เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

8 ก.ย. 2568 03:05 น.

เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มต้นขึ้น นอกจากนั้นยังเกิดการโจมตีในจุดอื่นๆ ทั่วประเทศ จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ

นางยูเลีย สวีรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครน เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 7 ก.ย. 2568 ว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ส่งผลให้หลังคาและชั้นบนของอาคารได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้

ทั้งนี้ รัสเซียโจมตีหลายจุดทั่วยูเครนในวันอาทิตย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็กทารกกับหญิงสาวอีก 1 คน หลังจากอาคารสูง 9 ชั้นในเขตสวียาโตชีนสกี ของกรุงเคียฟ ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ถูกโจมตี

อาคารรัฐบาลที่ถูกโจมตีรู้จักกันในชื่อ “ตึกคณะรัฐมนตรี” เป็นที่ตั้งของสำนักงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ของยูเครน

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมามากกว่า 800 ลูก/ลำ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยมิสไซล์ 9 ลูก กับโดรน 56 ลำ โจมตีโดนสถานที่ 37 แห่ง ขณะที่เศษซากโดรนกับมิสไซล์ที่ถูกทำลาย ตกใส่สถานที่ 8 แห่ง

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟตั้งข้อสังเกตว่า โดรนของรัสเซียอาจตกไปโดนอาคารรัฐบาลโดยบังเอิญหลังจากถูกยิงสกัด แต่ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดที่แน่ชัด

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีระลอกล่าสุดสร้างความเสียหายแก่เมืองต่างๆ ในแคว้นซาปอริชเชีย, ครีวีรีห์, โอเดสซา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ

“การเข่นฆ่าเช่นนี้ ในช่วงเวลาที่การเจรจาอย่างแท้จริงควรเริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว คือการจงใจก่ออาชญากรรม และพยายามทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป” นายเซเลนสกีระบุบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมเรียกร้องขอให้โลกแสดงพลังทางการเมืองเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการโจมตีทางอากาศใส่อาคารคอมเพล็กซ์เชิงอุตสาหกรรมและเป้าหมายทางทหารในยูเครน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง สร้างความเสียหายต่ออาวุธและโรงเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารของยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้บรรลุข้อตกลง ปล่อยตัวพลเมือง หลังสหรัฐฯ บุกโรงงานฮุนได

เกาหลีใต้บรรลุข้อตกลง ปล่อยตัวพลเมือง หลังสหรัฐฯ บุกโรงงานฮุนได

8 ก.ย. 2568 01:18 น.

เกาหลีใต้บรรลุข้อตกลง ปล่อยตัวพลเมือง หลังสหรัฐฯ บุกโรงงานฮุนได

(ภาพจาก U.S. IMMIGRATION AND CUSTOMS ENFORCEMENT)

รัฐบาลเกาหลีใต้เผย บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อปล่อยตัวพลเมืองที่ถูกจับกุมระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นโรงงานฮุนไดในรัฐจอร์เจียแล้ว โดยจะส่งเครื่องบินไปรับกลับประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค. 2568 รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่าพวกเขาได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อปล่อยตัวพลเมืองของพวกเขาที่ถูกควบคุมตัว หลังเจ้าหน้าที่อเมริกันบุกตรวจค้นและจับกุมแรงงานต่างด้าวที่โรงงาน ฮุนได ในรัฐจอร์เจียเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว

นายคัง ฮุน-ซิก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าวว่า จะมีการส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนที่ถูกควบคุมตัวเดินทางกลับประเทศเมื่อขั้นตอนด้านธุรการต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว

นายคังระบุด้วยว่า รัฐบาลกำลังพยายามพัฒนาระบบวีซ่าให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ บุกตรวจค้นโรงงานแบตเตอรี่ ซึ่ง ฮุนได บริหารร่วมกับบริษัท แอลจี เอเนอร์จี โซลูชัน (LG Energy Solution) ในรัฐจอร์เจียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) และควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวกว่า 475 คน โดยมากกว่า 300 คนในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่า มาทำงานอย่างผิดกฎหมาย

สำนักงานศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) ระบุว่า ผู้ถือวีซ่าระยะสั้นหรือวีซ่าท่องเที่ยว ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในสหรัฐฯ และย้ำว่า การบุกตรวจค้นครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อปกป้องงานของชาวอเมริกัน

ด้านนายสตีเวน ชแรงก์ เจ้าหน้าที่พิเศษจากสำนักงานสืบสวนความมั่นคงมาตุภูมิ (HSI) ระบุในแถลงการณ์ว่า ปฏิบัติการนี้เป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า เหล่าผู้ที่ฉวยโอกาสจากระบบและบ่อนทำลายแรงงานของเรา จะต้องรับผิดชอบ

ก่อนหน้านี้ บริษัท แอลจี ระบุว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ถูกจับกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนเพื่อทำธุรกิจด้วยวีซ่าประเภทต่างๆ หรือภายใต้โครงการยกเว้นวีซ่า ซึ่งหลังเกิดเหตุ แอลจีได้ระงับเดินทางไปทำธุรกิจที่สหรัฐฯ เกือบทั้งหมดแล้ว และสั่งการให้พนักงานที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงานในสหรัฐฯ เดินทางกลับประเทศทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

7 ก.ย. 2568 23:40 น.

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออก รับผิดชอบแพ้เลือกตั้งหลายครั้ง

นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยระบุว่าเพื่อรับผิดชอบที่เขาพาพรรค LDP แพ้การเลือกตั้งหลายครั้งจนรัฐบาลเสียเสียงข้างมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 7 ก.ย. 2568 ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนด้านนโยบายซึ่งอาจกินเวลานาน ในช่วงเวลาที่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกแห่งนี้ กำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอน

ญี่ปุ่นเพิ่งบรรลุรายละเอียดขั้นสุดท้ายในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อไม่นานมานี้ อย่างไรก็ตาม นายอิชิบะ วัย 68 ปี กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ตัวเขาต้องรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้ง

นับตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อไม่ถึง 1 ปีก่อน นายอิชิบะต้องเผชิญความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งหลายครั้ง จนรัฐบาลผสมของเขาสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนชาวญี่ปุ่นในเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

นายอิชิบะสั่งการให้พรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (LDP) ของเขา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่นมาเกือบตลอดยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เลือกผู้นำพรรคคนใหม่ โดยที่ตัวเขาจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปก่อน จนกว่าผู้สืบทอดจะได้รับเลือก

“เมื่อญี่ปุ่นได้ลงนามในข้อตกลงการค้าและประธานาธิบดี (ทรัมป์) ก็ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษแล้ว เราก็ได้ก้าวผ่านอุปสรรคสำคัญมาได้แล้ว” นายอิชิบะกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ผมจึงอยากส่งไม้ต่อให้แก่คนรุ่นถัดไป”

ทั้งนี้ นายอิชิบะเผชิญเสียงเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่เขาพาพรรค LDP พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจนสูญเสียเสียงข้างมากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว โดยพรรค LDP จะโหวตลงมติในวันจันทร์ว่าจะจัดการเลือกผู้นำพรรควิสามัญหรือไม่

ความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้เกิดการเทขายเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธ

นักลงทุนกำลังจับตาดูความเป็นไปได้ที่ผู้นำประเทศคนต่อไปจะเป็นผู้ที่สนับสนุนนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น เช่น นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองมากประสบการณ์ของพรรค LDP ผู้วิพากษ์วิจารณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น

ขณะที่นาย ชินจิโร โคอิซุมิ ทายาทนักการเมืองคนดังผู้มีภาพลักษณ์โดดเด่น ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของนายอิชิบะ และได้รับมอบหมายให้พยายามควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้น ก็เป็นอีกคนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของนายอิชิบะ

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลผสมของนายอิชิบะสูญเสียเสียงข้างมากในสภา หมายความว่าประธานคนต่อไปของพรรค LDP จะไม่ได้รับการรับประกันว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปแล้ว แม้จะยังมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากพรรค LDP ยังเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดอยู่

นักวิเคราะห์มองว่า ใครก็ตามที่ได้เป็นผู้นำคนถัดไปอาจตัดสินใจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด เพื่อขอฉันทามติจากประชาชน ในช่วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่นยังคงแตกแยกกัน แต่พรรคซันเซโตะ (Sanseito) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและต่อต้านการอพยพเข้าเมือง ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นมากในการเลือกตั้งสภาสูงเมื่อเดือนกรกฎาคม ทำให้แนวคิดที่เคยเป็นเพียงส่วนน้อยได้เข้าสู่การเมืองกระแสหลัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซิดนีย์ปิดชายหาดดัง ใช้โดรน-เฮลิคอปเตอร์ล่าตัวฉลามขาวโจมตีนักเซิร์ฟ

ซิดนีย์ปิดชายหาดดัง ใช้โดรน-เฮลิคอปเตอร์ล่าตัวฉลามขาวโจมตีนักเซิร์ฟ

7 ก.ย. 2568 10:24 น.

ซิดนีย์ปิดชายหาดดัง ใช้โดรน-เฮลิคอปเตอร์ล่าตัวฉลามขาวโจมตีนักเซิร์ฟ

ทางการออสเตรเลียส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ชายฝั่ง หลังเกิดเหตุฉลามขาวกัดนักโต้คลื่นดับที่ชายหาดเมื่อวันเสาร์ ขณะที่ชายหาดยอดนิยม 2 แห่งในซิดนีย์ยังคงปิดให้บริการ

หน่วยกู้ภัยทางน้ำ Surf Life Saving รัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้ส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ เพื่อตรวจตราลาดตระเวนพื้นที่บริเวณชายหาด ขณะที่กรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาครัฐนิวเซาท์เวลส์ ติดตั้ง SMART drumlines เพิ่ม ซึ่งเป็นระบบเบ็ดล่อที่เชื่อมต่อกับดาวเทียมเพื่อแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่หากมีฉลามติดเบ็ด ขณะที่ชายหาดยอดนิยม 2 แห่งในซิดนีย์ยังคงปิดให้บริการเพื่อความปลอดภัย 

โดยนักชีววิทยาทางทะเลของรัฐบาลตรวจสอบร่องรอยบนกระดานโต้คลื่นของผู้เสียชีวิตที่หัก 2 ท่อน และสรุปว่า ฉลามขาวขนาดประมาณ 3.4 – 3.6 เมตร น่าจะเป็นต้นเหตุของการโจมตีครั้งนี้

ตำรวจระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากชายฝั่งเพียงราว 100 เมตร ผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเป็นนักโต้คลื่นมากประสบการณ์ถูกเพื่อน ๆ ช่วยกันลากขึ้นฝั่งหลังเกิดเหตุ แต่เนื่องจากมีบาดแผลฉกรรจ์และเสียเลือดมากเกินไป ทำให้เขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ถือเป็นการเสียชีวิตจากฉลามโจมตีครั้งแรกในซิดนีย์ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยก่อนหน้านั้นมีเหตุฉลามโจมตีมนุษย์จนเสียชีวิตเมื่อปี 1963

ข้อมูลจากสวนสัตว์ทารองการะบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็น การโจมตีเสียชีวิตจากฉลามครั้งที่ 4 ของออสเตรเลียในปี 2025  โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีนักโต้คลื่นเสียชีวิตจากฉลามในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเช่นกัน

สถิติจาก International Shark Attack File ของมหาวิทยาลัยฟลอริดาชี้ว่า ในปี 2024 ออสเตรเลียมีจำนวนเหตุฉลามโจมตีมนุษย์โดยไม่ได้ถูกรบกวนก่อน สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลาม

ผลสอบชี้สายเคเบิลขาดก่อนรถกระเช้ารางเมืองลิสบอนตกราง พุ่งชนตึก ดับ 16 ศพ

ผลสอบชี้สายเคเบิลขาดก่อนรถกระเช้ารางเมืองลิสบอนตกราง พุ่งชนตึก ดับ 16 ศพ

7 ก.ย. 2568 09:33 น.

ผลสอบชี้สายเคเบิลขาดก่อนรถกระเช้ารางเมืองลิสบอนตกราง พุ่งชนตึก ดับ 16 ศพ

โปรตุเกสเผยรายงานเบื้องต้นเหตุโศกนาฏกรรมรถกระเช้ารางที่ประสบอุบัติเหตุ จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ และบาดเจ็บอีกเกือบ 20 คน เกิดจากสายเคเบิล 

สำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งของโปรตุเกส เปิดเผยรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมรถรางฟูนิกูลาร์ “กลอเรีย”ที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า หลังตรวจสอบซากในที่เกิดเหตุ พบว่าสายเคเบิลที่เชื่อมระหว่างตู้รถรางขาด โดยสาเคเบิลดังกล่าวมีอายุการใช้งานได้ 600 วัน และเพิ่งถูกใช้งานมาเพียง 337 วันก่อนที่จะขาด ส่งผลให้รถรางไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ ขณะที่กลไกอื่นของระบบยังทำงานปกติ

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมรถพยายามใช้เบรกฉุกเฉินทั้งแบบลมและแบบแมนนวล แต่ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน ก่อนที่ตู้รถรางด้านบนจะพุ่งชนเข้ากับอาคารด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสัญชาติ โดยเหยื่อผู้เสียชีวิต 16 ราย ประกอบด้วยชาวโปรตุเกส 5 ราย ชาวอังกฤษ 3 ราย ชาวเกาหลีใต้ 2 ราย ชาวแคนาดา 2 ราย ชาวอเมริกัน 1 ราย ชาวยูเครน 1 ราย ชาวสวิส 1 ราย และชาวฝรั่งเศส 1 ราย

ในจำนวนผู้บาดเจ็บราว 20 คน มีอย่างน้อย 6 คนถูกส่งเข้าห้องไอซียู และอีก 3 คนบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีผู้เคราะห์ร้ายกี่คนที่อยู่บนรถราง และกี่คนที่อยู่บนถนนตอนเกิดเหตุ

รถรางฟูนิกูลาร์กลอเรียมีประวัติยาวนานกว่า 140 ปี ถือเป็นระบบขนส่งสำคัญที่ช่วยให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเดินทางบนเนินชันของลิสบอน อีกทั้งยังเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่กลับกลายเป็นจุดเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

นายกรัฐมนตรีโปรตุเกส หลุยส์ มอนเตเนโกร กล่าวภายหลังเหตุการณ์ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้คือ “หนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ”

ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนย้ำว่า ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ และจะเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ภายใน 45 วัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โปรตุเกส

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

7 ก.ย. 2568 06:31 น.

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังให้การสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แม้จะเปลี่ยนแปลงนโยบายวัคซีนของประเทศอย่างมาก จนทั้งสภาคองเกรสและผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนนายโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ แม้จะมีแรงกดดันมากมายจากทั้งสภาคองเกรสและหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งกังวลที่เคนเนดีเปลี่ยนนโยบายวัคซีนของประเทศเป็นวงกว้าง

นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม เคนเนดีมีคำสั่งลดงบประมาณการวิจัยวัคซีน, จำกัดการเข้าถึงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และปลดผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขออกมาเตือนว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมา และมีความเสี่ยงทางการเมืองต่อนายทรัมป์ หากอัตราการฉีดวัคซีนลดลง และมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ให้การสนับสนุนเคนเนดีมาตลอด โดยเขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เคนเนดีเป็นคนที่ดีมากๆ … เขามีเจตนาดี และเขามีความคิดที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ซึ่งผมชอบที่เขาแตกต่าง”

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบอกกับสื่อว่า นายทรัมป์กับเคนเนดีพูดคุยกันเป็นประจำ ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีจะไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงเหมือนเคนเนดีในบางเรื่อง แต่ก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา

ทั้งนี้ นายทรัมป์มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจนในเรื่องของวัคซีน เขาอ้างความสำเร็จในโครงการ “วาร์ปสปีด” ซึ่งพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 อย่างรวดเร็ว แต่กลับลังเลที่จะสนับสนุนการฉีดวัคซีนดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในวัคซีนขึ้นในหมู่ผู้สนับสนุนของเขา

“วัคซีนบางตัวนั้นน่ามหัศจรรย์ อย่างวัคซีนโปลิโอ ผมก็คิดว่ามันน่ามหัศจรรย์” นายทรัมป์กล่าวเอาไว้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) แต่เสริมด้วยว่า “คุณต้องระวังมากๆ เมื่อคุณพูดว่าบางคนไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน มันเป็นตำแหน่งที่ยากลำบากมาก”

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสหรัฐฯ ชี้ว่า ประชาชนฝ่ายเดโมแครต 75% มองว่า วัคซีนโรคหัด “ปลอดภัยอย่างมาก” สำหรับเด็ก ขณะที่มีฝ่ายรีพับลิกันเพียง 41% เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเคนเนดีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงระหว่างการให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส โดยทั้งฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันต่างแสดงความไม่พอใจความเป็นผู้นำของเขา

เหล่าสมาชิกสภาชี้ว่า ผลสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายทรัมป์เอง แสดงให้เห็นว่า พวกเขาสนับสนุน “คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีน” ที่มาจากแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักการเมือง

อย่างไรก็ตาม นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อนายเคนเนดีผ่านโลกออนไลน์ ในขณะที่ตัวนายเคนเนดีกล่าวว่า นายทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลจากความพยายามเรื่องวัคซีนของเขา

อนึ่ง นายทรัมป์เคยพูดเป็นนัยมาก่อนว่า เขาจะตีตัวออกห่าง หากเคนเนดีกลายเป็นภาระ โดยนายมาร์ก ชอร์ต อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของนายไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “หากมีบางเรื่องที่ประธานาธิบดีมองว่าน่าอับอาย เขามีความสามารถเฉพาะตัวที่จะตัดขาดความสัมพันธ์”

ขณะที่นายเกรก กอนซัลเวส จากวิทยาลัยสาธารณสุข “เยล” กล่าวว่า การจับมือกันระหว่างนายทรัมป์กับเคนเนดีอาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง “พวกเขาแต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์ และตอนนี้การแต่งงานนั้นกำลังมีผลลัพธ์ที่เลวร้าย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่มติดอาวุธ “โบโก ฮาราม” โจมตีหมู่บ้านไนจีเรียกลางดึก ดับอีก 60 ศพ

กลุ่มติดอาวุธ “โบโก ฮาราม” โจมตีหมู่บ้านไนจีเรียกลางดึก ดับอีก 60 ศพ

7 ก.ย. 2568 05:55 น.

กลุ่มติดอาวุธ “โบโก ฮาราม” โจมตีหมู่บ้านไนจีเรียกลางดึก ดับอีก 60 ศพ

กลุ่มติดอาวุธ โบโก ฮาราม โจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60 ศพ ขณะที่กองทัพโจมตีทางอากาศสวนกลับ ดับนักรบติดอาวุธ 30 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของประเทศไนจีเรีย เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2568 ว่า กลุ่มติดอาวุธ โบโก ฮาราม บุกโจมตีหมู่บ้าน ดารุล จามาล ในรัฐบอร์โน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 ศพ

ข่าวระบุว่า ชาวบ้านของหมู่บ้านดารุล จามาล เพิ่งทยอยเดินทางกลับมาเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นหนีเหตุความรุนแรงมานานหลายปี โดยหมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นที่ตั้งของฐานทัพบริเวณชายแดนไนจีเรีย-แคเมอรูน และการโจมตีล่าสุดทำให้มีทหารเสียชีวิตด้วย 5 ศพ

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส การโจมตีของโบโก ฮาราม ทำลายบ้านเรือนมากกว่า 20 หลัง และรถบัสอีก 10 คัน สังหารคนขับรถและแรงงานที่กำลังช่วยฟื้นฟูหมู่บ้านอย่างน้อย 13 ศพ

ด้านกองทัพอากาศไนจีเรียระบุว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่นักรบกลุ่มโบโก ฮาราม ที่กำลังหลบหนี อย่างแม่นยำต่อเนื่อง 3 ครั้ง หลังจากได้รับรายงานเรื่องการบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งนี้ และสังหารนักรบติดอาวุธได้กว่า 30 ศพ

ทั้งนี้ การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธญิฮาดในทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยกลุ่มโบโก ฮาราม กับคู่แข่งอย่างกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามสาขาไนจีเรีย ยกระดับการโจมตีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กองทัพไนจีเรียก็ยกระดับปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศขึ้นด้วยเช่นกัน หลังกลุ่มติดอาวุธโจมตีฐานทัพและยุทโธปกรณ์ของกองทัพอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าของบ้านสหรัฐฯ อึ้ง พบชายปริศนาแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน มีทั้งไฟ-ทีวี

เจ้าของบ้านสหรัฐฯ อึ้ง พบชายปริศนาแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน มีทั้งไฟ-ทีวี

7 ก.ย. 2568 04:02 น.

เจ้าของบ้านสหรัฐฯ อึ้ง พบชายปริศนาแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน มีทั้งไฟ-ทีวี

(ภาพจาก Clackamas County Sheriff’s Office)

เจ้าของบ้านในสหรัฐฯ อึ้ง เจอชายปริศนาอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน ภายในติดตั้งทั้งโทรทัศน์, หลอดไฟ และที่นอนเอาไว้ โดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้เลยสักนิด

สำนักงานนายอำเภอเขต แคล็กคามัส เคาน์ตี (Clackamas) เปิดเผยเมื่อ 6 ก.ย. 2568 ว่า ชายคนหนึ่งถูกพบว่าแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน (crawl space) ใกล้เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน โดยที่ภายในมีทั้งหลอดไฟ โทรทัศน์ และที่นอน โดยที่เจ้าของบ้านก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีชายคนนี้แอบอาศัยอยู่ด้วย

ชายคนดังกล่าวชื่อว่า เบนจามิน บูเคอร์ อายุ 40 ปี ถูกพบตัวหลังจากเจ้าของบ้านได้ยินเสียงแปลกจากใต้พื้นบ้าน ซึ่งไม่ควรมีใครอยู่ในนั้น จึงทำการแจ้งเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายมาตรวจสอบจนพบนายบูเคอร์อยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวเขาและตั้งข้อหาย่องเบา และครอบครองยาบ้าอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันพุธที่ผ่านมา (3 ก.ย.) เจ้าหน้าที่สำนักงานนายอำเภอได้รับแจ้งให้ไปตรวจสอบสถานการณ์น่าสงสัย ที่บ้านหลังหนึ่งใกล้กับแฮปปี้ วัลเลย์ เมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพอร์ตแลนด์

ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเล่าว่า เห็นชายคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าอยู่บ้านหลังข้างๆ ด้วยว่า มาจอดรถและเดินไปยังด้านหลังบ้านหลังนั้น นอกจากนี้ พยานยังเห็นว่าประตูทางเข้าช่องใต้พื้นบ้านเปิดอยู่ และมีแสงลอดออกมาจากด้านในด้วย

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาก็พบว่าประตูทางเข้าช่องใต้พื้นบ้านเสียหาย และถูกล็อกเอาไว้ ขณะที่มีสายไฟต่อยาวออกมาจากช่องระบายอากาศ

หลังจากพูดคุยกับเจ้าของบ้านและได้รับข้อมูลว่า ไม่ควรมีใครอยู่ในนั้น เจ้าหน้าที่ก็พยายามเปิดประตูช่องใต้พื้นบ้านด้วยกุญแจที่ได้จากเจ้าของบ้านแต่ไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังเปิดประตูและได้พบกับนายบูเคอร์

เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายกล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดว่านายบูเคอร์อาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้านมาสักพักแล้ว เนื่องจากภายในติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่าง รวมถึงที่ชาร์จแบตเตอรี, โทรทัศน์, หลอดไฟ และที่นอน เชื่อมต่อกับระบบพลังงานของตัวบ้าน เจ้าหน้าที่ยังพบกับท่อเสพยาอยู่ภายในด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ประชุมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ บุกโรงงาน “ฮุนได” จับ พนง.หลายร้อยคน

เกาหลีใต้ประชุมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ บุกโรงงาน “ฮุนได” จับ พนง.หลายร้อยคน

7 ก.ย. 2568 02:20 น.

เกาหลีใต้ประชุมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ บุกโรงงาน “ฮุนได” จับ พนง.หลายร้อยคน

รัฐบาลเกาหลีใต้จัดการประชุมฉุกเฉิน เพื่อหาทางตอบสนองต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกตรวจค้นโรงงานของบริษัท ฮุนได และจับคนงานไปหลายร้อยคน

รัฐบาลเกาหลีใต้จัดประชุมฉุกเฉินในวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกตรวจค้นโรงงานของบริษัท “ฮุนได” ในรัฐจอร์เจีย และควบคุมตัวคนงานไปกว่า 475 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้ไม่น้อยกว่า 300 คน ซึ่งรัฐบาลแดนโสมขาวให้คำมั่นว่า จะตอบสนองต่อการจับกุมครั้งนี้อย่างรวดเร็ว

เบื้องต้น รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ส่งทูตไปยังโรงงานที่เกิดเหตุในรัฐจอร์เจียแล้ว ขณะที่บริษัท แอลจี เอเนอร์จี โซลูชัน ซึ่งใช้โรงงานร่วมกับฮุนไดระบุว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ถูกจับกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนเพื่อดูงานทางธุรกิจด้วยวีซ่าหลากหลายแบบ ซึ่งหลังเกิดเหตุ แอลจีได้ระงับเดินทางไปดูงานที่สหรัฐฯ เกือบทั้งหมดแล้ว

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ อ้างว่า เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นโรงงานผลิตแบตเตอรีดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เนื่องจากพบว่า มีการทำงานอย่างผิดกฎหมายเกิดขึ้นที่นั่น พร้อมกับปฏิเสธความกังวลที่ว่า การบุกตรวจค้นครั้งนี้จะทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ

“พวกเขาคือคนต่างด้าวผิดกฎหมาย และ ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) เพิ่งทำหน้าที่ของพวกเขาไป” นายทรัมป์กล่าวว่า การบุกตรวจค้นเกิดขึ้นในวันศุกร์

ด้านนายโช ฮย็อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้กล่าวว่าเขารู้สึก “ต้องรับผิดชอบอย่างยิ่งต่อการจับกุมพลเมืองของเรา” ขณะที่เขาเป็นประธานการประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับปัญหานี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นายโชบอกอีกว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ได้จัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจพิทักษ์ชาวเกาหลีในต่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อการจับกุมที่เกิดขึ้น และเขาอาจเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.หากจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เชื้อพระวงศ์ชายองค์แรกในรอบ 40 ปี เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เชื้อพระวงศ์ชายองค์แรกในรอบ 40 ปี เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ

7 ก.ย. 2568 00:22 น.

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เชื้อพระวงศ์ชายองค์แรกในรอบ 40 ปี เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นเชื้อพระวงศ์ชายพระองค์แรกที่เข้าพิธีดังกล่าวในรอบกว่า 40 ปี และอาจเป็นองค์สุดท้ายของราชวงศ์ญี่ปุ่น

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่นและพระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พระชนมายุ 19 ชันษา ทรงเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะแล้ว ที่พระราชวังหลวงในกรุงโตเกียว ท่ามกลางความปิติยินดีของประชาชนจำนวนมากที่มาเฝ้ารออยู่ด้านนอก

พิธีการในวันเสาร์ เริ่มขึ้นที่บ้านพักของครอบครัวของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ โดยพระองค์ปรากฏตัวในชุดทักซิโดสีดำเพื่อรับหมวกพิธีการจากผู้ส่งสารของจักรพรรดินารุฮิโตะ

จากนั้น พิธีการหลักเริ่มขึ้นที่พระราชวังหลวง ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเข้าร่วม เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงฉลองพระองค์แบบดั้งเดิมด้วยชุดคลุมสีเบจซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะก่อนวัยผู้ใหญ่ของพระองค์ ก่อนที่หมวกของพระองค์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องสวมศีรษะ “คันมุริ” (kanmuri) สีดำ ซึ่งเป็นการประกาศการบรรลุนิติภาวะของพระองค์อย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงโค้งคำนับและขอบพระทัยสมเด็จพระจักรพรรดิสำหรับเครื่องสวมศีรษะ และขอบพระทัยพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีที่ทรงจัดพระราชพิธีนี้ และทรงให้คำมั่นที่จะทำหน้าที่ในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ให้สมบูรณ์ ก่อนจะเปลี่ยนไปใส่ชุดพิธีการสีดำอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ใหญ่ และประทับราชรถเทียมม้า เดินทางไปสักการะศาลเจ้า 3 แห่งภายในอาณาเขตพระราชวัง

สำหรับพิธีในช่วงบ่าย เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงฉลองพระองค์ทักซิโดเพื่อเสด็จฯ เยือนพระราชวังอิมพีเรียล เพื่อทรงเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ณ ห้องโถงมัตสึโนะมะอันทรงเกียรติ เพื่อรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์แห่งเบญจมาศ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหลังสงคราม

ในช่วงค่ำ เจ้าชายฟุมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ พระบิดาและมารดาของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองส่วนพระองค์ให้แก่พระโอรส ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ซึ่งพระญาติจะมารวมตัวกัน

ทั้งนี้ เจ้าชายฮิซาฮิโตะเป็นสมาชิกอายุน้อยที่สุดในราชวงศ์ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยผู้ใหญ่ 16 คน โดยที่พระองค์กับพระบิดาคือ เจ้าชายฟุมิฮิโตะเป็นสมาชิกราชวงศ์ชายเพียง 2 คนที่มีอายุน้อยกว่าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ในขณะที่เจ้าชายฮิตาชิ พระอนุชาในอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิฮิกิฮิโตะ ราชทายาทลำดับที่ 3 มีอายุถึง 89 ชันษาแล้ว

การขาดรัชทายาทกำลังสร้างความกังวลอย่างหนักให้แก่ราชวงศ์เบญจมาศ ซึ่งมีประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 1,500 ปี และสะท้อนถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นและการลดลงของจำนวนประชากร

ในอดีต เชื้อพระวงศ์หญิงได้รับอนุญาตให้ขึ้นครองราชย์ได้ โดยญี่ปุ่นเคยมีจักรพรรดินีถึง 8 พระองค์ โดยองค์สุดท้ายครองราชย์ในช่วงปี 2305-2313 ก่อนที่การสืบราชบัลลังก์จะถูกจำกัดเฉพาะผู้ชายเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญยุคก่อนสงครามเมื่อปี 2432 ขณะที่กฎมณเฑียรบาลที่ประกาศใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2490 ก็ยังคงรักษาค่านิยมครอบครัวตามกฎหมายก่อนสงครามเอาไว้ รวมถึงการกำหนดให้ผู้สืบราชบัลลังก์ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น

แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ระบบให้แต่ผู้ชายขึ้นครองราชย์นี้มีช่องโหว่ และใช้ได้เฉพาะในยุคที่สมเด็จพระจักรพรรดิมีสนมช่วยในการสร้างทายาทเท่านั้น ขณะที่ ผลสำรวจความคิดเห็นก็บ่งชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันสนับสนุนให้สตรีขึ้นครองราชย์ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday