ซิดนีย์ปิดชายหาดดัง ใช้โดรน-เฮลิคอปเตอร์ล่าตัวฉลามขาวโจมตีนักเซิร์ฟ

ซิดนีย์ปิดชายหาดดัง ใช้โดรน-เฮลิคอปเตอร์ล่าตัวฉลามขาวโจมตีนักเซิร์ฟ

7 ก.ย. 2568 10:24 น.

ซิดนีย์ปิดชายหาดดัง ใช้โดรน-เฮลิคอปเตอร์ล่าตัวฉลามขาวโจมตีนักเซิร์ฟ

ทางการออสเตรเลียส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ชายฝั่ง หลังเกิดเหตุฉลามขาวกัดนักโต้คลื่นดับที่ชายหาดเมื่อวันเสาร์ ขณะที่ชายหาดยอดนิยม 2 แห่งในซิดนีย์ยังคงปิดให้บริการ

หน่วยกู้ภัยทางน้ำ Surf Life Saving รัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้ส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์ เพื่อตรวจตราลาดตระเวนพื้นที่บริเวณชายหาด ขณะที่กรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและการพัฒนาภูมิภาครัฐนิวเซาท์เวลส์ ติดตั้ง SMART drumlines เพิ่ม ซึ่งเป็นระบบเบ็ดล่อที่เชื่อมต่อกับดาวเทียมเพื่อแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่หากมีฉลามติดเบ็ด ขณะที่ชายหาดยอดนิยม 2 แห่งในซิดนีย์ยังคงปิดให้บริการเพื่อความปลอดภัย 

โดยนักชีววิทยาทางทะเลของรัฐบาลตรวจสอบร่องรอยบนกระดานโต้คลื่นของผู้เสียชีวิตที่หัก 2 ท่อน และสรุปว่า ฉลามขาวขนาดประมาณ 3.4 – 3.6 เมตร น่าจะเป็นต้นเหตุของการโจมตีครั้งนี้

ตำรวจระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากชายฝั่งเพียงราว 100 เมตร ผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเป็นนักโต้คลื่นมากประสบการณ์ถูกเพื่อน ๆ ช่วยกันลากขึ้นฝั่งหลังเกิดเหตุ แต่เนื่องจากมีบาดแผลฉกรรจ์และเสียเลือดมากเกินไป ทำให้เขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ถือเป็นการเสียชีวิตจากฉลามโจมตีครั้งแรกในซิดนีย์ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยก่อนหน้านั้นมีเหตุฉลามโจมตีมนุษย์จนเสียชีวิตเมื่อปี 1963

ข้อมูลจากสวนสัตว์ทารองการะบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็น การโจมตีเสียชีวิตจากฉลามครั้งที่ 4 ของออสเตรเลียในปี 2025  โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีนักโต้คลื่นเสียชีวิตจากฉลามในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเช่นกัน

สถิติจาก International Shark Attack File ของมหาวิทยาลัยฟลอริดาชี้ว่า ในปี 2024 ออสเตรเลียมีจำนวนเหตุฉลามโจมตีมนุษย์โดยไม่ได้ถูกรบกวนก่อน สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลาม

ผลสอบชี้สายเคเบิลขาดก่อนรถกระเช้ารางเมืองลิสบอนตกราง พุ่งชนตึก ดับ 16 ศพ

ผลสอบชี้สายเคเบิลขาดก่อนรถกระเช้ารางเมืองลิสบอนตกราง พุ่งชนตึก ดับ 16 ศพ

7 ก.ย. 2568 09:33 น.

ผลสอบชี้สายเคเบิลขาดก่อนรถกระเช้ารางเมืองลิสบอนตกราง พุ่งชนตึก ดับ 16 ศพ

โปรตุเกสเผยรายงานเบื้องต้นเหตุโศกนาฏกรรมรถกระเช้ารางที่ประสบอุบัติเหตุ จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ และบาดเจ็บอีกเกือบ 20 คน เกิดจากสายเคเบิล 

สำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งของโปรตุเกส เปิดเผยรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมรถรางฟูนิกูลาร์ “กลอเรีย”ที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า หลังตรวจสอบซากในที่เกิดเหตุ พบว่าสายเคเบิลที่เชื่อมระหว่างตู้รถรางขาด โดยสาเคเบิลดังกล่าวมีอายุการใช้งานได้ 600 วัน และเพิ่งถูกใช้งานมาเพียง 337 วันก่อนที่จะขาด ส่งผลให้รถรางไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ ขณะที่กลไกอื่นของระบบยังทำงานปกติ

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมรถพยายามใช้เบรกฉุกเฉินทั้งแบบลมและแบบแมนนวล แต่ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน ก่อนที่ตู้รถรางด้านบนจะพุ่งชนเข้ากับอาคารด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสัญชาติ โดยเหยื่อผู้เสียชีวิต 16 ราย ประกอบด้วยชาวโปรตุเกส 5 ราย ชาวอังกฤษ 3 ราย ชาวเกาหลีใต้ 2 ราย ชาวแคนาดา 2 ราย ชาวอเมริกัน 1 ราย ชาวยูเครน 1 ราย ชาวสวิส 1 ราย และชาวฝรั่งเศส 1 ราย

ในจำนวนผู้บาดเจ็บราว 20 คน มีอย่างน้อย 6 คนถูกส่งเข้าห้องไอซียู และอีก 3 คนบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีผู้เคราะห์ร้ายกี่คนที่อยู่บนรถราง และกี่คนที่อยู่บนถนนตอนเกิดเหตุ

รถรางฟูนิกูลาร์กลอเรียมีประวัติยาวนานกว่า 140 ปี ถือเป็นระบบขนส่งสำคัญที่ช่วยให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเดินทางบนเนินชันของลิสบอน อีกทั้งยังเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่กลับกลายเป็นจุดเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

นายกรัฐมนตรีโปรตุเกส หลุยส์ มอนเตเนโกร กล่าวภายหลังเหตุการณ์ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้คือ “หนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศ”

ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนย้ำว่า ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ และจะเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์ภายใน 45 วัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โปรตุเกส

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

7 ก.ย. 2568 06:31 น.

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังให้การสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แม้จะเปลี่ยนแปลงนโยบายวัคซีนของประเทศอย่างมาก จนทั้งสภาคองเกรสและผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนนายโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ แม้จะมีแรงกดดันมากมายจากทั้งสภาคองเกรสและหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งกังวลที่เคนเนดีเปลี่ยนนโยบายวัคซีนของประเทศเป็นวงกว้าง

นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม เคนเนดีมีคำสั่งลดงบประมาณการวิจัยวัคซีน, จำกัดการเข้าถึงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และปลดผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขออกมาเตือนว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมา และมีความเสี่ยงทางการเมืองต่อนายทรัมป์ หากอัตราการฉีดวัคซีนลดลง และมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ให้การสนับสนุนเคนเนดีมาตลอด โดยเขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เคนเนดีเป็นคนที่ดีมากๆ … เขามีเจตนาดี และเขามีความคิดที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ซึ่งผมชอบที่เขาแตกต่าง”

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบอกกับสื่อว่า นายทรัมป์กับเคนเนดีพูดคุยกันเป็นประจำ ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีจะไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงเหมือนเคนเนดีในบางเรื่อง แต่ก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา

ทั้งนี้ นายทรัมป์มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจนในเรื่องของวัคซีน เขาอ้างความสำเร็จในโครงการ “วาร์ปสปีด” ซึ่งพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 อย่างรวดเร็ว แต่กลับลังเลที่จะสนับสนุนการฉีดวัคซีนดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในวัคซีนขึ้นในหมู่ผู้สนับสนุนของเขา

“วัคซีนบางตัวนั้นน่ามหัศจรรย์ อย่างวัคซีนโปลิโอ ผมก็คิดว่ามันน่ามหัศจรรย์” นายทรัมป์กล่าวเอาไว้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) แต่เสริมด้วยว่า “คุณต้องระวังมากๆ เมื่อคุณพูดว่าบางคนไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน มันเป็นตำแหน่งที่ยากลำบากมาก”

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสหรัฐฯ ชี้ว่า ประชาชนฝ่ายเดโมแครต 75% มองว่า วัคซีนโรคหัด “ปลอดภัยอย่างมาก” สำหรับเด็ก ขณะที่มีฝ่ายรีพับลิกันเพียง 41% เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเคนเนดีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงระหว่างการให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส โดยทั้งฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันต่างแสดงความไม่พอใจความเป็นผู้นำของเขา

เหล่าสมาชิกสภาชี้ว่า ผลสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายทรัมป์เอง แสดงให้เห็นว่า พวกเขาสนับสนุน “คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีน” ที่มาจากแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักการเมือง

อย่างไรก็ตาม นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อนายเคนเนดีผ่านโลกออนไลน์ ในขณะที่ตัวนายเคนเนดีกล่าวว่า นายทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลจากความพยายามเรื่องวัคซีนของเขา

อนึ่ง นายทรัมป์เคยพูดเป็นนัยมาก่อนว่า เขาจะตีตัวออกห่าง หากเคนเนดีกลายเป็นภาระ โดยนายมาร์ก ชอร์ต อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของนายไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “หากมีบางเรื่องที่ประธานาธิบดีมองว่าน่าอับอาย เขามีความสามารถเฉพาะตัวที่จะตัดขาดความสัมพันธ์”

ขณะที่นายเกรก กอนซัลเวส จากวิทยาลัยสาธารณสุข “เยล” กล่าวว่า การจับมือกันระหว่างนายทรัมป์กับเคนเนดีอาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง “พวกเขาแต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์ และตอนนี้การแต่งงานนั้นกำลังมีผลลัพธ์ที่เลวร้าย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่มติดอาวุธ “โบโก ฮาราม” โจมตีหมู่บ้านไนจีเรียกลางดึก ดับอีก 60 ศพ

กลุ่มติดอาวุธ “โบโก ฮาราม” โจมตีหมู่บ้านไนจีเรียกลางดึก ดับอีก 60 ศพ

7 ก.ย. 2568 05:55 น.

กลุ่มติดอาวุธ “โบโก ฮาราม” โจมตีหมู่บ้านไนจีเรียกลางดึก ดับอีก 60 ศพ

กลุ่มติดอาวุธ โบโก ฮาราม โจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60 ศพ ขณะที่กองทัพโจมตีทางอากาศสวนกลับ ดับนักรบติดอาวุธ 30 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของประเทศไนจีเรีย เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2568 ว่า กลุ่มติดอาวุธ โบโก ฮาราม บุกโจมตีหมู่บ้าน ดารุล จามาล ในรัฐบอร์โน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 ศพ

ข่าวระบุว่า ชาวบ้านของหมู่บ้านดารุล จามาล เพิ่งทยอยเดินทางกลับมาเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นหนีเหตุความรุนแรงมานานหลายปี โดยหมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นที่ตั้งของฐานทัพบริเวณชายแดนไนจีเรีย-แคเมอรูน และการโจมตีล่าสุดทำให้มีทหารเสียชีวิตด้วย 5 ศพ

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส การโจมตีของโบโก ฮาราม ทำลายบ้านเรือนมากกว่า 20 หลัง และรถบัสอีก 10 คัน สังหารคนขับรถและแรงงานที่กำลังช่วยฟื้นฟูหมู่บ้านอย่างน้อย 13 ศพ

ด้านกองทัพอากาศไนจีเรียระบุว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่นักรบกลุ่มโบโก ฮาราม ที่กำลังหลบหนี อย่างแม่นยำต่อเนื่อง 3 ครั้ง หลังจากได้รับรายงานเรื่องการบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งนี้ และสังหารนักรบติดอาวุธได้กว่า 30 ศพ

ทั้งนี้ การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธญิฮาดในทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยกลุ่มโบโก ฮาราม กับคู่แข่งอย่างกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามสาขาไนจีเรีย ยกระดับการโจมตีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กองทัพไนจีเรียก็ยกระดับปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศขึ้นด้วยเช่นกัน หลังกลุ่มติดอาวุธโจมตีฐานทัพและยุทโธปกรณ์ของกองทัพอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าของบ้านสหรัฐฯ อึ้ง พบชายปริศนาแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน มีทั้งไฟ-ทีวี

เจ้าของบ้านสหรัฐฯ อึ้ง พบชายปริศนาแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน มีทั้งไฟ-ทีวี

7 ก.ย. 2568 04:02 น.

เจ้าของบ้านสหรัฐฯ อึ้ง พบชายปริศนาแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน มีทั้งไฟ-ทีวี

(ภาพจาก Clackamas County Sheriff’s Office)

เจ้าของบ้านในสหรัฐฯ อึ้ง เจอชายปริศนาอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน ภายในติดตั้งทั้งโทรทัศน์, หลอดไฟ และที่นอนเอาไว้ โดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้เลยสักนิด

สำนักงานนายอำเภอเขต แคล็กคามัส เคาน์ตี (Clackamas) เปิดเผยเมื่อ 6 ก.ย. 2568 ว่า ชายคนหนึ่งถูกพบว่าแอบอาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน (crawl space) ใกล้เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน โดยที่ภายในมีทั้งหลอดไฟ โทรทัศน์ และที่นอน โดยที่เจ้าของบ้านก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีชายคนนี้แอบอาศัยอยู่ด้วย

ชายคนดังกล่าวชื่อว่า เบนจามิน บูเคอร์ อายุ 40 ปี ถูกพบตัวหลังจากเจ้าของบ้านได้ยินเสียงแปลกจากใต้พื้นบ้าน ซึ่งไม่ควรมีใครอยู่ในนั้น จึงทำการแจ้งเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายมาตรวจสอบจนพบนายบูเคอร์อยู่ในช่องใต้พื้นบ้าน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวเขาและตั้งข้อหาย่องเบา และครอบครองยาบ้าอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันพุธที่ผ่านมา (3 ก.ย.) เจ้าหน้าที่สำนักงานนายอำเภอได้รับแจ้งให้ไปตรวจสอบสถานการณ์น่าสงสัย ที่บ้านหลังหนึ่งใกล้กับแฮปปี้ วัลเลย์ เมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพอร์ตแลนด์

ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเล่าว่า เห็นชายคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าอยู่บ้านหลังข้างๆ ด้วยว่า มาจอดรถและเดินไปยังด้านหลังบ้านหลังนั้น นอกจากนี้ พยานยังเห็นว่าประตูทางเข้าช่องใต้พื้นบ้านเปิดอยู่ และมีแสงลอดออกมาจากด้านในด้วย

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาก็พบว่าประตูทางเข้าช่องใต้พื้นบ้านเสียหาย และถูกล็อกเอาไว้ ขณะที่มีสายไฟต่อยาวออกมาจากช่องระบายอากาศ

หลังจากพูดคุยกับเจ้าของบ้านและได้รับข้อมูลว่า ไม่ควรมีใครอยู่ในนั้น เจ้าหน้าที่ก็พยายามเปิดประตูช่องใต้พื้นบ้านด้วยกุญแจที่ได้จากเจ้าของบ้านแต่ไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่จึงใช้กำลังเปิดประตูและได้พบกับนายบูเคอร์

เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายกล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดว่านายบูเคอร์อาศัยอยู่ในช่องใต้พื้นบ้านมาสักพักแล้ว เนื่องจากภายในติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายอย่าง รวมถึงที่ชาร์จแบตเตอรี, โทรทัศน์, หลอดไฟ และที่นอน เชื่อมต่อกับระบบพลังงานของตัวบ้าน เจ้าหน้าที่ยังพบกับท่อเสพยาอยู่ภายในด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ประชุมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ บุกโรงงาน “ฮุนได” จับ พนง.หลายร้อยคน

เกาหลีใต้ประชุมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ บุกโรงงาน “ฮุนได” จับ พนง.หลายร้อยคน

7 ก.ย. 2568 02:20 น.

เกาหลีใต้ประชุมฉุกเฉิน หลังสหรัฐฯ บุกโรงงาน “ฮุนได” จับ พนง.หลายร้อยคน

รัฐบาลเกาหลีใต้จัดการประชุมฉุกเฉิน เพื่อหาทางตอบสนองต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกตรวจค้นโรงงานของบริษัท ฮุนได และจับคนงานไปหลายร้อยคน

รัฐบาลเกาหลีใต้จัดประชุมฉุกเฉินในวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บุกตรวจค้นโรงงานของบริษัท “ฮุนได” ในรัฐจอร์เจีย และควบคุมตัวคนงานไปกว่า 475 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้ไม่น้อยกว่า 300 คน ซึ่งรัฐบาลแดนโสมขาวให้คำมั่นว่า จะตอบสนองต่อการจับกุมครั้งนี้อย่างรวดเร็ว

เบื้องต้น รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ส่งทูตไปยังโรงงานที่เกิดเหตุในรัฐจอร์เจียแล้ว ขณะที่บริษัท แอลจี เอเนอร์จี โซลูชัน ซึ่งใช้โรงงานร่วมกับฮุนไดระบุว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ถูกจับกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนเพื่อดูงานทางธุรกิจด้วยวีซ่าหลากหลายแบบ ซึ่งหลังเกิดเหตุ แอลจีได้ระงับเดินทางไปดูงานที่สหรัฐฯ เกือบทั้งหมดแล้ว

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวสหรัฐฯ อ้างว่า เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นโรงงานผลิตแบตเตอรีดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เนื่องจากพบว่า มีการทำงานอย่างผิดกฎหมายเกิดขึ้นที่นั่น พร้อมกับปฏิเสธความกังวลที่ว่า การบุกตรวจค้นครั้งนี้จะทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ

“พวกเขาคือคนต่างด้าวผิดกฎหมาย และ ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) เพิ่งทำหน้าที่ของพวกเขาไป” นายทรัมป์กล่าวว่า การบุกตรวจค้นเกิดขึ้นในวันศุกร์

ด้านนายโช ฮย็อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้กล่าวว่าเขารู้สึก “ต้องรับผิดชอบอย่างยิ่งต่อการจับกุมพลเมืองของเรา” ขณะที่เขาเป็นประธานการประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับปัญหานี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นายโชบอกอีกว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ได้จัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจพิทักษ์ชาวเกาหลีในต่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อการจับกุมที่เกิดขึ้น และเขาอาจเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.หากจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เชื้อพระวงศ์ชายองค์แรกในรอบ 40 ปี เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เชื้อพระวงศ์ชายองค์แรกในรอบ 40 ปี เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ

7 ก.ย. 2568 00:22 น.

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เชื้อพระวงศ์ชายองค์แรกในรอบ 40 ปี เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นเชื้อพระวงศ์ชายพระองค์แรกที่เข้าพิธีดังกล่าวในรอบกว่า 40 ปี และอาจเป็นองค์สุดท้ายของราชวงศ์ญี่ปุ่น

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 เจ้าชายฮิซาฮิโตะ รัชทายาทลำดับ 2 แห่งราชวงศ์ญี่ปุ่นและพระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พระชนมายุ 19 ชันษา ทรงเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะแล้ว ที่พระราชวังหลวงในกรุงโตเกียว ท่ามกลางความปิติยินดีของประชาชนจำนวนมากที่มาเฝ้ารออยู่ด้านนอก

พิธีการในวันเสาร์ เริ่มขึ้นที่บ้านพักของครอบครัวของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ โดยพระองค์ปรากฏตัวในชุดทักซิโดสีดำเพื่อรับหมวกพิธีการจากผู้ส่งสารของจักรพรรดินารุฮิโตะ

จากนั้น พิธีการหลักเริ่มขึ้นที่พระราชวังหลวง ซึ่งมีพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเข้าร่วม เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงฉลองพระองค์แบบดั้งเดิมด้วยชุดคลุมสีเบจซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะก่อนวัยผู้ใหญ่ของพระองค์ ก่อนที่หมวกของพระองค์จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องสวมศีรษะ “คันมุริ” (kanmuri) สีดำ ซึ่งเป็นการประกาศการบรรลุนิติภาวะของพระองค์อย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงโค้งคำนับและขอบพระทัยสมเด็จพระจักรพรรดิสำหรับเครื่องสวมศีรษะ และขอบพระทัยพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีที่ทรงจัดพระราชพิธีนี้ และทรงให้คำมั่นที่จะทำหน้าที่ในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ให้สมบูรณ์ ก่อนจะเปลี่ยนไปใส่ชุดพิธีการสีดำอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ใหญ่ และประทับราชรถเทียมม้า เดินทางไปสักการะศาลเจ้า 3 แห่งภายในอาณาเขตพระราชวัง

สำหรับพิธีในช่วงบ่าย เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงฉลองพระองค์ทักซิโดเพื่อเสด็จฯ เยือนพระราชวังอิมพีเรียล เพื่อทรงเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ณ ห้องโถงมัตสึโนะมะอันทรงเกียรติ เพื่อรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์แห่งเบญจมาศ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหลังสงคราม

ในช่วงค่ำ เจ้าชายฟุมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ พระบิดาและมารดาของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองส่วนพระองค์ให้แก่พระโอรส ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ซึ่งพระญาติจะมารวมตัวกัน

ทั้งนี้ เจ้าชายฮิซาฮิโตะเป็นสมาชิกอายุน้อยที่สุดในราชวงศ์ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยผู้ใหญ่ 16 คน โดยที่พระองค์กับพระบิดาคือ เจ้าชายฟุมิฮิโตะเป็นสมาชิกราชวงศ์ชายเพียง 2 คนที่มีอายุน้อยกว่าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ในขณะที่เจ้าชายฮิตาชิ พระอนุชาในอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิฮิกิฮิโตะ ราชทายาทลำดับที่ 3 มีอายุถึง 89 ชันษาแล้ว

การขาดรัชทายาทกำลังสร้างความกังวลอย่างหนักให้แก่ราชวงศ์เบญจมาศ ซึ่งมีประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่า 1,500 ปี และสะท้อนถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นและการลดลงของจำนวนประชากร

ในอดีต เชื้อพระวงศ์หญิงได้รับอนุญาตให้ขึ้นครองราชย์ได้ โดยญี่ปุ่นเคยมีจักรพรรดินีถึง 8 พระองค์ โดยองค์สุดท้ายครองราชย์ในช่วงปี 2305-2313 ก่อนที่การสืบราชบัลลังก์จะถูกจำกัดเฉพาะผู้ชายเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญยุคก่อนสงครามเมื่อปี 2432 ขณะที่กฎมณเฑียรบาลที่ประกาศใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2490 ก็ยังคงรักษาค่านิยมครอบครัวตามกฎหมายก่อนสงครามเอาไว้ รวมถึงการกำหนดให้ผู้สืบราชบัลลังก์ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น

แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ระบบให้แต่ผู้ชายขึ้นครองราชย์นี้มีช่องโหว่ และใช้ได้เฉพาะในยุคที่สมเด็จพระจักรพรรดิมีสนมช่วยในการสร้างทายาทเท่านั้น ขณะที่ ผลสำรวจความคิดเห็นก็บ่งชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันสนับสนุนให้สตรีขึ้นครองราชย์ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

6 ก.ย. 2568 22:23 น.

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะยิงเครื่องบินรบของเวเนซุเอลา หากบินผ่านเรือกองทัพสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวแล้ว 2 ครั้งภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงเตือนว่า จะยิงทำลายเครื่องบินรบของเวเนซุเอลา หากบินผ่านเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ และทำให้เรือตกอยู่ในอันตราย

คำเตือนของนายทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากเครื่องบินกองทัพเวเนซุเอลาบินผ่านเรือรบสหรัฐฯ นอกชายฝั่งอเมริกาใต้แล้วถึง 2 ครั้งภายในเวลา 2 วัน โดยก่อนหน้านั้น สหรัฐฯ โจมตีเรือที่พวกเขาระบุว่า เป็นเรือของแก๊งอาชญากรรมซึ่งกำลังขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามนายทรัมป์ขณะอยู่ในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย. 2568) ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเครื่องบินของเวเนซุเอลาบินผ่านเรือของสหรัฐฯ อีก นายทรัมป์ก็ตอบว่า เวเนซุเอลาจะเจอปัญหาแน่ ก่อนจะหันไปพูดกับนายพลที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า เขาจะทำทุกอย่างที่ต้องการหาสถานการณ์บานปลาย

ด้านนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเทศของเขานั้นไม่เป็นความจริง และความแตกต่างระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้แก่การโจมตีทางทหารได้

“เวเนซุเอลายินดีพูดคุย เพื่อเข้าสู่การเจรจาเสมอ แต่เราต้องการได้รับความเคารพ” นายมาดูโรกล่าว

อนึ่ง นับตั้งแต่นายทรัมป์กลับสู่อำนาจเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาก็เพิ่มความพยายามของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการลักลอบขนยาเสพติดในอเมริกาใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเรือรบและนาวิกโยธินอีกหลายพันนายไปประจำในทะเลแคริบเบียนเพิ่ม ในขณะที่นายมาดูโรกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ต้องการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยการใช้กำลังทหารข่มขู่

เมื่อถูกถามเรื่องคำกล่าวหาของนายมาดูโร นายทรัมป์ตอบว่า “เราไม่พูดถึงเรื่องนั้น” แต่ระบุว่า เวเนซุเอลามีการเลือกตั้งที่แปลกประหลาดมากๆ และเสริมด้วยว่า ยาเสพติดกำลังหลั่งไหลจากเวเนซุเอลาเข้าสู่สหรัฐฯ และสมาชิกแก๊ง “เทรน เด อารากัว” ซึ่งสหรัฐฯ จัดเป็นองค์กรก่อการร้าย ก่ออยู่ในเวเนซุเอลา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซิดนีย์เตือนภัย ฉลามขนาดใหญ่โจมตีนักเซิร์ฟใกล้หาดดัง สั่งปิดหาดฉุกเฉิน

ซิดนีย์เตือนภัย ฉลามขนาดใหญ่โจมตีนักเซิร์ฟใกล้หาดดัง สั่งปิดหาดฉุกเฉิน

6 ก.ย. 2568 10:52 น.

ซิดนีย์เตือนภัย ฉลามขนาดใหญ่โจมตีนักเซิร์ฟใกล้หาดดัง สั่งปิดหาดฉุกเฉิน

เกิดเหตุสุดสยอง หนุ่มนักเซิร์ฟชาวออสซี่ถูกโจมตีจนเสียชีวิต กระดานโต้คลื่นหักสองท่อน คาดถูกฉลามขนาดใหญ่กัด ส่งผลให้ชายหาดหลายแห่งต้องปิดบริการเป็นการเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุทันทีหลังจากได้รับแจ้งว่ามีชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า เหยื่อรายนี้ถูกดึงขึ้นมาจากทะเลที่หาดลอง รีฟ (Long Reef) แต่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เนื่องจากบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดมาก โดยตำรวจคาดว่าผู้เสียชีวิตน่าจะถูกกัดโดยฉลามขนาดใหญ่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชิ้นส่วนกระดานโต้คลื่นที่หักสองส่วนและนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

โดยนักเล่นเซิร์ฟรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ เล่าให้กับหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟ ในซิดนีย์ว่า ผู้เคราะห์ร้ายกำลังเล่นเซิร์ฟอยู่ระหว่างหาดลอง รีฟ และ ดี วาย ก่อนที่จะถูกโจมตี โดยมีนักโต้คลื่นอีก 4-5 คนไปช่วยกันดึงร่างเขาขึ้นมาจากน้ำ โดยท่อนล่างของเขามีบาดแผลฉกรรจ์ ขณะที่ชายหาดเต็มไปด้วยความโกลาหล เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดโบกธงสีแดง และประกาศให้ทุกคนขึ้นจากน้ำทันที

หลังเกิดเหตุการณ์ล่าสุด ชายหาดตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ย่านชานเมืองแมนลี (Manly) ไปจนถึง นาร์ราบีน (Narrabeen) ต้องปิดทำการจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

นับว่าเหตุการณ์โจมตีของฉลามจนถึงขั้นเสียชีวิตครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในซิดนีย์นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งครั้งนั้นเป็นนักดำน้ำชาวอังกฤษวัย 35 ปี เสียชีวิตที่อ่าวลิตเติล เบย์ (Little Bay) ขณะที่เหตุฉลามกัดคนจนเสียชีวิตก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1963.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฉลาม

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

6 ก.ย. 2568 08:43 น.

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ บุกจับกุมแรงงานเกือบ 500 คนที่โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนได ในรัฐจอร์เจีย เสี่ยงกระทบความสัมพันธ์เกาหลีใต้-สหรัฐฯ

ปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นการบุกตรวจแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และยังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญทางเศรษฐกิจ

โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจาก การสืบสวนหลายเดือนเกี่ยวกับการจ้างงานผิดกฎหมายและอาชญากรรมอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับหมายค้นศาลก่อนเข้าตรวจค้น ไม่ใช่การ สุ่มกวาดล้างแรงงานอพยพ

สตีฟ ชแร็งค์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในแอตแลนตาระบุว่า นี่คือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของหน่วยงาน

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแรงงาน 475 คน ที่อยู่ในสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายหรือทำงานโดยไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง โดยกว่า 300 คนเป็นชาวเกาหลีใต้ ปัจจุบันทั้งหมดถูกกักตัวไว้ที่ศูนย์กักกัน ICE ในเมืองโฟล์กสตัน รัฐจอร์เจีย

ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและเสียใจ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ที่ถูกกักตัว และยืนยันว่าจะส่งนักการทูตไปตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงได้ติดต่อสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซลโดยตรง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ย้ำว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัทลงทุนเกาหลี และสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ต้องไม่ถูกละเมิดโดยไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ

ขณะที่บริษัทฮุนได มอเตอร์ ออกแถลงการณ์ว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด พร้อมย้ำว่าผู้ที่ถูกจับกุมไม่ได้เป็นพนักงานโดยตรงของฮุนได

โรงงานแห่งนี้ซึ่งมีพื้นที่กว่า 3,000 เอเคอร์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และเพิ่งเปิดดำเนินการได้เพียง 1 ปี โดยยังคงเดินสายการผลิตตามปกติ แต่พันธมิตรของฮุนไดอย่าง LG Energy Solutions ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนด้านแบตเตอรี่ ได้หยุดการก่อสร้างที่ไซต์งานชั่วคราว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในทำเนียบขาวว่า “คนเหล่านี้คือผู้อพยพผิดกฎหมาย และ ICE แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง” เมื่อถูกถามถึงท่าทีของเกาหลีใต้ ทรัมป์ตอบว่า “เราต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่น และเราต้องการแรงงานที่มั่นคง แต่ความจริงคือมีแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก และบางส่วนไม่ใช่คนที่ดีที่สุด” พร้อมโยงว่า แรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากเข้ามาในช่วงรัฐบาลไบเดน

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างนโยบายหลักสองด้านของทรัมป์ คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทเกาหลีใต้ที่ประกาศทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างงานในสหรัฐฯ และนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมาย ที่เขามองว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ไบรอัน เคมป์ เคยยกย่องโรงงานฮุนไดว่าเป็น “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐ” โดยคาดว่าจะจ้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงด้านแรงงานอพยพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แรงงานต่างชาติ