ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

6 ก.ย. 2568 22:23 น.

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะยิงเครื่องบินรบของเวเนซุเอลา หากบินผ่านเรือกองทัพสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวแล้ว 2 ครั้งภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงเตือนว่า จะยิงทำลายเครื่องบินรบของเวเนซุเอลา หากบินผ่านเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ และทำให้เรือตกอยู่ในอันตราย

คำเตือนของนายทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากเครื่องบินกองทัพเวเนซุเอลาบินผ่านเรือรบสหรัฐฯ นอกชายฝั่งอเมริกาใต้แล้วถึง 2 ครั้งภายในเวลา 2 วัน โดยก่อนหน้านั้น สหรัฐฯ โจมตีเรือที่พวกเขาระบุว่า เป็นเรือของแก๊งอาชญากรรมซึ่งกำลังขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามนายทรัมป์ขณะอยู่ในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย. 2568) ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเครื่องบินของเวเนซุเอลาบินผ่านเรือของสหรัฐฯ อีก นายทรัมป์ก็ตอบว่า เวเนซุเอลาจะเจอปัญหาแน่ ก่อนจะหันไปพูดกับนายพลที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า เขาจะทำทุกอย่างที่ต้องการหาสถานการณ์บานปลาย

ด้านนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเทศของเขานั้นไม่เป็นความจริง และความแตกต่างระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้แก่การโจมตีทางทหารได้

“เวเนซุเอลายินดีพูดคุย เพื่อเข้าสู่การเจรจาเสมอ แต่เราต้องการได้รับความเคารพ” นายมาดูโรกล่าว

อนึ่ง นับตั้งแต่นายทรัมป์กลับสู่อำนาจเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาก็เพิ่มความพยายามของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการลักลอบขนยาเสพติดในอเมริกาใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเรือรบและนาวิกโยธินอีกหลายพันนายไปประจำในทะเลแคริบเบียนเพิ่ม ในขณะที่นายมาดูโรกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ต้องการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการใช้กำลังทหารข่มขู่

เมื่อถูกถามเรื่องคำกล่าวหาของนายมาดูโร นายทรัมป์ตอบว่า “เราไม่พูดถึงเรื่องนั้น” แต่ระบุว่า เวเนซุเอลามีการเลือกตั้งที่แปลกประหลาดมากๆ และเสริมด้วยว่า ยาเสพติดกำลังหลั่งไหลจากเวเนซุเอลาเข้าสู่สหรัฐฯ และสมาชิกแก๊ง “เทรน เด อารากัว” ซึ่งสหรัฐฯ จัดเป็นองค์กรก่อการร้าย ก่ออยู่ในเวเนซุเอลา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซิดนีย์เตือนภัย ฉลามขนาดใหญ่โจมตีนักเซิร์ฟใกล้หาดดัง สั่งปิดหาดฉุกเฉิน

ซิดนีย์เตือนภัย ฉลามขนาดใหญ่โจมตีนักเซิร์ฟใกล้หาดดัง สั่งปิดหาดฉุกเฉิน

6 ก.ย. 2568 10:52 น.

ซิดนีย์เตือนภัย ฉลามขนาดใหญ่โจมตีนักเซิร์ฟใกล้หาดดัง สั่งปิดหาดฉุกเฉิน

เกิดเหตุสุดสยอง หนุ่มนักเซิร์ฟชาวออสซี่ถูกโจมตีจนเสียชีวิต กระดานโต้คลื่นหักสองท่อน คาดถูกฉลามขนาดใหญ่กัด ส่งผลให้ชายหาดหลายแห่งต้องปิดบริการเป็นการเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันทีหลังจากได้รับแจ้งว่ามีชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า เหยื่อรายนี้ถูกดึงขึ้นมาจากทะเลที่หาดลอง รีฟ (Long Reef) แต่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เนื่องจากบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดมาก โดยตำรวจคาดว่าผู้เสียชีวิตน่าจะถูกกัดโดยฉลามขนาดใหญ่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชิ้นส่วนกระดานโต้คลื่นที่หักสองส่วนและนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

โดยนักเล่นเซิร์ฟรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ เล่าให้กับหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟ ในซิดนีย์ว่า ผู้เคราะห์ร้ายกำลังเล่นเซิร์ฟอยู่ระหว่างหาดลอง รีฟ และ ดี วาย ก่อนที่จะถูกโจมตี โดยมีนักโต้คลื่นอีก 4-5 คนไปช่วยกันดึงร่างเขาขึ้นมาจากน้ำ โดยท่อนล่างของเขามีบาดแผลฉกรรจ์ ขณะที่ชายหาดเต็มไปด้วยความโกลาหล เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดโบกธงสีแดง และประกาศให้ทุกคนขึ้นจากน้ำทันที

หลังเกิดเหตุการณ์ล่าสุด ชายหาดตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ย่านชานเมืองแมนลี (Manly) ไปจนถึง นาร์ราบีน (Narrabeen) ต้องปิดทำการจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

นับว่าเหตุการณ์โจมตีของฉลามจนถึงขั้นเสียชีวิตครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในซิดนีย์นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งครั้งนั้นเป็นนักดำน้ำชาวอังกฤษวัย 35 ปี เสียชีวิตที่อ่าวลิตเติล เบย์ (Little Bay) ขณะที่เหตุฉลามกัดคนจนเสียชีวิตก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1963.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลาม

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

6 ก.ย. 2568 08:43 น.

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ บุกจับกุมแรงงานเกือบ 500 คนที่โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนได ในรัฐจอร์เจีย เสี่ยงกระทบความสัมพันธ์เกาหลีใต้-สหรัฐฯ

ปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นการบุกตรวจแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และยังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญทางเศรษฐกิจ

โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจาก การสืบสวนหลายเดือนเกี่ยวกับการจ้างงานผิดกฎหมายและอาชญากรรมอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับหมายค้นศาลก่อนเข้าตรวจค้น ไม่ใช่การ สุ่มกวาดล้างแรงงานอพยพ

สตีฟ ชแร็งค์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในแอตแลนตาระบุว่า นี่คือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของหน่วยงาน

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแรงงาน 475 คน ที่อยู่ในสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายหรือทำงานโดยไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง โดยกว่า 300 คนเป็นชาวเกาหลีใต้ ปัจจุบันทั้งหมดถูกกักตัวไว้ที่ศูนย์กักกัน ICE ในเมืองโฟล์กสตัน รัฐจอร์เจีย

ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและเสียใจ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ที่ถูกกักตัว และยืนยันว่าจะส่งนักการทูตไปตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงได้ติดต่อสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซลโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ย้ำว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัทลงทุนเกาหลี และสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ต้องไม่ถูกละเมิดโดยไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ

ขณะที่บริษัทฮุนได มอเตอร์ ออกแถลงการณ์ว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด พร้อมย้ำว่าผู้ที่ถูกจับกุมไม่ได้เป็นพนักงานโดยตรงของฮุนได

โรงงานแห่งนี้ซึ่งมีพื้นที่กว่า 3,000 เอเคอร์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และเพิ่งเปิดดำเนินการได้เพียง 1 ปี โดยยังคงเดินสายการผลิตตามปกติ แต่พันธมิตรของฮุนไดอย่าง LG Energy Solutions ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนด้านแบตเตอรี่ ได้หยุดการก่อสร้างที่ไซต์งานชั่วคราว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในทำเนียบขาวว่า “คนเหล่านี้คือผู้อพยพผิดกฎหมาย และ ICE แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง” เมื่อถูกถามถึงท่าทีของเกาหลีใต้ ทรัมป์ตอบว่า “เราต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่น และเราต้องการแรงงานที่มั่นคง แต่ความจริงคือมีแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก และบางส่วนไม่ใช่คนที่ดีที่สุด” พร้อมโยงว่า แรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากเข้ามาในช่วงรัฐบาลไบเดน

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างนโยบายหลักสองด้านของทรัมป์ คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทเกาหลีใต้ที่ประกาศทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างงานในสหรัฐฯ และนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมาย ที่เขามองว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ไบรอัน เคมป์ เคยยกย่องโรงงานฮุนไดว่าเป็น “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐ” โดยคาดว่าจะจ้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงด้านแรงงานอพยพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แรงงานต่างชาติ

ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

6 ก.ย. 2568 07:32 น.

ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม กลับไปเป็น กระทรวงสงครามแล้ว อ้างชื่อเดิมสะท้อนความแข็งแกร่งของสหรัฐฯมากกว่า

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม หรือ Department of Defense ที่ใช้มายาวนานถึง 75 ปี ให้กลับไปใช้ชื่อดั้งเดิมคือ กระทรวงสงคราม หรือ Department of War  ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ตั้งแต่ปี 1789 ก่อนที่จะถูกยกเลิกและปรับโครงสร้างใหม่ในสมัยประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เมื่อปี 1947

ทรัมป์กล่าวว่า นี่คือชื่อที่เหมาะสมกว่ามาก โดยเฉพาะในยุคโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งระบุว่าชื่อ Department of Defense ที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นแนวคิดที่เขามองว่า “woke” หรือแฝงความอ่อนแอ ขณะที่ชื่อกระทรวงสงครามสะท้อนความแข็งแกร่งของอเมริกา

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่เป็นผู้สนับสนุนใกล้ชิดของทรัมป์ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อทำให้การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวมีผลถาวรตามกฎหมาย เพราะโดยหลักการแล้ว อำนาจการจัดตั้งหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐบาลกลางขึ้นอยู่กับสภาคองเกรส ไม่ใช่เพียงคำสั่งฝ่ายบริหารจากประธานาธิบดี

แม้จะถูกทักท้วงในประเด็นกฎหมาย ทรัมป์ยังยืนยันว่าเขาจะเดินหน้าด้วยการให้เพนตากอนใช้ชื่อ Department of War ไปก่อน และแสดงความมั่นใจว่า “สภาคองเกรสน่าจะเห็นด้วยอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องผ่านกฎหมายจริงๆ”

ที่มา : NBCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดี "อนุทิน" รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

6 ก.ย. 2568 06:14 น.

จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดีกับอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย หวังร่วมมือกันผลักดันความก้าวหน้า ส่งเสริมเสถียรภาพความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

วันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นเสมือนครอบครัว โดยเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทยในปี 2568 จีนพร้อมจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จีนยังหวังร่วมมือกับไทยในการผลักดันความก้าวหน้าของการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป.

ญี่ปุ่นอ่วม ไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ถล่มจังหวัดชิซุโอกะ เจ็บ 24 ราย บ้านพังกว่า 40 หลัง

ญี่ปุ่นอ่วม ไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ถล่มจังหวัดชิซุโอกะ เจ็บ 24 ราย บ้านพังกว่า 40 หลัง

6 ก.ย. 2568 01:23 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ถล่มจังหวัดชิซุโอกะ เจ็บ 24 ราย บ้านพังกว่า 40 หลัง

ญี่ปุ่นเผชิญอิทธิพลไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ทำฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดชิซุโอกะ เบื้องต้นมีรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 24 ราย บ้านเรือนของประชาชนพังเสียหายกว่า 40 หลัง 

วันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ได้พัดถล่มจังหวัดชิซุโอกะ  ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 24 คน และบ้านเรือนเสียหายกว่า 40 หลัง ใน 4 เทศบาลของจังหวัด โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดคือเมือง มะกินุฮาระ บ้านเรือนจำนวนมากถูกแรงลมพัดจนกระเบื้องหลังคาปลิว เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด  

ส่วนที่เมือง ยาอิซุ เรือนเพาะปลูกทางการเกษตรถูกพายุพัดปลิวเกลื่อน ส่งผลให้เกษตรกรชายวัย 40 ปีบาดเจ็บ ที่เมือง คาเคกาวะ และเมืองโยชิดะ  ก็มีรายงานความเสียหายจากกระแสลมกระโชกแรงเช่นกัน

โดยรัฐบาลจังหวัดเผยข้อมูลล่าสุด ระบุว่า ในเมืองมะกินุฮาระมีบ้านถูกทำลายทั้งหลัง 6 หลัง และเสียหายบางส่วนอีก 34 หลัง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยืนยันว่า พื้นที่จังหวัดชิซุโอกะถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆฝนพัฒนาตัวหนาแน่นในช่วงที่พายุเคลื่อนเข้าใกล้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังคงเร่งสำรวจความเสียหาย และเตือนให้ประชาชนระวังดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน และอันตรายจากลมแรงในพื้นที่เสี่ยง.

แพทย์อินเดียตะลึง พบฝาแฝดกาฝาก ซ่อนอยู่ในท้องทารกวัย 20 วัน เร่งผ่าตัดออก

แพทย์อินเดียตะลึง พบฝาแฝดกาฝาก ซ่อนอยู่ในท้องทารกวัย 20 วัน เร่งผ่าตัดออก

5 ก.ย. 2568 10:29 น.

แพทย์อินเดียตะลึง พบฝาแฝดกาฝาก ซ่อนอยู่ในท้องทารกวัย 20 วัน เร่งผ่าตัดออก

ฮือฮาวงการแพทย์อินเดีย เมื่อแพทย์ต้องผ่าตัดนำ “ฝาแฝดกาฝาก” ออกจากร่างทารกหญิงวัยเพียง 20 วัน ที่มีตัวอ่อนถึง 2 ตัวกำลังเติบโตอยู่ในช่องท้องของเธอ

ในวงการแพทย์แล้วเคสแบบนี้ถือว่าหายากมาก โดยทั่วโลกมีรายงานไม่ถึง 200 เคสเท่านั้น  โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อตัวอ่อนแฝดที่ผิดปกติถูกดูดซึมเข้าไปในร่างแฝดอีกคนตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แม้ตัวอ่อนนั้นจะไม่สามารถมีชีวิตได้จริง แต่ก็ยังเจริญเติบโตต่อไป โดยแย่งสารอาหารจากเจ้าของร่างกาย

โดยในเคสล่าสุดนี้ แม่ของเด็กตั้งครรภ์แฝดสาม แต่เกิดความผิดปกติทำให้สองตัวอ่อนไปเติบโตอยู่ในท้องของทารกอีกคนแทน

ดร. อนันด์ สิงหา ศัลยแพทย์เด็กผู้ทำการผ่าตัด เปิดเผยกับ BBC ว่า การผ่าตัดครั้งนี้ท้าทายมาก แต่โชคดีที่เด็กฟื้นตัวได้ดี ตอนนี้ปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

ทีมแพทย์กว่า 15 คนใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง กว่าจะนำฝาแฝดกาฝากออกมาได้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากตัวอ่อนเหล่านี้ติดกับอวัยวะสำคัญหลายส่วน ทั้งตับ ไต และลำไส้

ก่อนผ่าตัด เด็กหญิงมีอาการท้องโตผิดปกติ งอแง ไม่สามารถกินนมได้ เพราะตัวอ่อนกดทับกระเพาะอาหาร แพทย์จึงต้องรักษาภาวะขาดน้ำและทุพโภชนาการให้เด็กแข็งแรงขึ้นก่อน ถึงจะเข้าผ่าตัดได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบในอินเดีย โดยในปี 2024 เคยมีทารกวัย 3 วันในโกลกาตาเสียชีวิต หลังเข้ารับการผ่าตัดเอาฝาแฝดกาฝากออกจากท้อง ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แพทย์รัฐมหาราษฏระก็เพิ่งเจอเคสคล้ายกัน

ดร.อนันด์เตือนว่า หากไม่ตรวจพบตั้งแต่เด็ก ฝาแฝดกาฝากสามารถเติบโตต่อไปในร่างกายผู้ใหญ่ แม้ไม่ค่อยกลายเป็นมะเร็ง แต่ก็เสี่ยงก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจนต้องรักษาในที่สุด.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตัวอ่อน

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย พบความเชื่อมโยงฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย พบความเชื่อมโยงฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

5 ก.ย. 2568 10:28 น.

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย พบความเชื่อมโยงฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย ฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย โดยมีความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กกับจำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

วันที่ 4 กันยายน 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ศาสตราจารย์โคจิมะ ซุนาโอะ หัวหน้าทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโตะ เปิดเผยว่า พบหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กับจำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction: AMI) ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผลวิจัยใหม่ชี้ว่า ระดับฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นเขม่าจากไอเสียรถยนต์ มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันเข้าโรงพยาบาล โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลค่า PM 2.5 รายวันจาก โตเกียว โอซาก้า และอีก 5 จังหวัด ของญี่ปุ่น ในช่วง 2 ปีครึ่งจนถึงเดือนธันวาคม 2562 พร้อมเปรียบเทียบกับสถิติผู้ป่วยกว่า 44,000 ราย ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเข้ารับการรักษาในพื้นที่เดียวกัน

ผลการวิเคราะห์พบว่า เมื่อค่า PM 2.5 ในพื้นที่เพิ่มขึ้น 7.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.4% ในวันเดียวกันและวันถัดไป เมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงลึกยังบ่งชี้ว่า เขม่าควัน  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ PM 2.5 และพบมากในไอเสียรถยนต์ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย โดยทีมวิจัยสรุปว่า การระบุและควบคุมแหล่งกำเนิดเขม่าควันในอากาศอาจเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจวายเฉียบพลัน พร้อมแนะว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมควรเดินหน้าควบคู่ไปกับการป้องกันปัญหาสุขภาพ.

รัฐบาลเอกภาพเมียนมาส่งจม.ถึงจีน เรียกร้องเลิกสนับสนุนมิน อ่องหล่าย และแผนจัดเลือกตั้ง

รัฐบาลเอกภาพเมียนมาส่งจม.ถึงจีน เรียกร้องเลิกสนับสนุนมิน อ่องหล่าย และแผนจัดเลือกตั้ง

5 ก.ย. 2568 09:42 น.

รัฐบาลเอกภาพเมียนมาส่งจม.ถึงจีน เรียกร้องเลิกสนับสนุนมิน อ่องหล่าย และแผนจัดเลือกตั้ง

รัฐบาลเอกภาพเมียนมา ร่อนจดหมายถึงจีน เรียกร้องให้เลิกหนุน “มิน อ่อง หล่าย” และแผนการจัดเลือกตั้ง

วันที่ 4 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า ดอว์ ซิน มาร์ อ่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG) หรือรัฐบาลเงาของเมียนมา ส่งจดหมายถึงรัฐบาลจีน เรียกร้องให้จีนระงับการให้การรับรองกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา รวมถึงหยุดใช้ถ้อยคำเรียกมินอ่องหล่ายว่า “ประธานาธิบดีรักษาการของเมียนมา” เนื่องจากหวั่นว่าจะเป็นการทำลายมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ของเมียนมา เปิดเผยว่า ดอว์ ซิน มาร์ อ่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลจีน เรียกร้องให้ระงับการให้การรับรองกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย รวมถึงหยุดใช้ถ้อยคำเรียกเขาว่า “ประธานาธิบดีรักษาการของเมียนมา”

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า จีนควรปฏิเสธคำร้องของกองทัพเมียนมาที่ต้องการให้ผู้สังเกตการณ์ชาวจีนเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง ซึ่งวางกำหนดไว้ช่วง ธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 พร้อมย้ำว่า NUG ยังเชื่อมั่นว่าจีนสามารถมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสันติภาพและการพัฒนาในเมียนมา

ดอว์ ซิน มาร์ อ่อง เตือนว่า การตัดสินใจของจีนที่เปิดทำเนียบต้อนรับมิน อ่อง หล่าย ในการเยือนล่าสุด อาจยั่วยุให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในสังคมเมียนมา และบั่นทอนมิตรภาพยาวนาน ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ยังชี้ว่า การปกครองด้วยความรุนแรงของกองทัพทำให้เศรษฐกิจเมียนมาล่มสลาย ประชากรเกือบครึ่งประเทศอยู่ในภาวะความยากจน นักลงทุนต่างชาติพากันถอนตัว และโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง ระเบียงเศรษฐกิจจีน–เมียนมา (CMEC) ซึ่งตกลงกันตั้งแต่ปี 2563 ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับอดีตประธานาธิบดีอู วิน มยิ่น ต้องหยุดชะงักอย่างหนัก

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่า กองทัพเมียนมาปล่อยปละละเลยให้ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนแพร่ระบาด ทำให้ชาวจีนจำนวนมากถูกโกงเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จดหมายฉบับนี้ถูกเผยแพร่หลังจากที่ มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนจีน และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) รวมถึงพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะจีน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม อาทิ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และคิม จอง อึน.

ดราม่าศูนย์เด็กเล็กซิดนีย์! คุณตารับหลานผิดคนกลับบ้าน แม่ตัวจริงช็อกลูกหาย

ดราม่าศูนย์เด็กเล็กซิดนีย์! คุณตารับหลานผิดคนกลับบ้าน แม่ตัวจริงช็อกลูกหาย

5 ก.ย. 2568 09:35 น.

ดราม่าศูนย์เด็กเล็กซิดนีย์! คุณตารับหลานผิดคนกลับบ้าน แม่ตัวจริงช็อกลูกหาย

เกิดเหตุไม่คาดฝันที่ออสเตรเลีย เมื่อคุณตาคนหนึ่งไปรับหลานจากศูนย์เด็กเล็ก ในนครซิดนีย์ แต่กลับรับเด็กคนอื่นที่กำลังหลับอยู่กลับบ้านไปแทน พอแม่ตัวจริงมาถึงหาลูกวัย 1 ขวบไม่เจอแทบลมจับ

เรื่องราวโกลาหลครั้งนี้เกิดขึ้นที่ศูนย์เด็กเล็ก First Steps Learning Academy ย่านแบงกอร์ ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่คุณตาไปรับหลานกลับจากศูนย์ โดยไม่ได้ดูให้ดีว่าเด็กที่หลับอยู่ไม่ใช่หลานของตัวเองและพากลับบ้านไปโดยไม่รู้ จนกระทั่งคุณแม่ของเด็กตัวจริงมาถึงศูนย์ แต่กลับไม่เจอลูกชายวัย 1 ขวบ ทำให้เธอแทบช็อก โดยคุณแม่โกรธมากที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ ต่างไม่ได้ว่าใครเป็นคนรับลูกเธอไป ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ว่าเขามารับใคร และบอกได้แค่ว่าเป็นผู้ชายใส่กางเกงขาสั้นสูงวัยคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดเหตุสับสน แต่คุณแม่ยืนยันว่าไม่โกรธคุณตา เพราะเมื่อคุณตารู้ตัว เขาก็รีบนำเด็กกลับมาทันที พร้อมยอมรับความผิดพลาดอย่างจริงใจ โดยคุณแม่เธอกล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นความเลินเล่อของศูนย์เด็กเล็ก ไม่ใช่คุณตา

ด้านผู้บริหารศูนย์เด็กเล็ก First Steps ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าได้พักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมเร่งปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลการศึกษาและดูแลเด็กเล็กแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ยืนยันว่ากำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง เพราะเข้าข่ายเหตุการณ์ร้ายแรงและน่ากังวล โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมออสเตรเลียกำลังจับตาเรื่องความปลอดภัยในศูนย์เด็กเล็ก หลังเพิ่งมีการออกกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานเมื่อเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย