ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

24 ก.ย. 2568 05:25 น.

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

ชายชาวอเมริกันผู้พยายามซุ่มยิงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกำลังตีกอล์ฟในรัฐฟลอริดาเมื่อปีก่อน ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาพยายามฆ่า และอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามีสิทธิ์รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 ว่า นายไรอัน เราท์ อายุ 59 ปี ถูกคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีก่อน โดยที่ในขณะนั้น นายทรัมป์ยังเป็นเพียงผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น

นายเราท์ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้และเล็งปืนไรเฟิลผ่านรั้วไปยังนายทรัมป์ ที่กำลังตีกอล์ฟที่สนาม “ทรัมป์ อินเทอร์เนชันแนล กอล์ฟ คลับ” ในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2567 แต่เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลับพบตัวก่อน จึงหลบหนีไปโดยที่ยังไม่ได้ลงมือ ก่อนที่ตำรวจจะสกัดจับเขาได้ในวันเดียวกัน

นอกจากข้อหาพยายามฆ่าแล้ว นายเราท์ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในอีก 4 ข้อหารวมถึงการขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางและความผิดเกี่ยวกับอาวุธ โดยนายเราท์มีโอกาสรับโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต

“แผนการนี้ถูกวางอย่างประณีตและจริงจังอย่างยิ่ง” อัยการจอห์น ชิปลีย์ กล่าวในช่วงเริ่มต้นการพิจารณาคดี พร้อมเสริมว่าหากไม่มีการเข้าแทรกแซงของเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ “นายโดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่มีชีวิตอยู่”

การตัดสินคดีของนายเราท์เกิดขึ้นหลังมีการพิจารณาคดีที่ฟอร์ตเพียร์ซ รัฐฟลอริดา นาน 12 วัน และเกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังเหตุลอบสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดัง ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตัวนายทรัมป์ก็ตกเป็นเป้าหมายลอบสังหารถึง 2 ครั้งในปี 2567 รวมถึงตอนที่เขาถูกยิงเฉี่ยวหู ระหว่างหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อ 13 ก.ค. 2567

“คำตัดสินว่านายไรอัน เราท์ ซึ่งเป็นผู้ที่พยายามลอบสังหารทรัมป์ มีความผิดในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงยุติธรรมในการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมือง” บอนดีกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่าน X

“ความพยายามลอบสังหารครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีประธานาธิบดีของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูถูกประเทศชาติของเราอย่างแท้จริง”

ฝ่ายนายเราท์ปฏิเสธข้อกล่าวหาตลอดการพิจารณาคดี โดยเขาตัดสินใจไล่ทนายความของตัวเองออกและแก้ต่างให้ตัวเองในชั้นศาล โดยเขาพยายามอ้างเรื่องนิสัยอ่อนโยนและไม่ใช้ความรุนแรงของตัวเองเป็นข้อโต้แย้ง คำแถลงเปิดคดีที่วกไปวนมาของเขาสุดท้ายก็ถูกผู้พิพากษาตัดบท และเขาก็ไม่ได้โต้แย้งมากนักในตอนที่พยายามทยอยกันขึ้นมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานในคดี

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า นายเราท์ดูเหมือนจะพยายามใช้ปากกาแทงตัวเองหลังคณะลูกขุนตัดสินให้เขามีความผิดจริง แต่เจ้าหน้าที่ช่วยกันเข้าสกัดเอาไว้ได้

ทั้งนี้ นายเราท์ มีชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในฐานะผู้รับเหมามุงหลังคา และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในไต้หวันและยูเครน ซึ่งเขาเดินทางไปถึงสองครั้งหลังจากที่รัสเซียบุกรุก

ซารา ลูกสาวของนายเราท์บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า นายเราท์ไปอยู่ที่ยูเครนเป็นเวลา 10 เดือน โดยนอนในเต็นท์ที่กรุงเคียฟ และช่วยรับสมัครอาสาสมัครและจัดหาเสบียง ซึ่งเธอมองว่านี่เป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่เขามองว่า อ่อนแอหรือไม่มีที่พึ่ง

“พวกเขากำลังจะทำสงคราม พวกเขาไม่มีอะไรจะสู้เลย” ซารา เราท์กล่าว “เขารู้สึกว่าเขาสามารถสร้างความแตกต่างได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

24 ก.ย. 2568 03:05 น.

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกจุดยืนอีกรอบหลังคุยกับเซเลนสกี โดยโพสต์ข้อความแสดงความเชื่อว่า ยูเครนอาจสามารถชิงดินแดนทั้งหมดคืนมาได้ และว่าสงครามนี้ทำให้รัสเซียดูเป็น “เสือกระดาษ”

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ยูเครนอยู่ในสถานะที่ต่อสู้และชิงพื้นที่ทั้งหมดกลับคืนจากรัสเซียได้ สวนทางจากจุดยืนของนายทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้สงครามยุติลงแม้ยูเครนจะต้องสละดินแดน

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “หลังจากได้ทราบและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซีย และหลังจากที่ได้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซีย ผมคิดว่ายูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป อยู่ในสถานะที่สามารถต่อสู้และชิงดินแดนดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมด ด้วยเวลา, ความอดทน และการสนับสนุนทางการเงินจากยุโรป โดยเฉพาะนาโต การได้พรมแดนเดิมในตอนที่สงครามนี้เริ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า? รัสเซียต่อสู้อย่างไร้จุดหมายมา 3 ปีครึ่ง ในสงครามที่หากเป็นมหาอำนาจทางทหารตัวจริงคงใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ในการเอาชนะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีกับรัสเซียเลย ที่จริง มันกำลังทำให้พวกเขาดูเหมือน ‘เสือกระดาษ’ มากกว่า”

“เมื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในมอสโก และตามเมืองน้อยใหญ่และเขตต่างๆ ทั่วรัสเซียพบว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในสงครามนี้ พบข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาซื้อน้ำมันเบนซินได้เนื่องจากมีแถวยาวเหยียดรออยู่ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสงครามของพวกเขา ที่เงินเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำสงครามกับยูเครนซึ่งมีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนอาจสามารถพาดินแดนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมได้ ใครจะรู้? บางทีอาจไปไกลกว่าเดิมก็ได้!”

“ปูตินและรัสเซียกำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรให้ทั้งสองประเทศโชคดี เราจะยังคงจัดหาอาวุธให้กับนาโต เพื่อให้นาโตนำไปใช้ตามที่พวกเขาต้องการ ขอให้ทุกคนโชคดี!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : @realDonaldTrump

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

24 ก.ย. 2568 01:46 น.

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ทะเลสาบในไต้หวันล้นตลิ่งเข้าท่วมเมือง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่มีผู้ติดค้างและสูญหายอีกนับร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาภาคใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะไต้หวัน ทำให้น้ำในทะเลสาบบนภูเขาเอ่อล้นทะลักตลิ่งไหลเข้าท่วมเมืองใกล้เคียง ล่าสุดมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ประชาชนอีกนับร้อยติดค้างหรือสูญหาย

ไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 มีความเร็วลมสูงสุดถึง 285 กม./ชม. ทำให้มันกลายเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปี 2568 จนถึงตอนนี้ และทำให้หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องประกาศเตือนภัยน้ำท่วม, คลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง และดินถล่ม

ชายขอบด้านของพายุ รากาซา พัดกระหน่ำเกาะไต้หวันตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว และทำให้คันดินกั้นทะเลสาบซึ่งเกิดจากดินถล่มก่อนหน้านี้ แตกออกในช่วงบ่ายวันอังคาร (23 ก.ย. 2568) ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่เมืองกวงฟู ในเขตฮวาเหลียน ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบ

น้ำจากทะเลสาบพัดทำลายสะพาน, ถอนรากถอนโคนต้นไม้ และท่วมรถยนต์หลายคัน โดยนาย หลี่ หลงเซิ่ง รองหัวหน้าสำนักงานดับเพลิงของเขตฮวาเหลียนเผยว่า บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ขณะที่ในย่านใจกลางเมืองน้ำท่วมถึงชั้น 1 ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ

นายหลี่บอกอีกว่า มีประชาชนประมาณ 263 คนยังติดค้าง และต้องอพยพขึ้นที่สูงในตอนที่แม่น้ำเพิ่มระดับอย่างกะทันหัน โดยพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายในทันที แต่กำลังกังวลมากเกี่ยวกับระดับน้ำที่สูง

ในพื้นที่อื่น ๆ ของไต้หวัน มีรายงานพบผู้บาดเจ็บ 6 คน, บริการเรือข้ามฟากถูกระงับ และเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 100 เที่ยวถูกยกเลิกเนื่องจากไต้ฝุ่นรากาซาพัดผ่าน

ทั้งนี้ พยากรณ์อากาศคาดว่า ไต้ฝุ่น รากาซา จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนในวันพุธนี้ (24 ก.ย.) โดยทางการมณฑลกวางตุ้งสั่งอพยพประชาชนแล้วกว่า 370,000 คน ขณะที่โรงเรียนกับธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่เมืองฮ่องกงยกระดับการเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นเป็นระดับ 8 ซึ่งห่างจากระดับสูงสุด 2 ระดับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

23 ก.ย. 2568 23:51 น.

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสหประชาชาติครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยเขากล่าวโจมตีนโยบายผู้อพยพของประเทศต่างๆ และปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งองค์การสหประชาชาติ, นโยบายผู้อพยพ และสภาพอากาศ ขณะที่ยกย่องผลงานของตัวเองตอนเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

นายทรัมป์เริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาด้วยการ พูดติดตลกเรื่องเครื่องบอกบท (teleprompter) ที่เสีย โดยกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กำลังควบคุมเครื่องนี้อยู่คงเดือดร้อนแน่” ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวสุนทรพจน์ยาวถึง 56 นาที นานกว่าเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาทีมาก

นายทรัมป์อธิบายว่าอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ “เป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก” และกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ซึ่งความสำเร็จที่ทรัมป์ยกมากล่าวถึงได้แก่ การลงทุนในสหรัฐฯ, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ต่ำ, และ “ข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์” หลายฉบับที่มีการลงนามหลังจากเขาใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลก

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ สลับไปพูดเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับเวทีโลก โดยเขาพูดถึงสงคราม 7 แห่งที่เขาอ้างว่า ยุติลงระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา ขณะที่ UN ไม่แม้แต่จะช่วยหาทางออก ในขณะที่ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ทั่วโลก นายทรัมป์คิดว่า สงครามยูเครนจะเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

นายทรัมป์ย้ำด้วยว่า ผู้ที่กำลังเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในกาซา “ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” และตัวประกันจะต้องได้รับการปล่อยตัว ขณะที่กล่าวโจมตีการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ที่ชาติยุโรปหลายแห่งประกาศก่อนหน้านี้ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ความโหดร้ายที่ลงมือกระทำโดยกลุ่มฮามาส

ต่อมานายทรัมป์หันไปโจมตีใน 2 ประเด็น ได้แก่เรื่อง ผู้อพยพ และเรื่องพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพกำลัง “จางหายไปอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในสองประเด็นนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา UN ว่ากำลังให้ทุนสนับสนุนวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติ “การทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลว” ได้แล้ว และพูดเจาะจงถึงยุโรปว่า ทวีปนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากเรื่องผู้อพยพ ก่อนจะกล่าวโจมตีความล้มเหลวของยุโรปในการตัดขาดพลังงานของรัสเซียว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย

ส่วนเรื่องพลังงานหมุนเวียน นายทรัมป์กล่าวโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหลอกลวงเรื่องพลังงานสะอาด” โดยอ้างว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีราคาแพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนั้นเขายังปฏิเสธเรื่องภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และอ้างว่า การคาดการณ์ของสหประชาชาติเรื่องสภาพอากาศนั้น “ผิดพลาด”

นายทรัมป์จบสุนทรพจน์ความยาวร่วม 56 นาทีของเขาด้วยการสรุปว่า “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่ง และแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

23 ก.ย. 2568 21:02 น.

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

พลโทมาลี โฆษกกลาโหมกัมพูชายืนยัน ทหารไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย เพียงแต่ทำ “ปืนลั่น” 2 นัด ในเวลาห่างกันราว 1 ชั่วโมง ย้ำติดต่อชี้แจงกับฝ่ายไทยแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงปืนเข้าดินแดนฝั่งไทยอย่างที่กองทัพไทยรายงาน และต้องการชี้แจงให้สังคมและนานาชาติทราบว่า

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของไทยและสื่อไทยบางสำนัก รายงานว่า “กัมพูชายิงปืนขนาดเล็ก 3-5 นัดเข้าฝั่งไทยเพื่อยุยงปลุกปั่นในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ”

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอเน้นย้ำว่า ทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธปืนเข้าสู่ดินแดนไทยตามคำกล่าวอ้างข้างต้น ตามข้อมูลที่ได้รับมาจากกองทัพภาคที่ 4 ของเรา ยืนยันว่าหน่วยที่ประจำการบริเวณนั้นทำปืนลั่น 2 นัดโดยไม่ตั้งใจ ในเวลา 13.20 น. กับ 14.16 น. ซึ่งทีมสื่อสารจากทั้งสองประเทศได้สอบถามและให้ข้อมูลกันและกันเพื่อคลี่คลายเรื่องนี้แล้ว

ในโอกาสนี้ กัมพูชาขอยืนยันว่าจะยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

กองทัพกัมพูชาขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่และไม่เปลี่ยนแปลงต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและไทย ซึ่งบรรลุข้อตกลงกันที่เมืองปุตราจายาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / freshnewsasia

ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

23 ก.ย. 2568 19:52 น.

ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ฮุน เซน โพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันไม่เคยขอให้ฝ่ายไทยเปิดด่าน ย้ำไทยเป็นฝ่ายปิดก่อนก็ต้องเปิดเอง กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง และต่อให้ไทยปิดด่านไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันไม่เคยขอให้ฝ่ายไทยเปิดด่าน ย้ำไทยเป็นฝ่ายปิดก่อนก็ต้องเปิดเอง กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง และต่อให้ไทยปิดด่านไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย แต่มันยิ่งทำให้ชาวกัมพูชาหันมาใช้สินค้าผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

“ในความเป็นจริง ผมไม่อยากมีถ้อยแถลงใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชา-ไทย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับการแก้ไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเกิดขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตในหมู่เจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และเพื่อรับประกันว่าทรัพย์สินของรัฐและเอกชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน จะไม่ถูกทำลายในกรณีที่สงครามปะทุขึ้นรอบใหม่”

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือเรื่องการเปิดด่านข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา มีการหารือกันมากมายในสังคม ส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชา ในขณะที่บุคคลทางการเมือง, ผู้นำกองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด”

“แต่ดูที่ฝั่งไทย เราได้ยินเสียงมากมายจากคนทุกระดับในสังคม ตั้งแต่บนสุดยันล่างสุด พูดออกมาซ้ำๆ ว่าให้ปิดด่านต่อไป นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราเพียงแจ้งไปยังฝั่งไทยว่า ในเมื่อไทยเป็นฝ่ายปิดด่าน พวกเขาก็ควรเป็นฝ่ายที่เปิดมัน ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับกัมพูชา และเมื่อไทยเปิดด่านฝั่งพวกเขาแล้ว กัมพูชาจะเปิดด่านฝั่งตัวเองภายใน 5 ชั่วโมงต่อมา”

“นี่คือจุดยืนที่กัมพูชายึดมั่นและมันจะไม่เปลี่ยนแปลง กัมพูชาจะไม่ลดตัวไปขอร้องให้ไทยเปิดด่านอีกครั้ง ต่อให้ไทยตัดสินใจที่จะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย”

“ผมควรแสดงความขอบคุณประเทศไทยด้วยซ้ำ การปิดด่านแต่เพียงฝ่ายเดียวของพวกเขาได้สกัดกั้นการนำเข้าสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าภายในประเทศของกัมพูชามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ชาวกัมพูชาผู้รักชาติร่วมใจกันสนับสนุนและบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว”

“ตลอด 3 เดือนที่ไม่มีสินค้านำเข้าจากไทย ตลาดของกัมพูชาก็ยังคงมีเสถียรภาพ มีสินค้าเพียงพอและอัตราเงินเฟ้อต่ำ และในแง่ของเศรษฐศาสตร์มหภาค การบริหารจัดการเศรษฐกิจก็ถือว่ามีประสิทธิภาพ”

“สำหรับเรื่องคำขอของญี่ปุ่น ซึ่งมีการลงทุนทั้งในไทยและกัมพูชา ที่ต้องการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ญี่ปุ่นควรติดต่อกับฝ่ายไทย เพราะกัมพูชาได้ให้การอนุมัติเรียบร้อยแล้ว”

“ผมขอเรียกร้องอย่างสุภาพให้เพื่อนร่วมชาติของผมอดทน และปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยสันติวิธีต่อไป เราไม่สามารถยุติสงครามด้วยสงครามได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / hunsencambodia

ผู้นำโลกแห่สนับสนุน “รัฐปาเลสไตน์” ในเวทียูเอ็น สวนทางสหรัฐฯ-อิสราเอล

ผู้นำโลกแห่สนับสนุน "รัฐปาเลสไตน์" ในเวทียูเอ็น สวนทางสหรัฐฯ-อิสราเอล

23 ก.ย. 2568 13:21 น.

ผู้นำโลกแห่สนับสนุน “รัฐปาเลสไตน์” ในเวทียูเอ็น สวนทางสหรัฐฯ-อิสราเอล

ท่ามกลางสงครามในฉนวนกาซาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี ผู้นำโลกได้รวมตัวกันที่สหประชาชาติเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการทูตครั้งสำคัญ ที่สวนทางกับท่าทีแข็งกร้าวของอิสราเอลและสหรัฐฯ พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ฝรั่งเศสจะให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่อาจช่วยฟื้นขวัญและกำลังใจให้กับชาวปาเลสไตน์ได้ แม้ว่าจะไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ภาคพื้นดินมากนัก

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมที่ประธานาธิบดีมาครงเป็นเจ้าภาพร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม รวมถึงประธานาธิบดี เตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี, นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา และเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูแตร์เรส โดยหลายประเทศในยุโรป เช่น ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, เบลเยียม และโมนาโก ก็ได้เข้าร่วมสนับสนุนปาเลสไตน์เช่นกัน

ประธานาธิบดีมาครงกล่าวในการเปิดการประชุมว่า “เราต้องปูทางไปสู่สันติภาพ เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความเป็นไปได้ของแนวทาง ‘สองรัฐ’ ที่อิสราเอลและปาเลสไตน์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและปลอดภัย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ จะกล่าวปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันอังคาร ขณะที่บรรดาผู้นำโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตต่างๆ  และตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศแบบ “อเมริกาต้องมาก่อน” ยังพร้อมที่จะมีบทบาทเป็นผู้นำในประเด็นระดับโลกหรือไม่

การประกาศจุดยืนครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ อิสราเอล ซึ่งมีรัฐบาลสายขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเด็ดขาด และยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งเป็นกลุ่มที่บุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน

ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วกว่า 65,000 คน และถูกนานาชาติประณามอย่างหนัก โดยเฉพาะการบุกภาคพื้นดินในเมืองกาซาซิตี้ ที่เริ่มขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้โอกาสในการหยุดยิงยังดูริบหรี่

ด้าน นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมได้เนื่องจากถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธการออกวีซ่า ได้กล่าวผ่านระบบวิดีโอลิงก์ว่า “เราขอเรียกร้องให้ผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้การรับรอง (ปาเลสไตน์) ทำตามบ้าง” และ “เราขอการสนับสนุนเพื่อให้ปาเลสไตน์เป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวของสหประชาชาติ”

ถึงแม้ว่าหลายประเทศจะให้การรับรองเพิ่มขึ้น แต่การเป็นสมาชิกเต็มตัวของ UN จะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งสหรัฐฯ มีสิทธิในการวีโต้อยู่ ทำให้การรับรองดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการทูตเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และอิสราเอล ได้บอยคอตการประชุมในครั้งนี้ โดย นายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติกล่าวว่า “ประเด็นเหล่านี้ควรเป็นเรื่องที่อิสราเอลและปาเลสไตน์เจรจากันในอนาคต”

การเดินหน้าสนับสนุนปาเลสไตน์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของหลายประเทศว่า “แนวทางสองรัฐ” กำลังจะหายไปตลอดกาล หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะหลังจากการรุกรานกาซาที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์.

ที่มา Reuters

แก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน ไต่สวนคดีฆาตกรรม-ฉ้อโกงโทรคมนาคม

แก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน ไต่สวนคดีฆาตกรรม-ฉ้อโกงโทรคมนาคม

23 ก.ย. 2568 12:17 น.

แก๊งอาชญากรรมพม่าขึ้นศาลในจีน ไต่สวนคดีฆาตกรรม-ฉ้อโกงโทรคมนาคม

ศาลเมืองเซินเจิ้นของจีน ได้พิจารณาคดีกลุ่มอาชญากรรม 21 ราย ซึ่งปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของพม่า ในข้อหาฉ้อโกง ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย ลักพาตัว ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ได้พิจารณาคดีความหลักของกลุ่มอาชญากร 21 ราย ซึ่งปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา หรือ พม่า ภายใต้ข้อหาต่างๆ ได้แก่ ฉ้อโกง ฆาตกรรมโดยเจตนา ทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ลักพาตัว ข่มขู่กรรโชก เปิดบ่อนการพนัน จัดและบังคับค้าประเวณี กักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบ รวมถึงลักลอบผลิตและค้ายาเสพติด โดยการพิจารณาคดีชั้นต้นมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 ก.ย. ที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการประชาชนเมืองเซินเจิ้นได้ฟ้องร้องกลุ่มอาชญากรที่นำโดยเบย์ ซอ เชน และเบย์ หยิน ชิน ว่าใช้อิทธิพลของตระกูลเบย์ในภูมิภาคโกก้างของพม่าเพื่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการ 41 แห่ง และจัดหากองกำลังติดอาวุธเพื่อคุ้มครองผู้ทำธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2009 รวมถึงสมรู้ร่วมคิดกับผู้ที่ได้รับการคุ้มครองเพื่อก่ออาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคม ฆาตกรรมโดยเจตนา ทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ลักพาตัว ข่มขู่กรรโชก เปิดบ่อนการพนัน จัดการข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย และจัดหรือบังคับค้าประเวณี

ทั้งนี้ อาชญากรรมข้างต้นส่งผลให้พลเมืองจีนเสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บหลายราย โดยเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการฉ้อโกงมีมูลค่าสูงเกิน 2 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.93 หมื่นล้านบาท)

สำนักงานอัยการประชาชนเมืองเซินเจิ้นระบุว่าเบย์ หยิน ชิน ยังร่วมมือกับผู้อื่นลักลอบผลิตและค้ายาเสพติดเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) หรือยาบ้าราว 11 ตัน

การพิจารณาคดีความครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งรวมถึงตัวแทนสภาผู้แทนประชาชน ที่ปรึกษาทางการเมือง ญาติของจำเลย และสาธารณชน โดยคำตัดสินจะถูกประกาศในภายหลัง.

จลาจลเดือดคุกเอกวาดอร์ ดับ 14 ศพ เจ็บระนาว สองแก๊งค้ายาใหญ่คู่ปรับห้ำหั่นกันเอาถึงตาย

จลาจลเดือดคุกเอกวาดอร์ ดับ 14 ศพ เจ็บระนาว สองแก๊งค้ายาใหญ่คู่ปรับห้ำหั่นกันเอาถึงตาย

23 ก.ย. 2568 12:13 น.

จลาจลเดือดคุกเอกวาดอร์ ดับ 14 ศพ เจ็บระนาว สองแก๊งค้ายาใหญ่คู่ปรับห้ำหั่นกันเอาถึงตาย

เกิดเหตุจลาจลปะทะเดือดภายในเรือนจำเอกวาดอร์ ต้นเหตุมาจากสองแก๊งค้ายาคู่ปรับก่อเหตุยิงปืน ขว้างระเบิด วางเพลิง มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ บาดเจ็บ 14 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ถูกยิงเสียชีวิต

วันที่ 22 กันยายน 2568 พล.ต.ตำรวจ วิลเลียม กาเย เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า เกิดเหตุนักโทษก่อจลาจลภายในเรือนจำเมืองมาชาลา ทางตอนใต้ของเอกวาดอร์ และผู้ต้องขังบางส่วนพยายามหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และจับกุมกลับมาได้แล้ว 13 ราย ภายในเวลา 40 นาที แม้ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ถูกยิงและขว้างระเบิดเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ต้องขังที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสมาชิกแก๊ง “ลอส โชนีรอส” และ “ลอส โลบอส” สองขบวนการค้ายารายใหญ่ของเอกวาดอร์ ซึ่งเพิ่งถูกสหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ เมื่อต้นเดือนนี้

คลิปจากตำรวจเผยให้เห็นนาทีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธหนักบุกเข้าไปในคุก ท่ามกลางเสียงระเบิดดังสนั่น โดยมีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนว่าเป็นตำรวจ ขณะที่อีกคนร้องขอชีวิตว่าได้โปรดอย่ายิง

โดยเอกวาดอร์ เป็นผู้ส่งออกโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเผชิญวิกฤติอาชญากรรมรุนแรงในเรือนจำ มีนักโทษกว่า 500 คนถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมตั้งแต่ปี 2564 บางศพถูกเผาและตัดหัว เหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปีเดียวกันที่เมืองกวายากิล มีผู้ตายกว่า 100 ศพ

นายดาเนียล โนโบอา ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ประกาศ ภาวะความขัดแย้งภายในตั้งแต่ต้นปี ได้สั่งให้กองทัพเข้าคุมคุกทั่วประเทศ แต่เมื่อเดือนก่อนเพิ่งโอนเรือนจำ 8 แห่ง รวมถึงมาชาลากลับคืนให้ตำรวจดูแล ขณะที่แก๊งค้ายายังแผ่ขยายอิทธิพลทั้งในและนอกเรือนจำ

ทั้งนี้ แก๊งลอส โชนีรอส มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรอาชญากรรมระดับโลก ทั้ง ซินาโลอา คาร์เทล แห่งเม็กซิโก  กัลฟ์ แคลน ของโคลอมเบีย และมาเฟียจากแถบคาบสมุทรบอลข่าน โดย “ฟิโต” หัวหน้าแก๊งชื่อกระฉ่อน เพิ่งถูกจับกุมกลับมาเมื่อเดือนมิถุนายน หลังแหกคุกหลบหนีนานกว่า 1 ปี และยังคงมีอิทธิพลสั่งการจากในห้องขัง.

ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้องหรือไม่ หลังทรัมป์โยงเด็กในท้องเสี่ยงออทิสติกโดยไร้หลักฐาน

ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้องหรือไม่ หลังทรัมป์โยงเด็กในท้องเสี่ยงออทิสติกโดยไร้หลักฐาน

23 ก.ย. 2568 11:39 น.

ไทลินอลปลอดภัยสำหรับคนท้องหรือไม่ หลังทรัมป์โยงเด็กในท้องเสี่ยงออทิสติกโดยไร้หลักฐาน

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ป่วนกล่าวหายาแก้ปวดไทลินอล (Tylenol) หากกินระหว่างตั้งครรภ์ เด็กเสี่ยงป็นออทิสติก แม้ว่าแพทย์และหน่วยงานด้านสาธารณสุขจะยืนยันว่ายังไม่มีหลักฐานชี้ชัด จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์
  • งานวิจัยในสวีเดน ญี่ปุ่น และยุโรป รวมถึงการทบทวนข้อมูลล่าสุด ยืนยันว่า ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ระหว่าง ไทลินอล (acetaminophen/paracetamol) กับภาวะออทิสติกหรือสมาธิสั้น ขณะที่องค์กรแพทย์สากลยังแนะนำให้ใช้เป็นยาเบื้องต้นสำหรับหญิงตั้งครรภ์
  • ด้านแพทย์ย้ำว่า การปล่อยให้มีไข้หรืออาการปวดโดยไม่รักษาอันตรายกว่า เพราะเสี่ยงต่อการแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือความผิดปกติของทารก พร้อมเตือนว่าคำกล่าวอ้างของทรัมป์อาจสร้างความสับสนและความรู้สึกผิดให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์โดยไม่จำเป็น

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จุดประเด็นร้อนเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา หลังออกมาโยงว่า การใช้ยาแก้ปวด ไทลินอล (Tylenol หรือพาราเซตามอล) ระหว่างตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นออทิสติก อย่างไรก็ตาม แพทย์และองค์กรวิชาชีพด้านสูตินรีเวชยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ที่ชี้ว่าไทลินอลทำให้เกิดออทิสติกหรือโรคพัฒนาการผิดปกติ

งานวิจัยพูดว่าอย่างไร?

งานวิจัยใหญ่ปี 2024 ในสวีเดน ที่ศึกษากว่า 2.5 ล้านเด็ก พบว่า ไม่พบความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ ระหว่างการได้รับพาราเซตามอลในครรภ์กับโรคออทิสติกหรือสมาธิสั้น (ADHD) ขณะที่การทบทวนงานวิจัย 46 ชิ้นปี 2025 พบความเชื่อมโยงบางประการ แต่ทีมวิจัยจาก Icahn School of Medicine at Mount Sinai, Harvard University และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ ยืนยันว่าผลการศึกษาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายาคือสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยแนะนำว่า คนท้องสามารถใช้พาราเซตามอลได้หากจำเป็น แต่ควรใช้ขนาดต่ำที่สุด และช่วงเวลาสั้นที่สุด ขณะที่งานวิจัยขนาดใหญ่ในยุโรปและญี่ปุ่นย้ำว่า ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะพบ อาจมาจาก “ตัวแปรแฝง” เช่น สุขภาพของพ่อแม่ พันธุกรรม หรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

แนวทางการแพทย์ยืนยันชัดใช้ยาได้

ด้าน American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) และ Royal College of Obstetricians and Gynecologists ของสหราชอาณาจักร แนะนำตรงกันว่า พาราเซตามอลคือยาสามัญพื้นฐานสำหรับลดไข้และบรรเทาปวดในหญิงตั้งครรภ์ ขณะที่ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen และ naproxen ควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 เพราะอาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้

เสี่ยงมากกว่าหากไม่รักษาอาการไข้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การปล่อยให้คนท้องมีไข้หรือปวดโดยไม่รักษา เสี่ยงอันตรายกว่ามาก เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติของหัวใจและระบบประสาทในทารก หรืออาจคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ หรือแท้ง นอกจากนี้อาจจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง มีภาวะขาดน้ำ และปัญหาสุขภาพจิตในแม่ได้

โดยดร. สตีเวน ฟลายชมาน ประธาน ACOG ฝากข้อความถึงแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนว่าอย่าโทษตัวเองหากเคยกิน Tylenol ตอนท้อง เพราะการไม่รักษาไข้เสี่ยงต่อแม่และลูกมากกว่า

ทำไมเรื่องนี้กลับมาเป็นข่าวอีก?

ประเด็นการรับประทาน Tylenol เสี่ยงออทิสติก ถูกหยิบยกมาอ้างใน คดีฟ้องร้องกลุ่มในสหรัฐฯ ที่พ่อแม่บางรายฟ้องผู้ค้าปลีกว่าไม่แจ้งเตือนความเสี่ยง แต่ในปี 2023 ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอ และยกฟ้องคดีทั้งหมดในปี 2024 ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แต่ทรัมป์กลับนำเรื่องนี้มาแถลงโดยไม่มีการแสดงถึงหลักฐานทำให้เกิดกระแสความแตกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทลินอล