กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

24 ก.ย. 2568 11:11 น.

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาดิ้นไม่หยุด ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทางการไทยที่ระบุว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง ยันไม่ได้รุกล้ำ ชี้ไทยบิดเบือนข้อมูล

เพจเฟซบุ๊กของฮุน เซนเคลื่อนไหวอีก เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีการชี้แจง 5 ข้อ ตอบโต้ข้อกล่าวหาของไทยที่ว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง โดยมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2025 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวในงานแถลงข่าวว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง ซึ่งทำให้ไทยบังคับใช้กฎหมายกับพวกเขา กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจึงจำเป็นต้องตอบโต้คำแถลงที่บิดเบือนดังกล่าว ดังนี้:

ประการแรก ไทยไม่สามารถอ้างอธิปไตยหรือบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศต่อชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดน—โดยเฉพาะในช่วงหยุดยิง ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะงดเว้นการกระทำที่ยั่วยุ การบังคับใช้กฎหมายไทยอย่างไม่ชอบธรรมในช่วงเวลานี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ควรเน้นว่าชุมชนชาวกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ต.โอเบโจน จ.บันเตียเมียนเจย มาตั้งแต่ก่อนการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU 2000) ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย ตามบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรักษาสถานะเดิมไว้จนกว่างานปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ ข้อกำหนดอ้างอิงปี 2003 ระบุว่างานปักปันนี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน

ประการที่สอง การประท้วงของชาวกัมพูชาเป็นการตอบสนองที่ชอบธรรมต่อการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินและบ้านเรือนของพวกเขา หลังถูกล้อมด้วยลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นการเข้าถึงที่ดินและไร่นา อีกทั้งยังควรเปิดเผยด้วยว่า ทีมเทคนิคของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันในตำแหน่งของหลักเขตแดนหมายเลข 43 แต่ยังไม่ได้ตกลงในตำแหน่งของหลักเขตแดนหมายเลข 42 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเปรยจัน ดังนั้นจึงเป็นการบิดเบือน หากจะใช้แผนภาพที่ลากเส้นพรมแดนตรงจากหลักเขตแดนหมายเลข 43 ไปยังหลักเขตแดนหมายเลข 42 เพื่ออ้างว่าเหตุรุนแรงต่อผู้ประท้วงเกิดขึ้นภายในดินแดนไทย

ประการที่สาม แม้แต่เส้นแบ่งเขตที่ถูกนำเสนอในแผนภาพโดยฝ่ายไทย แต่ในทางปฏิบัติ คนไทยได้เข้ามาอาศัยและทำการเกษตรเป็นเวลาหลายปีแล้ว บนพื้นที่หลายเฮกตาร์ซึ่งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ด้วยความซับซ้อนของปัญหาชายแดนในพื้นที่นี้ กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ฝ่ายไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ แทนที่จะพยายามบังคับใช้อำนาจอธิปไตยด้วยกำลัง รวมถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกัมพูชาออกจากพื้นที่

ประการที่สี่ สมควรต้องกล่าวถึงว่า ภายใต้กรอบของบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU 2000) กัมพูชาได้ยื่นการประท้วงอย่างเป็นทางการหลายครั้งต่อฝ่ายไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขการละเมิดในพื้นที่ที่ฝั่งกัมพูชาถูกละเมิด แต่ก็ไม่เป็นผล ความตึงเครียดในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทั้งสองฝ่ายต้องกระตุ้นให้ JBC เร่งรัดและเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการกลับมาทำงานของ JBC ภายใต้กรอบ MOU 2000

ประการที่ห้า กัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อเงื่อนไขการหยุดยิง ตามที่ได้มีการบันทึกไว้ในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนทั่วไปกัมพูชา–ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมและ 10 กันยายน และการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนภูมิภาคเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 กัมพูชาคาดหวังว่าไทยจะยึดมั่นในเงื่อนไขการหยุดยิงด้วยความสุจริต เช่นเดียวกัน ด้วยการหยุดแผนการขับไล่ครัวเรือนชาวกัมพูชาหลายร้อยครัวเรือนออกจากบ้านและที่ดินที่พวกเขาอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี และให้ผู้ที่ถูกขับไล่กลับคืนบ้านและที่ดินของตน ขณะรอให้การปักปันเขตแดนแล้วเสร็จโดย JBC

รัฐบาลกัมพูชาขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการหาทางออกอย่างสันติต่อข้อพิพาทเขตแดนทั้งหมดกับไทย เช่นเดียวกับกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ผ่านวิธีการสันติที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า “เขตแดนจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง”

พนมเปญ 23 กันยายน 2025

ที่มา : FB ฮุน เซน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชายแดนไทยกัมพูชา

WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

WHO โต้ทรัมป์ "วัคซีน-ไทลินอล" ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

24 ก.ย. 2568 10:01 น.

WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

องค์การอนามัยโลกแถลงโต้ทรัมป์ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนหรือยาไทลินอล ก่อให้เกิดออทิสติก หลังทรัมป์แนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดดังกล่าว จนเกิดความสับสนในสังคม

WHO หรือองค์การอนามัยโลกยืนยันว่าพาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน ซึ่งเป็นตัวยาหลักของไทลินอล ถือเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดชนิดหนึ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แม้จะมีงานวิจัยเชิงสังเกตบางชิ้นที่เคยเสนอความเชื่อมโยงกับออทิสติก แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกัน และงานวิจัยต่อมาหลายชิ้นก็ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

โดยโฆษก WHO ทาริก จาซาเรวิช กล่าวย้ำว่าหากความเชื่อมโยงนั้นมีจริง เราควรเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในทุกการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ WHO ยังตอบโต้ข้อกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโยงกับวัคซีน โดยชี้ว่าวัคซีนไม่ก่อให้เกิดออทิสติกเช่นกัน และตารางการฉีดวัคซีนในเด็กที่ WHO แนะนำ ได้รับการใช้ทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้แล้วกว่า 154 ล้านคน

WHO เตือนว่า หากตารางการฉีดวัคซีนถูกเลื่อนหรือปรับโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง ทั้งในตัวเด็กเองและชุมชนโดยรอบ โดยทุกครั้งที่พลาดการฉีดวัคซีน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงติดโรคอันตรายที่อาจถึงชีวิต

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชี้ว่า ออทิสติกเป็นภาวะซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของสมอง และมีสาเหตุหลักจากพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากวัคซีนหรือยาแก้ปวดอย่างที่มีกระแสข่าวอ้าง

นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดเพื่อชี้แจงข้อกังขาของประชาชน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรอดทน และไม่ใช้ไทลินอล โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงที่ไม่ได้รับการพิสูจน์กับภาวะออทิสติก อีกทั้งยังเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนในเด็ก รวมถึงวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) และตั้งข้อกังขาเรื่องส่วนผสมอะลูมิเนียมที่ใช้ในวัคซีนด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทลินอล

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

24 ก.ย. 2568 08:04 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

ฮ่องกงยกระดับเตือนพายุเป็นระดับ 10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธ ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่มเต็มกำลัง และถูกระบุว่าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดของโลกในปีนี้

ทางการฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียนและธุรกิจทั้งหมด พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดเข้าถล่มเต็มกำลัง จนต้องประกาศเตือนภัยในระดับ 10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ขณะนี้มีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 49 แห่งทั่วเกาะ โดยมีประชาชนกว่า 730 คนเข้าหลบภัยแล้ว

รายงานความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คนที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน พบเหตุการณ์ดินถล่ม 1 จุด และต้นไม้หักโค่นมากกว่า 120 ต้น แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วมจนถึงเวลา 7.00 น. ของวันพุธ

โดยกระแสความวิตกในฮ่องกงทำให้ประชาชนแห่ซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตแทบว่างเปล่า ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ย่านเล่ยหยู่หมุน ซึ่งมักถูกน้ำทะเลหนุนท่วมหนักทุกครั้งที่เกิดพายุใหญ่ ได้ช่วยกันก่อกระสอบทรายป้องกันไว้ล่วงหน้า

ส่วนที่ไต้หวัน ทางการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 14 รายในเขตฮวาเหลียน หลังเขื่อนดินแตกจนมวลน้ำมหาศาลหลากไหลทะลักพัดสะพานและถนนในเขตกวางฝู่พังราบ ทำให้บ้านเรือนเสียหายหนัก ก่อนหน้านี้มีรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 2 รายและสูญหายอีกกว่า 30 คน

ด้านเมืองจูไห่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ร้านค้าและประชาชนต่างเร่งป้องกันหน้าต่างกระจกและทรัพย์สินจากความรุนแรงของลมพายุ โดยหลายคนยอมรับว่ารู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุรากาซา

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

24 ก.ย. 2568 05:25 น.

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

ชายชาวอเมริกันผู้พยายามซุ่มยิงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกำลังตีกอล์ฟในรัฐฟลอริดาเมื่อปีก่อน ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาพยายามฆ่า และอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามีสิทธิ์รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 ว่า นายไรอัน เราท์ อายุ 59 ปี ถูกคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีก่อน โดยที่ในขณะนั้น นายทรัมป์ยังเป็นเพียงผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น

นายเราท์ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้และเล็งปืนไรเฟิลผ่านรั้วไปยังนายทรัมป์ ที่กำลังตีกอล์ฟที่สนาม “ทรัมป์ อินเทอร์เนชันแนล กอล์ฟ คลับ” ในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2567 แต่เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลับพบตัวก่อน จึงหลบหนีไปโดยที่ยังไม่ได้ลงมือ ก่อนที่ตำรวจจะสกัดจับเขาได้ในวันเดียวกัน

นอกจากข้อหาพยายามฆ่าแล้ว นายเราท์ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในอีก 4 ข้อหารวมถึงการขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางและความผิดเกี่ยวกับอาวุธ โดยนายเราท์มีโอกาสรับโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต

“แผนการนี้ถูกวางอย่างประณีตและจริงจังอย่างยิ่ง” อัยการจอห์น ชิปลีย์ กล่าวในช่วงเริ่มต้นการพิจารณาคดี พร้อมเสริมว่าหากไม่มีการเข้าแทรกแซงของเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ “นายโดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่มีชีวิตอยู่”

การตัดสินคดีของนายเราท์เกิดขึ้นหลังมีการพิจารณาคดีที่ฟอร์ตเพียร์ซ รัฐฟลอริดา นาน 12 วัน และเกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังเหตุลอบสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดัง ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตัวนายทรัมป์ก็ตกเป็นเป้าหมายลอบสังหารถึง 2 ครั้งในปี 2567 รวมถึงตอนที่เขาถูกยิงเฉี่ยวหู ระหว่างหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อ 13 ก.ค. 2567

“คำตัดสินว่านายไรอัน เราท์ ซึ่งเป็นผู้ที่พยายามลอบสังหารทรัมป์ มีความผิดในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงยุติธรรมในการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมือง” บอนดีกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่าน X

“ความพยายามลอบสังหารครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีประธานาธิบดีของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูถูกประเทศชาติของเราอย่างแท้จริง”

ฝ่ายนายเราท์ปฏิเสธข้อกล่าวหาตลอดการพิจารณาคดี โดยเขาตัดสินใจไล่ทนายความของตัวเองออกและแก้ต่างให้ตัวเองในชั้นศาล โดยเขาพยายามอ้างเรื่องนิสัยอ่อนโยนและไม่ใช้ความรุนแรงของตัวเองเป็นข้อโต้แย้ง คำแถลงเปิดคดีที่วกไปวนมาของเขาสุดท้ายก็ถูกผู้พิพากษาตัดบท และเขาก็ไม่ได้โต้แย้งมากนักในตอนที่พยายามทยอยกันขึ้นมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานในคดี

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า นายเราท์ดูเหมือนจะพยายามใช้ปากกาแทงตัวเองหลังคณะลูกขุนตัดสินให้เขามีความผิดจริง แต่เจ้าหน้าที่ช่วยกันเข้าสกัดเอาไว้ได้

ทั้งนี้ นายเราท์ มีชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในฐานะผู้รับเหมามุงหลังคา และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในไต้หวันและยูเครน ซึ่งเขาเดินทางไปถึงสองครั้งหลังจากที่รัสเซียบุกรุก

ซารา ลูกสาวของนายเราท์บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า นายเราท์ไปอยู่ที่ยูเครนเป็นเวลา 10 เดือน โดยนอนในเต็นท์ที่กรุงเคียฟ และช่วยรับสมัครอาสาสมัครและจัดหาเสบียง ซึ่งเธอมองว่านี่เป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่เขามองว่า อ่อนแอหรือไม่มีที่พึ่ง

“พวกเขากำลังจะทำสงคราม พวกเขาไม่มีอะไรจะสู้เลย” ซารา เราท์กล่าว “เขารู้สึกว่าเขาสามารถสร้างความแตกต่างได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

24 ก.ย. 2568 03:05 น.

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกจุดยืนอีกรอบหลังคุยกับเซเลนสกี โดยโพสต์ข้อความแสดงความเชื่อว่า ยูเครนอาจสามารถชิงดินแดนทั้งหมดคืนมาได้ และว่าสงครามนี้ทำให้รัสเซียดูเป็น “เสือกระดาษ”

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ยูเครนอยู่ในสถานะที่ต่อสู้และชิงพื้นที่ทั้งหมดกลับคืนจากรัสเซียได้ สวนทางจากจุดยืนของนายทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้สงครามยุติลงแม้ยูเครนจะต้องสละดินแดน

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “หลังจากได้ทราบและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซีย และหลังจากที่ได้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซีย ผมคิดว่ายูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป อยู่ในสถานะที่สามารถต่อสู้และชิงดินแดนดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมด ด้วยเวลา, ความอดทน และการสนับสนุนทางการเงินจากยุโรป โดยเฉพาะนาโต การได้พรมแดนเดิมในตอนที่สงครามนี้เริ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า? รัสเซียต่อสู้อย่างไร้จุดหมายมา 3 ปีครึ่ง ในสงครามที่หากเป็นมหาอำนาจทางทหารตัวจริงคงใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ในการเอาชนะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีกับรัสเซียเลย ที่จริง มันกำลังทำให้พวกเขาดูเหมือน ‘เสือกระดาษ’ มากกว่า”

“เมื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในมอสโก และตามเมืองน้อยใหญ่และเขตต่างๆ ทั่วรัสเซียพบว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในสงครามนี้ พบข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาซื้อน้ำมันเบนซินได้เนื่องจากมีแถวยาวเหยียดรออยู่ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสงครามของพวกเขา ที่เงินเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำสงครามกับยูเครนซึ่งมีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนอาจสามารถพาดินแดนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมได้ ใครจะรู้? บางทีอาจไปไกลกว่าเดิมก็ได้!”

“ปูตินและรัสเซียกำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรให้ทั้งสองประเทศโชคดี เราจะยังคงจัดหาอาวุธให้กับนาโต เพื่อให้นาโตนำไปใช้ตามที่พวกเขาต้องการ ขอให้ทุกคนโชคดี!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : @realDonaldTrump

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

24 ก.ย. 2568 01:46 น.

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ทะเลสาบในไต้หวันล้นตลิ่งเข้าท่วมเมือง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่มีผู้ติดค้างและสูญหายอีกนับร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาภาคใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะไต้หวัน ทำให้น้ำในทะเลสาบบนภูเขาเอ่อล้นทะลักตลิ่งไหลเข้าท่วมเมืองใกล้เคียง ล่าสุดมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ประชาชนอีกนับร้อยติดค้างหรือสูญหาย

ไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 มีความเร็วลมสูงสุดถึง 285 กม./ชม. ทำให้มันกลายเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปี 2568 จนถึงตอนนี้ และทำให้หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องประกาศเตือนภัยน้ำท่วม, คลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง และดินถล่ม

ชายขอบด้านของพายุ รากาซา พัดกระหน่ำเกาะไต้หวันตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว และทำให้คันดินกั้นทะเลสาบซึ่งเกิดจากดินถล่มก่อนหน้านี้ แตกออกในช่วงบ่ายวันอังคาร (23 ก.ย. 2568) ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่เมืองกวงฟู ในเขตฮวาเหลียน ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบ

น้ำจากทะเลสาบพัดทำลายสะพาน, ถอนรากถอนโคนต้นไม้ และท่วมรถยนต์หลายคัน โดยนาย หลี่ หลงเซิ่ง รองหัวหน้าสำนักงานดับเพลิงของเขตฮวาเหลียนเผยว่า บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ขณะที่ในย่านใจกลางเมืองน้ำท่วมถึงชั้น 1 ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ

นายหลี่บอกอีกว่า มีประชาชนประมาณ 263 คนยังติดค้าง และต้องอพยพขึ้นที่สูงในตอนที่แม่น้ำเพิ่มระดับอย่างกะทันหัน โดยพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายในทันที แต่กำลังกังวลมากเกี่ยวกับระดับน้ำที่สูง

ในพื้นที่อื่น ๆ ของไต้หวัน มีรายงานพบผู้บาดเจ็บ 6 คน, บริการเรือข้ามฟากถูกระงับ และเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 100 เที่ยวถูกยกเลิกเนื่องจากไต้ฝุ่นรากาซาพัดผ่าน

ทั้งนี้ พยากรณ์อากาศคาดว่า ไต้ฝุ่น รากาซา จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนในวันพุธนี้ (24 ก.ย.) โดยทางการมณฑลกวางตุ้งสั่งอพยพประชาชนแล้วกว่า 370,000 คน ขณะที่โรงเรียนกับธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่เมืองฮ่องกงยกระดับการเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นเป็นระดับ 8 ซึ่งห่างจากระดับสูงสุด 2 ระดับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

23 ก.ย. 2568 23:51 น.

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีสหประชาชาติครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยเขากล่าวโจมตีนโยบายผู้อพยพของประเทศต่างๆ และปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งองค์การสหประชาชาติ, นโยบายผู้อพยพ และสภาพอากาศ ขณะที่ยกย่องผลงานของตัวเองตอนเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

นายทรัมป์เริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาด้วยการ พูดติดตลกเรื่องเครื่องบอกบท (teleprompter) ที่เสีย โดยกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กำลังควบคุมเครื่องนี้อยู่คงเดือดร้อนแน่” ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวสุนทรพจน์ยาวถึง 56 นาที นานกว่าเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาทีมาก

นายทรัมป์อธิบายว่าอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ “เป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก” และกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ซึ่งความสำเร็จที่ทรัมป์ยกมากล่าวถึงได้แก่ การลงทุนในสหรัฐฯ, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ต่ำ, และ “ข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์” หลายฉบับที่มีการลงนามหลังจากเขาใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลก

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ สลับไปพูดเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับเวทีโลก โดยเขาพูดถึงสงคราม 7 แห่งที่เขาอ้างว่า ยุติลงระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา ขณะที่ UN ไม่แม้แต่จะช่วยหาทางออก ในขณะที่ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ทั่วโลก นายทรัมป์คิดว่า สงครามยูเครนจะเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

นายทรัมป์ย้ำด้วยว่า ผู้ที่กำลังเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในกาซา “ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” และตัวประกันจะต้องได้รับการปล่อยตัว ขณะที่กล่าวโจมตีการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ที่ชาติยุโรปหลายแห่งประกาศก่อนหน้านี้ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ความโหดร้ายที่ลงมือกระทำโดยกลุ่มฮามาส

ต่อมานายทรัมป์หันไปโจมตีใน 2 ประเด็น ได้แก่เรื่อง ผู้อพยพ และเรื่องพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพกำลัง “จางหายไปอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในสองประเด็นนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา UN ว่ากำลังให้ทุนสนับสนุนวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติ “การทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลว” ได้แล้ว และพูดเจาะจงถึงยุโรปว่า ทวีปนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากเรื่องผู้อพยพ ก่อนจะกล่าวโจมตีความล้มเหลวของยุโรปในการตัดขาดพลังงานของรัสเซียว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย

ส่วนเรื่องพลังงานหมุนเวียน นายทรัมป์กล่าวโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหลอกลวงเรื่องพลังงานสะอาด” โดยอ้างว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีราคาแพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนั้นเขายังปฏิเสธเรื่องภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และอ้างว่า การคาดการณ์ของสหประชาชาติเรื่องสภาพอากาศนั้น “ผิดพลาด”

นายทรัมป์จบสุนทรพจน์ความยาวร่วม 56 นาทีของเขาด้วยการสรุปว่า “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่ง และแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

23 ก.ย. 2568 21:02 น.

กลาโหมกัมพูชาลั่น ไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย ชี้แค่ “ปืนลั่น” 2 นัด แจ้งฝ่ายไทยแล้ว

พลโทมาลี โฆษกกลาโหมกัมพูชายืนยัน ทหารไม่ได้ยิงปืนเข้าฝั่งไทย เพียงแต่ทำ “ปืนลั่น” 2 นัด ในเวลาห่างกันราว 1 ชั่วโมง ย้ำติดต่อชี้แจงกับฝ่ายไทยแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงปืนเข้าดินแดนฝั่งไทยอย่างที่กองทัพไทยรายงาน และต้องการชี้แจงให้สังคมและนานาชาติทราบว่า

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของไทยและสื่อไทยบางสำนัก รายงานว่า “กัมพูชายิงปืนขนาดเล็ก 3-5 นัดเข้าฝั่งไทยเพื่อยุยงปลุกปั่นในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ”

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอเน้นย้ำว่า ทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธปืนเข้าสู่ดินแดนไทยตามคำกล่าวอ้างข้างต้น ตามข้อมูลที่ได้รับมาจากกองทัพภาคที่ 4 ของเรา ยืนยันว่าหน่วยที่ประจำการบริเวณนั้นทำปืนลั่น 2 นัดโดยไม่ตั้งใจ ในเวลา 13.20 น. กับ 14.16 น. ซึ่งทีมสื่อสารจากทั้งสองประเทศได้สอบถามและให้ข้อมูลกันและกันเพื่อคลี่คลายเรื่องนี้แล้ว

ในโอกาสนี้ กัมพูชาขอยืนยันว่าจะยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกระดับ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

กองทัพกัมพูชาขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่และไม่เปลี่ยนแปลงต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชาและไทย ซึ่งบรรลุข้อตกลงกันที่เมืองปุตราจายาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / freshnewsasia

ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

23 ก.ย. 2568 19:52 น.

ฮุน เซน กร้าว ไม่ลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ลั่นปิดอีก 100 ปีกัมพูชาก็ไม่ตาย

ฮุน เซน โพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันไม่เคยขอให้ฝ่ายไทยเปิดด่าน ย้ำไทยเป็นฝ่ายปิดก่อนก็ต้องเปิดเอง กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง และต่อให้ไทยปิดด่านไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันไม่เคยขอให้ฝ่ายไทยเปิดด่าน ย้ำไทยเป็นฝ่ายปิดก่อนก็ต้องเปิดเอง กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง และต่อให้ไทยปิดด่านไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย แต่มันยิ่งทำให้ชาวกัมพูชาหันมาใช้สินค้าผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

“ในความเป็นจริง ผมไม่อยากมีถ้อยแถลงใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชา-ไทย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับการแก้ไขภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งเกิดขึ้นเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตในหมู่เจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และเพื่อรับประกันว่าทรัพย์สินของรัฐและเอกชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน จะไม่ถูกทำลายในกรณีที่สงครามปะทุขึ้นรอบใหม่”

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือเรื่องการเปิดด่านข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา มีการหารือกันมากมายในสังคม ส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ชาวกัมพูชา ในขณะที่บุคคลทางการเมือง, ผู้นำกองทัพ และเจ้าหน้าที่รัฐเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด”

“แต่ดูที่ฝั่งไทย เราได้ยินเสียงมากมายจากคนทุกระดับในสังคม ตั้งแต่บนสุดยันล่างสุด พูดออกมาซ้ำๆ ว่าให้ปิดด่านต่อไป นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดชายแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว เราเพียงแจ้งไปยังฝั่งไทยว่า ในเมื่อไทยเป็นฝ่ายปิดด่าน พวกเขาก็ควรเป็นฝ่ายที่เปิดมัน ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับกัมพูชา และเมื่อไทยเปิดด่านฝั่งพวกเขาแล้ว กัมพูชาจะเปิดด่านฝั่งตัวเองภายใน 5 ชั่วโมงต่อมา”

“นี่คือจุดยืนที่กัมพูชายึดมั่นและมันจะไม่เปลี่ยนแปลง กัมพูชาจะไม่ลดตัวไปขอร้องให้ไทยเปิดด่านอีกครั้ง ต่อให้ไทยตัดสินใจที่จะปิดด่านต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ตาย”

“ผมควรแสดงความขอบคุณประเทศไทยด้วยซ้ำ การปิดด่านแต่เพียงฝ่ายเดียวของพวกเขาได้สกัดกั้นการนำเข้าสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าภายในประเทศของกัมพูชามีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ชาวกัมพูชาผู้รักชาติร่วมใจกันสนับสนุนและบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว”

“ตลอด 3 เดือนที่ไม่มีสินค้านำเข้าจากไทย ตลาดของกัมพูชาก็ยังคงมีเสถียรภาพ มีสินค้าเพียงพอและอัตราเงินเฟ้อต่ำ และในแง่ของเศรษฐศาสตร์มหภาค การบริหารจัดการเศรษฐกิจก็ถือว่ามีประสิทธิภาพ”

“สำหรับเรื่องคำขอของญี่ปุ่น ซึ่งมีการลงทุนทั้งในไทยและกัมพูชา ที่ต้องการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ญี่ปุ่นควรติดต่อกับฝ่ายไทย เพราะกัมพูชาได้ให้การอนุมัติเรียบร้อยแล้ว”

“ผมขอเรียกร้องอย่างสุภาพให้เพื่อนร่วมชาติของผมอดทน และปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ด้วยสันติวิธีต่อไป เราไม่สามารถยุติสงครามด้วยสงครามได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / hunsencambodia

ผู้นำโลกแห่สนับสนุน “รัฐปาเลสไตน์” ในเวทียูเอ็น สวนทางสหรัฐฯ-อิสราเอล

ผู้นำโลกแห่สนับสนุน "รัฐปาเลสไตน์" ในเวทียูเอ็น สวนทางสหรัฐฯ-อิสราเอล

23 ก.ย. 2568 13:21 น.

ผู้นำโลกแห่สนับสนุน “รัฐปาเลสไตน์” ในเวทียูเอ็น สวนทางสหรัฐฯ-อิสราเอล

ท่ามกลางสงครามในฉนวนกาซาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี ผู้นำโลกได้รวมตัวกันที่สหประชาชาติเพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการทูตครั้งสำคัญ ที่สวนทางกับท่าทีแข็งกร้าวของอิสราเอลและสหรัฐฯ พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ฝรั่งเศสจะให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่อาจช่วยฟื้นขวัญและกำลังใจให้กับชาวปาเลสไตน์ได้ แม้ว่าจะไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ภาคพื้นดินมากนัก

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมที่ประธานาธิบดีมาครงเป็นเจ้าภาพร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ซึ่งมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม รวมถึงประธานาธิบดี เตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี, นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา และเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูแตร์เรส โดยหลายประเทศในยุโรป เช่น ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, เบลเยียม และโมนาโก ก็ได้เข้าร่วมสนับสนุนปาเลสไตน์เช่นกัน

ประธานาธิบดีมาครงกล่าวในการเปิดการประชุมว่า “เราต้องปูทางไปสู่สันติภาพ เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความเป็นไปได้ของแนวทาง ‘สองรัฐ’ ที่อิสราเอลและปาเลสไตน์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและปลอดภัย”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ จะกล่าวปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันอังคาร ขณะที่บรรดาผู้นำโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตต่างๆ  และตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศแบบ “อเมริกาต้องมาก่อน” ยังพร้อมที่จะมีบทบาทเป็นผู้นำในประเด็นระดับโลกหรือไม่

การประกาศจุดยืนครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ อิสราเอล ซึ่งมีรัฐบาลสายขวาจัดที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเด็ดขาด และยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งเป็นกลุ่มที่บุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน

ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วกว่า 65,000 คน และถูกนานาชาติประณามอย่างหนัก โดยเฉพาะการบุกภาคพื้นดินในเมืองกาซาซิตี้ ที่เริ่มขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้โอกาสในการหยุดยิงยังดูริบหรี่

ด้าน นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมได้เนื่องจากถูกสหรัฐฯ ปฏิเสธการออกวีซ่า ได้กล่าวผ่านระบบวิดีโอลิงก์ว่า “เราขอเรียกร้องให้ผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้การรับรอง (ปาเลสไตน์) ทำตามบ้าง” และ “เราขอการสนับสนุนเพื่อให้ปาเลสไตน์เป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวของสหประชาชาติ”

ถึงแม้ว่าหลายประเทศจะให้การรับรองเพิ่มขึ้น แต่การเป็นสมาชิกเต็มตัวของ UN จะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งสหรัฐฯ มีสิทธิในการวีโต้อยู่ ทำให้การรับรองดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการทูตเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และอิสราเอล ได้บอยคอตการประชุมในครั้งนี้ โดย นายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติกล่าวว่า “ประเด็นเหล่านี้ควรเป็นเรื่องที่อิสราเอลและปาเลสไตน์เจรจากันในอนาคต”

การเดินหน้าสนับสนุนปาเลสไตน์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของหลายประเทศว่า “แนวทางสองรัฐ” กำลังจะหายไปตลอดกาล หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะหลังจากการรุกรานกาซาที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์.

ที่มา Reuters