ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

25 ก.ย. 2568 03:32 น.

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

เหตุซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในเมืองดัลลัสทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ศพแล้ว ขณะที่ตำรวจเชื่อว่าแรงจูงใจน่าจะมาจากอุดมการณ์ทางการเมือง หลังพบข้อความต่อต้าน ICE บนกระสุน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุคนร้ายซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) ในเมืองดัลลัส ของรัฐเท็กซัส เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ก.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ศพแล้ว บาดเจ็บอีก 1 คน โดยการสืบสวนพบว่า คนร้ายเขียนข้อความ “ต่อต้าน ICE” (ANTI-ICE) บนลูกกระสุนที่ยังไม่ได้ใช้

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) โพสต์ภาพลูกกระสุนดังกล่าวผ่าน X พร้อมระบุว่า “แม้ว่าการสืบสวนจะยังคงดำเนินต่อไป แต่การตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นแสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจทางอุดมการณ์เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้”

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุในแถลงการณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิงแบบไม่เลือกหน้า เข้าไปที่อาคารสำนักงาน ICE รวมถึงรถตู้ที่จอดอยู่ในทางเข้าที่มีการรักษาความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งเป็นจุดที่เหยื่อถูกยิง

ส่วนนายโจเซฟ รอธร็อก เจ้าหน้าที่พิเศษที่รับผิดชอบสำนักงานภาคสนามของ FBI ในดัลลัส กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการกับการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การกระทำความรุนแรงที่มีเป้าหมาย” แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับตัวตนของผู้ต้องสงสัย

พบข้อความ
พบข้อความ “ANTI-ICE” บนกระสุนของคนร้าย

ทั้งนี้ สำนักงาน ICE ที่ถูกโจมตีเป็นสำนักงานภาคสนามไม่ใช่ศูนย์กักกันผู้อพยพเข้าเมือง และผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกยิงเสียชีวิต เป็นผู้อพยพที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเอาไว้

คนร้ายเปิดฉากยิงใส่อาคารสำนักงานจากอาคารข้างเคียงเมื่อเวลาประมาณ 06.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน 2 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนอีก 1 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนที่หนึ่งในผู้บาดเจ็บจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนร้ายก็ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 2 สัปดาห์หลังจากที่นาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมที่ถูกสังหาร ถูกมือปืนซุ่มยิงระหว่างงานอีเวนต์ที่เมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ ซึ่งจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีทางการเมืองระลอกใหม่ในสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลคนอื่นๆ ออกมากล่าวโทษองค์กรเสรีนิยมว่าปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบและสนับสนุนความรุนแรงต่อฝ่ายขวา โดยที่ไม่แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างใดๆ

เมื่อวันจันทร์ นายทรัมป์เพิ่งลงนามคำสั่งพิเศษ ประกาศให้ ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ (antifa) เป็น “องค์กรก่อการร้าย” แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใดๆ เชื่อมโยงกลุ่ม antifa กับการเสียชีวิตของเคิร์ก

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดนับเป็นเหตุโจมตีสถานที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิครั้งที่ 3 ในรัฐเท็กซัสในปีนี้ หลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคมมีตำรวจถูกยิงที่ศูนย์กักกัน ICE ในเมืองแพรรีแลนด์ และในเดือนเดียวกัน ชายชาวมิชิแกนวัย 27 ปีถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตหลังจากเปิดฉากยิงใส่สถานีลาดตระเวนชายแดนสหรัฐฯ ในเมืองแมคอัลเลน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

25 ก.ย. 2568 02:49 น.

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

ทีมแพทย์จากหลายประเทศที่ร่วมทำการวิจัยเผยว่า พวกเขาสามารถรักษาโรคฮันติงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่โหดร้ายที่สุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำลายเซลล์สมองอย่างต่อเนื่อง มีอาการคล้ายกับโรคสมองเสื่อม (dementia) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) และโรคเซลล์ประสาทสั่งการ (motor neurone disease) รวมกัน

ศาสตราจารย์ซาราห์ ทาบริซี ผู้นำการวิจัยในส่วนของสหราชอาณาจักร อธิบายทั้งน้ำตาว่า ทีมแพทย์สามารถชะลอโรคฮันติงตันในผู้ป่วยได้ถึง 75% ซึ่งหมายความว่า อาการที่ปกติจะทรุดลงในหนึ่งปีจะใช้เวลาถึงสี่ปีหลังจากการรักษา ทำให้ผู้ป่วยมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ไปอีกหลายสิบปี

ทีมนักวิจัยใช้วิธีการรักษาแบบใหม่คือการบำบัดด้วยยีน (gene therapy) ผ่านการผ่าตัดสมองที่ละเอียดอ่อนซึ่งใช้เวลานานถึง 12 ถึง 18 ชั่วโมง

ตามปกติแล้วอาการแรกเริ่มของโรคฮันติงตันมักจะปรากฏในช่วงอายุ 30 หรือ 40 ปี และปกติจะเสียชีวิตภายใน 20 ปี แต่ด้วยวิธีการใหม่นี้ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการออกมาเลยหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

ศาสตราจารย์ทาบริซี ผู้อำนวยการศูนย์โรคฮันติงตันแห่งมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน (UCLH) กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้น “น่าทึ่งมาก เราไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะสามารถชะลอการลุกลามของโรคในทางคลินิกได้ถึง 75%”

ทีมวิจัยไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยทั้ง 29 คนที่เข้าร่วมในการวิจัยออกมา แต่มีผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งต้องเกษียณจากงานด้วยเหตุผลทางการแพทย์ สามารถกลับไปทำงานได้อีกครั้ง ส่วนผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมก็ยังคงเดินได้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าพวกเขาอยู่ในช่วงที่ต้องใช้รถเข็นแล้วก็ตาม

คาดกันว่าการรักษาเยียวยาโรคฮันติงตันนี้อาจยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความหวังอย่างแท้จริงสำหรับผู้ป่วยโรคที่ทำร้ายผู้คนในช่วงวัยสำคัญของชีวิต และสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวมากมาย

ทั้งนี้ โรคฮันติงตันเกิดจากความผิดปกติของดีเอ็นเอส่วนที่เรียกว่า ยีนฮันติงติน (huntingtin gene) ซึ่งหากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ ลูกที่เกิดมามีโอกาสถึง 50% ที่จะได้รับยีนที่ผิดปกติ และในที่สุดก็จะพัฒนาไปเป็นโรคฮันติงตันด้วยเช่นกัน

การกลายพันธุ์นี้จะเปลี่ยนโปรตีนปกติที่จำเป็นในสมอง ซึ่งเรียกว่าโปรตีนฮันติงติน (huntingtin protein) ให้กลายเป็นโปรตีนที่ทำลายเซลล์ประสาท เป้าหมายของการรักษานี้จึงเป็นการหาทางลดระดับโปรตีนที่เป็นพิษนี้อย่างถาวรในการรักษาเพียงครั้งเดียว

ทีมวิจัยดำเนินการรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรมที่ล้ำสมัย โดยผสมผสานการบำบัดด้วยยีนและการยับยั้งการแสดงออกของยีน (gene silencing) เข้าด้วยกัน

การรักษาเริ่มต้นด้วยการฉีดไวรัสที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งมีลำดับพันธุกรรมที่ได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นพิเศษ เข้าไปในสมองส่วนลึก โดยใช้การสแกนด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แบบเรียลไทม์เพื่อนำทางสายสวนขนาดเล็ก (microcatheter) ไปยังสมอง 2 ส่วน ได้แก่ caudate nucleus และ putamen ซึ่งต้องใช้เวลาผ่าตัด 12-18 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ไวรัสจะทำหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์ขนาดจิ๋ว โดยส่งดีเอ็นเอชิ้นใหม่เข้าไปในเซลล์สมองและเริ่มทำงาน สิ่งนี้จะเปลี่ยนเซลล์ประสาทให้กลายเป็นโรงงานสำหรับสร้างการบำบัดเพื่อป้องกันการตายด้วยตัวเองของเซลล์

เซลล์เหล่านั้นจะสร้างชิ้นส่วนเล็กๆ ของสารพันธุกรรม (เรียกว่า microRNA) ซึ่งออกแบบมาเพื่อดักจับและปิดการใช้งานคำสั่ง (เรียกว่า messenger RNA) ที่ถูกส่งมาจากดีเอ็นเอของเซลล์สำหรับสร้างโปรตีนฮันติงตินที่กลายพันธุ์ (mutant huntingtin) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระดับของโปรตีนฮันติงตินที่กลายพันธุ์ในสมองลดลง

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสามปีหลังการผ่าตัด โรคนี้ชะลอตัวลงโดยเฉลี่ย 75% โดยอิงจากการวัดความสามารถในการรับรู้, การทำงานของกลไกในร่างกาย และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ร่วมกัน

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าการรักษานี้ช่วยรักษาเซลล์สมองได้ โดยระดับของสารนิวโรฟิลาเมนท์ในน้ำไขสันหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการตายของเซลล์สมอง และควรจะเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 หากโรคดำเนินต่อไป แต่กลับมีระดับต่ำกว่าตอนเริ่มต้นการทดลอง

ทีมวิจัยระบุว่า การรักษานี้ถือว่าปลอดภัย แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะมีอาการอักเสบจากไวรัสที่ทำให้ปวดศีรษะและสับสน ซึ่งอาการดังกล่าวหายไปเองได้ หรืออาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์

ศาสตราจารย์ เอ็ด ไวลด์ จาก UCLH คาดการณ์ว่า การรักษานี้คาดว่า “จะคงอยู่ตลอดชีวิต” เพราะเซลล์สมองไม่ได้ถูกสร้างใหม่เหมือนกับเลือด กระดูก และผิวหนัง ที่ได้รับการสร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง ปัจจุบันในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และยุโรป มีผู้ป่วยโรคฮันติงตันประมาณ 75,000 คน และอีกหลายแสนคนที่เป็นพาหะของยีนกลายพันธุ์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะพัฒนาไปเป็นโรคนี้ในที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

24 ก.ย. 2568 23:15 น.

UK จับชายต้องสงสัย โยงโจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป

เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้ระบบของสนามบินทั่วโลกปั่นป่วน

เมื่อ 24 ก.ย. 2568 สำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCA) เปิดเผยว่า ตำรวจจับกุมตัวชายอายุในช่วง 40 ปีคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าอาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งทำให้ระบบเช็คอินอัตโนมัติและระบบขึ้นเครื่องของสนามบินหลายแห่งในยุโรปใช้การไม่ได้นานหลายวันเมื่อสัปดาห์ก่อน

NCA ระบุว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมในมณฑลเวสต์ซัสเซกซ์ เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา (23 ก.ย.) โดยต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามกฎหมายการใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิด (Computer Misuse Act) ก่อนที่เขาจะได้รับการประกันตัวแบบมีเงื่อนไข

“แม้ว่าการจับกุมครั้งนี้จะเป็นความคืบหน้าในเชิงบวก แต่การสืบสวนเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังคงดำเนินต่อไป” นายพอล ฟอสเตอร์ หัวหน้าหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์แห่งชาติของ NCA ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ย. บริษัท “คอลลินส์ แอโรสเปซ” (Collins Aerospace) ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินที่เรียกว่า Muse แก่สายการบินต่างๆ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ ทำให้ผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางออกจากเมืองต่างๆ เช่น ลอนดอน บรัสเซลส์ เบอร์ลิน และดับลิน ประสบปัญหาการเดินทาง

เจ้าหน้าที่สนามบินบรัสเซลส์ ต้องใช้ไอแพดและแล็ปท็อปเพื่อเช็คอินผู้โดยสารทางออนไลน์ ขณะที่ผู้โดยสารคนหนึ่งที่สนามบิน “เบอร์ลิน บรันเดินบวร์ก” บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ผู้โดยสารได้รับตั๋วขึ้นเครื่องบินที่เขียนด้วยลายมือ

ในแถลงการณ์เมื่อเช้าวันพุธ (24 ก.ย.) สนามบินเบอร์ลินระบุว่า ปัญหาการเดินทางยังคงดำเนินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

24 ก.ย. 2568 21:59 น.

มือปืนซุ่มยิง สนง.ตรวจคนเข้าเมืองเท็กซัส ดับ 1 เจ็บ 2 ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุมือปืนซุ่มยิงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรัฐเท็กซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่คนร้ายตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุมือปืนซุ่มยิงอาวุธเข้าใส่อาคารสำนักงานภาคสนามของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ในเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ก.ย. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บ 2 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ตำรวจเมืองดัลลัสเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 6.40 น. วันพุธที่ 24 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามือปืนเปิดฉากยิงจากอาคารใกล้เคียง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ส่วน น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คนร้ายตัดสินใจใช้อาวุธปืนจบชีวิตตัวเอง

“ถึงแม้เรายังไม่ทราบแรงจูงใจของคนร้าย แต่เราก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของ ICE กำลังเผชิญกับความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” น.ส.โนเอมระบุ และเสริมว่า “ความรุนแรงนี้จะต้องหยุดลง โปรดสวดภาวนาให้กับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา”

ทั้งนี้ สำนักงานของ ICE ที่เกิดเหตุในครั้งนี้ เป็นแห่งเดียวกับที่เคยถูกขู่วางระเบิดเมื่อเดือนสิงหาคม โดยในตอนนั้น จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้าไปในสำนักงาน ICE ก่อนจะข่มขู่ว่า ตัวเขาพกระเบิดมาด้วย ก่อนที่ชายคนนี้ซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า แบรตตัน ดีน วิลกันสัน ชาวอเมริกันอายุ 36 ปี จะถูกจับกุมตัวในที่สุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

ไต้ฝุ่น "รากาซา" ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

24 ก.ย. 2568 17:12 น.

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ ยอดตายไต้หวันเพิ่มเป็น 15 ศพ

ไต้ฝุ่น “รากาซา” ได้ขึ้นฝั่งเกาะไห่หลิง ใกล้เมืองหยางเจียง ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันนี้ โดยมีความเร็วลมสูงสุดที่พัดขึ้นฝั่งใกล้ศูนย์กลางราว 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่สำนักงานควบคุมและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งแห่งรัฐของจีน เปิดเผยว่ามีประชาชนมากกว่า 1.89 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้งที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงระบุว่า พายุรากาซาได้อ่อนกำลังลงจากระดับซูเปอร์ไต้ฝุ่น เป็นพายุไต้ฝุ่นรุนแรงแล้ว แต่ยังคงมีอันตรายจากลมกระโชกแรงถึงลมพายุที่รุนแรง ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของฮ่องกง โดยพบผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 62 คน

ส่วนที่ไต้หวัน สำนักงานดับเพลิงรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 15 รายในเมืองฮวาเหลียน ทางตะวันออกของไต้หวัน และมีผู้สูญหายอีก 17 ราย หลังจากที่ระดับน้ำในทะเลสาบสันดอนหม่าไท่อัน บนภูเขาล้นแนวกั้นและเข้าท่วมเมืองในช่วงที่พายุไต้ฝุ่นรากาซา พัดผ่าน ส่งมวลน้ำปริมาณมหาศาลเข้าท่วมเมืองกวงฟู่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายทั้งหมดอยู่ในเมืองกวงฟู่ ซึ่งกระแสน้ำได้พัดสะพานข้ามแม่น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งพังทลายลง

ข้อมูลของรัฐบาลไต้หวันระบุว่า ประชาชนประมาณ 5,200 คน หรือประมาณ 60% ของประชากรเมืองกวงฟู่ ได้ขึ้นไปหลบภัยที่ชั้นสูงของบ้านเรือนของตนเอง ขณะที่ส่วนใหญ่ที่เหลือได้ออกไปพักอยู่กับครอบครัว รัฐบาลประเมินว่าทะเลสาบสันดอนกั้นดังกล่าวมีปริมาณน้ำ 15.4 ล้านตัน ซึ่งสามารถเติมสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกได้ประมาณ 36,000 สระ นักธรณีวิทยาบางคนบรรยายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “คลื่นสึนามิจากภูเขา”

ทะเลสาบสันดอนหม่าไท่อัน เกิดขึ้นหลังจากเกิดดินถล่มครั้งใหญ่จากพายุไต้ฝุ่นวิภาในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดได้เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก

แม้ว่าระดับน้ำท่วมในเมืองจะลดลงแล้ว แต่ยังคงมีโคลนหนาและเศษซากจำนวนมากหลงเหลืออยู่ และทีมค้นหายังคงลงพื้นที่ค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง ภัยพิบัติครั้งนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางทั่วไต้หวัน โดยหลายคนแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวเมืองฮวาเหลียน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เต็มไปด้วยข้อความสนับสนุน การบริจาค และการเรียกร้องให้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคมากขึ้น.

ที่มา BBC

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

24 ก.ย. 2568 15:32 น.

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน-ปั่นหุ้น

ศาลเกาหลีใต้ได้เปิดการพิจารณาคดีทางอาญาเป็นครั้งแรกจากข้อหาปั่นหุ้นและทุจริต สำหรับ คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเป็นภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งจากความพยายามในการประกาศกฎอัยการศึก 

คิม กอนฮี ถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจากหลายข้อหา ซึ่งรวมถึงการปั่นหุ้นและการทุจริต เธอเดินทางไปศาลกลางกรุงโซลด้วยตนเอง โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประกบ

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสวมชุดสูทสีเข้มและรวบผมไว้ด้านหลัง โดยติดหมายเลขนักโทษ 4398 ไว้ที่หน้าอก การพิจารณาคดีเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่ศาลยืนยันตัวตนและอาชีพ ซึ่งเธอตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่มีงานทำ” นอกจากนี้ เธอยังแจ้งวันเดือนปีเกิดและปฏิเสธที่จะขอให้มีคณะลูกขุนเข้าร่วมในการพิจารณาคดี

คดีนี้ทำให้เกาหลีใต้มีทั้งอดีตประธานาธิบดีและอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ต้องเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาในเวลาเดียวกัน

คิม กอนฮี ตกเป็นเป้าในการตรวจสอบมาอย่างยาวนานจากข้อกล่าวหาว่าเธอมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้น และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในปี 2022 หลังจากมีคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยนักบวชฝ่ายซ้ายคนหนึ่ง ซึ่งปรากฏภาพเธอกำลังรับมอบกระเป๋าหรูแบรนด์ดิออร์ นอกจากนี้เธอยังถูกกล่าวหาว่าเข้าแทรกแซงกระบวนการเสนอชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคของอดีตสามี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า การพิจารณาคดีครั้งนี้อาจนำไปสู่การที่ทั้งอดีตประธานาธิบดี ยุน และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง อาจต้องถูกเรียกตัวมาให้การพร้อมกันในข้อหาที่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งรัฐสภา

ก่อนหน้านี้ ในฐานะประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ได้ใช้สิทธิวีโตกฎหมายพิเศษสามฉบับที่ผ่านโดยรัฐสภาซึ่งถูกควบคุมโดยฝ่ายค้าน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาต่อคิม กอนฮี โดยการวีโต้กฎหมายครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา AFP 

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

24 ก.ย. 2568 12:52 น.

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาลในวันนี้ ชาวเน็ตต่างนึกย้อนถึงเหตุในญี่ปุ่นที่เมืองฟุกุโอกะเมื่อปี 2016 ซึ่งเกิดถนนทรุดขนาดใหญ่พอกัน แต่ที่น่าทึ่งคือญี่ปุ่นสามารถซ่อมเสร็จได้ในเวลาเพียง 7 วัน

โดยเหตุการณ์ที่ฟุกุโอกะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2016 เวลาประมาณ 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถนนขนาด 5 เลนใจกลางเมืองฟุกุโอกะ ใกล้กับสถานีรถไฟฮากาตะ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดของเมือง เกิดทรุดตัวลงเป็นหลุมยุบขนาดยักษ์ กว้างประมาณ 30 x 27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร  ซึ่งสาเหตุเกิดจากการก่อสร้างใต้ดินบริเวณใกล้เคียง

แม้เหตุดังกล่าวไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แต่ทำให้เกิดไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และการจราจรในพื้นที่หยุดชะงัก 

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ทางการได้เร่งส่งคนงานลงพื้นที่ทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถถมถนนจนเกือบเต็มถนนในเวลาเพียง 2 วัน และซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันที่ 15 พ.ย. 2016 ซึ่งครบ 1 สัปดาห์พอดี

ความสำเร็จดังกล่าวได้รับคำชื่นชมในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งผู้คนทั่วโลกที่ยกย่องญี่ปุ่น ที่สามารถจัดการวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วอยู่เสมอ.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "รากาซา" จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

24 ก.ย. 2568 12:51 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

ทางการจีนได้สั่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้ง ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ โดยคาดว่าจะขึ้นฝั่งภายในวันนี้ หลังจากเพิ่งเผชิญกับไต้ฝุ่นมิแทกเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ทางการต้องยกระดับการรับมือภัยพิบัติในระดับสูงสุด

เมื่อคืนที่ผ่านมา (23 ก.ย.) สำนักงานควบคุมและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งแห่งรัฐของจีน รายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 1.89 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้งที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 18 ของปีนี้ กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งอย่างรวดเร็ว

ไต้ฝุ่นรากาซาคาดว่าจะขึ้นฝั่งในมณฑลกวางตุ้งระหว่างเมืองจูไห่และจ้านเจียง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงค่ำของวันนี้ (24 ก.ย.) ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับทางการ เนื่องจากมณฑลนี้เพิ่งถูกพายุไต้ฝุ่น “มิแทก” พัดถล่มเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ดินในบางพื้นที่อิ่มตัวไปด้วยน้ำและอ่อนตัว

รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ออกแถลงการณ์ว่า “การเผชิญหน้ากับซูเปอร์ไต้ฝุ่นอีกลูก ทำให้ความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สถานการณ์การป้องกันภัยพิบัติรุนแรงและเร่งด่วนอย่างยิ่ง”

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานใหญ่ควบคุมอุทกภัยและภัยแล้งแห่งชาติจึงได้ยกระดับการรับมือเหตุฉุกเฉินจากไต้ฝุ่นขึ้นสู่ระดับ 3 สำหรับมณฑลกวางตุ้งและไหหลำ นอกจากนี้ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติเข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือการบรรเทาทุกข์ในท้องถิ่น

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ระดมทีมกู้ภัยจากรัฐวิสาหกิจรวม 143 ทีม ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรกว่า 7,400 นาย และอุปกรณ์กู้ภัยกว่า 2,500 รายการ เพื่อช่วยเคลียร์เส้นทางและระบายน้ำฉุกเฉินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรน้ำได้เรียกร้องให้หน่วยงานทรัพยากรน้ำในมณฑลกวางตุ้ง ไหหลำ และฝูเจี้ยน รวมถึงเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ออกคำเตือนล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว และให้คำแนะนำที่ทันท่วงทีแก่รัฐบาลท้องถิ่นหากมีความจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อันตราย.

ที่มา  BBC Xinhua

“จิมมี คิมเมล” คืนจอ ย้ำ “ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก”

"จิมมี คิมเมล" คืนจอ ย้ำ "ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก"

24 ก.ย. 2568 11:52 น.

“จิมมี คิมเมล” คืนจอ ย้ำ “ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก”

หลังจากรายการถูกพักการออกอากาศนานเกือบหนึ่งสัปดาห์ จิมมี คิมเมล กลับมาจัดรายการอีกครั้งพร้อมกับเสียงปรบมือกึกก้องจากผู้ชม เขาได้กล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมชื่อดัง พร้อมทั้งตอบโต้การกระทำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร 

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง ได้กลับมาออกอากาศ Jimmy Kimmel Live! อีกครั้ง หลังรายการถูกระงับชั่วคราวจากกรณีที่เขาแสดงความคิดเห็นเชิงล้อเลียนเกี่ยวกับการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับฝ่ายบริหารของทรัมป์

ในระหว่างการกล่าวเปิดรายการ คิมเมลกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อนร่วมอาชีพอย่าง สตีเฟน โคลเบิร์ต, เซท เมเยอร์, ฮาวเวิร์ด สเติร์น และเดวิด เลตเตอร์แมน ที่ออกมาให้กำลังใจ รวมถึงแฟนๆ ที่ร่วมกันรณรงค์ให้รายการของเขากลับมาออกอากาศอีกครั้ง

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงนักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมอย่าง เบน ชาพิโร, แคนเดซ โอเวนส์, เท็ด ครูซ และแรนด์ พอล ที่ออกมาปกป้องสิทธิ์ในการพูดอย่างเสรีของเขา แม้ว่าจะไม่ชอบรายการของเขาก็ตาม

แต่ช่วงที่เรียกความสนใจมากที่สุดคือตอนที่ คิมเมล พูดถึงคอมเมนต์ของตัวเองเกี่ยวกับคดีลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก เขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขณะกล่าวว่า “ผมไม่ได้คิดไปเองว่าจะเปลี่ยนใจใครได้ แต่ผมอยากทำให้ชัดเจน เพราะมันสำคัญกับผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และนั่นก็คือ คุณเข้าใจไหมว่าผมไม่เคยตั้งใจจะพูดเรื่องฆาตกรรมให้เป็นเรื่องเบาสมองเลย” คิมเมลกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมไม่คิดว่ามันจะมีอะไรตลกเกี่ยวกับเรื่องนี้” พร้อมยอมรับว่าเข้าใจดีหากผู้คนมองว่าคอมเมนต์ของเขาไม่เหมาะสม

คิมเมลเสริมว่า “และผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสำหรับการกระทำของคนที่เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติอย่างมาก นั่นตรงกันข้ามกับประเด็นที่ผมพยายามจะพูด” เขากล่าวว่าเขาเข้าใจคำพูดของเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่บางคนรู้สึกว่า “ไม่เหมาะสมเวลาหรือไม่ชัดเจน หรืออาจจะทั้งสองอย่าง”

คิมเมลยังได้กล่าวโจมตี เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสั่งระงับรายการของเขา โดยระบุว่าคาร์เคยเป็นผู้สนับสนุนสิทธิในการพูดอย่างเสรี แต่กลับเปลี่ยนท่าทีเมื่อเป็นเรื่องของเขา

คิมเมลออกมาประณามทรัมป์ที่เรียกร้องให้ปลดจิมมี่ ฟอลลอน และเซธ เมเยอร์ส พิธีกรรายการทอล์กโขว์ภาคดึก “ผู้นำของเรายินดีกับคนที่สูญเสียอาชีพ เพราะเขารับมุกตลกไม่ได้” เขาเสริมว่าการที่ทรัมป์เปิดช่องเชียร์ให้คนตกงานนั้น “ไม่ใช่อเมริกัน” และ “อันตราย”

ในช่วงท้าย คิมเมลแสดงความชื่นชมต่อ เอริกา เคิร์ก ภรรยาของชาร์ลี เคิร์ก ที่ให้อภัยผู้ต้องหาในพิธีรำลึกถึงสามีของเธอเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า “มันเป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและเสียสละ… ซึ่งทำให้ผมซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง” และเสริมว่าคนอเมริกันควรเอาคำพูดของเธอมาเป็นแบบอย่าง

ถึงแม้จะกลับมาออกอากาศได้ตามปกติ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากเจ้าของสถานีโทรทัศน์บางแห่ง เช่น เน็กซ์สตาร์ มีเดีย และ ซินแคลร์ ได้ประกาศว่าจะยังคงใช้ช่วงเวลาของรายการของจิมมี คิมเมล ด้วยรายการอื่นต่อไปในสถานีของตนเอง ซึ่งครอบคลุมครับเรือนในสหรัฐฯ ถึง 23% อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของบริษัทดิสนีย์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของสถานีโทรทัศน์เอบีซี ที่ให้ คิมเมล กลับมาออกอากาศ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายการกระทำของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่พยายามคุกคามสื่อที่เห็นต่างผ่านการฟ้องร้องและมาตรการทางกฎหมาย.

ที่มา BBC

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

24 ก.ย. 2568 11:12 น.

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างแท้จริง สิ่งที่เขาต้องทำคือการยุติสงครามในฉนวนกาซา เพราะมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีอำนาจในการกดดันอิสราเอลให้ยุติความขัดแย้งนี้ได้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BFM TV ของฝรั่งเศส ณ นครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) โดยระบุว่า ทรัมป์เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาได้

มาครงกล่าวว่า “เหตุผลที่เขาสามารถทำได้มากกว่าพวกเรา ก็เพราะพวกเราไม่ได้จัดหาอาวุธที่อนุญาตให้มีการทำสงครามในกาซา เราไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่ทำให้การทำสงครามในกาซาเกิดขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาทำ”

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีสหประชาชาติ โดยปฏิเสธการเคลื่อนไหวของพันธมิตรตะวันตกที่สนับสนุนการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และอ้างว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการให้รางวัลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส

แม้ว่าทรัมป์จะเคยกล่าวว่า “เราต้องยุติสงครามในกาซาทันที เราต้องเจรจาสันติภาพทันที” แต่มาครงก็สวนกลับทันควันว่า “ผมเห็นประธานาธิบดีอเมริกันที่มีส่วนร่วม ซึ่งกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเวทีนี้เมื่อเช้านี้ว่า ‘ผมต้องการสันติภาพ ผมได้ยุติความขัดแย้งมาแล้ว 7 ครั้ง’ ผู้ที่ต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณยุติความขัดแย้งนี้”

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากหลายประเทศ เช่น กัมพูชา อิสราเอล และปากีสถาน สำหรับการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพหรือการหยุดยิง ขณะที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำเพื่อสันติภาพมากกว่าผู้นำทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติรวมกันเสียอีก.

ที่มา Reuters