ลือหึ่ง ปธน.อินโดฯ เตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังส่งกำลังทหารตร.คุ้มเข้มทั่วจาการ์ตาและหลายเมืองใหญ่

ลือหึ่ง ปธน.อินโดฯ เตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังส่งกำลังทหารตร.คุ้มเข้มทั่วจาการ์ตาและหลายเมืองใหญ่

4 ก.ย. 2568 10:25 น.

ลือหึ่ง ปธน.อินโดฯ เตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังส่งกำลังทหารตร.คุ้มเข้มทั่วจาการ์ตาและหลายเมืองใหญ่

นักวิชาการอินโดฯ -กระแสโลกออนไลน์ หวั่นวิตกรัฐบาลอาจกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังรัฐบาลส่งกองกำลังทหารและตำรวจรักษาความปลอดภัยทั่วจาการ์ตาและอีกหลายเมือง

วันที่ 4 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานว่า บรรดานักวิชาการและองค์กรภาคประชาชน ตลอดจนกระแสในโลกออนไลน์ ต่างหวั่นวิตกรัฐบาลอาจกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังรัฐบาลส่งกองกำลังทหารและตำรวจรักษาความปลอดภัยทั่วจาการ์ตาและอีกหลายเมือง ขณะที่เรียกร้องให้ถอนกำลังเพื่อคืนบรรยากาศประชาธิปไตย

รายงานข่าวระบุว่า หลังการประท้วงติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์เพื่อต่อต้านสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา และเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสียชีวิตเพราะรถตำรวจพุ่งชน ทำให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้าง รัฐบาลต้องส่งทหารเข้าประจำจุดยุทธศาสตร์กลางเมืองทั้งบริเวณอนุสาวรีย์แห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี กระทรวงต่างๆ รวมถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่

โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ยังพบกำลังพลกว่า 3,000 นายประจำการตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะรอบอาคารรัฐสภามีทหารมากกว่า 500 นาย ขณะเดียวกันยังมีการซ้อมรบร่วม “Super Garuda Shield” กับกองทัพต่างชาติ

ทางด้านมูลนิธิความช่วยเหลือทางกฎหมายอินโดนีเซีย แถลงเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหม ถอนกำลังทหารทันที เหตุเพราะเสี่ยงเกินขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 

ทางด้านอัล อาราฟ นักวิจัยสิทธิมนุษยชน  จากองค์กรอิมพาร์เชียล ย้ำว่า ตำรวจสามารถดูแลสถานการณ์ได้แล้ว และเตือนถึงการให้อำนาจทหารมากเกินไปโดยไร้กรอบกำกับ ขณะที่กระแสออนไลน์ภายใต้แฮชแท็ก #DaruratMiliter สะท้อนความหวั่นวิตกว่ารัฐบาลอาจกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึก 

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ทันดโย บูดี เรวิตา รองผู้บัญชาการกองทัพ ออกโรงปฏิเสธข่าวลือ ยืนยัน “ไม่มีเจตนาจะยึดอำนาจ ตำรวจยังคงเป็นกำลังหลัก ส่วนทหารมีเพียงบทบาทสนับสนุนตามคำสั่งประธานาธิบดีเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 300 คนทั่วประเทศออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันจันทร์ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการประกาศกฎอัยการศึก เพราะจะนำไปสู่การกดขี่เสรีภาพของประชาชนและบ่อนทำลายหลักประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย.

กกต.เมียนมาประกาศรายชื่อ 9 พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนิทกับมิน อ่องหล่าย

กกต.เมียนมาประกาศรายชื่อ 9 พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนิทกับมิน อ่องหล่าย

4 ก.ย. 2568 10:03 น.

กกต.เมียนมาประกาศรายชื่อ 9 พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนิทกับมิน อ่องหล่าย

เมียนมาประกาศ 9 พรรคการเมืองใหญ่ร่วมลงสนามเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์โดยตรงและทางอ้อมกับมิน อ่องหล่าย กองทัพยันเดินหน้าจัดเลือกตั้ง แม้กว่า 200 ตำบลควบคุมโดยกองกำลังต้านรัฐบาล

วันที่ 3 กันยายน 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาประกาศว่ามี 9 พรรคการเมืองใหญ่ จากทั้งหมด 61 พรรค ที่จะส่งผู้สมัครแข่งขันทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ แม้พื้นที่กว่า 200 ตำบลยังอยู่ใต้การควบคุมกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล   

โดยรายชื่อพรรคที่ลงสมัครทั่วประเทศ ได้แก่ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP)  พรรคเอกภาพแห่งชาติ (NUP) พรรคผู้บุกเบิกประชาชน (PPP) พรรคประชาชน (People’s Party) พรรคประชาธิปไตยเพื่อการเมืองแห่งชาติ (DNP) พรรคพัฒนาเกษตรกรเมียนมา (MFDP)  พรรคประชาธิปไตยชาติพันธุ์และไทใหญ่ (SEDP) พรรคสตรี (มอญ) และพรรคกองกำลังประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDF)

สื่อท้องถิ่นของเมียนมารายงานว่า บรรดาพรรคการเมืองที่จะลงสนามเลือกตั้งเมียนมา ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

 พรรคที่ใกล้ชิดหรือมีความเชื่อมโยงทางตรงกับกองทัพ 

  1. พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือนายขิ่น อี้ อดีตนายพล ตำรวจ พลพรรคคนสนิทของ มิน อ่องหล่าย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพรรคทหาร หรือพรรคของ มิน อ่องหล่าย ที่ถูกผลักดันให้เป็นพรรคหลักในการเลือกตั้ง
  2. พรรคเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Party – NUP) ซึ่งสืบทอดจากพรรคของกองทัพสมัยเผด็จการทหาร และมีอดีตนายพลทหารเป็นแกนนำ
  3. พรรคประชาธิปไตยเพื่อการเมืองแห่งชาติ (Democratic Party of National Politics – DNP) นำโดยอดีตนายพล และเป็นอีกพรรคที่ถูกมองว่าเป็นแนวร่วมของกองทัพ

สายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ NLD แต่หันมาร่วมกับรัฐบาลทหาร 

  1. พรรคผู้บุกเบิกประชาชน (People’s Pioneer Party – PPP) ซึ่งหัวหน้าพรรคคือนาย เธ็ตเธ็ตขิ่น อดีต ส.ส.พรรค NLD ที่ถูกขับออกในปี 2018 ปัจจุบันรับตำแหน่ง รัฐมนตรีสังคมสงเคราะห์และการท่องเที่ยว-โรงแรม ภายใต้รัฐบาลทหาร เขาถูกมองว่าเป็นนักการเมืองฝ่ายพลเรือนที่หันข้างไปหากองทัพ
  2. พรรคประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Force – NDF) หัวหน้าพรรคคือนายขิ่น หม่องส่วย อดีตสมาชิกสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของกองทัพ และเขาได้เลื่อนขึ้นเป็นที่ปรึกษาระดับสูง 

3. พรรคที่มีภาพลักษณ์พลเรือน หรือเป็นสายประชาธิปไตย แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องท่าที ได้แก่ พรรคประชาชน (People’s Party)หัวหน้าคือนายโก โกยี อดีตแกนนำนักศึกษาลุกฮือปี 1988 เคยติดคุกเกือบ 20 ปี เคยเป็นพันธมิตรกับ NLD แต่ไม่ถูกบรรจุเป็นผู้สมัครปี 2015 จึงตั้งพรรคใหม่ในปี 2018 หลังรัฐประหาร 2021 ประกาศจะต่อสู้ด้วยแนวทางไม่ใช้ความรุนแรง แต่ปัจจุบันหันมาสนับสนุนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร

4. พรรคขนาดเล็ก หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ พรรคพัฒนาเกษตรกรเมียนมา (Myanmar Farmers Development Party – MFDP) ซึ่งเป็นพรรคเล็ก ที่เน้นฐานเสียงเกษตรกร นอกจากนี้ยังมี พรรคชาติพันธุ์และประชาธิปไตยไทใหญ่ (Shan and Ethnic Democratic Party – SEDP) หัวหน้าพรรคคือนายไซ อ้ายเปา เคยได้รับบรรดาศักดิ์ “Thiri Pyanchi” จากมิน อ่องหล่าย นอกจากนี้ยังพรรคสตรีมอญ ที่เป็นพรรคขนาดเล็ก เน้นสิทธิสตรีและกลุ่มชาติพันธุ์มอญ

ทั้งนี้ แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาอ้างว่าจะจัดการเลือกตั้งครบทั้ง 330 ตำบลทั่วประเทศ แต่ข้อเท็จจริงคือ 144 ตำบลยังอยู่ใต้การควบคุมกองกำลังต่อต้าน และอีก 79 ตำบลยังมีการสู้รบต่อเนื่อง กองทัพเมียนมากำลังเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร-ทิ้งระเบิดหนักในพื้นที่ต้าน เพื่อตอกย้ำอำนาจก่อนเลือกตั้งิขณะที่กลุ่มต่อต้าน กองกำลังชาติพันธุ์ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต่างประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการเลือกตั้งลวงโลก  พร้อมเตือนอาจมีการโจมตีเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร ขณะที่องค์กรจับตาการเลือกตั้งสากลหลายแห่งก็ออกแถลงการณ์ไม่รับรองเช่นกัน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

4 ก.ย. 2568 09:05 น.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

ชาวอเมริกันแห่เสี่ยงโชค หวังแจ็กพอตลอตเตอรี่ 1.4 พันล้าน ลุ้นรางวัลคืนนี้

ชาวอเมริกันแห่เสี่ยงโชค หวังแจ็กพอตลอตเตอรี่ 1.4 พันล้าน ลุ้นรางวัลคืนนี้

4 ก.ย. 2568 08:35 น.

ชาวอเมริกันแห่เสี่ยงโชค หวังแจ็กพอตลอตเตอรี่ 1.4 พันล้าน ลุ้นรางวัลคืนนี้

ชาวอเมริกันแห่ซื้อลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลสหรัฐฯ หลังสะสมรางวัลแจ็กพอตสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ หลังไร้ผู้ถูกรางวัลใหญ่หลายงวดติด รอลุ้นโชคคืนนี้

เช้าวันพุธ ตู้ขายตั๋วลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลหน้าศาลาว่าการเมืองฟิลาเดลเฟียคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน ที่แห่มาซื้อตั๋ว หวังจะคว้าเงินรางวัลก้อนโต หลังจากที่รางวัลแจ็กพอตลอตเตอรี่พาวเวอร์บอล มีมูลค่าสะสมสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 50,000 ล้านบาทแล้ว เนื่องจากไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่มายหลายงวดติดต่อกัน

รางวัลใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นแจ็กพอตลอตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของสหรัฐฯ เกิดจากการออกรางวัลต่อเนื่องถึง 40 งวด โดยไม่มีใครถูกรางวัลเลขทั้ง 6 ตัว ซึ่งการออกรางวัลครั้งที่ 41 จะมีขึ้นในคืนวันพุธนี้ ตามเวลาในท้องถิ่น

สำหรับผู้ที่ถูกรางวัลใหญ่ 1.4 พันล้านดอลลาร์ จะได้รับเงินผ่านการทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ ทั้งหมด 30 ครั้ง ภายในระยะเวลา 29 ปี แต่หากเลือกแบบรับเงินสดก้อนเดียว จะได้เงินรางวัลรับมูลค่าประมาณ 634.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 22,700 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ไม่มีใครถูกรางวัลเลย มาจากอัตราการถูกรางวัลแจ็กพอตที่ต่ำมากถึง 1 ใน 292.2 ล้าน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลอตเตอรี่

รถรางกระเช้าในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับแล้ว 15 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถรางกระเช้าในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับแล้ว 15 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

4 ก.ย. 2568 06:19 น.

รถรางกระเช้าในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับแล้ว 15 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถรางกระเช้าอันเก่าแก่และเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ตกรางและพุ่งชนกับอาคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รถรางกระเช้า “กลอเรีย” (Gloria funicular) อันมีชื่อเสียงของโปรตุเกส ตกรางในกรุงลิสบอน และพุ่งชนอาคารเมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย โดยในจำนวนนี้ 5 รายมีอาการสาหัส

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินระบุว่า มีชาวต่างชาติรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย แต่ไม่มีการเปิดเผยสัญชาติ โดยยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้โดยสารอยู่บนรถรางกี่คน ในตอนเกิดเหตุที่ถนน อเวนิดา ดา ลิเบร์ดาเด เมื่อเวลาประมาณ 18.05 น. วันพุธที่ 3 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า รถรางสีเหลืองสดพลิกคว่ำและถูกทำลายเกือบทั้งคัน ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งวิ่งหนีออกมาจากบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยมีควันลอยอยู่ในอากาศ

รถรางกระเช้าสัญลักษณ์ของกรุงลิสบอน
รถรางกระเช้าสัญลักษณ์ของกรุงลิสบอน

เทเรซา ดีอาโว หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับหนังสือพิมพ์ “ออบเซอร์เวดอร์” (Observador) ของโปรตุเกสว่า รถรางคันนี้สูญเสียการควบคุมและไม่มีการเบรกเลย “พวกเราเริ่มวิ่งหนี เพราะเราคิดว่ารถรางจะวิ่งชนคันที่อยู่ด้านล่าง แต่รถรางกลับตกลงตรงทางโค้งแล้วพุ่งชนอาคาร”

ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคน บอกกับ SIC สถานีโทรทัศน์ของโปรตุเกสว่า รถรางคันนี้ชนกับอาคาร หลังจากมันวิ่งลงจากถนนสูงชันด้วยความเร็วเต็มที่ “มันชนเข้ากับอาคารอย่างรุนแรงและพังทลายเหมือนเป็นลังกระดาษ มันไม่มีการเบรกเลย”

ทางการกรุงลิสบอนระบุว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปได้ว่าอะไรคือสาเหตุของเหตุการณ์นี้ ขณะที่บริษัท แคร์ริส (Carris) ผู้ให้บริการรถรางคันที่เกิดเหตุระบุว่า พวกเขาเริ่มการสืบสวนข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และยืนยันว่าปฏิบัติตามขั้นตอนการบำรุงรักษาทั้งหมด

ทั้งนี้ รถรางกระเช้า เป็นระบบรถรางประเภทหนึ่งที่ทำให้สามารถเดินทางขึ้นหรือลงจากเนินสูงชันได้ โดยรถราง 2 คันของรถรางกระเช้า กลอเรีย ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยเชื่อมต่อกับปลายตรงข้ามของเคเบิลลากจูง ซึ่งหมายความว่าในขณะที่คันหนึ่งเคลื่อนที่ลงเนิน น้ำหนักของมันจะช่วยยกอีกคันหนึ่งขึ้น ทำให้รถรางสามารถขึ้นและลงได้พร้อมกัน

รถรางกระเช้า กลอเรีย เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีชื่อเสียงและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดในกรุงลิสบอน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2428 ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าในอีก 3 ทศวรรษหลังจากนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝนถล่มภาคเหนืออินเดีย น้ำท่วมหมู่บ้าน 1,400 แห่ง ดับแล้ว 30 ศพ

ฝนถล่มภาคเหนืออินเดีย น้ำท่วมหมู่บ้าน 1,400 แห่ง ดับแล้ว 30 ศพ

4 ก.ย. 2568 04:30 น.

ฝนถล่มภาคเหนืออินเดีย น้ำท่วมหมู่บ้าน 1,400 แห่ง ดับแล้ว 30 ศพ

ฝนตกหนักในภาคเหนือของอินเดีย จนน้ำท่วมหมู่บ้านกว่า 1,400 แห่ง มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน และพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐปัญจาบ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เผชิญฝนตกอย่างหนัก จนน้ำท่วมหมู่บ้านกว่า 1,400 แห่ง พบผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ และมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 354,000 คน โดยประมาณ 20,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ต่ำ โดยทางการจัดเต็นท์ที่พักชั่วคราวเอาไว้ให้หลายร้อยหลัง

ทีมกู้ภัยจากหลายหน่วยงาน ร่วมกับกองทัพบก, กองทัพอากาศ และกองทัพเรืออินเดีย ออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ 35 ลำ กับเรืออีกมากกว่า 100 ลำ

นายภควันต์ มานน์ มุขมนตรีรัฐปัญจาบระบุว่า นี่เป็นเหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดที่รัฐของเขาเคยเผชิญ นับตั้งแต่ปี 2531 และเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง

ทั้งนี้ รัฐปัญจาบมักถูกเรียกว่า “ตะกร้าใส่อาหาร” ของอินเดีย เนื่องจากรัฐแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตผลผลิตทางการเกษตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะข้าวสาลีและข้าวเจ้า แต่เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่เพาะปลูกจมอยู่ใต้บาดาลแล้วกว่า 148,000 เฮกตาร์ (ราว 925,000 ไร่)

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสตลุช, แม่น้ำบีอาส และแม่น้ำราวี เพิ่มขึ้นจนถึงระดับอันตราย ทำให้ประชาชนหลายร้อยคนในพื้นที่ลุ่มต่ำตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่มีรายงานว่าอ่างเก็บน้ำหลายแห่งก็มีปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุแล้ว

กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียกล่าวว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ระหว่างกระแสลมมรสุมและระบบสภาพอากาศ เช่น พายุดีเปรสชันจากตะวันตก ปรากฏการณ์นี้ยังทำให้เกิดฝนตกหนักผิดปกติในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของอินเดียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

4 ก.ย. 2568 03:31 น.

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เผลอพูดคุยกันออกไลฟ์สด เรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อการยืดอายุขัย นอกรอบพิธีสวนสนามที่กรุงปักกิ่ง

คำพูดดังกล่าวถูกจับได้ระหว่างการถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ในประเทศจีน ในขณะที่นายสีกับนายปูติน และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินด้วยกันผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน หลังเสร็จสิ้นพิธีสวนสนามเนื่องในวันครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568

ในการสนทนา นายสีกับนายปูตินคุยกันผ่านล่ามภาษาแมนดารินกับภาษารัสเซีย ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยสำนักข่าว บีบีซี โดยล่ามของนายสีกล่าวว่า “ในอดีต การที่ใครสักคนมีอายุเกิน 70 ปีนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ทุกวันนี้พวกเขากลับพูดกันว่า คนอายุ 70 ปียังเป็นเด็กอยู่เลย”

จากนั้นนายปูตินจึงพูดขึ้นมา ตามด้วยล่ามภาษาแมนดารินแปลให้ว่า “ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ อวัยวะของมนุษย์จะสามารถปลูกถ่ายได้เรื่อยๆ และผู้คนจะมีอายุยืนขึ้น จนอาจถึงขั้นมีชีวิตเป็นอมตะ”

ล่ามของนายสีกล่าวตอบว่า “จากการคาดการณ์ ภายในศตวรรษนี้ มีโอกาสที่จะมีคนอายุยืนถึง 150 ปี”

ในเวลาต่อมา สำนักข่าว TASS ของรัสเซีย รายงานอ้างคำพูดของนายปูตินว่า “วิธีการฟื้นฟูสมัยใหม่ วิธีการทางการแพทย์ รวมถึงวิธีการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอวัยวะ ช่วยให้มนุษย์มีความหวังที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแรงได้ยาวนานกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

“อายุขัยเฉลี่ยนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่อายุขัยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นายปูตินกล่าว ตามรายงานของ TASS

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

4 ก.ย. 2568 02:41 น.

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

ตำรวจอินโดนีเซียนายหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีรถตำรวจพุ่งชนชายวัย 21 ปีจนเสียชีวิต จนทำให้การประท้วงรุนแรงขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ถูกไล่ออกแล้ว

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซีย ดำเนินการไล่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คอสมาส เค. กาอี ซึ่งอยู่ในรถคันที่ชนนายอัฟฟาน คูร์นีอาวาน คนขับจักรยานยนต์รับจ้างจนเสียชีวิต จนกลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่หลังจากนั้น ออกจากตำแหน่งแล้ว

นายทรูโนยูโด วิสนุ อันดิโก โฆษกตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า เจ้าหน้าที่คอสมาสถูกไล่ออกหลังจากการสืบสวนพบว่า เขามีความผิดจริงฐานละเมิดจรรยาบรรณ และปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นมืออาชีพระหว่างเกิดการประท้วง จนทำให้นายอัฟฟานเสียชีวิต

ทั้งนี้ ชาวอินโดนีเซียจำนวนหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่พอใจเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และสิทธิประโยชน์มากมายที่สมาชิกรัฐสภาได้รับ ก่อนที่การประท้วงจะรุนแรงขึ้นไปอีกเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังวิดีโอแสดงให้เห็นรถตำรวจวิ่งชนและทับนายอัฟฟานจนเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.)

สื่อของอินโดนีเซียระบุว่า นายคอสมาสอยู่ในรถตำรวจคันดังกล่าวด้วย แต่นายทรูโนยูโดไม่เปิดเผยว่า เขามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้อย่างไร

นายคอสมาสมีเวลา 3 วันที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไล่ออก โดยเขากล่าวหลังสำนักงานตำรวจมีคำสั่งออกมาว่า เขาเพียงปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่คนอื่นเท่านั้น ไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียชีวิตแม้แต่น้อย และเสริมด้วยว่า เขาทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายอัฟฟานจากโซเชียลมีเดีย

ตำรวจอินโดนีเซียยังควบคุมตัวเจ้าหน้าที่อีก 6 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย

ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศจนถึงตอนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ ขณะที่คณะกรรมการเหยื่อความรุนแรงและผู้หายสาบสูญเผยว่า ยังมีประชาชนอีกอย่างน้อย 20 คนที่หายตัวไประหว่างการประท้วง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

4 ก.ย. 2568 00:22 น.

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

คณะกรรมการสหประชาชาติเผยว่า สงครามในฉนวนกาซาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี ทำให้เด็กกว่า 21,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พิการ ในขณะที่ความช่วยเหลือที่ถูกส่งเข้าไปก็ไม่เพียงพอ

เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (UNCRPD) เปิดเผยว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และยังดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เด็กๆ ราว 40,500 คน ได้รับบาดเจ็บ และกว่า 21,000 คนต้องกลายเป็นผู้พิการ

ขณะที่เมื่อนับรวมทั้งหมด สงครามที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปีนี้ ทำให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 157,114 คน และมากกว่า 25% ในจำนวนนี้มีความเสี่ยงทุพพลภาพตลอดชีวิต

รายงานของ UNCRPD ระบุว่า คำสั่งอพยพของอิสราเอลระหว่างปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซา มักเข้าไม่ถึงผู้ที่มีความทุพพลภาพทางการได้ยินหรือการมองเห็น ทำให้การอพยพเป็นไปไม่ได้ ผู้พิการยังถูกบังคับให้หลบหนีในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและไร้ซึ่งศักดิ์ศรี เช่นต้องหมอบคลานผ่านทรายและดินโคลนโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการระบุด้วยว่า การจำกัดการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา ส่งผลกระทบต่อผู้ทุพพลภาพอย่างไม่สมส่วน ผู้มีความทุพพลภาพเผชิญการตัดขาดจากความช่วยเหลืออย่างรุนแรง ทำให้หลายคนไม่มีอาหาร น้ำสะอาด หรือสุขอนามัย และต้องพึ่งคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอด

UNCRPD เตือนด้วยว่า ปัจจุบัน มูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดศูนย์กระจายความช่วยเหลือเพียง 4 จุดทั่วฉนวนกาซา ในขณะที่ระบบของสหประชาชาติที่ถูก GHF มาแทนที่ เคยมีศูนย์ถึง 400 แห่ง

อุปสรรคทางกายภาพเช่นซากปรักหักพังจากสงคราม และการสูญเสียอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ที่อยู่ใต้ซากปรักหักพัง ยังขัดขวางไม่ให้ผู้คนเข้าถึงจุดกระจายความช่วยเหลือยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้ทุพพลภาพกว่า 83% ในกาซายังสูญเสียอุปกรณ์ช่วยเหลือของตัวเอง และส่วนใหญ่ไม่สามารถหาอุปกรณ์มาทดแทนได้ ในขณะที่ รถเข็น, อุปกรณ์ช่วยเดิน, ไม้เท้า, เฝือกดาม และแขนขาเทียม ถูกอิสราเอลกำหนดเป็นสิ่งของที่ใช้ได้ 2 ทาง จึงไม่ถูกส่งมาพร้อมกับสิ่งของช่วยเหลืออื่นๆ

UNCRPD เรียกร้องให้มีการส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมากเข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ทุพพลภาพและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง, การทำร้าย, การเสียชีวิต และการพรากซึ่งสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สีจิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

สีจิ้นผิงย้ำ 'ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน' ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

3 ก.ย. 2568 23:38 น.

สีจิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เรียกร้องการยึดมั่นในหลักความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ เดินหน้าบนเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง

สำนักข่าว ซินหัว รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง กล่าวถ้อยคำข้างต้นในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก

สี จิ้นผิงกล่าวว่าชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของชาติจีนจากห้วงยามวิกฤตในยุคสมัยใหม่ มาสู่เส้นทางแห่งการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติ อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาของโลกด้วยเช่นกัน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ของประชาชนจีน ร่วมกับพันธมิตรต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และประชาชนทั่วโลก

รัฐบาลและประชาชนจีนจะไม่มีวันลืมรัฐบาลต่างประเทศและประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนและช่วยเหลือชาวจีนต่อต้านการรุกราน ในฐานะผู้อาศัยบนโลกใบเดียวกัน มนุษยชาติต้องยืนหยัดร่วมกันในยามยากลำบาก อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่หวนกลับไปสู่กฎแห่งป่าที่ผู้แข็งแกร่งล่าผู้ที่อ่อนแอกว่า

สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการสร้างความทันสมัยในการพัฒนาอย่างสันติ และจีนจะเป็นพลังแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความก้าวหน้าในโลกอยู่เสมอ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกประเทศจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ให้คุณค่ากับสันติภาพ และทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างความทันสมัยให้แก่โลก ตลอดจนสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับมนุษยชาติ

อนึ่ง สี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา เผิงลี่หยวน ได้เดินเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงและรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมร่วมกับผู้นำต่างประเทศและภริยาในงานเลี้ยงรับรอง ตอนราว 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยหลี่เฉียงเป็นประธานในพิธีการของงานเลี้ยงรับรอง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้แก่ จ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมงานด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : xinhua