับเป็นตัวแรกของจีน

23 ก.ย. 2568 09:59 น.

จีนเปิดตัว “หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก” เข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ นับเป็นตัวแรกของจีน

จีนเปิดตัว “หุ่นยนต์พี่นักศึกษาป.เอก” ตัวแรกของจีน เป็นหนุ่มหน้าตาดี หุ่นดี เข้าเรียนสาขาออกแบบการแสดงดิจิทัล ที่สถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเป็นการฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีตัวตน   

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัว ของจีนรายงานว่า มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซี่ยงไฮ้ เปิดตัว “เสวียป้า 01” หุ่นยนต์หนุ่มนักศึกษาปริญญาเอก ที่มาพร้อมส่วนสูง 1.75 เมตร น้ำหนัก 32 กิโลกรัม กลายเป็นหุ่นยนต์นักศึกษาป.เอกตัวแรกที่จะเข้าเรียนในสถาบันศิลปะการละครเซี่ยงไฮ้ โดยจะเรียนในสาขาการออกแบบการแสดงดิจิทัลตลอดช่วง 4 ปีข้างหน้า  

โครงการนี้มุ่งพัฒนาวิธีฝึกฝนระบบปัญญาประดิษฐ์แบบมีตัวตนรุ่นใหม่ซึ่งเน้นการโต้ตอบหลายรูปแบบ การแสดงออกทางศิลปะ และการรับรู้ที่ดีขึ้น โดยเสวียป้า 01 จะเรียนรู้การเคลื่อนไหว ท่วงท่า และเทคนิคการแสดงขั้นพื้นฐานของงิ้วจีนแบบดั้งเดิม ซึ่งทีมจากมหาวิทยาลัยฯ จะรับผิดชอบด้านการฝึกอบรมทางเทคนิคและความรู้พื้นฐาน ส่วนทีมจากสถาบันฯ จะเน้นด้านการแสดงทางศิลปะ

หุ่นยนต์ตัวนี้มีโครงสร้างไบโอนิกน้ำหนักเบา ใช้เทคโนโลยีใบหน้าคล้ายมนุษย์ สามารถทำการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน แสดงสีหน้าเสมือนจริงกว่า 100 แบบ ตลอดจนโต้ตอบและปรับการแสดงตามฟีดแบ็กของผู้ชมได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งสามารถปรับความสูงและรูปลักษณ์ได้อย่างยืดหยุ่น และทำการแสดงต่อเนื่องได้มากกว่า 6 ชั่วโมง

ตอนนี้เสวียป้า 01 สามารถขับร้องเนื้อเพลงจากงิ้วเหอหนาน งิ้วเซี่ยงไฮ้ และงิ้วปักกิ่งได้แล้ว แต่การเคลื่อนไหวยังขาดความลื่นไหลและสุนทรียภาพ ผู้เชี่ยวชาญจึงให้เรียนรู้จากนักแสดงมืออาชีพ โดยทีมงานใช้เทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว (motion capture) เพื่อบันทึกท่าทาง สีหน้า และการเคลื่อนไหวของนักแสดงมนุษย์สำหรับนำไปสร้างชุดข้อมูลฝึกสอน ส่วนในอนาคต หุ่นยนต์อาจเรียนรู้โดยตรงจากวิดีโอ ซึ่งจะมีข้อมูลที่หลากหลายและช่วยให้การแสดงมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

นายหยาง ชิงชิง ศาสตราจารย์จากสถาบันฯ เผยว่าเราอาจอธิบายพื้นหลัง แรงจูงใจ และอารมณ์ของตัวละคร จากนั้นเสวียป้า 01 จะใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาษาตีความและเสนอการแสดงที่เหมาะสม โครงการนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับการศึกษาศิลปะในจีน โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ศิลปินยุคใหม่ควรมีทั้งทักษะเทคโนโลยี องค์ความรู้ข้ามสาขา ควบคู่กับศิลปะและศาสตร์มนุษยธรรม

นอกจากนี้ หยางย้ำถึงบทบาทของโครงการในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะการละครด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อปกป้องและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมของจีน เช่น งิ้วจีน

ที่มา Xinhua

อียิปต์สุดเศร้า กำไลทองคำฟาโรห์อายุกว่า 3,000 ปี ที่ถูกขโมยไป ถูกหลอมเอาไปขายแล้ว

อียิปต์สุดเศร้า กำไลทองคำฟาโรห์อายุกว่า 3,000 ปี ที่ถูกขโมยไป ถูกหลอมเอาไปขายแล้ว

23 ก.ย. 2568 09:32 น.

อียิปต์สุดเศร้า กำไลทองคำฟาโรห์อายุกว่า 3,000 ปี ที่ถูกขโมยไป ถูกหลอมเอาไปขายแล้ว

กระทรวงกิจการภายในของอียิปต์เผยว่ากำไลข้อมือทองคำล้ำค่า อายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปีของฟาโรห์อียิปต์โบราณ ซึ่งหายไปจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโรเมื่อไม่นานนี้ ถูกนำไปหลอมและขายไปแล้ว 

ทางการอียิปต์เปิดเผยความคืบหน้า การตามหากำไลทองคำโบราณของฟาโรห์ที่หายไปจากตู้นิรภัยของพิพิธภัณฑ์ โดยล่าสุดพบว่ากำไลทองคำโบราณล้ำค่าดังกล่าวถูกนำไปหลอม และขายต่อไปแล้ว โดยผู้ที่ก่อเหตุขโมยไปเป็นหญิงที่เชี่ยวชาญด้านการบูรณะและนำโบราณวัตถุชิ้นนี้ไปขายให้กับช่างเครื่องเงินที่ตัวเองรู้จัก จากนั้นช่างเครื่องเงินได้ขายต่อให้กับช่างทองในราคา 3,735 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.18 แสนบาท ซึ่งช่างทองก็นำไปขายต่อให้กับโรงหลอมทองคำอีกทอดหนึ่งในราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.27 แสนบาท และสุดท้ายโรงหลอมทองได้หลอมกำไลเส้นนี้พร้อมกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ก่อนจะนำไปขึ้นรูปใหม่

กระทรวงกิจการภายในของอียิปต์ระบุว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คนให้การรับสารภาพ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ส่วนเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ถูกยึดไว้

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์รายงานว่ากำไลที่ประดับด้วยหินลาพิส ลาซูลี ดังกล่าวหายไปจากตู้นิรภัยในห้องปฏิบัติการอนุรักษ์บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ฯ โดยกำไลนี้เคยเป็นของฟาโรห์อเมเนโมเป (Amenemope) แห่งราชวงศ์ที่ 21 ของอียิปต์โบราณ ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี 993-984 ก่อนคริสต์ศักราช

ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโบราณวัตถุในห้องปฏิบัติการและเผยแพร่ภาพถ่ายกำไลที่หายไปตามสนามบิน ท่าเรือ และจุดผ่านแดนทางบกของอียิปต์ เพื่อหวังจะสกัดการลักลอบนำออกนอกประเทศ จนกระทั่งสืบพบว่ากำไลถูกหลอมไปแล้ว โดยพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง จัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 1.7 แสนชิ้น และเก็บรักษาโบราณวัตถุเกี่ยวกับฟาโรห์เอาไว้มากที่สุดในโลก.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อียิปต์

ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก

ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ "ไทลินอล" มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก

23 ก.ย. 2568 09:20 น.

ทรัมป์แถลงเตือน หญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” มีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดกระแสถกเถียงครั้งใหม่  เมื่อออกมาแถลงเตือนหญิงตั้งครรภ์เลี่ยงกินยาลดไข้ “ไทลินอล” เนื่องจากมีความเสี่ยงลูกเป็นออทิสติก ขณะที่แพทย์สวนกลับว่าปลอดภัย และเป็นการแถลงที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชี้ชัด

วันที่ 22 กันยายน 2568 ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงที่ทำเนียบขาว พร้อมนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ประกาศเตือนหญิงตั้งครรภ์ให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด “ไทลินอล” (Tylenol) หรืออะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) โดยกล่าวอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงโรคออทิสติกในเด็ก

ทรัมป์ระบุว่าการใช้ไทลินอลในหญิงตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่ดี ควรใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่นมีไข้สูงเท่านั้น  พร้อมเผยว่าทางองค์การอาหารและยา (FDA) จะออกประกาศเตือนแพทย์ทั่วประเทศ และอาจแก้ไขฉลากยาเพื่อเพิ่มคำเตือน รวมถึงจัดทำแคมเปญสาธารณสุขสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม สมาคมสูติ-นรีแพทย์อเมริกัน (ACOG) รีบออกแถลงโต้ทันทีว่า คำเตือนของทรัมป์เป็นการไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยรวม พร้อมย้ำว่ายังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าอะเซตามิโนเฟนเป็นสาเหตุโดยตรงของออทิสติก ขณะที่บริษัทเคนวิว (Kenvue) ผู้ผลิตไทลินอล ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่ายาไทลินอลยังถือว่าปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์

การออกมาแถลงของทรัมป์ครั้งนี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งวงการแพทย์และอุตสาหกรรมยา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพแม่และเด็ก เพราะไทลินอลถือเป็นยาแก้ปวดเพียงไม่กี่ชนิดที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีบางงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้กับความผิดปกติทางพัฒนาการในเด็ก แต่ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอนและไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง อีกทั้งงานศึกษาขนาดใหญ่จากสวีเดนที่ติดตามเด็กกว่า 2.4 ล้านคนก็ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับโรคออทิสติกหรือภาวะสมาธิสั้น.

ที่มา CNN

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

23 ก.ย. 2568 05:05 น.

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เนื่องจากมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตระหว่างทำสงครามยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่าพวกเขาตั้งข้อหานายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปีแล้ว ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ICC กล่าวหานายดูเตร์เตว่า มีส่วนรับผิดชอบทางอาญาต่อการฆาตกรรมหลายสิบคดีที่เกิดขึ้นในระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ซึ่งมีผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย ผู้เสพ และบุคคลอื่น ๆ อีกหลายพันคนถูกสังหารโดยไม่มีการพิจารณาคดี

ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาของ ICC ซึ่งมีการปกปิดข้อมูลหลายจุด ลงวันที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่เพิ่งได้รับการเปิดเผยในวันจันทร์ที่ผ่านมา

นายมาเม มันดิเย นีย็อง รองอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ กล่าวว่า ดูเตร์เตเป็น “ผู้ร่วมกระทำความผิดทางอ้อม” ในเหตุการณ์สังหารเหล่านี้ ซึ่งทางศาลกล่าวหาว่ามีการดำเนินการโดยบุคคลอื่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาแรกที่ ICC ยื่นฟ้องนายดูเตร์เต เกี่ยวข้องกับการมีส่วนพัวพันในการสังหารผู้คน 19 รายที่เมืองดาเวา ระหว่างปี 2556-2559 ขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี

ข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับการสังหาร “เป้าหมายสำคัญ” จำนวน 14 รายทั่วประเทศ ขณะที่ข้อหาที่สามเกี่ยวข้องกับการสังหารและการพยายามฆ่าผู้คน 45 รายในปฏิบัติการกวาดล้างหมู่บ้าน ระหว่างการทำสงครามกับยาเสพติดตอนเขาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2559-2565

อัยการระบุว่า นายดูเตร์เตกับผู้ร่วมกระทำความผิดของเขา มีแผนหรือข้อตกลงร่วมกันที่จะ “กำจัด” บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรในฟิลิปปินส์ (รวมถึงผู้ที่ถูกมองหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการใช้, ขาย หรือผลิตยาเสพติด) โดยใช้ความรุนแรงรวมถึงการฆาตกรรม

ทั้งนี้ นายดูเตร์เตไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการเสียชีวิตของประชาชนระหว่างการทำสงครามยาเสพติด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ศพ ขณะที่นักเคลื่อนไหวเชื่อว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่แท้จริงอาจมากกว่าหลักหมื่นราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

23 ก.ย. 2568 03:57 น.

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติเตือนอิสราเอลว่า อย่าตอบโต้ด้วยการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศในวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่า ประเทศของเขารับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ตามรอยสหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย และโปรตุเกสที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพื่อกดดันอิสราเอลให้หยุดทำสงครามในฉนวนกาซา

นายมาครงประกาศเรื่องดังกล่าวที่เวทีประชุมสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยเขาบอกกับเหล่าผู้นำในที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่จะยุติสงครามในฉนวนกาซาและปล่อยตัวประกันที่เหลืออีก 48 คนซึ่งกลุ่มฮามาสจับตัวเอาไว้ โลกกำลังจะหมดโอกาสที่จะสร้างสันติภาพในอีกไม่กี่อึดใจ และ “เราไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว”

ผู้นำฝรั่งเศสประณามการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และกลายเป็นชนวนให้อิสราเอลประกาศสงครามในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เขาอยากเห็นสันติภาพในภูมิภาคเกิดขึ้นจากการมีสองรัฐอยู่ร่วมกัน “ไม่มีอะไรสามารถสร้างความชอบธรรมให้สงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ได้”

“ทุกสิ่งทุกอย่างผลักดันให้เราต้องยุติสงครามนี้อย่างเด็ดขาด” นายมาครงกล่าว และเสริมว่า การให้สิทธิแก่ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นการพรากสิทธิของชาวอิสราเอลไป

นายมาครงยังกล่าวถึงประเทศอื่น ๆ ที่รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์แล้ว ได้แก่ อันดอร์รา, ออสเตรเลีย, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และซานมารีโน โดยประเทศเหล่านี้ “ได้ตอบรับคำเรียกร้องของเรา” ในเดือนกรกฎาคม และตัดสินใจอย่างรับผิดชอบและจำเป็นเพื่อเลือกหนทางแห่งสันติภาพ

เขากล่าวเสริมว่า สเปน, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์ และสวีเดน “ก็กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน”

ผู้นำฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลในฉนวนกาซา โดยให้องค์การบริหารปาเลสไตน์ ซึ่งดูแลเขตเวสต์แบงก์มีส่วนร่วมด้วย และมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการยุบกลุ่มฮามาส

นายมาครงกล่าวอีกว่า ฝรั่งเศสพร้อมที่จะมีส่วนร่วมใน “ภารกิจสร้างเสถียรภาพ” ในฉนวนกาซา และฝรั่งเศสจะเปิดสถานทูตในรัฐปาเลสไตน์ก็ต่อเมื่อตัวประกันทั้งหมดที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเอาไว้ได้รับการปล่อยตัว และมีการตกลงหยุดยิงแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ การรับรองปาเลสไตน์ของชาติตะวันตกเรียกเสียงประณามอย่างหนักจากฝ่ายอิสราเอล โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า การทำเช่นนี้คือการ “ให้รางวัลก้อนใหญ่” แก่กลุ่มฮามาส พร้อมประกาศกร้าวว่า “การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันเกิดขึ้น”

นายกฯ อิสราเอลบอกอีกว่า เขาจะตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ความพยายามล่าสุดที่จะก่อตั้งรัฐก่อการร้าย” ในอิสราเอล หลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันจันทร์นี้

ขณะที่นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเตือนอิสราเอลไม่ให้ตอบโต้ด้วยการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ โดยชี้ว่า “การขยายถิ่นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง” ในภูมิภาคนี้จะต้องยุติลง พร้อมเสริมว่า การมีสถานะเป็นรัฐสำหรับชาวปาเลสไตน์ “เป็นสิทธิ ไม่ใช่รางวัล”

ส่วนนาย มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ วิดีโอคอลล์มาร่วมการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก โดยเขาเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสวางอาวุธ และว่าเขากำลังมองไปยังอนาคตของหน้าของฉนวนกาซาที่ไม่มีกลุ่มฮามาสเกี่ยวข้องด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc