ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

26 พ.ค. 2569 01:39 น.

ฟิลิปปินส์พบแล้ว 4 ศพ เหตุตึกถล่มในเมืองแองเจลิส คาดยังสูญหายอีก 12 คน

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ยุติปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุตึกถล่มที่เมืองแองเจลิสแล้ว และจะเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการกู้ร่างในวันอังคาร โดยคาดว่ายังมีผู้ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 12 ราย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยของฟิลิปปินส์เปิดเผยเมื่อช่วงดึกของวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นว่า พวกเขายุติปฏิบัติการกู้ภัยที่ดำเนินมานาน 2 วัน เพื่อค้นหาผู้ประสบภัยอย่างน้อย 12 คนที่เชื่อว่าถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่มในเมืองแองเจลิส ทางตอนเหนือของประเทศแล้ว

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 4 ราย ซึ่งรวมถึงชายชาวมาเลเซีย 1 ราย และคนงานก่อสร้างที่ติดอยู่ภายในอีก 2 ราย จากซากปรักหักพังของโครงการคอนโดมิเนียมสูง 9 ชั้น ซึ่งพังถล่มลงมาทับโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงในเมืองแองเจลิสเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 พ.ค.)

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเซนเซอร์ตรวจจับความร้อนตรวจพบสิ่งที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยอธิบายว่าเป็น “สัญญาณชีพ” ในพื้นที่หนึ่งของซากอาคาร อย่างไรก็ตาม มาเรีย ลีอาห์ ซาจิลี โฆษกสำนักงานดับเพลิงส่วนภูมิภาค เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ไม่พบผู้รอดชีวิตหรือร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปฏิบัติการกู้ภัยยุติลงอย่างเป็นทางการในคืนวันจันทร์ และมีการระงับการค้นหาตลอดทั้งคืน ก่อนที่จะเริ่ม “ปฏิบัติการกู้ร่าง” ในวันอังคาร

ทั้งนี้ ชายชาวมาเลเซียซึ่งเป็นแขกที่มาเข้าพักในโรงแรม และคนงานก่อสร้างอีกสองคนนั้น ถูกพบเมื่อวันอาทิตย์ ในสภาพที่ติดอยู่ใต้ซากตึกแต่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าทั้ง 3 คน เสียชีวิตก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถดึงร่างออกมาจากซากปรักหักพังได้ ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 4 ที่ได้รับการยืนยันนั้นยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร

นางซาจิลีระบุว่าเพิ่มเติมว่า ในตอนแรกรายงานระบุว่า มีผู้สูญหายในเหตุตึกถล่ม 17 คน แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเผยว่า มีผู้สูญหายรายหนึ่งติดต่อกลับมาในวันจันทร์เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวในเวลาที่เกิดเหตุ ส่งผลให้ยอดผู้สูญหายที่เหลืออยู่ 16 ราย และ 4 รายในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

25 พ.ค. 2569 23:32 น.

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เกิดเหตุรถยนต์วิ่งชนช้างป่าในอุทยานของประเทศยูกันดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 4 ราย แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า ช้างที่ถูกชนอาการเป็นอย่างไร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์ซึ่งบรรทุกเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสรรพากรยูกันดา (URA) พุ่งชนช้างภายในอุทยานแห่งชาติ “เมอร์ชิสัน ฟอลส์” (Murchison Falls) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศยูกันดา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 4 ราย

กองกำลังตำรวจยูกันดาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า รถยนต์คันดังกล่าวอยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองอารัว (Arua) เพื่อกลับไปยังกรุงกัมปาลา (Kampala) ซึ่งเป็นเมืองหลวง ก่อนจะเกิดการชนกันขึ้น

ผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน และต่อมาได้ถูกย้ายไปรักษาตัวต่อที่กรุงกัมปาลา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการหรือสถานะของช้างป่าที่ถูกรถชน

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทางรถยนต์ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในยูกันดา และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าและมนุษย์ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่า

ด้านองค์การบริหารจัดการสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) ออกมาเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังเพื่อสังเกตสัตว์ที่อาจเดินข้ามถนน “เราขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนที่เดินทางผ่านพื้นที่คุ้มครอง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีสัตว์ป่าข้ามถนนอยู่เป็นประจำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์จี้ชาติอาหรับ ลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์จี้ชาติอาหรับ ลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน

25 พ.ค. 2569 22:28 น.

ทรัมป์จี้ชาติอาหรับ ลงนาม “ข้อตกลงอับราฮัม” หากบรรลุข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ประเทศตะวันออกกลางลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” ซึ่งจะเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับให้กลับเป็นปกติ หากมีการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอ “เชิงบังคับ” ให้ประเทศในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ร่วมลงนามใน ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) หลังจากที่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามอิหร่านได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน เขาก็ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารที่ “ยิ่งใหญ่และรุนแรงกว่าที่เคยมีมา” หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ได้

“ผมกำลังร้องของแกมบังคับและหากอิหร่านลงนามในข้อตกลงร่วมกับผม ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา มันจะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้เห็นพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรโลกที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้นี้ด้วย” ทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

โพสต์ของทรัมป์ระบุอีกว่า เขาได้หารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวระหว่างการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำของซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน และบาห์เรน เพราะด้วย “ความพยายามทั้งหมด” ที่สหรัฐฯ ได้ทุ่มเทลงไปเพื่อผลักดันให้เกิดข้อตกลงสันติภาพ การเข้าร่วมในข้อตกลงอับราฮัม จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ

อนึ่ง ข้อตกลงอับราฮัมเป็นชุดข้อตกลงที่นายทรัมป์พยายามผลักดันมาหลายปี เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านอาหรับบางประเทศ รวมถึงบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้กลับมาอยู่ในภาวะปกติ 

แม้ทรัมป์จะระบุว่าการเจรจากับอิหร่านกำลังดำเนินไป “อย่างราบรื่น” แต่เขาก็ยังคงย้ำคำเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้งหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

“การเจรจากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น! แต่มันจะต้องเป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่ายเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะไม่เกิดข้อตกลงใดๆ เลย — ซึ่งนั่นหมายถึงการกลับสู่สมรภูมิรบและการสู้รบอีกครั้ง ทว่ามันจะยิ่งใหญ่และรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยมีมา” ทรัมป์สรุป

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

25 พ.ค. 2569 21:55 น.

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษให้แก่นาย เขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้าน ไม่ให้ต้องรับโทษจำคุก 27 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาสมคบต่างชาติเพื่อก่อกบฏโค่นล้ม ฮุน เซน

เมื่อ 25 พ.ค. 2569 พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงพระราชทานอภัยโทษให้แก่ เขม โสกา (Kem Sokha) อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 27 ปีในข้อหากบฏ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขาแพ้คดีในชั้นอุทธรณ์เพื่อกลับคำพิพากษาดังกล่าว ตามรายงานจากพระราชกฤษฎีกาที่เผยแพร่ในวันจันทร์

เขม โสกา วัย 72 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ที่ถูกยุบไปแล้ว ถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้านพักนับตั้งแต่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏเมื่อเดือนมีนาคม 2566 โดยเขาถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติเพื่อโค่นล้มสมเด็จ ฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลในกรุงพนมเปญได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกนายเขมเป็นเวลา 27 ปี และสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 ปีหลังจากพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาสั่งการระบุว่า การพระราชทานอภัยโทษนี้มีผลเฉพาะกับโทษจำคุกเดิมเท่านั้น

นายเพ็ง เฮง (Pheng Heng) ทนายความของนายเขมเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า การอภัยโทษครั้งนี้ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “ก้าวที่น่าพึงพอใจ” ช่วยให้นายเขมพ้นจากโทษจำคุก 27 ปี แต่สิทธิ์ทางการเมืองของเขา ซึ่งรวมถึงการดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถูกเพิกถอนอย่างถาวรแล้ว

ทั้งนี้ คดีของนาย เขม โสกา ถือเป็นหนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างราบคาบของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งปกครองประเทศมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยในเวลานั้น สหรัฐอเมริกาออกมากล่าวว่า คำตัดสินลงโทษเขมนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ทฤษฎีสมคบคิดที่กุขึ้นมา”

นายเขมถือเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ในกัมพูชา หลังจากที่แกนนำคนอื่นๆ หลายคนได้ลี้ภัยออกนอกประเทศไปตามๆ กัน สืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาในปี 2560 ที่สั่งยุบพรรค CNRP

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาชุดปัจจุบัน ซึ่งนำโดย สมเด็จฯ ฮุน มาเนต บุตรชายของอดีตนายกฯ ฮุน เซน ผู้ที่ตอนนี้ก็ยังมีอิทธิพลอย่างสูง ปฏิเสธว่าไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง พร้อมระบุว่าผู้ที่ถูกตัดสินโทษล้วนเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น

อนึ่ง ฮุน เซน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นผู้ลงนามในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ซึ่งกำลังทรงอยู่ระหว่างการรับการรักษาพระอาการประชวรด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหราชอาณาจักรจ่อทุบสถิติร้อนสุดเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 35 องศาฯ

สหราชอาณาจักรจ่อทุบสถิติร้อนสุดเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 35 องศาฯ

25 พ.ค. 2569 16:26 น.

สหราชอาณาจักรจ่อทุบสถิติร้อนสุดเดือน พ.ค. อุณหภูมิพุ่ง 35 องศาฯ

สหราชอาณาจักรเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงผิดปกติในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาคาดว่า อุณหภูมิจะพุ่งแตะ 35 องศาเซลเซียส สูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนพฤษภาคม ขณะที่หลายประเทศในยุโรปก็เผชิญอากาศร้อนจัดเช่นกัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่า สหราชอาณาจักรจะทำลายสถิติวันที่มีสภาพอากาศร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อน ที่ทวีความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ข้อความที่ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่า “วันนี้ (25 พ.ค.) จะเป็นวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมของสหราชอาณาจักรเท่าที่มีการบันทึกสถิติมา โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส” 

สำหรับสถิติเดิมของวันในเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดของอังกฤษนั้นอยู่ที่ 32.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยเกิดขึ้นในปี 1922 และเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปี 1944 ทางสำนักงานอุตุฯ ระบุเพิ่มเติมว่า “ตามปกติแล้ว สถิติมักจะถูกทำลายลงด้วยตัวเลขทศนิยมเพียงไม่กี่ตำแหน่งเท่านั้น แต่การพุ่งสูงขึ้นในครั้งนี้ทำให้คลื่นความร้อนรอบนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับช่วงเวลานี้ของปี” นอกจากนี้ วันจันทร์นี้ยังคาดว่าจะกลายเป็นวันหยุดธนาคารที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย

ทอม มอร์แกน นักอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า “เราแทบจะไม่เคยเห็นอุณหภูมิที่สูงเกิน 35 องศาเซลเซียสเลย แม้แต่ในช่วงเดือนฤดูร้อน ดังนั้นการที่อุณหภูมิขยับเข้าใกล้ 35 องศาเซลเซียสตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จึงเป็นเรื่องประวัติศาสตร์มาก”

สภาพอากาศที่ร้อนระอุส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน โดย อันเดรีย เควิน คุณแม่วัย 41 ปีในกรุงลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีหลังจากอุณหภูมิพุ่งทะลุ 30 องศาเซลเซียสตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ว่า “มันก็ดีที่มีแดด แต่นี่มันร้อนเกินกว่าที่ควรจะเป็นในอังกฤษมาก ฉันรู้สึกกังวลเพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริง”

ขณะที่ ลิซา นิซารี เด็กหญิงวัย 10 ขวบที่เดินทางจากเมืองแมนเชสเตอร์มาท่องเที่ยวที่ลอนดอนกล่าวว่า “สภาพอากาศที่นี่เหมือนนรกจำลองเลยค่ะ มันร้อนเหมือนน้ำเดือด ร้อนมากจริง ๆ แม้ว่าครีมกันแดดจะช่วยปกป้องหนูได้ แต่มันก็ยังร้อนมากอยู่ดี”

เหล่านักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์กำลังส่งผลให้ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วม มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้มีการทุบสถิติอุณหภูมิบ่อยครั้งขึ้น โดยสหราชอาณาจักรเพิ่งจะเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมานี้เอง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศได้ออกโรงเตือนรัฐบาลสหราชอาณาจักรว่า “ประเทศนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว” พร้อมเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล ให้สามารถรองรับโลกที่กำลังร้อนขึ้นได้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้กำหนดเกณฑ์อุณหภูมิสำหรับการประกาศสภาวะคลื่นความร้อนไว้แตกต่างกันตามภูมิภาค โดยสกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ และพื้นที่ทางตอนเหนือของอังกฤษ จะอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส พื้นที่อื่น ๆ ของอังกฤษและทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวลส์ อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงลอนดอน พื้นที่ปริมณฑล และเคมบริดจ์เชียร์ เกณฑ์จะอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส โดยจะต้องมีอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ดังกล่าวติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน

ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มี 8 พื้นที่ในอังกฤษ ที่เข้าสู่เงื่อนไขคลื่นความร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่ ฮีทโธรว์ (Heathrow) ในเกรเทอร์ลอนดอน, เบนสัน (Benson) ในออกซฟอร์ดเชียร์, บรูมส์ บาร์น (Brooms Barn) ในซัฟฟอล์ก, ไฮ บีช (High Beech) ในเอสเซกซ์, คิว การ์เดนส์ (Kew Gardens) ในลอนดอน, นอร์ทโฮลต์ (Northolt) ในลอนดอน, แซนตัน ดาวน์แฮม (Santon Downham) ในซัฟฟอล์ก และริตเทิล (Writtle) ในเอสเซกซ์

วิกฤตความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่กระจายไปทั่วทวีปยุโรป โดยในรอบไม่กี่วันที่ผ่านมา สถิติความร้อนของเดือนพฤษภาคมได้ถูกทำลายลงในหลายประเทศ เช่น สเปน ที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 38 องศาเซลเซียส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่วนฝรั่งเศสและเยอรมนี อุณหภูมิไต่ระดับขึ้นไปแตะช่วงกลาง 30 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่ท้องถิ่นหลายร้อยแห่งทำลายสถิติร้อนที่สุดในรอบเดือนพฤษภาคม

ภาพรวมอุณหภูมิทั่วทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สเปน และตอนเหนือของอิตาลี ในขณะนี้ พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึง 10-15 องศาเซลเซียส และเนื่องจากคาดว่าคลื่นความร้อนที่รุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้จะลากยาวไปเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีสถิติความร้อนในระดับท้องถิ่นถูกทำลายลงอีกหลังจากนี้.

ที่มา AFP / BBC

“รูบิโอ” เตือนอิหร่าน หากเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ จะใช้ “วิธีอื่น” จัดการ

"รูบิโอ" เตือนอิหร่าน หากเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ จะใช้ "วิธีอื่น" จัดการ

25 พ.ค. 2569 14:45 น.

“รูบิโอ” เตือนอิหร่าน หากเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ จะใช้ “วิธีอื่น” จัดการ

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ยังเปิดโอกาสให้การเจรจากับอิหร่านเดินหน้าต่อ แต่หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ สหรัฐฯ พร้อมใช้ “แนวทางอื่น” ขณะที่ความหวังต่อการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงไม่แน่นอน

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ คาดหวังที่จะบรรลุข้อตกลงที่ดีกับอิหร่าน หรือมิฉะนั้นก็พร้อมที่จะจัดการกับอิหร่านด้วย “วิธีอื่น” ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯพยายามลดกระแสความคาดหวังที่ว่าสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน

นายรูบิโอระบุระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ว่า สหรัฐฯ จะให้โอกาสกระบวนการทางการทูตอย่างเต็มที่ก่อนที่จะเริ่มพิจารณา “ทางเลือกอื่น ๆ” ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณเตือนผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ ว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำข้อตกลงกับอิหร่าน

รูบิโอกล่าวว่า “ตอนนี้มีข้อเสนอที่ค่อนข้างมั่นคงอยู่บนโต๊ะเจรจา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการเข้าสู่กระบวนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ที่แท้จริง สำคัญ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งเราหวังว่าจะทำมันได้สำเร็จ” 

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล โดยยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อเรือของอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จะยังคงมีผลบังคับใช้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเต็มที่ จนกว่าข้อตกลงจะบรรลุผล ได้รับการรับรอง และลงนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเสริมว่า “ทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาและทำมันอย่างถูกต้อง”

แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะยังไม่มีแถลงการณ์ตอบรับอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวทาสนิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า สหรัฐฯ ยังคงเป็นฝ่ายขัดขวางข้อตกลงในบางประเด็น โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของรัฐบาลอิหร่านที่ต้องการให้ปล่อยอายัดเงินทุนในต่างประเทศ

ขณะที่ นายเอบราฮิม เรซาอี โฆษกรัฐสภาอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ในยามศึกสงครามกลยุทธ์ของอิหร่านคือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” และในสมรภูมิทางการทูตก็คือ “การตอบโต้ด้วยการกระทำต่อการกระทำ” พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันหรือคำขู่ใด ๆ หากสหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงก็ต้องเจรจา แต่ถ้าสหรัฐฯ อยากเห็นราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ก็จงข่มขู่ต่อไป

ข่าวความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงถึง 6% ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังขยับเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพมากขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงใน “บันทึกความเข้าใจ”  กรอบกว้าง ๆ ได้แล้ว เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นน่านน้ำยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเหลว ถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนจะเกิดความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ซับซ้อนหลายประการ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน, สงครามของอิสราเอลในเลบานอน กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงข้อเรียกร้องของอิหร่าน ที่ต้องการให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และปล่อยอายัดรายได้จากการขายน้ำมันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในธนาคารต่างประเทศ

แหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยโดยไม่ประสงค์ออกนามว่า ข้อตกลงในปัจจุบันระบุว่า อิหร่านได้ตกลง “ในหลักการ” ที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยอมยุติการปิดล้อมทางทะเล และอิหร่านจะต้องกำจัดคลังยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงทั้งหมด โดยสหรัฐฯ เชื่อว่า อยาตอลเลาะห์ มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบัน ได้ให้การรับรองกรอบข้อตกลงกว้าง ๆ นี้แล้ว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า แผนขั้นแรกคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลก่อน ส่วนรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับมาตรการนิวเคลียร์นั้นจะต้องใช้เวลาเจรจาเพิ่ม โดยแหล่งข่าวอีกรายระบุว่า กรอบการทำงานที่เสนอมานี้จะให้เวลาผู้แทนเจรจาทั้งสองฝ่ายเป็นเวลา 60 วันในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

ในขณะที่แหล่งข่าววงในของฝั่งอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าวนักข่าวรอยเตอร์ว่า ในขั้นตอนต่อไป อาจมีการใช้สูตรที่ทำได้จริงเพื่อแก้ปัญหาคลังยูเรเนียมเข้มข้นสูง เช่น การทำให้ยูเรเนียมเจือจางลงภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ โดยอิหร่านยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ว่าตนกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ตอบโต้ผู้วิจารณ์แนวทางการเจรจาและการยอมประนีประนอมกับอิหร่านผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ถ้าผมทำข้อตกลงกับอิหร่าน มันจะเป็นข้อตกลงที่ดีและเหมาะสม… ดังนั้นอย่าไปฟังพวกขี้แพ้ ที่เอาแต่วิจารณ์ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความรู้เลย”

ทั้งนี้ สงครามการทิ้งระเบิดถล่มอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้คร่าชีวิตผู้คนในอิหร่านไปแล้วหลายพันคนก่อนจะมีการระงับชั่วคราวในเดือนเมษายน ในขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าสังหารผู้คนและทำให้ประชาชนหลายแสนคนในเลบานอนต้องไร้ที่อยู่อาศัยจากการบุกโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ส่วนการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่ออิสราเอลและประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับก็ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบรายเช่นกัน.

ที่มา Reuters

ชายปริศนาพ่นสารเคมีในศูนย์การค้าหรูกลางโตเกียว เจ็บกว่า 20 ราย

ชายปริศนาพ่นสารเคมีในศูนย์การค้าหรูกลางโตเกียว เจ็บกว่า 20 ราย

25 พ.ค. 2569 14:04 น.

ชายปริศนาพ่นสารเคมีในศูนย์การค้าหรูกลางโตเกียว เจ็บกว่า 20 ราย

เกิดเหตุชายพ่นสารเคมีไม่ทราบชนิดภายในศูนย์การค้าหรูย่านกินซ่า กรุงโตเกียว ส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บราว 20 คน เจ้าหน้าที่ต้องปิดพื้นที่และส่งทีมชุดป้องกันสารอันตรายเข้าตรวจสอบ ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาสาเหตุ

เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นที่ศูนย์การค้าหรูใจกลางย่านกินซ่า แหล่งท่องเที่ยวและช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากมีชายคนหนึ่งก่อเหตุฉีดพ่นสารเคมีไม่ทราบชนิดภายในอาคาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย

นายยูสุเกะ โคอิเดะ  โฆษกสำนักงานตำรวจโตเกียว เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ผู้ก่อเหตุได้ฉีดพ่นสารเคมีบางอย่างบริเวณหน้าตู้เอทีเอ็มซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุว่ามี “กลิ่นผิดปกติ” รุนแรง และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุประมาณ 20 คน

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมถนนบริเวณหน้าศูนย์การค้าดังกล่าวทันที โดยมีรถดับเพลิงหลายสิบคันจอดเรียงรายตลอดแนวถนน อย่างไรก็ตาม นักช้อปยังคงสามารถเดินทางเข้าออกอาคารผ่านทางประตูข้างได้ตามปกติ

ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า เห็นผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายถูกนำตัวขึ้นเปลหามส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและผู้เชี่ยวชาญในชุดป้องกันสารเคมีและวัตถุอันตราย ได้ลำเลียงประชาชนที่อยู่ในห้างเข้าไปยังรถบรรทุกตรวจวิเคราะห์พิเศษเพื่อตรวจร่างกายในเบื้องต้น ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่มีอาการเพียงเล็กน้อย

หญิงชราวัย 70 ปีรายหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่เธอเดินเข้าไปใกล้บริเวณตู้เอทีเอ็ม เธอเริ่มรู้สึก “แสบคอและเจ็บคอ” อย่างรุนแรง “ตอนที่ฉันไปถึง บรรยากาศเริ่มโกลาหลแล้ว ฉันคิดว่าน่าจะเกิดไฟไหม้เล็กๆ หรืออะไรทำนองนั้น แต่พอฉันก้าวเข้าไปในโซนตู้ ATM คอของฉันก็เริ่มรู้สึกแสบๆ คันๆ และเริ่มชาไปหมด” 

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดในโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มเกิดเหตุไล่แทงและเหตุกราดยิงบ่อยครั้งขึ้น รวมถึงคดีลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ เมื่อปี 2022

นอกจากนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุคนร้ายไล่แทงคนที่โรงงานแห่งหนึ่งทางตอนกลางของญี่ปุ่น ซึ่งในครั้งนั้นคนร้ายก็ได้ฉีดพ่นของเหลวปริศนาใส่เหยื่อจนมีผู้บาดเจ็บไป 14 รายเช่นกัน

เหตุการณ์ฉีดพ่นสารเคมีครั้งล่าสุดนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพจำอันโหดร้ายของชาวญี่ปุ่นต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ปี 1995 เมื่อสมาชิกลัทธิวันสิ้นโลก “โอมชินริเกียว” ลักลอบปล่อย “แก๊สซาริน” ซึ่งเป็นแก๊สพิษทำลายระบบประสาท บนรถไฟใต้ดินกรุงโตเกียวในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 14 ราย และมีผู้ล้มป่วยรุนแรงมากกว่า 5,800 คน

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นและหน่วยดับเพลิงกำลังเร่งตรวจสอบชนิดของสารเคมีดังกล่าว และเร่งสืบสวนหาตัวคนร้ายรวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้อย่างเร่งด่วน.

ที่มา AFP

ศาลโปรตุเกสสั่งคุมขังแม่ชาวฝรั่งเศส-แฟนหนุ่ม หลังทิ้งลูกน้อย 2 คนริมถนน

ศาลโปรตุเกสสั่งคุมขังแม่ชาวฝรั่งเศส-แฟนหนุ่ม หลังทิ้งลูกน้อย 2 คนริมถนน

25 พ.ค. 2569 12:56 น.

ศาลโปรตุเกสสั่งคุมขังแม่ชาวฝรั่งเศส-แฟนหนุ่ม หลังทิ้งลูกน้อย 2 คนริมถนน

ศาลโปรตุเกสมีคำสั่งควบคุมตัวหญิงชาวฝรั่งเศสและแฟนหนุ่มระหว่างรอการพิจารณาคดี หลังถูกกล่าวหาว่าทิ้งลูกชายวัย 4 และ 5 ขวบ ไว้ริมถนนทางตอนใต้ของประเทศ โดยเด็กอ้างว่าถูกปิดตาและหลอกให้ตามหาของเล่น ก่อนพบว่าแม่หายตัวไป

ศาลเมืองเซตูบัล ประเทศโปรตุเกส มีคำสั่งให้ควบคุมตัวหญิงชาวฝรั่งเศสวัย 41 ปี และแฟนหนุ่มชาวฝรั่งเศสวัย 55 ปี ไว้ในเรือนจำระหว่างรอนัดพิจารณาคดี หลังจากทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาหนักร่วมกันทอดทิ้งเด็กและทำให้เด็กตกอยู่ในอันตราย ขณะที่ฝ่ายชายยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายโดยมีพฤติการณ์ฉกรรจ์เพิ่มเติม หลังก่อเหตุสะเทือนใจทิ้งเด็กชายสองคนซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ของฝ่ายหญิงไว้ข้างทาง

คดีนี้กลายเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวางทั้งในฝรั่งเศสและโปรตุเกส นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อมีพลเมืองดีพบเด็กชายสองคน อายุเพียง 4 และ 5 ขวบ กำลังยืนร้องไห้อยู่ริมถนนใกล้กับเมืองอัลคาเซอร์ ดู ซัล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร โดยเด็กๆ มีเพียงกระเป๋าเป้ที่บรรจุอาหารและน้ำดื่ม แต่ไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ ติดตัว 

มารดาของคนขับรถที่ไปพบเด็กๆ ได้เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นถึงคำบอกเล่าสุดสะเทือนใจจากปากของเด็กชายคนหนึ่งว่า “แม่บอกให้พวกเขาปิดตาเพื่อเล่นเกมตามหาของเล่นที่ซ่อนอยู่ แต่พอพวกเขากลั้นใจเปิดตาออกมา ทั้งแม่และรถยนต์ก็หายวับไปแล้ว”

เจ้าหน้าที่ตำรวจโปรตุเกส สามารถแกะรอยและเข้าจับกุมตัวแม่รายนี้ ซึ่งถูกระบุชื่อว่า มารีน อาร์. (Marine R.) และแฟนหนุ่ม มาร์ก บี (Marc B.) ได้ที่เมืองฟาติมา ทางตอนกลางของประเทศ ก่อนจะส่งตัวขึ้นศาล ซึ่งทางโฆษกตำรวจเปิดเผยว่า ทั้งคู่มีท่าทีที่ “เย็นชาและเหินห่าง” ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในระหว่างการคุมตัวมาศาล ฝ่ายชายได้ตะโกนคำว่า “ฉันรักเธอ” เป็นภาษาฝรั่งเศส และตะโกนใส่กลุ่มผู้สื่อข่าวว่า “โปรตุเกส อาร์มาเกดดอน” (วันสิ้นโลกของโปรตุเกส) ขณะที่ตัวผู้เป็นแม่เดินฮัมเพลงอย่างสบายใจ อีกทั้งมีรายงานจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า ทั้งคู่ส่งเสียงสบถและตะโกนด่าทอข้ามห้องขังเดี่ยวของตัวเองตลอดเวลา

จากการสืบสวนพบว่า เด็กชายทั้งสองคนอาศัยอยู่กับมารดาที่เมืองโคลมาร์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส โดยผู้เป็นพ่อมีสิทธิ์เข้าเยี่ยมลูกได้ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เป็นพ่อได้เข้าแจ้งความว่าลูกๆ หายตัวไป นำไปสู่การออกหมายจับทั่วยุโรป  โดยที่ตำรวจระบุว่า ทั้งคู่ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับประเทศโปรตุเกสเลย

ภูมิหลังของผู้ต้องหาทั้งสองรายยังสร้างความประหลาดใจให้กับสังคม โดยบนโปรไฟล์ LinkedIn ของฝ่ายหญิง ระบุว่าเธอเป็น “นักเซ็กส์วิทยา (Sexologist) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดบาดแผลทางใจและพัฒนาการมนุษย์” ส่วน มาร์ก บี แฟนหนุ่มรุ่นใหญ่วัย 55 ปี เป็น อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามฝรั่งเศส ที่ออกจากราชการเมื่อปี 2010 และมักชอบโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิสมคบคิดและการต่อต้านยิวบนโลกออนไลน์

ขณะนี้ เด็กชายทั้งสองคนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยชั่วคราวจากครอบครัวอุปถัมภ์ชาวฝรั่งเศสในกรุงลิสบอน และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการประสานงานเพื่อส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศสต่อไป.

ที่มา BBC / Le Monde

การแข่งขันโต้คลื่นนิวซีแลนด์หยุดชั่วคราว หลังช่างภาพถูกสัตว์ทะเลกัด

การแข่งขันโต้คลื่นนิวซีแลนด์หยุดชั่วคราว หลังช่างภาพถูกสัตว์ทะเลกัด

25 พ.ค. 2569 12:31 น.

การแข่งขันโต้คลื่นนิวซีแลนด์หยุดชั่วคราว หลังช่างภาพถูกสัตว์ทะเลกัด

การแข่งขันโต้คลื่นระดับโลกในนิวซีแลนด์ต้องสั่งระงับการแข่งขันชั่วคราว หลังช่างภาพชาวออสเตรเลียถูกสัตว์ทะเลกัดระหว่างปฏิบัติงานกลางทะเล เบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นสิงโตทะเล ไม่ใช่ฉลามตามที่วิตกในตอนแรก

เกิดเหตุระทึกในการแข่งขันโต้คลื่นระดับโลก รายการ “นิวซีแลนด์ โปร” ของสมาคมโต้คลื่นโลก หรือ เวิลด์ เซิร์ฟ ลีก (WSL) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแรกลัน บนเกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ โดยฝ่ายจัดการแข่งขันต้องสั่งระงับการแข่งขันทัวร์นาเมนต์รอบชิงชนะเลิศเป็นการชั่วคราว หลังจากที่ช่างภาพประจำการแข่งขันถูกสัตว์ทะเลจู่โจมทำร้ายในน้ำ

ผู้ประสบเหตุคือ นายเอ็ด โสลน ช่างภาพชื่อดังชาวออสเตรเลีย โดยเขาถูกสัตว์ทะเลไม่ทราบชนิดกัดเข้าที่เท้าซ้ายจนเป็นแผลฉกรรจ์ ทีมแพทย์และหน่วยลาดตระเวนทางน้ำได้เข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งในตอนแรกมีการหวั่นเกรงกันว่าอาจจะเป็นการโจมตีของฉลาม

เรนาโต ฮิคเคล (Renato Hickel) รองประธานฝ่ายจัดการแข่งขันของ WSL เปิดเผยว่า ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ประกาศ “โค้ดเรด” (Code Red) ทันทีหลังจากเกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สองนักโต้คลื่นชาวบราซิลอย่าง ยาโก โดรา และ อิตาโล เฟอร์เรรา กำลังแข่งขันกันในรอบรองชนะเลิศชาย

“อิตาโลและยาโกตกใจกันมาก พวกเขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่เราต้องสั่งหยุดการแข่งขันทันที” ฮิคเคลกระบุเพิ่มเติมว่า “ในตอนนี้เรายังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นฉลามหรือสิงโตทะเล แต่แพทย์ในพื้นที่ที่เข้าช่วยเหลือประเมินว่า บาดแผลน่าจะเกิดจากสิงโตทะเลมากกว่าฉลาม แต่อย่างไรก็ตาม มันน่ากลัวมาก”

การแข่งขันถูกระงับไปนานหลายชั่วโมง ก่อนจะกลับมาแข่งขันต่อในช่วงบ่ายวันเดียวกัน หลังจากฝ่ายจัดงานได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยมีการส่งเจ็ตสกีออกลาดตระเวนเพิ่มเติม ใช้โดรนบินตรวจจับจากมุมสูง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่คอยสังเกตการณ์จากชายฝั่งตลอดเวลา

สำหรับผลการแข่งขันในวันนั้น อิตาโล เฟอร์เรยรา นักเซิร์ฟจากบราซิล คว้าแชมป์ประเภทชายไปครอง ส่วน คาริสสา มัวร์ นักเซิร์ฟสาวชาวอเมริกัน คว้าแชมป์ประเภทหญิง

ทั้งนี้ ฮิคเคลระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ทางผู้จัดงานต้องประกาศใช้ “โค้ดเรด” นับตั้งแต่มีการจัดตั้งระบบนี้ขึ้นมา หลังจากกรณีที่ มิก แฟนนิง นักโต้คลื่นชื่อดังชาวออสเตรเลีย ถูกฉลามบุกโจมตีระหว่างการแข่งขันของ WSL ที่อ่าวเจฟฟรีย์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 ซึ่งในครั้งนั้นแฟนนิงรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ด้วยการชกเข้าที่หลังของฉลาม.

ที่มา AFP / BBC

อินเดียอ่วม ปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งที่ 4 ในรอบเพียง 10 วัน รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

อินเดียอ่วม ปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งที่ 4 ในรอบเพียง 10 วัน รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

25 พ.ค. 2569 12:15 น.

อินเดียอ่วม ปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งที่ 4 ในรอบเพียง 10 วัน รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

อินเดียปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 10 วัน หลังสงครามในตะวันออกกลางกระทบอุปทานพลังงานโลก ขณะที่รัฐบาลเร่งรับมือภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 บริษัทน้ำมันของรัฐอินเดียประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 รูปีต่อลิตร หรือราว 0.84 บาทต่อลิตร นับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 4 ภายในเวลาเพียง 10 วัน โดยหลังการปรับขึ้นล่าสุด ราคาน้ำมันเบนซินในกรุงนิวเดลีเพิ่มเป็น 102.12 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 42.90 บาท จากเดิม 99.5 รูปี ขณะที่น้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 95.20 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 40 บาท

รายงานข่าวระบุว่า นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ในอินเดียปรับขึ้นรวมแล้วราว 5% โดยมีสาเหตุจากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก หลังอิหร่านใช้มาตรการควบคุมการเดินเรือในพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะที่อินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยปกตินำเข้าน้ำมันดิบประมาณครึ่งหนึ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตในภูมิภาค

ด้านนายฮาร์ดีป ซิงห์ ปูรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติของอินเดีย เปิดเผยเมื่อต้นเดือนว่า บริษัทค้าน้ำมันของประเทศสูญเสียรายได้สูงถึงวันละ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.4 พันล้านบาท แต่ยืนยันว่าอินเดียยังสามารถนำเข้าพลังงานและรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ระบุว่ามาตรการประหยัดเชื้อเพลิงมีความจำเป็น เพื่อช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศสำหรับนำเข้าพลังงาน ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ยังผันผวนต่อเนื่อง ขณะที่ข้อมูลการขนส่งและนำเข้าน้ำมันยังชี้ว่า อินเดียเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียมากขึ้น เพื่อทดแทนอุปทานจากตะวันออกกลางที่ลดลง หลังสหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนเป็นการชั่วคราว.