มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

24 ก.ย. 2568 21:59 น.

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุมือปืนซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรัฐเท็กซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่คนร้ายตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุมือปืนซุ่มยิงอาวุธเข้าใส่อาคารสำนักงานภาคสนามของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ก.ย. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 2 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ตำรวจเมืองดัลลัสเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 6.40 น. วันพุธที่ 24 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามือปืนเปิดฉากยิงจากอาคารใกล้เคียง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ส่วน น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คนร้ายตัดสินใจใช้อาวุธปืนจบชีวิตตัวเอง

“ถึงแม้เรายังไม่ทราบแรงจูงใจของคนร้าย แต่เราก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของ ICE กำลังเผชิญกับความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” น.ส.โนเอมระบุ และเสริมว่า “ความรุนแรงนี้จะต้องหยุดลง โปรดสวดภาวนาให้กับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา”

ทั้งนี้ สำนักงานของ ICE ที่เกิดเหตุในครั้งนี้ เป็นแห่งเดียวกับที่เคยถูกขู่วางระเบิดเมื่อเดือนสิงหาคม โดยในตอนนั้น จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้าไปในสำนักงาน ICE ก่อนจะข่มขู่ว่า ตัวเขาพกระเบิดมาด้วย ก่อนที่ชายคนนี้ซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า แบรตตัน ดีน วิลกันสัน ชาวอเมริกันอายุ 36 ปี จะถูกจับกุมตัวในที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

ไต้ฝุ่น "รากาซา" ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

24 ก.ย. 2568 17:12 น.

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ได้ขึ้นฝั่งเกาะไห่หลิง ใกล้เมืองหยางเจียง ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันนี้ โดยมีความเร็วลมสูงสุดที่พัดขึ้นฝั่งใกล้ศูนย์กลางราว 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่สำนักงานควบคุมและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งแห่งรัฐของจีน เปิดเผยว่ามีประชาชนมากกว่า 1.89 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้งที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงระบุว่า พายุรากาซาได้อ่อนกำลังลงจากระดับซูเปอร์ไต้ฝุ่น เป็นพายุไต้ฝุ่นรุนแรงแล้ว แต่ยังคงมีอันตรายจากลมกระโชกแรงถึงลมพายุที่รุนแรง ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของฮ่องกง โดยพบผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 62 คน

ส่วนที่ไต้หวัน สำนักงานดับเพลิงรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 15 รายในเมืองฮวาเหลียน ทางตะวันออกของไต้หวัน และมีผู้สูญหายอีก 17 ราย หลังจากที่ระดับน้ำในทะเลสาบสันดอนหม่าไท่อัน บนภูเขาล้นแนวกั้นและเข้าท่วมเมืองในช่วงที่พายุไต้ฝุ่นรากาซา พัดผ่าน ส่งมวลน้ำปริมาณมหาศาลเข้าท่วมเมืองกวงฟู่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายทั้งหมดอยู่ในเมืองกวงฟู่ ซึ่งกระแสน้ำได้พัดสะพานข้ามแม่น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งพังทลายลง

ข้อมูลของรัฐบาลไต้หวันระบุว่า ประชาชนประมาณ 5,200 คน หรือประมาณ 60% ของประชากรเมืองกวงฟู่ ได้ขึ้นไปหลบภัยที่ชั้นสูงของบ้านเรือนของตนเอง ขณะที่ส่วนใหญ่ที่เหลือได้ออกไปพักอยู่กับครอบครัว รัฐบาลประเมินว่าทะเลสาบสันดอนกั้นดังกล่าวมีปริมาณน้ำ 15.4 ล้านตัน ซึ่งสามารถเติมสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกได้ประมาณ 36,000 สระ นักธรณีวิทยาบางคนบรรยายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “คลื่นสึนามิจากภูเขา”

ทะเลสาบสันดอนหม่าไท่อัน เกิดขึ้นหลังจากเกิดดินถล่มครั้งใหญ่จากพายุไต้ฝุ่นวิภาในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดได้เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก

แม้ว่าระดับน้ำท่วมในเมืองจะลดลงแล้ว แต่ยังคงมีโคลนหนาและเศษซากจำนวนมากหลงเหลืออยู่ และทีมค้นหายังคงลงพื้นที่ค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ภัยพิบัติครั้งนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางทั่วไต้หวัน โดยหลายคนแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวเมืองฮวาเหลียน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เต็มไปด้วยข้อความสนับสนุน การบริจาค และการเรียกร้องให้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคมากขึ้น.

ที่มา BBC

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

24 ก.ย. 2568 15:32 น.

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

ศาลเกาหลีใต้ได้เปิดการพิจารณาคดีทางอาญาเป็นครั้งแรกจากข้อหาปั่นหุ้นและทุจริต สำหรับ คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งจากความพยายามในการประกาศกฎอัยการศึก 

คิม กอนฮี ถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจากหลายข้อหา ซึ่งรวมถึงการปั่นหุ้นและการทุจริต เธอเดินทางไปศาลกลางกรุงโซลด้วยตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประกบ

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสวมชุดสูทสีเข้มและรวบผมไว้ด้านหลัง โดยติดหมายเลขนักโทษ 4398 ไว้ที่หน้าอก การพิจารณาคดีเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่ศาลยืนยันตัวตนและอาชีพ ซึ่งเธอตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่มีงานทำ” นอกจากนี้ เธอยังแจ้งวันเดือนปีเกิดและปฏิเสธที่จะขอให้มีคณะลูกขุนเข้าร่วมในการพิจารณาคดี

คดีนี้ทำให้เกาหลีใต้มีทั้งอดีตประธานาธิบดีและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาในเวลาเดียวกัน

คิม กอนฮี ตกเป็นเป้าในการตรวจสอบมาอย่างยาวนานจากข้อกล่าวหาว่าเธอมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้น และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในปี 2022 หลังจากมีคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยนักบวชฝ่ายซ้ายคนหนึ่ง ซึ่งปรากฏภาพเธอกำลังรับมอบกระเป๋าหรูแบรนด์ดิออร์ นอกจากนี้เธอยังถูกกล่าวหาว่าเข้าแทรกแซงกระบวนการเสนอชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคของอดีตสามี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า การพิจารณาคดีครั้งนี้อาจนำไปสู่การที่ทั้งอดีตประธานาธิบดี ยุน และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง อาจต้องถูกเรียกตัวมาให้การพร้อมกันในข้อหาที่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งรัฐสภา

ก่อนหน้านี้ ในฐานะประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ได้ใช้สิทธิวีโตกฎหมายพิเศษสามฉบับที่ผ่านโดยรัฐสภาซึ่งถูกควบคุมโดยฝ่ายค้าน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาต่อคิม กอนฮี โดยการวีโต้กฎหมายครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา AFP 

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

24 ก.ย. 2568 12:52 น.

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาลในวันนี้ ชาวเน็ตต่างนึกย้อนถึงเหตุในญี่ปุ่นที่เมืองฟุกุโอกะเมื่อปี 2016 ซึ่งเกิดถนนทรุดขนาดใหญ่พอกัน แต่ที่น่าทึ่งคือญี่ปุ่นสามารถซ่อมเสร็จได้ในเวลาเพียง 7 วัน

โดยเหตุการณ์ที่ฟุกุโอกะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2016 เวลาประมาณ 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถนนขนาด 5 เลนใจกลางเมืองฟุกุโอกะ ใกล้กับสถานีรถไฟฮากาตะ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดของเมือง เกิดทรุดตัวลงเป็นหลุมยุบขนาดยักษ์ กว้างประมาณ 30 x 27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร  ซึ่งสาเหตุเกิดจากการก่อสร้างใต้ดินบริเวณใกล้เคียง

แม้เหตุดังกล่าวไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แต่ทำให้เกิดไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และการจราจรในพื้นที่หยุดชะงัก 

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ทางการได้เร่งส่งคนงานลงพื้นที่ทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถถมถนนจนเกือบเต็มถนนในเวลาเพียง 2 วัน และซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันที่ 15 พ.ย. 2016 ซึ่งครบ 1 สัปดาห์พอดี

ความสำเร็จดังกล่าวได้รับคำชื่นชมในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งผู้คนทั่วโลกที่ยกย่องญี่ปุ่น ที่สามารถจัดการวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วอยู่เสมอ.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "รากาซา" จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

24 ก.ย. 2568 12:51 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

ทางการจีนได้สั่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้ง ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ โดยคาดว่าจะขึ้นฝั่งภายในวันนี้ หลังจากเพิ่งเผชิญกับไต้ฝุ่นมิแทกเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ทางการต้องยกระดับการรับมือภัยพิบัติในระดับสูงสุด

เมื่อคืนที่ผ่านมา (23 ก.ย.) สำนักงานควบคุมและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งแห่งรัฐของจีน รายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 1.89 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้งที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 18 ของปีนี้ กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งอย่างรวดเร็ว

ไต้ฝุ่นรากาซาคาดว่าจะขึ้นฝั่งในมณฑลกวางตุ้งระหว่างเมืองจูไห่และจ้านเจียง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงค่ำของวันนี้ (24 ก.ย.) ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับทางการ เนื่องจากมณฑลนี้เพิ่งถูกพายุไต้ฝุ่น “มิแทก” พัดถล่มเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ดินในบางพื้นที่อิ่มตัวไปด้วยน้ำและอ่อนตัว

รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ออกแถลงการณ์ว่า “การเผชิญหน้ากับซูเปอร์ไต้ฝุ่นอีกลูก ทำให้ความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สถานการณ์การป้องกันภัยพิบัติรุนแรงและเร่งด่วนอย่างยิ่ง”

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานใหญ่ควบคุมอุทกภัยและภัยแล้งแห่งชาติจึงได้ยกระดับการรับมือเหตุฉุกเฉินจากไต้ฝุ่นขึ้นสู่ระดับ 3 สำหรับมณฑลกวางตุ้งและไหหลำ นอกจากนี้ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติเข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือการบรรเทาทุกข์ในท้องถิ่น

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ระดมทีมกู้ภัยจากรัฐวิสาหกิจรวม 143 ทีม ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรกว่า 7,400 นาย และอุปกรณ์กู้ภัยกว่า 2,500 รายการ เพื่อช่วยเคลียร์เส้นทางและระบายน้ำฉุกเฉินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรน้ำได้เรียกร้องให้หน่วยงานทรัพยากรน้ำในมณฑลกวางตุ้ง ไหหลำ และฝูเจี้ยน รวมถึงเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ออกคำเตือนล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว และให้คำแนะนำที่ทันท่วงทีแก่รัฐบาลท้องถิ่นหากมีความจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อันตราย.

ที่มา  BBC Xinhua

“จิมมี คิมเมล” คืนจอ ย้ำ “ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก”

"จิมมี คิมเมล" คืนจอ ย้ำ "ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก"

24 ก.ย. 2568 11:52 น.

“จิมมี คิมเมล” คืนจอ ย้ำ “ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก”

หลังจากรายการถูกพักการออกอากาศนานเกือบหนึ่งสัปดาห์ จิมมี คิมเมล กลับมาจัดรายการอีกครั้งพร้อมกับเสียงปรบมือกึกก้องจากผู้ชม เขาได้กล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมชื่อดัง พร้อมทั้งตอบโต้การกระทำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร 

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง ได้กลับมาออกอากาศ Jimmy Kimmel Live! อีกครั้ง หลังรายการถูกระงับชั่วคราวจากกรณีที่เขาแสดงความคิดเห็นเชิงล้อเลียนเกี่ยวกับการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับฝ่ายบริหารของทรัมป์

ในระหว่างการกล่าวเปิดรายการ คิมเมลกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อนร่วมอาชีพอย่าง สตีเฟน โคลเบิร์ต, เซท เมเยอร์, ฮาวเวิร์ด สเติร์น และเดวิด เลตเตอร์แมน ที่ออกมาให้กำลังใจ รวมถึงแฟนๆ ที่ร่วมกันรณรงค์ให้รายการของเขากลับมาออกอากาศอีกครั้ง

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงนักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมอย่าง เบน ชาพิโร, แคนเดซ โอเวนส์, เท็ด ครูซ และแรนด์ พอล ที่ออกมาปกป้องสิทธิ์ในการพูดอย่างเสรีของเขา แม้ว่าจะไม่ชอบรายการของเขาก็ตาม

แต่ช่วงที่เรียกความสนใจมากที่สุดคือตอนที่ คิมเมล พูดถึงคอมเมนต์ของตัวเองเกี่ยวกับคดีลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก เขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขณะกล่าวว่า “ผมไม่ได้คิดไปเองว่าจะเปลี่ยนใจใครได้ แต่ผมอยากทำให้ชัดเจน เพราะมันสำคัญกับผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และนั่นก็คือ คุณเข้าใจไหมว่าผมไม่เคยตั้งใจจะพูดเรื่องฆาตกรรมให้เป็นเรื่องเบาสมองเลย” คิมเมลกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมไม่คิดว่ามันจะมีอะไรตลกเกี่ยวกับเรื่องนี้” พร้อมยอมรับว่าเข้าใจดีหากผู้คนมองว่าคอมเมนต์ของเขาไม่เหมาะสม

คิมเมลเสริมว่า “และผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสำหรับการกระทำของคนที่เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติอย่างมาก นั่นตรงกันข้ามกับประเด็นที่ผมพยายามจะพูด” เขากล่าวว่าเขาเข้าใจคำพูดของเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่บางคนรู้สึกว่า “ไม่เหมาะสมเวลาหรือไม่ชัดเจน หรืออาจจะทั้งสองอย่าง”

คิมเมลยังได้กล่าวโจมตี เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสั่งระงับรายการของเขา โดยระบุว่าคาร์เคยเป็นผู้สนับสนุนสิทธิในการพูดอย่างเสรี แต่กลับเปลี่ยนท่าทีเมื่อเป็นเรื่องของเขา

คิมเมลออกมาประณามทรัมป์ที่เรียกร้องให้ปลดจิมมี่ ฟอลลอน และเซธ เมเยอร์ส พิธีกรรายการทอล์กโขว์ภาคดึก “ผู้นำของเรายินดีกับคนที่สูญเสียอาชีพ เพราะเขารับมุกตลกไม่ได้” เขาเสริมว่าการที่ทรัมป์เปิดช่องเชียร์ให้คนตกงานนั้น “ไม่ใช่อเมริกัน” และ “อันตราย”

ในช่วงท้าย คิมเมลแสดงความชื่นชมต่อ เอริกา เคิร์ก ภรรยาของชาร์ลี เคิร์ก ที่ให้อภัยผู้ต้องหาในพิธีรำลึกถึงสามีของเธอเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า “มันเป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและเสียสละ… ซึ่งทำให้ผมซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง” และเสริมว่าคนอเมริกันควรเอาคำพูดของเธอมาเป็นแบบอย่าง

ถึงแม้จะกลับมาออกอากาศได้ตามปกติ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากเจ้าของสถานีโทรทัศน์บางแห่ง เช่น เน็กซ์สตาร์ มีเดีย และ ซินแคลร์ ได้ประกาศว่าจะยังคงใช้ช่วงเวลาของรายการของจิมมี คิมเมล ด้วยรายการอื่นต่อไปในสถานีของตนเอง ซึ่งครอบคลุมครับเรือนในสหรัฐฯ ถึง 23% อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของบริษัทดิสนีย์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของสถานีโทรทัศน์เอบีซี ที่ให้ คิมเมล กลับมาออกอากาศ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายการกระทำของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่พยายามคุกคามสื่อที่เห็นต่างผ่านการฟ้องร้องและมาตรการทางกฎหมาย.

ที่มา BBC

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

24 ก.ย. 2568 11:12 น.

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างแท้จริง สิ่งที่เขาต้องทำคือการยุติสงครามในฉนวนกาซา เพราะมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีอำนาจในการกดดันอิสราเอลให้ยุติความขัดแย้งนี้ได้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BFM TV ของฝรั่งเศส ณ นครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) โดยระบุว่า ทรัมป์เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาได้

มาครงกล่าวว่า “เหตุผลที่เขาสามารถทำได้มากกว่าพวกเรา ก็เพราะพวกเราไม่ได้จัดหาอาวุธที่อนุญาตให้มีการทำสงครามในกาซา เราไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่ทำให้การทำสงครามในกาซาเกิดขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาทำ”

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีสหประชาชาติ โดยปฏิเสธการเคลื่อนไหวของพันธมิตรตะวันตกที่สนับสนุนการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และอ้างว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการให้รางวัลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส

แม้ว่าทรัมป์จะเคยกล่าวว่า “เราต้องยุติสงครามในกาซาทันที เราต้องเจรจาสันติภาพทันที” แต่มาครงก็สวนกลับทันควันว่า “ผมเห็นประธานาธิบดีอเมริกันที่มีส่วนร่วม ซึ่งกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเวทีนี้เมื่อเช้านี้ว่า ‘ผมต้องการสันติภาพ ผมได้ยุติความขัดแย้งมาแล้ว 7 ครั้ง’ ผู้ที่ต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณยุติความขัดแย้งนี้”

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากหลายประเทศ เช่น กัมพูชา อิสราเอล และปากีสถาน สำหรับการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพหรือการหยุดยิง ขณะที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำเพื่อสันติภาพมากกว่าผู้นำทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติรวมกันเสียอีก.

ที่มา Reuters

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

24 ก.ย. 2568 11:11 น.

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาดิ้นไม่หยุด ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทางการไทยที่ระบุว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง ยันไม่ได้รุกล้ำ ชี้ไทยบิดเบือนข้อมูล

เพจเฟซบุ๊กของฮุน เซนเคลื่อนไหวอีก เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีการชี้แจง 5 ข้อ ตอบโต้ข้อกล่าวหาของไทยที่ว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง โดยมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2025 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวในงานแถลงข่าวว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง ซึ่งทำให้ไทยบังคับใช้กฎหมายกับพวกเขา กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจึงจำเป็นต้องตอบโต้คำแถลงที่บิดเบือนดังกล่าว ดังนี้:

ประการแรก ไทยไม่สามารถอ้างอธิปไตยหรือบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศต่อชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดน—โดยเฉพาะในช่วงหยุดยิง ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะงดเว้นการกระทำที่ยั่วยุ การบังคับใช้กฎหมายไทยอย่างไม่ชอบธรรมในช่วงเวลานี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ควรเน้นว่าชุมชนชาวกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ต.โอเบโจน จ.บันเตียเมียนเจย มาตั้งแต่ก่อนการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU 2000) ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย ตามบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรักษาสถานะเดิมไว้จนกว่างานปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ ข้อกำหนดอ้างอิงปี 2003 ระบุว่างานปักปันนี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน

ประการที่สอง การประท้วงของชาวกัมพูชาเป็นการตอบสนองที่ชอบธรรมต่อการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินและบ้านเรือนของพวกเขา หลังถูกล้อมด้วยลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นการเข้าถึงที่ดินและไร่นา อีกทั้งยังควรเปิดเผยด้วยว่า ทีมเทคนิคของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันในตำแหน่งของหลักเขตแดนหมายเลข 43 แต่ยังไม่ได้ตกลงในตำแหน่งของหลักเขตแดนหมายเลข 42 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเปรยจัน ดังนั้นจึงเป็นการบิดเบือน หากจะใช้แผนภาพที่ลากเส้นพรมแดนตรงจากหลักเขตแดนหมายเลข 43 ไปยังหลักเขตแดนหมายเลข 42 เพื่ออ้างว่าเหตุรุนแรงต่อผู้ประท้วงเกิดขึ้นภายในดินแดนไทย

ประการที่สาม แม้แต่เส้นแบ่งเขตที่ถูกนำเสนอในแผนภาพโดยฝ่ายไทย แต่ในทางปฏิบัติ คนไทยได้เข้ามาอาศัยและทำการเกษตรเป็นเวลาหลายปีแล้ว บนพื้นที่หลายเฮกตาร์ซึ่งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ด้วยความซับซ้อนของปัญหาชายแดนในพื้นที่นี้ กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ฝ่ายไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ แทนที่จะพยายามบังคับใช้อำนาจอธิปไตยด้วยกำลัง รวมถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกัมพูชาออกจากพื้นที่

ประการที่สี่ สมควรต้องกล่าวถึงว่า ภายใต้กรอบของบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU 2000) กัมพูชาได้ยื่นการประท้วงอย่างเป็นทางการหลายครั้งต่อฝ่ายไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขการละเมิดในพื้นที่ที่ฝั่งกัมพูชาถูกละเมิด แต่ก็ไม่เป็นผล ความตึงเครียดในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทั้งสองฝ่ายต้องกระตุ้นให้ JBC เร่งรัดและเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการกลับมาทำงานของ JBC ภายใต้กรอบ MOU 2000

ประการที่ห้า กัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อเงื่อนไขการหยุดยิง ตามที่ได้มีการบันทึกไว้ในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนทั่วไปกัมพูชา–ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมและ 10 กันยายน และการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนภูมิภาคเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 กัมพูชาคาดหวังว่าไทยจะยึดมั่นในเงื่อนไขการหยุดยิงด้วยความสุจริต เช่นเดียวกัน ด้วยการหยุดแผนการขับไล่ครัวเรือนชาวกัมพูชาหลายร้อยครัวเรือนออกจากบ้านและที่ดินที่พวกเขาอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี และให้ผู้ที่ถูกขับไล่กลับคืนบ้านและที่ดินของตน ขณะรอให้การปักปันเขตแดนแล้วเสร็จโดย JBC

รัฐบาลกัมพูชาขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการหาทางออกอย่างสันติต่อข้อพิพาทเขตแดนทั้งหมดกับไทย เช่นเดียวกับกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ผ่านวิธีการสันติที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า “เขตแดนจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง”

พนมเปญ 23 กันยายน 2025

ที่มา : FB ฮุน เซน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชายแดนไทยกัมพูชา

WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

WHO โต้ทรัมป์ "วัคซีน-ไทลินอล" ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

24 ก.ย. 2568 10:01 น.

WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

องค์การอนามัยโลกแถลงโต้ทรัมป์ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนหรือยาไทลินอล ก่อให้เกิดออทิสติก หลังทรัมป์แนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดดังกล่าว จนเกิดความสับสนในสังคม

WHO หรือองค์การอนามัยโลกยืนยันว่าพาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน ซึ่งเป็นตัวยาหลักของไทลินอล ถือเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดชนิดหนึ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แม้จะมีงานวิจัยเชิงสังเกตบางชิ้นที่เคยเสนอความเชื่อมโยงกับออทิสติก แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกัน และงานวิจัยต่อมาหลายชิ้นก็ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

โดยโฆษก WHO ทาริก จาซาเรวิช กล่าวย้ำว่าหากความเชื่อมโยงนั้นมีจริง เราควรเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในทุกการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ WHO ยังตอบโต้ข้อกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโยงกับวัคซีน โดยชี้ว่าวัคซีนไม่ก่อให้เกิดออทิสติกเช่นกัน และตารางการฉีดวัคซีนในเด็กที่ WHO แนะนำ ได้รับการใช้ทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้แล้วกว่า 154 ล้านคน

WHO เตือนว่า หากตารางการฉีดวัคซีนถูกเลื่อนหรือปรับโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง ทั้งในตัวเด็กเองและชุมชนโดยรอบ โดยทุกครั้งที่พลาดการฉีดวัคซีน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงติดโรคอันตรายที่อาจถึงชีวิต

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชี้ว่า ออทิสติกเป็นภาวะซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของสมอง และมีสาเหตุหลักจากพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากวัคซีนหรือยาแก้ปวดอย่างที่มีกระแสข่าวอ้าง

นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดเพื่อชี้แจงข้อกังขาของประชาชน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรอดทน และไม่ใช้ไทลินอล โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงที่ไม่ได้รับการพิสูจน์กับภาวะออทิสติก อีกทั้งยังเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนในเด็ก รวมถึงวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) และตั้งข้อกังขาเรื่องส่วนผสมอะลูมิเนียมที่ใช้ในวัคซีนด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทลินอล

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

24 ก.ย. 2568 08:04 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

ฮ่องกงยกระดับเตือนพายุเป็นระดับ 10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธ ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่มเต็มกำลัง และถูกระบุว่าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดของโลกในปีนี้

ทางการฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียนและธุรกิจทั้งหมด พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดเข้าถล่มเต็มกำลัง จนต้องประกาศเตือนภัยในระดับ 10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ขณะนี้มีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 49 แห่งทั่วเกาะ โดยมีประชาชนกว่า 730 คนเข้าหลบภัยแล้ว

รายงานความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คนที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน พบเหตุการณ์ดินถล่ม 1 จุด และต้นไม้หักโค่นมากกว่า 120 ต้น แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วมจนถึงเวลา 7.00 น. ของวันพุธ

โดยกระแสความวิตกในฮ่องกงทำให้ประชาชนแห่ซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตแทบว่างเปล่า ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ย่านเล่ยหยู่หมุน ซึ่งมักถูกน้ำทะเลหนุนท่วมหนักทุกครั้งที่เกิดพายุใหญ่ ได้ช่วยกันก่อกระสอบทรายป้องกันไว้ล่วงหน้า

ส่วนที่ไต้หวัน ทางการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 14 รายในเขตฮวาเหลียน หลังเขื่อนดินแตกจนมวลน้ำมหาศาลหลากไหลทะลักพัดสะพานและถนนในเขตกวางฝู่พังราบ ทำให้บ้านเรือนเสียหายหนัก ก่อนหน้านี้มีรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 2 รายและสูญหายอีกกว่า 30 คน

ด้านเมืองจูไห่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ร้านค้าและประชาชนต่างเร่งป้องกันหน้าต่างกระจกและทรัพย์สินจากความรุนแรงของลมพายุ โดยหลายคนยอมรับว่ารู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุรากาซา