แผ่นดินไหวอัฟกานิสถานเขย่าซ้ำรอบ 3 ดับพุ่งทะลุ 2,200 ศพ

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถานเขย่าซ้ำรอบ 3 ดับพุ่งทะลุ 2,200 ศพ

5 ก.ย. 2568 09:19 น.

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถานเขย่าซ้ำรอบ 3 ดับพุ่งทะลุ 2,200 ศพ

อัฟกานิสถานเผชิญเหตุแผ่นดินไหวซ้ำเป็นรอบที่ 3 ในเวลาเพียง 6 วัน ยอดเสียชีวิตพุ่งกว่า 2,200 ราย ขณะที่การกู้ภัยทำได้ล่าช้า

เกิดเหตุ แผ่นดินไหวขนาด 5.6 เขย่าพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงใต้ของ อัฟกานิสถาน เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ตามเวลาในท้องถิ่น นับเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งที่ 3 ภายในรอบ 6 วัน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็น กว่า 2,200 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 3,600 คน

แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น (15.36 GMT) สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนในจังหวัดนานกะฮาร์และคุนาร์ ต้องวิ่งหนีออกจากที่พัก โดยมีรายงานจากแพทย์ท้องถิ่นว่ามีผู้บาดเจ็บ 17 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัดคุนาร์

รัฐบาลตาลีบันระบุว่าภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาและดินถล่ม ทำให้การเข้าถึงหมู่บ้านห่างไกลเป็นไปอย่างยากลำบาก การช่วยเหลือส่วนใหญ่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ และยังมีอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 จนต้องหยุดปฏิบัติการกู้ภัยชั่วคราว

ฮัมดุลลอห์ ฟิตรัต รองโฆษกรัฐบาลตาลีบัน เปิดเผยว่าการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป โดยทางการได้ตั้งเต็นท์พักพิงในหลายพื้นที่ พร้อมแจกจ่ายสิ่งของยังชีพและการแพทย์เบื้องต้นแล้ว

แม้รัฐบาลตาลีบันจะยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากนานาชาติ ยกเว้นรัสเซีย แต่ได้ออกแถลงการณ์ขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยสหประชาชาติ (UN) ได้จัดสรรงบฉุกเฉินช่วยเหลือแล้ว ขณะที่ สหราชอาณาจักร ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือมูลค่า 1 ล้านปอนด์ หรือกว่า 43 ล้านบาท

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเซีย ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง โดยในปี 2023 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ที่เมืองเฮราต์ คร่าชีวิตกว่า 1,400 คน ขณะที่ในปี 2022 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ที่ภาคตะวันออก คร่าชีวิตกว่า 1,000 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 3,000 คน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน

ญี่ปุ่นรับมือไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

ญี่ปุ่นรับมือไต้ฝุ่น "เผ่ย์ผ่า" พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

5 ก.ย. 2568 08:40 น.

ญี่ปุ่นรับมือไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

อุตุฯ ญี่ปุ่น เตือนภัยไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้มีฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และคลื่นลมแรงทั่วชายฝั่งแปซิฟิก

วันที่ 5 กันยายน 2565 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัย พายุไต้ฝุ่นเผ่ย์ผ่า (Peipah) ที่พัดขึ้นฝั่งบริเวณเมืองสุกุโมะ จังหวัดโคจิ บนเกาะชิโกกุ เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา อิทธิพลของพายุทำให้มีฝนตกหนักทำสถิติใหม่ และยังทำให้เกิดความเสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และคลื่นลมแรงทั่วชายฝั่งแปซิฟิก

ทางด้านสำนักข่าว NHK รายงานว่า พายุไต้ฝุ่นเผ่ย์ผ่า ซึ่งก่อตัวใกล้เกาะอามามิโอชิมะ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. เพิ่งพัดถล่มพื้นที่เกาะคิวชู และชิโกกุ ด้วยฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและเสี่ยงดินถล่ม โดยเฉพาะที่หมู่บ้านชิโมกิตายามะ จังหวัดนารา มีปริมาณฝนสะสม 80 มิลลิเมตรภายใน 1 ชั่วโมง ขณะที่เมืองคุมาโนะ จังหวัดมิเอะ วัดได้ 63 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานข่าวระบุว่า ฝนเทกระหน่ำต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อาทิ เมืองสึโนะ จ.มิยาซากิ วัดปริมาณน้ำฝนในรอบ 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 21.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ได้สูงถึง 465.5 มิลลิเมตร ทำลายสถิติสูงสุดของจุดวัดแห่งนี้ ขณะเดียวกันศูนย์อุตุนิยมฯ คาดการณ์ว่า พายุจะเคลื่อนตัวเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น ทำให้หลายภูมิภาคยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยอาจมีปริมาณฝนสะสมใน 24 ชั่วโมงจนถึงคืนวันที่ 5 ก.ย.  

โดยภูมิภาคโทไก สูงสุด 250 มม. ส่วนคินกิ และคันโต-โคชิน สูงสุด 200 มม. ตามมาด้วยชิโกกุ สูงสุด 180 มม.และโทโฮกุ สูงสุด 150 มม. ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เตือนให้ประชาชนระวัง ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง รวมทั้งภัยจากฟ้าผ่า คลื่นสูง ลมกระโชกแรง และทอร์นาโด ที่อาจเกิดขึ้นได้

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดกำแพงภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นเหลือ 15% แล้ว

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดกำแพงภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นเหลือ 15% แล้ว

5 ก.ย. 2568 06:24 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดกำแพงภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นเหลือ 15% แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่ง บังคับใช้การลดกำแพงภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเหลือ 15% ตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงการค้า ซึ่งจะลดอัตราการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ญี่ปุ่นและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตกลงเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 7 วันหลังจากคำสั่งได้รับการเผยแพร่ และการลดภาษีบางกรณีจะมีผลย้อนหลังถึง 7 ส.ค.

คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์หมายถึง สหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีรถยนต์ญี่ปุ่น จาก 27.5% ในปัจจุบัน เหลือ 15% โดยจะเริ่มมีผลภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

อนึ่ง สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงการค้าเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าจะลดอัตราภาษีให้แก่รถยนต์ญี่ปุ่นและสินค้าอื่นๆ แต่ที่ผ่านมายังไม่แน่ชัดว่าจะเริ่มเมื่อใด เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร

ภาษีที่นายทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลก ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น โดยเมื่อเดือนก่อน บริษัท โตโยต้า ระบุว่า พวกเขาจะเสียหายจากภาษีรถยนต์ของนายทรัมป์เกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์ระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังเร่งรัดการจัดซื้อข้าวจากสหรัฐฯ ให้เพิ่มขึ้น 75 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรอื่นๆ จากสหรัฐฯ รวมถึง ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ปุ๋ย, ไบโอเอทานอล และอื่นๆ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

รัฐบาลญี่ปุ่นยังตกลงจะลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ในโครงการในสหรัฐฯ ที่รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้เลือกด้วย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้

นอกจากนั้น คาดกันว่าคำสั่งบริหารดังกล่าวจะมีข้อกำหนด ว่าภาษี 15% ที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม จะไม่ถูกนำไปใช้ทับซ้อนกับสินค้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่นที่ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า ในขณะที่สินค้าซึ่งเดิมเคยต้องเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า 15% จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15%

ส่วนแพ็กเกจการลงทุน ซึ่งจะมาในรูปแบบของหุ้น เงินกู้ และการค้ำประกันจากธนาคารของรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้เสียชีวิตเหตุรถรางในโปรตุเกสตกรางเพิ่มเป็น 17 ศพ เด็ก 3 ขวบรอดตาย

ผู้เสียชีวิตเหตุรถรางในโปรตุเกสตกรางเพิ่มเป็น 17 ศพ เด็ก 3 ขวบรอดตาย

5 ก.ย. 2568 05:48 น.

ผู้เสียชีวิตเหตุรถรางในโปรตุเกสตกรางเพิ่มเป็น 17 ศพ เด็ก 3 ขวบรอดตาย

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุรถราง กลอเรีย อันโด่งดังของโปรตุเกสตกราง เพิ่มขึ้นเป็น 17 ศพแล้ว บาดเจ็บอีก 38 คน รวมเด็ก 3 ขวบ โดยทางการกำลังเร่งหาสาเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส สั่งลดธงลงครึ่งเสาเพื่อเป็นการไว้อาลัยในวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 หลังเกิดอุบัติเหตุรถรางกระเช้า “กลอเรีย” (Gloria funicular) ตกรางเมื่อวันพุธ ซึ่งล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 17 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 38 ราย

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ถนน อเวนิดา ดา ลิเบร์ดาเด เมื่อเวลาประมาณ 18.05 น. วันพุธที่ 3 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถรางคันนี้วิ่งลงจากถนนสูงชัน ด้วยความเร็วเต็มที่ ก่อนจะตกรางบริเวณทางโค้งและพุ่งชนอาคารโดยไม่มีการเบรกเลย

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือเด็กชายชาวเยอรมันวัย 3 ขวบ ออกมาจากซากรถรางได้สำเร็จ แต่พ่อของเขาเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต ขณะที่แม่ได้รับบาดเจ็บและกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ตำรวจลิสบอนระบุว่า ผู้เสียชีวิตมีทั้งชาวโปรตุเกส, เกาหลีใต้, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา, เยอรมนี และยูเครน โดยตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคืออะไร

แต่นาย มานูเอล เลอาล หัวหน้าของ “เฟคทรานส์” (Fectrans) สหภาพคนงานรถรางแห่งฝรั่งเศส อ้างว่า คนงานที่ดูแลรถรางกลอเรียร้องเรียนเรื่องการเกิดความตึงเครียดที่สายเคเบิลของรถราง ซึ่งทำให้การเบรกทำได้ยาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า นี่เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุหรือไม่

มีรายงานว่า ในตอนเกิดเหตุสายเคเบิลรถรางขาด ทำให้รถรางเบรกแตกและพุ่งลงเนินสูงชันความยาวกว่า 265 ม. ก่อนจะตกรางตรงทางโค้ง และพุ่งชนอาคาร ในขณะที่รถรางอีกคันที่อยู่ด้านล่างสุดของเนิน กระตุกถอยหลังไปหลายเมตรจากการขาดของสายเคเบิล แม้จะไม่เกิดความเสียหาย แต่ผู้คนก็พากันหนีออกจากตัวรถด้วยความตกใจ

ด้านบริษัท “แคร์ริส” (Carris) ผู้ให้บริการรถราง สั่งหยุดให้บริการรถที่เหลืออีก 2 คันแล้ว เพื่อการตรวจสอบ โดยพวกเขายืนยันว่า ได้ดำเนินการซ่อมบำรุงรถรางทุกอย่างตามหลักปฏิบัติ รวมถึงการซ่อมบำรุงรายเดือนและรายสัปดาห์ และการตรวจสอบรายวันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำฝรั่งเศสเผย 26 ชาติสัญญาส่งทหารไปยูเครน หลังการต่อสู้จบลง

ผู้นำฝรั่งเศสเผย 26 ชาติสัญญาส่งทหารไปยูเครน หลังการต่อสู้จบลง

5 ก.ย. 2568 05:20 น.

ผู้นำฝรั่งเศสเผย 26 ชาติสัญญาส่งทหารไปยูเครน หลังการต่อสู้จบลง

ผู้นำฝรั่งเศสเผย ชาติพันธมิตรยูเครน 26 ประเทศให้คำมั่นว่าจะส่งทหารเข้าไปประจำการในยูเครนทันทีหลังจากการสู้รบจบลง เพื่อรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครน

เมื่อวันพฤหัสบดี 4 ก.ย. 2568 ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวว่า 26 ชาติพันธมิตรของยูเครนให้คำมั่นว่าจะส่งทหารไปเป็น “กองกำลังสร้างความมั่นใจ” แก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ทันทีที่การสู้รบกับรัสเซียสิ้นสุดลง

มาครงกล่าวหลังการประชุมของกลุ่ม “พันธมิตรผู้เต็มใจ” (coalition of the willing) ในกรุงปารีสว่า ประเทศเหล่านี้ได้ให้คำมั่นที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปในยูเครน หรือคงกำลังพลไว้ทั้งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ เพื่อช่วยรับประกันความมั่นคงของยูเครน หลังจากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือสันติภาพ

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรป ยังได้พบกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งแต่งตั้งโดย โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ โดยหารือเรื่องความมั่นคงของยูเครน ขณะที่ชาติพันธมิตรพยายามหาทางรับประกันการสนับสนุนทางทหารระยะยาว และทำให้สหรัฐฯ ยังสนับสนุนยูเครนต่อไปหลังสงครามจบลง

ตามรายงานของนายเซอร์ฮี นิกิโฟรอฟ เลขาธิการฝ่ายสื่อมวลชนประจำประธานาธิบดียูเครน เซเลนสกีได้จัดการประชุมแบบปิดกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้ได้รับเชิญเพื่อหารือเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครน รวมถึงการร่างแผนการสนับสนุนทางทหารในกรณีที่มีการหยุดยิงเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม ย้ำด้วยว่า “กองกำลังสร้างความมั่นใจ” นี้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

สำนักงานของสตาร์เมอร์กล่าวหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษ “เน้นย้ำว่ากลุ่มพันธมิตรนี้มีคำมั่นที่แน่วแน่ต่อยูเครน โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์ และเป็นที่แน่ชัดว่าขณะนี้พวกเขาต้องเดินหน้ากดดันประธานาธิบดีปูตินยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้เขายอมยุติการสู้รบ”

นอกจากนี้ สำนักงานของสตาร์เมอร์ยังกล่าวถึงการตัดสินใจของกลุ่มพันธมิตรที่จะจัดหาขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน “เพื่อเสริมคลังอาวุธของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

5 ก.ย. 2568 01:54 น.

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

ดีอาร์คองโกกำลังเผชิญการระบาดรอบใหม่ของไวรัสอีโบลาครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีกหลายสิบคน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 กระทรวงสาธารณสุขของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก เปิดเผยว่า การระบาดรอบใหม่ของไวรัสอีโบลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 ศพ และมีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ติดเชื้ออีก 28 คน

นี่นับเป็นการระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งที่ 16 ที่เกิดขึ้นในดีอาร์คองโกแล้ว โดยศูนย์กลางของการระบาดล่าสุดอยู่ในจังหวัด คาไซ ในภาคกลางของดีอาร์คองโก โดยผู้ติดเชื้อรายแรกที่พบคือหญิงตั้งครรภ์วัย 34 ปี ซึ่งถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเมื่อเดือนก่อน หลังมีไข้สูง และอาเจียนไม่หยุด และเธอเสียชีวิตเนื่องจากอวัยวะล้มเหลวหลายแห่งภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ผลการตรวจสอบพบว่า ไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดเป็นเชื้อสายพันธุ์ “ซาอีร์” (Zaire) ซึ่งพบได้ยากแต่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้ทางการดีอาร์คองโกออกมาเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด รวมถึงล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างทางสังคมในพื้นที่เสี่ยง

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า พวกเขากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของไวรัสให้ได้อย่างรวดเร็ว และปกป้องชุมชนต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 4 คน รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ศพด้วย

“จำนวนผู้ติดเชื้อน่าจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการติดต่อยังคงดำเนินอยู่ ทีมตอบสนองและทีมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะทำงานเพื่อหาผู้ที่อาจติดเชื้อและจำเป็นต้องได้รับการรักษา เพื่อรับประกันว่าทุกคนจะได้รับความคุ้มครองโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” WHO ระบุในแถลงการณ์

องค์การอนามัยโลกเสริมด้วยว่า ดีอาร์คองโกมียารักษาต่างๆ เก็บสะสมเอาไว้ รวมถึงวัคซีน “เออร์เวโบ” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์นี้

อนึ่ง ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งก่อนเมื่อปี 2565 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ แต่การระบาดในช่วงปี 2561-2563 นั้นร้ายแรงกว่ามาก โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วอชิงตัน ดี.ซี. ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ส่งทหารคุมเมืองหลวง ชี้ผิดรัฐธรรมนูญ

วอชิงตัน ดี.ซี. ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ส่งทหารคุมเมืองหลวง ชี้ผิดรัฐธรรมนูญ

4 ก.ย. 2568 23:31 น.

วอชิงตัน ดี.ซี. ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ส่งทหารคุมเมืองหลวง ชี้ผิดรัฐธรรมนูญ

อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ กล่าวหาประธานาธิบดีว่าทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐบาลกลาง ที่ส่งทหารเข้ามาควบคุมเมืองหลวงแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวหาว่าประธานาธิบดีทำผิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐบาลกลาง ด้วยการส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติจำนวนหลายพันคนเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ โดยที่ผู้นำท้องถิ่นไม่ยินยอม

เอกสารคำฟ้อง ซึ่งยื่นต่อศาลโดยนาย ไบรอัน ชวาล์บ อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 อ้างว่า ทหารเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรัฐอื่น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่โดยสำนักงานผู้รักษากฎหมายสหรัฐฯ (US Marshals office) และออกลาดตระเวนตามพื้นที่ต่าง ๆ เข้าตรวจค้น และจับกุมผู้คน ทั้งที่กฎหมายของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปแล้วห้ามไม่ให้ทหารทำหน้าที่เป็นตำรวจท้องถิ่น

เอกสารคำฟ้องระบุอีกว่า การส่งทหารดังกล่าวบ่อนทำลายอำนาจปกครองตนเองของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกัดเซาะความเชื่อใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางเข้ามา ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจต่างๆ

“การส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้ามาบังคับใช้กฎหมายนั้น ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ไม่จริงและไม่เป็นที่ต้องการเท่านั้น แต่ยังอันตรายและสร้างความเสียหายต่อเมืองกับผู้อยู่อาศัยในเมืองหลวงแห่งนี้” นายชวาล์บระบุในแถลงการณ์ “ดี.ซี.ในวันนี้ อาจกลายเป็นเมืองอื่นในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ เราจึงยื่นฟ้องร้องนี้เพื่อหยุดการใช้อำนาจเกินขอบเขตและผิดกฎหมายของรัฐบาล”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเคลื่อนกำลังทหารพิทักษ์ชาติเข้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่อต้านอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ และพยายามเข้ายึดการทำงานของสำนักงานตำรวจท้องถิ่น และหลายสัปดาห์หลังจากนั้น กองกำลังพิทักษ์ชาติใน ดี.ซี. ซึ่งรวมถึงทหารจาก 6 รัฐฝั่งพรรครีพับลิกัน ได้รับคำสั่งให้พกพาอาวุธ

ปัจจุบัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติประจำการอยู่ทั้งหมด 2,290 นาย โดยในจำนวนนี้ 1,340 นายมาจากรัฐอื่น และคาดกันว่า พวกเขาจะได้รับคำสั่งให้ขยายปฏิบัติการออกไปจนถึงเดือนธันวาคม

รัฐบาลทรัมป์ออกมาอ้างว่า การส่งทหารเข้าไปในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้อาชญากรรมความรุนแรงในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลงอย่างมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคน รวมถึงนาง มูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน โต้แย้งว่า การส่งทหารนั้นไม่จำเป็นและสิ้นเปลืองภาษีของประชาชนถึงวันละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ทหารเหล่านี้ถูกพบเห็นว่า ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว, เก็บขยะ และโรยหน้าดิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

4 ก.ย. 2568 21:48 น.

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นชื่อดังชาวอิตาลี และผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก “อาร์มานี” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 91 ปี

อาร์มานี กรุ๊ป กลุ่มบริษัทแฟชั่นหรูสัญชาติอิตาลียืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 ว่า นายจอร์โจ อาร์มานี ผู้ก่อตั้งของพวกเขา เสียชีวิตแล้วอย่างสงบโดยรายล้อมไปด้วยผู้เป็นที่รักของเขา พร้อมยกย่องชายคนนี้ว่าเป็น “แรงผลักดันที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย”

“ในบริษัทนี้ เรารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ” แถลงการณ์ของ อาร์มานี กรุ๊ป ระบุ “วันนี้ ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างยิ่ง เรารู้สึกได้ถึงช่องว่างที่ถูกทิ้งไว้โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้เลี้ยงดูครอบครัวนี้ด้วยวิสัยทัศน์, ความหลงใหล และความอุทิศตน”

“แต่ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของเขา พวกเราในฐานะพนักงานและสมาชิกในครอบครัวที่ทำงานเคียงข้างคุณอาร์มานีมาโดยตลอด จึงขอให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิ่งที่เขาสร้างขึ้น และจะขับเคลื่อนบริษัทต่อไปเพื่อรำลึกถึงเขา ด้วยความเคารพ ความรับผิดชอบ และความรัก”

ทั้งนี้ อาร์มานี กรุ๊ป ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของนายอาร์มานี แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้นี้ไม่ได้ไปร่วมงาน “มิลาน เมนส์ แฟชั่น วีค” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เขาพลาดงานอีเวนต์ของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นทางบริษัทระบุว่า อาร์มานีกำลังพักฟื้นอยู่ที่บ้าน โดยไม่ระบุว่าเขาเป็นอะไร

จอร์โจ อาร์มานี ได้รับคำชื่นชมจากการสร้างสรรค์สุนทรียะแบบอิตาเลียนแท้ ๆ ในผลงานเครื่องแต่งกายมานานหลายทศวรรษ รวมถึงการยกระดับพรมแดงของฮอลลีวูดให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น

อาร์มานีเกิดในปี 2477 ที่เมืองปิอาเซนซา ทางเหนือของอิตาลี และไม่ได้แสดงความสนใจในอาชีพสายแฟชั่นจนกระทั่งในปี 2500 หลังจากศึกษาวิชาแพทย์แล้วเข้ารับใช้กองทัพ โดยเขาได้งานเป็นผู้จัดแต่งหน้าร้านแสดงสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า “ลา รีนาเชนเต” (La Rinascente) อันเก่าแก่ในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเขากับเมืองแฟชั่นแห่งนี้ไปตลอดกาล

ในปี 2507 นีโน แชร์รูติ ดีไซเนอร์ชื่อดัง ได้ให้โอกาสอาร์มานี ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานที่ห้างฯ ลา รีนาเชนเต ให้มาทำงานออกแบบเสื้อผ้าบุรุษ ที่นี่เองที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบเสื้อแจ็กเก็ตแบบไม่มีการเสริมโครงสร้าง (unstructured jackets) หรือเสื้อสูทที่นำผ้าซับในและแผ่นเสริมทรงแข็ง ๆ ออก เพื่อเน้นสรีระของผู้สวมใส่ ซึ่งต่อมาเขาได้พัฒนาจนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงจากผลงานเหล่านี้

ขณะทำงานกับแชร์รูติ อาร์มานีได้พบกับ เซร์คิโอ กาเลออตติ สถาปนิกที่ต่อมากลายเป็นทั้งคู่หูทางธุรกิจและคู่คิดของเขา กาเลออตติได้ชักชวนให้อาร์มานีเปิดธุรกิจของตัวเอง และทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ Giorgio Armani ในปี 2518

คอลเล็กชันเสื้อผ้าบุรุษชุดแรกของพวกเขาประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา โดยวางขายที่ห้างบาร์นีย์ส นิวยอร์ก ในปี 2519 และทางห้างยังได้ผลิตโฆษณาทางโทรทัศน์เพื่อแนะนำอาร์มานีให้ลูกค้าชาวอเมริกันรู้จัก หลังจากนั้นไม่นาน อาร์มานีก็เปิดตัวคอลเล็กชันเสื้อผ้าสตรี ซึ่งแบรนด์ได้นำเสนอเสื้อผ้าดีไซน์แบบไม่จำกัดเพศ (androgynous look)

เสื้อแจ็กเก็ตของเขาได้รับความสนใจจากฮอลลีวูดอย่างรวดเร็ว ในปี 2523 ริชาร์ด เกียร์ สวมชุดสูทของอาร์มานีในภาพยนตร์เรื่อง “American Gigolo” ซึ่งทำให้ชุดสูทกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและสถานะทางสังคม และในไม่ช้า การแต่งตัวให้เหล่าคนดังสำหรับเดินพรมแดงก็กลายเป็นการโฆษณาที่สำคัญของแบรนด์อาร์มานี

แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็นำไปสู่การแข่งขันอันดุเดือดกับอีกแบรนด์แฟชั่นที่มีชื่อเสียงแห่งยุค 80 อย่าง “จานนี เวอร์ซาเช่” (Gianni Versace) ซึ่งมีสไตล์ที่โดดเด่นสะดุดตา แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสไตล์ที่เรียบหรูตามแบบฉบับของอาร์มานี

ในปี 2528 กาเลออตติเสียชีวิตจากอาการแทรกซ้อนของโรคเอดส์ ทำให้อาร์มานีกลายเป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวของบริษัท ซึ่งอาร์มานีกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเขากับกาเลออตติในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vanity Fair เมื่อปี 2543 ว่า “คำว่ารักเป็นคำที่แคบเกินไป มันเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งในชีวิตและในโลกใบนี้”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาร์มานีได้เปิดตัวไลน์สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่าง Emporio Armani รวมถึงแบรนด์ย่อยอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เช่น Armani Jeans, Armani Exchange และ Armani/Casa ซึ่งเป็นแบรนด์ของตกแต่งบ้าน

ในปี 2554 อาร์มานีได้เปิดอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ของอาร์มานีครอบคลุมทั้งบล็อกในใจกลางเมืองมิลาน ซึ่งนอกจากจะมีผลิตภัณฑ์หลากหลายจากแบรนด์อาร์มานี ทั้งช็อกโกแลต ดอกไม้ เครื่องประดับ และเครื่องสำอางแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของไนต์คลับและโรงแรมหรูอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

ลูกสาว "คิม จองอึน" ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

4 ก.ย. 2568 11:00 น.

ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

ลูกสาว “คิม จองอึน” โผล่ร่วมทริปจีน จุดกระแสคาดการณ์ว่าเธอถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

วันที่ 3 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า การเดินทางเยือนจีนของ คิม จูเอ บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้จุดกระแสคาดการณ์หนาหูว่า เธออาจถูกวางตัวเป็นทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลคิม 

โดยภาพถ่ายจากสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ เผยให้เห็น จูเอ ยืนอยู่ด้านหลังบิดาขณะก้าวลงจากรถไฟหุ้มเกราะที่กรุงปักกิ่ง ก่อนเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร โดยได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน อาทิ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน

รายงานข่าวระบุว่า จูเอ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น เริ่มถูกจับตามองในฐานะ “ทายาทตระกูลคิม” นับตั้งแต่เปิดตัวต่อสาธารณะในปี 2565 จากภาพที่เธอจับมือเดินเคียงข้างบิดาผ่านหน้าอาวุธนิวเคลียร์ จากนั้นเธอปรากฏตัวในกิจกรรมสำคัญอย่างสม่ำเสมอ ทั้งงานเปิดรีสอร์ต และการแสดงขีปนาวุธ

ทางด้านนายเชยอง ซองชัง รองประธานสถาบันเซจง วิเคราะห์ว่า การที่คิม จองอึน พาลูกสาวมาปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนต่อประชาคมโลกว่า เธอถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอด และยังถือเป็นการเริ่มต้นฝึกฝนทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ คิม จองอึน เองก็เคยผ่านการฝึกเป็นทายาทภายในประเทศตั้งแต่ปี 2552 ก่อนก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2554 หลังบิดา คิม จองอิล เสียชีวิต  

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางฝ่ายเตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจูเอคือทายาทแน่นอน เนื่องจากกระบวนการสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือมักต้องผ่านระบบพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ อีกทั้งวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และโครงสร้างทหารเป็นศูนย์กลางยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะที่นายฮง มิน นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันเอกภาพเกาหลีใต้ ระบุว่า การที่จูเอจับแขนหรือยืนข้างบิดาต่อหน้าสาธารณะ อาจเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การยืนยันตำแหน่งผู้สืบทอดที่แท้จริง.

พนักงานจับพิรุธ หนุ่มสิงคโปร์ตีเนียนฝากแบงก์ปลอมเข้าบัญชี ก่อนถูกจับคาที่

พนักงานจับพิรุธ หนุ่มสิงคโปร์ตีเนียนฝากแบงก์ปลอมเข้าบัญชี ก่อนถูกจับคาที่

4 ก.ย. 2568 10:29 น.

พนักงานจับพิรุธ หนุ่มสิงคโปร์ตีเนียนฝากแบงก์ปลอมเข้าบัญชี ก่อนถูกจับคาที่

หนุ่มวัย 22 ปีถูกรวบตัวกลางธนาคาร หลังทำเนียนนำธนบัตรปลอม 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ฝากเข้าบัญชี

ชายหนุ่มวัย 22 ปี ถูกตั้งข้อหาใช้ธนบัตรปลอม หลังพยายามนำธนบัตรปลอมมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ ราว 250,700 บาท ฝากเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยชายคนดังกล่าวได้ยื่นธนบัตรปลอมให้พนักงานเคาน์เตอร์เพื่อขอฝากเข้าบัญชี แต่พนักงานสงสัยว่าเป็นธนบัตรปลอมจึงรีบแจ้งผู้จัดการธนาคาร ก่อนจะเรียกตำรวจเข้าตรวจสอบ และนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาในที่สุด

ตำรวจสิงคโปร์ยืนยันว่า ธนบัตรปลอมมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ถูกยึดไว้เป็นหลักฐานเพื่อการสอบสวน และผู้ต้องหาจะถูกตั้งข้อหาใช้ธนบัตรปลอมเสมือนจริง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และปรับเงินจำนวนมาก

นอกจากนี้ ตำรวจยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงหรือผลิตธนบัตร รวมถึงผู้ครอบครองอุปกรณ์หรือวัสดุที่ใช้ทำธนบัตรปลอม อาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และถูกปรับเช่นกัน ขณะที่การครอบครองธนบัตรปลอมโดยไม่ได้ผลิตเอง ก็มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี และปรับเช่นกัน

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Monetary Authority of Singapore (MAS) ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ยกเลิกการออกธนบัตรใบละ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ไปตั้งแต่ปี 2014 แล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบงก์ปลอม