“อี ยงจู” นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

"อี ยงจู" นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

31 ส.ค. 2569 13:06 น.

“อี ยงจู” นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

ข่าวเศร้าวงการบันเทิงเกาหลีใต้ “อี ยงจู” นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์ดัง Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี โดยสื่อรายงานว่าเขาเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น

ตามรายงานของ Chosun Daily ระบุว่า อี ยงจู เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเพื่อนสนิทของนักแสดงเป็นผู้ประกาศข่าวการเสียชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมยอมรับว่า ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของเขายังคงเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ

หลังข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ออกไป คิม โฮชาง นักแสดงร่วมจากซีรีส์ Blue Tower ได้โพสต์ภาพถ่ายหมู่ของนักแสดงและทีมงานจากละครเรื่องดังกล่าว เพื่อร่วมไว้อาลัยให้กับเพื่อนร่วมวงการที่จากไป

ในภาพดังกล่าวยังมีนักแสดง ซง ยองแจ และแพ็ก บงกี รวมถึงโปรดิวเซอร์ มิน จินกี ร่วมเฟรมด้วย

คิม โฮชาง เล่าย้อนถึงบทสนทนาที่เขาเพิ่งพูดคุยกับอี ยงจู โดยก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับนักแสดงรุ่นพี่ว่า กำลังคิดที่จะเลิกทำงานในวงการบันเทิง แต่อี ยงจูกลับให้กำลังใจและบอกให้เขาเดินหน้าต่อไป

เขาเล่าว่า อี ยงจู เคยพูดกับเขาว่า “โฮชาง นายทำได้แน่ ในฐานะน้องเล็กของครอบครัว Blue Tower อย่ายอมแพ้และเดินต่อไปให้สุด” คิม โฮชาง จึงตอบกลับว่า เขาจะเชื่อคำพูดของรุ่นพี่และเดินหน้าต่อไป 

นอกจากนี้ คิม โฮชาง ยังเผยว่า ทั้งคู่เคยวางแผนว่าจะดื่มด้วยกันหลังจากเขาขึ้นแสดงในเดือนหน้า พร้อมบอกว่าเขาและเพื่อนนักแสดงจาก Blue Tower จะไปพบอี ยงจูอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

การเสียชีวิตของอี ยงจูยังทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจของเขาที่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะได้รับความสนใจอีกครั้ง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อี ยงจูเคยปรากฏตัวในรายการบน YouTube ของนักแสดงร่วมวงการอย่าง อี จงฮยอก โดยเขาเปิดเผยว่าเคยมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับหัวใจ และด้วยภาวะดังกล่าว ทำให้เขาได้รับการยกเว้นจากการเข้ารับราชการทหารภาคบังคับในเกาหลีใต้

สื่อเกาหลีบางแห่งรายงานว่า อี ยงจู เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) ซึ่งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนามากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยัง ไม่ได้ยืนยันว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสียชีวิตของเขาหรือไม่

อี ยงจู เริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนายแบบ ก่อนก้าวเข้าสู่งานแสดงด้วยบทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ Doma Ahn Jung-geun เมื่อปี 2004

หลังจากนั้นเขามีผลงานทั้งภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่อง อาทิ Princess Hours, Rude Miss Young-ae และ Two Women’s Room

อย่างไรก็ตาม บทบาทที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำมากขึ้นคือการรับบทเป็น ทหารใหม่จอมซุ่มซ่าม ในซีรีส์แนวซิตคอมทหารเรื่อง Blue Tower ของ tvN เมื่อปี 2013 ซึ่งทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้าง ต่อมาเขายังมีผลงานในซีรีส์แนวทหารเรื่อง New Recruit เมื่อปี 2022

การจากไปอย่างกะทันหันของอี ยงจู ในวัยเพียง 44 ปี สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเพื่อนร่วมวงการและแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของเขา โดยเฉพาะบทบาทใน Blue Tower ที่กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่จดจำในวงการบันเทิงเกาหลีใต้.

ที่มา : channelnewsasia

รัสเซียเดินหน้าถล่มโรงพิมพ์-คลังหนังสือในยูเครน เสียหายกว่า 12 ล้านเล่มรับเปิดเทอมใหม่

รัสเซียเดินหน้าถล่มโรงพิมพ์-คลังหนังสือในยูเครน เสียหายกว่า 12 ล้านเล่มรับเปิดเทอมใหม่

31 ส.ค. 2569 12:47 น.

รัสเซียเดินหน้าถล่มโรงพิมพ์-คลังหนังสือในยูเครน เสียหายกว่า 12 ล้านเล่มรับเปิดเทอมใหม่

รัสเซียยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีโรงพิมพ์ คลังสินค้า ตลาดหนังสือ ตลอดจนโบราณสถานและสถาบันทางวัฒนธรรมทั่วประเทศยูเครน ส่งผลให้หนังสือเรียนและหนังสือทั่วไปถูกทำลายไปแล้วกว่า 12 ล้านเล่ม คิดเป็น 1 ใน 3 ของหนังสือที่พิมพ์ทั้งหมดในปีนี้ ท่ามกลางเสียงประณามจากทางการยูเครนและยูเนสโก ที่มองว่านี่คือพยายามลบเลือนตัวตนและวัฒนธรรมของชาติ

วิกตอเรีย ไฮได ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ของบริษัทสำนักพิมพ์คอนวี (Konvi) เดินสำรวจซากโรงพิมพ์ที่ถูกทำลายในพื้นที่ชานกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ซึ่งก่อนหน้านี้ควรจะกำลังเร่งพิมพ์ตำราเรียนสำหรับเปิดภาคการศึกษาใหม่

โรงพิมพ์แห่งนี้ถูกขีปนาวุธของรัสเซียโจมตีในช่วงกลางคืน ขณะที่การผลิตกำลังเร่งเต็มกำลังเพื่อจัดส่งหนังสือจำนวน 1.3 ล้านเล่ม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ของตำราเรียนทั้งหมดที่ใช้ในยูเครน ไฮไดกล่าวว่า โรงพิมพ์แห่งนี้ไม่เหลือสิ่งใดให้กู้คืนได้ แม้แต่หน้าหนังสือที่รอดจากเปลวไฟก็ได้รับความเสียหายจากน้ำที่ใช้ดับเพลิง รวมถึงฝนและสภาพอากาศที่เข้ามาทางหลังคาซึ่งพังถล่มลงมา

เธอเชื่อว่าการโจมตีโรงพิมพ์และคลังหนังสือเป็นการกระทำโดยเจตนา “ฉันเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่สหพันธรัฐรัสเซียตั้งใจทำ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา สำนักพิมพ์รายใหญ่หลายแห่งสูญเสียคลังสินค้าด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บหนังสือจำนวนมหาศาล รัสเซียกำลังทำลายโรงพิมพ์ด้วยความพยายามที่จะลบยูเครนในฐานะชาติหนึ่งออกไป แต่พูดตามตรง พวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จ”

รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงงานและสถานประกอบการด้านการพิมพ์มากกว่า 35 แห่ง ถูกโจมตีทั่วประเทศ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัสเซียได้ทำลายหนังสือประมาณ หนึ่งในสามของหนังสือทั้งหมดที่พิมพ์ในยูเครนในปีนี้

ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหนังสือใหม่ที่เตรียมจัดพิมพ์เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงหนังสือเก่าที่มีคุณค่าทางจิตใจ ตลาดหนังสือมือสองโปไชนาของกรุงเคียฟถูกโจมตีเช่นกัน ส่งผลให้แผงจำหน่ายหนังสือหลายร้อยแผงถูกทำลาย พร้อมหนังสือจำนวนมหาศาลที่สะสมโดยผู้ขายและนักอ่านมานานหลายปี

ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด ลิเลีย เวลีคา บล็อกเกอร์ด้านหนังสือวัย 28 ปี ถูกพบกำลังใช้คราดคุ้ยกองซากที่ยังคุกรุ่น เพื่อค้นหาหนังสือที่อาจยังพอช่วยเหลือได้ เธอกอดหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์ฉบับหนึ่งที่เปียกโชกไว้แน่น

นอกจากโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์แล้ว พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สตูดิโอภาพยนตร์ ห้องสมุด และโรงอุปรากรหลายแห่งในยูเครนก็ได้รับความเสียหายจากสงคราม โดยที่อารามเคียฟ-เปเชอร์สก์ ลาฟรา ซึ่งเป็นอารามยุคกลางขนาดใหญ่และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญของกรุงเคียฟ โดมสีทองของมหาวิหารได้รับความเสียหายจากการโจมตี

เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายวัตถุทางศาสนาไปยังสถานที่ปลอดภัย แต่หลังการโจมตีด้วยโดรน หลังคาส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งถูกไฟไหม้ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมคาดว่าจะสูงถึง 11.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.2 ล้านปอนด์ และอาจใช้เวลาราว 2 ปี พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หนังสือและการพิมพ์แห่งยูเครนด้วย

องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนกลุ่มอาคารแห่งนี้ในปี 1990 และในเดือนกันยายน 2023 ได้เพิ่มสถานที่ดังกล่าวเข้าสู่รายชื่อแหล่งมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย

ระหว่างพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 975 ปี ของการก่อตั้งอารามเมื่อไม่นานมานี้ คาเลด เอล-เอนานี ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น “ยูเนสโกขอประณามอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีทรัพย์สินทางวัฒนธรรมทั้งหมดที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ”

เอล-เอนานีเยี่ยมชมมหาวิหารร่วมกับทัตยานา เบเรจนาฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของยูเครน ซึ่งมองว่า ผลกระทบทางวัฒนธรรมและผลกระทบจากสงครามของรัสเซียไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เบเรจนากล่าวว่า สงครามครั้งนี้เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของยูเครนในฐานะชาติ และการโจมตีสถานที่ทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำลายอัตลักษณ์ของชาวยูเครน

“นี่คือสงครามเพื่อความอยู่รอดของชาติ รัสเซียต้องการทำลายเราในฐานะชาติ ต้องการลบเราออกไป ราวกับว่าชาวยูเครนไม่เคยมีตัวตนและไม่เคยมีอยู่มาก่อน” เธอกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ รัสเซียจึงมุ่งโจมตีมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ของชาวยูเครนในดินแดนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน

“พวกเขาเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อเรา เพราะเราปกป้องอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของเรา และรัสเซียต้องการทำลายทุกสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถยึดครองหรืออ้างเป็นของตัวเองได้” เบเรจนาระบุว่า รัสเซียโจมตีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของยูเครนไปแล้วมากกว่า 1,900 แห่ง และสถาบันทางวัฒนธรรมอีกกว่า 2,000 แห่ง

หนึ่งในแนวทางที่ยูเครนนำมาใช้เพื่อปกป้องศิลปะ หนังสือ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ คือการเร่งแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้ผลงานเหล่านี้ยังคงได้รับการเก็บรักษา และเพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงความรู้ได้ แม้หนังสือที่เป็นรูปเล่มจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ของชาวรัสเซียและยูเครนยังเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองประเทศมาอย่างยาวนาน โดยในบทความที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียเขียนเมื่อปี 2021 ซึ่งมีชื่อว่า “ว่าด้วยเอกภาพทางประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียและชาวยูเครน” เขาระบุว่าชาวรัสเซียและชาวยูเครนเป็นชนชาติเดียวกัน พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐและวัฒนธรรมยูเครนที่เป็นอิสระ

อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักร แถลงกล่าวโทษรัฐบาลยูเครนว่าเป็นผู้ทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง พร้อมอ้างว่ามีการรื้อถอนอนุสรณ์สถานและเปลี่ยนชื่อถนน และกล่าวหาว่าสถานที่ทางวัฒนธรรมบางแห่งถูกนำไปใช้เป็นที่ซ่อนโครงสร้างหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร

ด้านรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือนตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีนับตั้งแต่เปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ แม้ตลอดช่วงสงครามจะเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนหลายแห่งทั่วประเทศ

ท่ามกลางสงครามที่ยังดำเนินต่อไป การทำลายโรงพิมพ์ หนังสือ ห้องสมุด และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงที่ประวัติศาสตร์ ภาษา วรรณกรรม และอัตลักษณ์ของคนรุ่นปัจจุบันจะได้รับผลกระทบในระยะยาวด้วย.

ที่มา BBC

ข้อมูลชี้ จีน-เนปาลเคยหารือภัยธารน้ำแข็ง 3 เดือนก่อนโศกนาฏกรรม แต่ข้อมูลเตือนภัยยังไม่ทั่วถึง

ข้อมูลชี้ จีน-เนปาลเคยหารือภัยธารน้ำแข็ง 3 เดือนก่อนโศกนาฏกรรม แต่ข้อมูลเตือนภัยยังไม่ทั่วถึง

31 ส.ค. 2569 12:09 น.

ข้อมูลชี้ จีน-เนปาลเคยหารือภัยธารน้ำแข็ง 3 เดือนก่อนโศกนาฏกรรม แต่ข้อมูลเตือนภัยยังไม่ทั่วถึง

สื่อต่างชาติเผย เนปาลและจีนเคยหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมและธารน้ำแข็ง เมื่อ 3 เดือนก่อนเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในพื้นที่ชายแดน 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญจากเนปาลและจีนได้พบหารือกันที่กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อหารือแนวทางเพิ่มความร่วมมือในการติดตามและรับมือกับ น้ำท่วม สภาพอากาศ และภัยที่เกี่ยวข้องกับธารน้ำแข็ง

การประชุมดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่เนปาลประมาณ 10 คน และเจ้าหน้าที่จีนราว 12 คนเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากเขตทิเบต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติครั้งล่าสุด

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติร่วมกัน โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการจัดทำ ฐานข้อมูลทะเลสาบธารน้ำแข็ง และแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อช่วยให้สามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เนปาล 2 รายให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า หลังการประชุม เนปาลยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ ความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งและระดับน้ำ จากจีนมากเท่าที่ต้องการ ทำให้เกิดความกังวลว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่เพียงพออาจเป็นอุปสรรคต่อการคาดการณ์และเตรียมรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่

ซอฮาร์ดรา โจชี นักอุทกวิทยาจากกองพยากรณ์น้ำท่วมของเนปาล ซึ่งเข้าร่วมการประชุมกล่าวว่า สิ่งที่เนปาลต้องการคือการได้รับข้อมูลล่วงหน้าหากพบสัญญาณการเคลื่อนตัวของธารน้ำแข็ง หรือความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญฝ่ายใดกล่าวโทษจีนหรือเนปาลว่าเป็นต้นเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้ และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความล่าช้าในการแลกเปลี่ยนข้อมูลไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงดังกล่าว

จีนยืนยันแบ่งปันข้อมูลอย่างทันท่วงที

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเนปาลออกแถลงการณ์ว่า จีนและเนปาลยังคงติดต่อและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นดังกล่าว และระบุว่าการประชุมเมื่อเดือนพฤษภาคมมีความคืบหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยพิบัติข้ามพรมแดน

จีนยังปฏิเสธเสียงวิจารณ์จากผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในเนปาลบางส่วนที่ตั้งคำถามว่าเหตุใดจีนจึงไม่แจ้งเตือนภัยอย่างเพียงพอ โดยระบุว่าการติดตามภัยพิบัติในพื้นที่ห่างไกลของเทือกเขาหิมาลัยเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก

จีนยืนยันว่านักวิทยาศาสตร์และทีมผู้เชี่ยวชาญของจีนได้แบ่งปันข้อมูลสำคัญกับเนปาล อย่างทันท่วงที

ด้านเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า จีนมีการส่งข้อมูลพยากรณ์ฝนตกหนักในทิเบตผ่านแอป WeChat และอีเมล แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องอื่น ๆ เช่น หิมะถล่ม ระดับน้ำ ดินถล่ม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ยังไม่ครอบคลุมเท่าที่เนปาลต้องการ

จีนเตือนฝนหนัก ก่อนเกิดภัยพิบัติ 12 วัน

ข้อมูลจาก Reuters ยังเปิดเผยไทม์ไลน์ที่น่าสนใจว่า 12 วันก่อนเกิดภัยพิบัติ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาโลกของจีนได้ส่งอีเมลถึงเจ้าหน้าที่เนปาล แจ้งว่าคาดว่าจะเกิดหย่อมความกดอากาศช่วงมรสุมในพื้นที่ระหว่างวันที่ 14-19 สิงหาคม

ในอีเมลดังกล่าว จีนเตือนว่าอาจมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของเนปาล พร้อมแนะนำให้จับตาความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง เช่น ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก

แต่ภัยพิบัติครั้งล่าสุดมีลักษณะซับซ้อนกว่าฝนตกหนักทั่วไป เพราะเกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดมวลน้ำ โคลน และเศษหินจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างด้วยความเร็วสูง

ระบบตรวจวัดถูกตัดขาด ก่อนน้ำป่าถล่มเนปาล

เวลาประมาณ 08.32 น. ตามเวลาท้องถิ่นเนปาล ในวันเกิดเหตุ มวลน้ำมหาศาลพุ่งผ่านจุดผ่านแดนในฝั่งทิเบต ขณะที่ประชาชนพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ประมาณ 26 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่เนปาลได้รับแจ้งเหตุว่าน้ำกำลังทะลักลงสู่แม่น้ำตรีศูลี แต่เมื่อทีมงานตรวจสอบกลับพบว่า สถานีตรวจวัดบริเวณชายแดนหยุดส่งข้อมูลตั้งแต่เวลา 08.40 น.

สถานีตรวจวัดในพื้นที่ปลายน้ำก็ไม่สามารถส่งข้อมูลได้เช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่คาดว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจถูกกระแสน้ำพัดทำลายไปแล้ว

หลังยืนยันสถานการณ์กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เนปาลจึงส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลา 09.13 น.

รัฐบาลเนปาลประเมินว่า น้ำป่าที่ไหลจากชายแดนจีน-เนปาลลงมาตามเส้นทางกว่า 168 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำสูงถึงประมาณ 57.4 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมากกว่าปริมาณปกติกว่าครึ่ง และทำลายสถานีตรวจวัดอย่างน้อย 4 แห่ง ความรุนแรงของภัยพิบัติทำให้สะพาน 19 แห่งและถนนประมาณ 40 กิโลเมตรได้รับความเสียหาย ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของเนปาลหายไปมากกว่า 10% ตามการประเมินของ Stimson Center

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ระบบเตือนภัยในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงให้กว้างกว่าการติดตามปริมาณฝน โดยต้องรวมถึง การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง ระดับน้ำในแม่น้ำ และความเสี่ยงจากทะเลสาบธารน้ำแข็งด้วย

โซนิยา ริจาล นักวิจัยหลังปริญญาเอกจาก University of Sydney ระบุว่า ภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศต่าง ๆ พัฒนาระบบเตือนภัยที่ไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูลฝนตกหนักเท่านั้น

เนปาลเตรียมขอจีนแชร์ข้อมูลทุก 10 นาที

หลังเกิดเหตุเนปาลเตรียมผลักดันความร่วมมือกับจีนให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเสนอการจัดทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ ปริมาณฝน ระดับน้ำแม่น้ำ หิมะถล่ม และการปล่อยน้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง

แนวทางดังกล่าวจะคล้ายกับระบบความร่วมมือที่เนปาลมีอยู่แล้วกับอินเดีย และต้องการให้มีการส่งข้อมูลถี่ขึ้นถึงระดับ ทุก 10 นาที โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ให้เนปาลพลาดภัยพิบัติครั้งต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

เนปาลระดมกำลังช่วยคนงานนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังน้ำป่าถล่ม

เนปาลระดมกำลังช่วยคนงานนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังน้ำป่าถล่ม

31 ส.ค. 2569 11:45 น.

เนปาลระดมกำลังช่วยคนงานนับร้อยติดอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังน้ำป่าถล่ม

เนปาลเร่งภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ โดยเชื่อว่ามีคนงานหลายร้อยคนติดอยู่ภายในอุโมงค์ ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Trishuli-3A

สำนักงานนายกรัฐมนตรีเนปาลระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยที่อุโมงค์ของโครงการ Trishuli-3A ถูกยกระดับและเร่งดำเนินการอย่างเต็มกำลัง โดยมีเจ้าหน้าที่รวมประมาณ 90 คนจากกองกำลังความมั่นคง ตำรวจ และทีมกู้ภัย พร้อมสุนัขที่ผ่านการฝึกสำหรับค้นหาผู้ประสบภัย เข้าร่วมภารกิจ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สามารถเจาะช่องเปิดบริเวณส่วนบนของอุโมงค์ ขนาดประมาณ 0.6 x 0.9 เมตร เพื่อให้ทีมกู้ภัยโรยตัวลงไปตรวจสอบภายใน แต่แม้จะพยายามตะโกนเรียกและติดต่อผู้ที่อาจติดอยู่ด้านใน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการตอบกลับจากภายในอุโมงค์

เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง แม้ต้องเผชิญกับสภาพพื้นที่ที่ยากลำบากและมีความเสี่ยงสูง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก จีนและอินเดีย เข้าร่วมสนับสนุนความพยายามค้นหาและกู้ภัยด้วย

สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากในจำนวนผู้สูญหายมากกว่า 2,500 คน ในเนปาลนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าหลายร้อยคนเป็นพนักงานและคนงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเนปาลรายงานว่า ภัยพิบัติจากน้ำป่าไหลหลากที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 794 คน และยังมีผู้สูญหายมากกว่า 2,500 คน ทำให้ภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินไปอย่างเร่งด่วน

ส่วนในพื้นที่ ทิเบตของจีน มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว 16 คน และสูญหายอีก 546 คน ขณะที่ทีมกู้ภัยยังประสบความยากลำบากในการค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางสภาพพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยพิบัติ.

ที่มา : BBC

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

31 ส.ค. 2569 11:28 น.

ครูใหญ่เนปาลอพยพนักเรียน 900 คนรอดตาย ก่อนน้ำท่วมถล่มโรงเรียนเพียง 10 นาที

ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมในอำเภอนูวาโกตของเนปาล สามารถช่วยชีวิตนักเรียนราว 900 คน หลังได้รับคำเตือนน้ำท่วมฉับพลัน 4 ครั้ง จึงสั่งยุติการเรียนและอพยพเด็กขึ้นที่สูง ก่อนกระแสน้ำและโคลนจะเข้าถล่มพื้นที่เพียง 10 นาที ขณะที่เหตุภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน และอีกหลายพันคนยังสูญหายหรือขาดการติดต่อ

นายราเชนทรา ทาวาดี ครูใหญ่โรงเรียนมัธยมตรีภูวัน ตรีชูลี ในอำเภอนูวาโกต ประเทศเนปาล เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เขาเชื่อว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนอย่างรวดเร็ว ช่วยรักษาชีวิตเด็กนักเรียนราว 900 คนเอาไว้ได้ หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ

นายทาวาดี ซึ่งรับผิดชอบโรงเรียนที่มีนักเรียนทั้งหมดประมาณ 1,600 คน กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 26 ส.ค. เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งเตือนภัยถึง 4 ครั้งจากคนละคนภายในเวลาไม่กี่นาที หนึ่งในคำเตือนมาจากเมืองเบตราวาตี ซึ่งอยู่ต้นน้ำของพื้นที่โรงเรียนโดยตรง

คำเตือนหลายครั้งทำให้เขาประเมินได้ว่าสถานการณ์กำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และตัดสินใจยุติการเรียนการสอนทันที พร้อมสั่งให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งขึ้นพื้นที่สูง ขณะที่รถโดยสารที่กำลังพานักเรียนเดินทางออกจากพื้นที่ก็ได้รับคำสั่งให้กลับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กำลังถูกน้ำท่วม

ดาวาดีกล่าวว่า หากเขาตัดสินใจช้ากว่านั้นเพียง 10 นาที ผลลัพธ์อาจเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึง “ถ้าเราตัดสินใจช้ากว่านั้น 10 นาที วันนี้พวกเราทุกคน รวมถึงนักเรียนและตัวผมเอง คงไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ”

เขากล่าวด้วยว่า การได้รับคำเตือนจากหลายแหล่งภายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้เขาไม่กล้าเสี่ยงรอให้มีหลักฐานยืนยันมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ปกครองรายหนึ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนและบอกว่า “น้ำท่วมครั้งใหญ่กำลังมา” พร้อมขอรับตัวลูกสาวกลับบ้าน

ดาวาดีมองว่า ผู้ปกครองย่อมไม่เดินทางมารับลูกโดยไม่มีเหตุผลร้ายแรง จึงตัดสินใจทันทีว่าไม่ควรเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว “ผมตัดสินใจว่าจะไม่รออีกต่อไป ต่อให้น้ำท่วมไม่เกิดขึ้นจริง อย่างมากก็เสียเวลาเรียนเพียงวันเดียว ผมรู้สึกภูมิใจที่เราช่วยชีวิตคนไว้ได้มากมาย”

หลังนักเรียนและครูอพยพออกจากโรงเรียนได้ไม่นาน มวลน้ำมหาศาลพร้อมโคลนและเศษซากก็ไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว อาคารโรงเรียนถูกฝังอยู่ใต้โคลนและซากปรักหักพัง ดาวาดีเล่าว่า อาคารหอพักซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำประมาณ 100 เมตร ถูกกระแสน้ำกลืนหายไปแทบจะทันที ขณะที่พื้นที่ตลาดท้องถิ่นถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตา

ในช่วงแรก นักเรียนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าสถานการณ์รุนแรงเพียงใด ยูนิชา อมาตยา นักเรียนหญิงวัย 16 ปี เล่าว่า เธอและเพื่อน ๆ รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพียง 10 วินาทีเท่านั้น ยูนิชากล่าวว่า ก่อนน้ำจะเข้าท่วม นักเรียนยังคงนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน ส่วนครูไปรวมตัวกันอีกจุดหนึ่ง และในตอนแรกยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ประมาณ 5 นาทีต่อมา ครูจะเข้ามาแจ้งข่าวน้ำท่วมและสั่งให้นักเรียนกลับบ้าน

นักเรียนบางคนถึงกับเป็นลมเมื่อได้ยินข่าว แต่หลายคนยังประเมินอันตรายต่ำเกินไป และรอเพื่อนที่กำลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ ยูนิชาและเพื่อน ๆ จึงรีบวิ่งขึ้นเนินผ่านเส้นทางหลบหนีด้านหลังโรงเรียน เธอเล่าว่า เนื่องจากตัวเองวิ่งได้ไม่เร็ว เพื่อนจึงช่วยพยุงและพาขึ้นพื้นที่สูง ทั้งหมดพยายามไปยังจุดที่ปลอดภัยที่สุด และต้องปีนบันไดแคบ ๆ ทางด้านหลังโรงเรียนเพื่อหนีออกจากพื้นที่ “ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดก็ถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน”

เธอกล่าวว่า รองเท้าของเธอช่วยยึดเกาะพื้นไว้ได้ หากไม่มีแรงยึดเกาะที่ดี เธออาจพลัดตกลงไป ขณะที่นักเรียนและประชาชนจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันเพื่อขึ้นไปยังพื้นที่ปลอดภัย ส่วนผู้ที่เลือกหลบหนีไปตามเส้นทางอื่นบางรายถูกกระแสน้ำพัดหายไป

หลังอพยพขึ้นพื้นที่สูง นักเรียนและครูได้เดินทางต่อไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ถนนหลายสายถูกตัดขาดและระบบคมนาคมได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ประสบภัยจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่เป็นเวลาถึง 2 คืน ก่อนที่ความช่วยเหลือจะเดินทางเข้าไปถึง

ในที่สุด ทาวาดีและยูนิชา ซึ่งทั้งคู่พักอาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำจากโรงเรียน ได้รับการช่วยเหลือทางอากาศและนำตัวกลับไปยังหมู่บ้านของพวกเขา ขณะเดียวกัน ครอบครัวของนักเรียนจำนวนมากต่างพยายามติดต่อบุตรหลานที่หายไป

ซาบีนา กุมารี เศรษฐะ แม่ของยูนิชา กล่าวว่า เธอโทรศัพท์หาลูกสาวและสามีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้ ยูบาราช อมาตยา ผู้เป็นพ่อ รีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนทันทีหลังทราบข่าวน้ำท่วม เขาเล่าว่า เมื่อโทรศัพท์หาลูกสาวแล้วไม่มีคนรับ เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ก่อนจะรีบขี่รถจักรยานยนต์ไปยังโรงเรียน แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าตลาดตรีชูลี บาซาร์ถูกน้ำพัดหายไปเกือบทั้งหมด

เป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่เขาไม่รู้ว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และพยายามโทรศัพท์หาเธออย่างต่อเนื่อง กระทั่งในที่สุดสายก็เชื่อมต่อ และยูนิชาเป็นคนรับสาย ผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงลูกสาว เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ขณะที่ญาติอีกสองคนที่อยู่กับเขาก็ร้องไห้และเข้าสวมกอดกันด้วยความโล่งอก

ครอบครัวต้องรอถึง 3 วันกว่าจะได้พบเธออีกครั้ง แม่ของยูนิชากล่าวว่า ลูกสาวคนเล็กถึงกับนอนไม่หลับระหว่างรอ และเธอรู้สึกทั้งมีความสุขและโล่งใจอย่างมากเมื่อได้พบลูกสาวกลับมาอย่างปลอดภัย

แม้ยูนิชาจะรอดชีวิต แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอต้องกังวลถึงอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เธอกล่าวว่า หากจำเป็นต้องย้ายโรงเรียน เธอจะต้องจากเพื่อนเก่าและอาจประสบปัญหาในการปรับตัวและหาเพื่อนใหม่

องค์กร Save the Children ระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้โรงเรียนอย่างน้อย 69 แห่งถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อนักเรียนเกือบ 19,000 คน

ในจังหวัดธาดิง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด กลุ่มนักเรียนอีกหลายกลุ่มก็รอดชีวิตจากภัยพิบัติ หลังออกจากห้องเรียนในช่วงพักกลางวัน ขณะที่นักเรียนบางส่วนได้รับการช่วยเหลือจากครูที่สั่งให้อพยพออกจากห้องเรียนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้ามา

แม่ของนักเรียนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า ครูเตือนเด็ก ๆ ว่าเกิดน้ำท่วมและให้ทิ้งกระเป๋าและกล่องอาหารกลางวันไว้ ก่อนรีบหนีออกจากพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ รอดชีวิต

จนถึงขณะนี้ มีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ประสบภัยในเนปาลแล้วมากกว่า 3,700 คน ขณะที่ทางการเนปาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) ว่า ยังมีประชาชน 2,502 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 592 คน ที่ไม่สามารถติดต่อได้

ข้อมูลอีกชุดระบุยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ที่อย่างน้อย 781 คน ขณะที่รายงานจากแหล่งข่าวในช่วงเดียวกันประเมินยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 800 คน และมีผู้สูญหายหลายพันคน

ภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 26 ส.ค. บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า สาเหตุเกี่ยวข้องกับการพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้มวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาตามลำน้ำอย่างรุนแรง

ท่ามกลางความเสียหายอย่างหนัก รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่าประชาชนเนปาลกลายเป็น “เหยื่อรายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” อย่างไม่สมดุล ทั้งที่ประเทศมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกเพียงสัดส่วนเล็กน้อย

สำหรับนายทาวาดี เขายังคงเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจอพยพนักเรียนโดยไม่รอให้มีการยืนยันสถานการณ์เพิ่มเติม คือสิ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน

เขากล่าวว่า หากรอจนเลิกเรียนก่อนสั่งปิดโรงเรียน สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานี้อาจมีเพียง “เสียงกริ่งโรงเรียนที่ดังขึ้นตอน 09.30 น.” เท่านั้น.

ที่มา BBC 

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

31 ส.ค. 2569 11:25 น.

เปิดประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วมจากความตึงเครียดเรื่องไต้หวัน

เปิดการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ที่ปาเลา ประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีผู้นำอย่างน้อย 5 ประเทศไม่เข้าร่วม ท่ามกลางแรงกดดันจีนขยายอิทธิพล

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวทีการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum)  เปิดการหารือประเด็นสำคัญของภูมิภาค ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาชญากรรมยาเสพติด และกรณีจีนทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีที่ตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของจีนที่เพิ่มขึ้น

ปีนี้การประชุมมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ประชุมซึ่งมีสมาชิก 18 ประเทศ จัดขึ้นที่ปาเลา ประเทศพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน ส่งผลให้จีนแสดงความไม่พอใจต่อการเชิญไต้หวันเข้าร่วมในฐานะหนึ่งในหุ้นส่วนด้านความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐฯ ซึ่งผู้นำจีนปฏิเสธเดินทางไปเข้าร่วมและส่งรัฐมนตรีระดับรองหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นเข้าร่วมแทน พร้อมงประกาศเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปปาเลา โดยระบุว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ปลอดภัย สำหรับนักท่องเที่ยว

ทางด้านรัฐบาลซามัวระบุในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนของประเทศจะนำโดยรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายกรัฐมนตรีวานูอาตู และผู้นำรัฐบาลนิวแคลิโดเนีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ก็จะไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้เช่นกัน

ที่ผ่านมาที่ประชุมหมู่เกาะแปซิฟิกถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพในภูมิภาคมานานหลายทศวรรษ แต่การประชุมในปีนี้กลับเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

นายเซอรานเกล วิปส์ ประธานาธิบดีปาเลา กล่าวว่าแปซิฟิกคือบ้าน ไม่ใช่เวทีสำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมระบุว่า ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด ความมั่นคงทางอาหาร และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนในหมู่เกาะแปซิฟิก.

ที่มา AFP

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

31 ส.ค. 2569 10:55 น.

จีนเร่งค้นหาผู้สูญหาย เหตุดินโคลนถล่มชายแดนทิเบต ยอดหาย 546 ราย

ทีมกู้ภัยจีนเร่งค้นหาผู้สูญหายจากเหตุดินโคลนถล่มในพื้นที่ด่านชายแดนจีร่ง เขตทิเบต หลังธารน้ำแข็งพังถล่มจากฝั่งเนปาล คร่าชีวิต 16 ศพ สูญหาย 546 ราย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทีมกู้ภัยจีนยังคงระดมกำลังค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ด่านชายแดนจีร่ง เขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลังเกิดดินโคลนถล่มครั้งใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าฝ่าภูมิประเทศภูเขาที่ทุรกันดารและเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก

รายงานข่าวระบุว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดใกล้ด่านจีร่ง ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญทางตะวันตกเฉียงใต้ของทิเบต โดยต้องใช้เวลาเดินเท้าผ่านเส้นทางภูเขานานถึง 10 ชั่วโมง ก่อนเจ้าหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยมากกว่า 60 นาย จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาหลายรอบในรัศมี 1.7 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ

บริเวณห่างจากหุบเขาประมาณ 100 เมตร พบแนวลาดหินที่ถูกเปิดออก ซึ่งเป็นเส้นทางที่กระแสน้ำไหลทะลักผ่าน โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่าระดับน้ำในช่วงเกิดเหตุสูงกว่า 60 เมตร หรือเทียบเท่าอาคารสูงประมาณ 20 ชั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของกระแสน้ำและดินโคลนที่พัดถล่มพื้นที่

ทีมกู้ภัยทำงานต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ขณะที่สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภารกิจ นายโจว หมิงฉี ผู้บัญชาการภาคสนามจากทีมลาซา สังกัดหน่วยเคลื่อนที่กู้ภัยและดับเพลิงมณฑลเสฉวน กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกู้ภัยได้ค้นหาพื้นที่มาแล้ว 2 รอบ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 40,000 ตารางเมตร แต่จะยังคงปฏิบัติการต่อไปแม้ต้องเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก 

ที่มา AP

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

31 ส.ค. 2569 09:09 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารัก

อิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน หลังสหรัฐฯ โจมตีเกาะลารักทางตอนใต้ของอิหร่าน อิหร่านอ้างทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน แถลงว่า อิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดนด้วยขีปนาวุธและโดรน เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกาะลารัก ทางตอนใต้ของอิหร่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการปะทะระลอกใหม่ระหว่างสองฝ่าย หลังสถานการณ์สงบลงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “การลงโทษผู้รุกราน” (Punishment of the Aggressor) โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพคิง ฮุสเซน และฐานทัพอัล อัซรัก ในจอร์แดน โดยระบุว่า การโจมตีสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคและซ่อมบำรุง รวมถึงพื้นที่ประจำการของเครื่องบินรบฝ่ายศัตรู และสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากฐานทัพสหรัฐฯ ทั้ง 2 แห่ง

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การรุกรานและก่ออาชญากรรมไม่อาจแก้ปัญหาความพยายามของฝ่ายศัตรูที่จะบั่นทอนอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของสาธารณรัฐอิสลาม พร้อมเตือนว่าการโจมตีทุกครั้งจะได้รับการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ หลังเกิดการโจมตีเกาะลารัก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า เป้าหมายการโจมตีของสหรัฐฯ คือแท่นยิงจรวดบนเกาะ ซึ่งเตรียมใช้ยิงจรวดบรรทุกทุ่นระเบิดเข้าสู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

การตอบโต้ครั้งล่าสุดเพิ่มความเสี่ยงที่การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังปรับแนวทางจากการใช้ปฏิบัติการทางอากาศ ไปสู่การใช้มาตรการกดดันทางการเงินต่อรัฐบาลเตหะราน หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่เดือนที่ 7 โดยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ อ้างว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซได้ และระบุว่าน้ำมันหลายล้านบาร์เรลยังคงถูกลำเลียงผ่านเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐฯ แม้อิหร่านจะประกาศปิดกั้นช่องแคบก็ตาม

ที่มา Aljazeera

น้ำป่า “แกรนด์แคนยอน” ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

น้ำป่า "แกรนด์แคนยอน" ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

31 ส.ค. 2569 08:48 น.

น้ำป่า “แกรนด์แคนยอน” ซัดนักเดินป่าหาย 15 คน อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน

น้ำป่าไหลหลากฉับพลันถล่มพื้นที่แกรนด์แคนยอนในสหรัฐฯ คาดมีนักเดินป่าราว 15 คนสูญหายหรือขาดการติดต่อ เจ้าหน้าที่อพยพทางอากาศแล้ว 62 คน ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เกิดน้ำป่าไหลหลากฉับพลันในพื้นที่แกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ส่งผลให้มีนักเดินป่าประมาณ 15 คนที่ยังสูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้อพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ทางอากาศแล้วอย่างน้อย 62 คน และคาดว่าจะมีการอพยพเพิ่มเติม โดยยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

กรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า น้ำป่าเริ่มไหลหลากเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ผ่านมา บริเวณไบรท์ แองเจิล แคนยอน และพื้นที่ฟาแรนช์ ซึ่งเป็นพื้นที่พักแรมและที่พักอยู่บริเวณก้นหุบเขาแกรนด์แคนยอน

ก่อนหน้านี้ทางการเคยประกาศตามหาข้อมูลของผู้ที่คาดว่าสูญหายหรือขาดการติดต่อมากกว่า 20 คน ก่อนปรับตัวเลขล่าสุดลงเหลือประมาณ 15 คน พร้อมขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเดินป่าหรือนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในพื้นที่หุบเขาชั้นในตามแนวไบรท์ แองเจิล ครีก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้สูญหายและติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา CNN

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

31 ส.ค. 2569 06:36 น.

ส่อเดือดอีก สหรัฐฯ อ้าง โจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัค

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2020 MAXAR TECHNOLOGIES)

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเข้าใส่ดินแดนของอิหร่านรอบใหม่ โดยอ้างว่าโจมตีเข้าใส่แท่นยิงจรวดของอิหร่าน ที่กำลังจะปล่อยทุ่นระเบิดลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าจะตอบโต้

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีฐานแท่นยิงจรวดของอิหร่านจำนวน 2 แห่งบนเกาะลารัค (Larak Island) ของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นการโจมตีดินแดนอิหร่านครั้งแรกของอเมริกาที่มีการเปิดเผย นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำนักข่าว CBS News อ้างคำแถลงของ นาวาโท ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ว่า “เจ้าหน้าที่พบกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการปล่อยจรวดที่ติดทุ่นระเบิดทางทะเลลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ”

ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกของ IRGC เรียกเหตุโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์และเป็นอันตรายถึงชีวิตของระบอบทรัมป์” พร้อมเสริมว่า “ศัตรูจะต้องชดใช้ให้กับคำนวณที่ผิดพลาดครั้งนี้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร”

ขณะที่สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่าน รายงานก่อนหน้านี้ว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

เหตุการณ์นี้นับเป็นการโจมตีของสหรัฐฯ เข้าสู่ดินแดนของอิหร่านครั้งแรกที่ได้รับยืนยัน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับปฏิบัติการทางทหารชั่วคราวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่ทางสหรัฐฯ ระบุว่าได้กวาดล้างทุ่นระเบิดทั้งหมดออกจากเส้นทางเดินเรือหลักในช่องแคบฮอร์มุซเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นเดือนนี้

ทรัมป์ระบุว่าทุ่นระเบิดทั้งหมดที่อิหร่านนำมาวางไว้ในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อปิดล้อมเส้นทาง ได้ถูกปลดชนวนหรือเก็บกู้ไปหมดแล้ว พร้อมกล่าวว่าได้เตือนอิหร่านไว้แล้วว่าเรือลำใดก็ตามที่พยายามวางทุ่นระเบิดลูกใหม่จะถูกทำลายทันที

ทางด้าน คาเซม การิบบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาโต้ตอบว่าข้อกล่าวอ้างของทรัมป์เป็นเพียง “การโฆษณาชวนเชื่อ” ลวงโลก

อนึ่ง เกาะลารัคตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งติดกับเมืองท่าสำคัญอย่างบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และตั้งอยู่ตรงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสายสำคัญสำหรับการเดินเรือของโลก

ขณะนี้อิหร่านกำลังบังคับให้เรือบรรทุกน้ำมันต้องแล่นผ่านเกาะแห่งนี้เพื่อทำการตรวจสอบ และมีรายงานว่าเตหะรานเรียกเก็บเงินจากเรือต่าง ๆ สูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการผ่านทาง

ทั้งนี้ อิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ หลังจากวอชิงตันประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่เมื่อวันที่ 24 ส.ค. โดยมีเป้าหมายเพื่อโดดเดี่ยวเตหะรานเพิ่มเติม และขยายการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) ไปยังพันธมิตรของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc