ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

6 ก.ย. 2568 07:32 น.

ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหารเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม กลับไปเป็น กระทรวงสงครามแล้ว อ้างชื่อเดิมสะท้อนความแข็งแกร่งของสหรัฐฯมากกว่า

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม หรือ Department of Defense ที่ใช้มายาวนานถึง 75 ปี ให้กลับไปใช้ชื่อดั้งเดิมคือ กระทรวงสงคราม หรือ Department of War  ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ตั้งแต่ปี 1789 ก่อนที่จะถูกยกเลิกและปรับโครงสร้างใหม่ในสมัยประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เมื่อปี 1947

ทรัมป์กล่าวว่า นี่คือชื่อที่เหมาะสมกว่ามาก โดยเฉพาะในยุคโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งระบุว่าชื่อ Department of Defense ที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นแนวคิดที่เขามองว่า “woke” หรือแฝงความอ่อนแอ ขณะที่ชื่อกระทรวงสงครามสะท้อนความแข็งแกร่งของอเมริกา

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่เป็นผู้สนับสนุนใกล้ชิดของทรัมป์ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อทำให้การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวมีผลถาวรตามกฎหมาย เพราะโดยหลักการแล้ว อำนาจการจัดตั้งหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐบาลกลางขึ้นอยู่กับสภาคองเกรส ไม่ใช่เพียงคำสั่งฝ่ายบริหารจากประธานาธิบดี

แม้จะถูกทักท้วงในประเด็นกฎหมาย ทรัมป์ยังยืนยันว่าเขาจะเดินหน้าด้วยการให้เพนตากอนใช้ชื่อ Department of War ไปก่อน และแสดงความมั่นใจว่า “สภาคองเกรสน่าจะเห็นด้วยอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องผ่านกฎหมายจริงๆ”

ที่มา : NBCnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดี "อนุทิน" รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

6 ก.ย. 2568 06:14 น.

จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดีกับอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย หวังร่วมมือกันผลักดันความก้าวหน้า ส่งเสริมเสถียรภาพความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

วันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นเสมือนครอบครัว โดยเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทยในปี 2568 จีนพร้อมจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จีนยังหวังร่วมมือกับไทยในการผลักดันความก้าวหน้าของการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป.

ญี่ปุ่นอ่วม ไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ถล่มจังหวัดชิซุโอกะ เจ็บ 24 ราย บ้านพังกว่า 40 หลัง

ญี่ปุ่นอ่วม ไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ถล่มจังหวัดชิซุโอกะ เจ็บ 24 ราย บ้านพังกว่า 40 หลัง

6 ก.ย. 2568 01:23 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ถล่มจังหวัดชิซุโอกะ เจ็บ 24 ราย บ้านพังกว่า 40 หลัง

ญี่ปุ่นเผชิญอิทธิพลไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ทำฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดชิซุโอกะ เบื้องต้นมีรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 24 ราย บ้านเรือนของประชาชนพังเสียหายกว่า 40 หลัง 

วันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า พายุไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” ได้พัดถล่มจังหวัดชิซุโอกะ  ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 24 คน และบ้านเรือนเสียหายกว่า 40 หลัง ใน 4 เทศบาลของจังหวัด โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดคือเมือง มะกินุฮาระ บ้านเรือนจำนวนมากถูกแรงลมพัดจนกระเบื้องหลังคาปลิว เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด  

ส่วนที่เมือง ยาอิซุ เรือนเพาะปลูกทางการเกษตรถูกพายุพัดปลิวเกลื่อน ส่งผลให้เกษตรกรชายวัย 40 ปีบาดเจ็บ ที่เมือง คาเคกาวะ และเมืองโยชิดะ  ก็มีรายงานความเสียหายจากกระแสลมกระโชกแรงเช่นกัน

โดยรัฐบาลจังหวัดเผยข้อมูลล่าสุด ระบุว่า ในเมืองมะกินุฮาระมีบ้านถูกทำลายทั้งหลัง 6 หลัง และเสียหายบางส่วนอีก 34 หลัง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยืนยันว่า พื้นที่จังหวัดชิซุโอกะถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆฝนพัฒนาตัวหนาแน่นในช่วงที่พายุเคลื่อนเข้าใกล้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังคงเร่งสำรวจความเสียหาย และเตือนให้ประชาชนระวังดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน และอันตรายจากลมแรงในพื้นที่เสี่ยง.

แพทย์อินเดียตะลึง พบฝาแฝดกาฝาก ซ่อนอยู่ในท้องทารกวัย 20 วัน เร่งผ่าตัดออก

แพทย์อินเดียตะลึง พบฝาแฝดกาฝาก ซ่อนอยู่ในท้องทารกวัย 20 วัน เร่งผ่าตัดออก

5 ก.ย. 2568 10:29 น.

แพทย์อินเดียตะลึง พบฝาแฝดกาฝาก ซ่อนอยู่ในท้องทารกวัย 20 วัน เร่งผ่าตัดออก

ฮือฮาวงการแพทย์อินเดีย เมื่อแพทย์ต้องผ่าตัดนำ “ฝาแฝดกาฝาก” ออกจากร่างทารกหญิงวัยเพียง 20 วัน ที่มีตัวอ่อนถึง 2 ตัวกำลังเติบโตอยู่ในช่องท้องของเธอ

ในวงการแพทย์แล้วเคสแบบนี้ถือว่าหายากมาก โดยทั่วโลกมีรายงานไม่ถึง 200 เคสเท่านั้น  โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อตัวอ่อนแฝดที่ผิดปกติถูกดูดซึมเข้าไปในร่างแฝดอีกคนตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ แม้ตัวอ่อนนั้นจะไม่สามารถมีชีวิตได้จริง แต่ก็ยังเจริญเติบโตต่อไป โดยแย่งสารอาหารจากเจ้าของร่างกาย

โดยในเคสล่าสุดนี้ แม่ของเด็กตั้งครรภ์แฝดสาม แต่เกิดความผิดปกติทำให้สองตัวอ่อนไปเติบโตอยู่ในท้องของทารกอีกคนแทน

ดร. อนันด์ สิงหา ศัลยแพทย์เด็กผู้ทำการผ่าตัด เปิดเผยกับ BBC ว่า การผ่าตัดครั้งนี้ท้าทายมาก แต่โชคดีที่เด็กฟื้นตัวได้ดี ตอนนี้ปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

ทีมแพทย์กว่า 15 คนใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง กว่าจะนำฝาแฝดกาฝากออกมาได้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากตัวอ่อนเหล่านี้ติดกับอวัยวะสำคัญหลายส่วน ทั้งตับ ไต และลำไส้

ก่อนผ่าตัด เด็กหญิงมีอาการท้องโตผิดปกติ งอแง ไม่สามารถกินนมได้ เพราะตัวอ่อนกดทับกระเพาะอาหาร แพทย์จึงต้องรักษาภาวะขาดน้ำและทุพโภชนาการให้เด็กแข็งแรงขึ้นก่อน ถึงจะเข้าผ่าตัดได้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบในอินเดีย โดยในปี 2024 เคยมีทารกวัย 3 วันในโกลกาตาเสียชีวิต หลังเข้ารับการผ่าตัดเอาฝาแฝดกาฝากออกจากท้อง ขณะที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แพทย์รัฐมหาราษฏระก็เพิ่งเจอเคสคล้ายกัน

ดร.อนันด์เตือนว่า หากไม่ตรวจพบตั้งแต่เด็ก ฝาแฝดกาฝากสามารถเติบโตต่อไปในร่างกายผู้ใหญ่ แม้ไม่ค่อยกลายเป็นมะเร็ง แต่ก็เสี่ยงก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจนต้องรักษาในที่สุด.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตัวอ่อน

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย พบความเชื่อมโยงฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย พบความเชื่อมโยงฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

5 ก.ย. 2568 10:28 น.

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย พบความเชื่อมโยงฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยญี่ปุ่นเผย ฝุ่น “PM 2.5” เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย โดยมีความเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กกับจำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

วันที่ 4 กันยายน 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ศาสตราจารย์โคจิมะ ซุนาโอะ หัวหน้าทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคุมาโมโตะ เปิดเผยว่า พบหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กับจำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction: AMI) ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผลวิจัยใหม่ชี้ว่า ระดับฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นเขม่าจากไอเสียรถยนต์ มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันเข้าโรงพยาบาล โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลค่า PM 2.5 รายวันจาก โตเกียว โอซาก้า และอีก 5 จังหวัด ของญี่ปุ่น ในช่วง 2 ปีครึ่งจนถึงเดือนธันวาคม 2562 พร้อมเปรียบเทียบกับสถิติผู้ป่วยกว่า 44,000 ราย ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเข้ารับการรักษาในพื้นที่เดียวกัน

ผลการวิเคราะห์พบว่า เมื่อค่า PM 2.5 ในพื้นที่เพิ่มขึ้น 7.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จำนวนผู้ป่วยหัวใจวายเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.4% ในวันเดียวกันและวันถัดไป เมื่อเทียบกับหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า

นอกจากนี้ การวิเคราะห์เชิงลึกยังบ่งชี้ว่า เขม่าควัน  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ PM 2.5 และพบมากในไอเสียรถยนต์ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย โดยทีมวิจัยสรุปว่า การระบุและควบคุมแหล่งกำเนิดเขม่าควันในอากาศอาจเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจวายเฉียบพลัน พร้อมแนะว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมควรเดินหน้าควบคู่ไปกับการป้องกันปัญหาสุขภาพ.

รัฐบาลเอกภาพเมียนมาส่งจม.ถึงจีน เรียกร้องเลิกสนับสนุนมิน อ่องหล่าย และแผนจัดเลือกตั้ง

รัฐบาลเอกภาพเมียนมาส่งจม.ถึงจีน เรียกร้องเลิกสนับสนุนมิน อ่องหล่าย และแผนจัดเลือกตั้ง

5 ก.ย. 2568 09:42 น.

รัฐบาลเอกภาพเมียนมาส่งจม.ถึงจีน เรียกร้องเลิกสนับสนุนมิน อ่องหล่าย และแผนจัดเลือกตั้ง

รัฐบาลเอกภาพเมียนมา ร่อนจดหมายถึงจีน เรียกร้องให้เลิกหนุน “มิน อ่อง หล่าย” และแผนการจัดเลือกตั้ง

วันที่ 4 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า ดอว์ ซิน มาร์ อ่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG) หรือรัฐบาลเงาของเมียนมา ส่งจดหมายถึงรัฐบาลจีน เรียกร้องให้จีนระงับการให้การรับรองกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา รวมถึงหยุดใช้ถ้อยคำเรียกมินอ่องหล่ายว่า “ประธานาธิบดีรักษาการของเมียนมา” เนื่องจากหวั่นว่าจะเป็นการทำลายมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ของเมียนมา เปิดเผยว่า ดอว์ ซิน มาร์ อ่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลจีน เรียกร้องให้ระงับการให้การรับรองกองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย รวมถึงหยุดใช้ถ้อยคำเรียกเขาว่า “ประธานาธิบดีรักษาการของเมียนมา”

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า จีนควรปฏิเสธคำร้องของกองทัพเมียนมาที่ต้องการให้ผู้สังเกตการณ์ชาวจีนเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง ซึ่งวางกำหนดไว้ช่วง ธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 พร้อมย้ำว่า NUG ยังเชื่อมั่นว่าจีนสามารถมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสันติภาพและการพัฒนาในเมียนมา

ดอว์ ซิน มาร์ อ่อง เตือนว่า การตัดสินใจของจีนที่เปิดทำเนียบต้อนรับมิน อ่อง หล่าย ในการเยือนล่าสุด อาจยั่วยุให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในสังคมเมียนมา และบั่นทอนมิตรภาพยาวนาน ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ยังชี้ว่า การปกครองด้วยความรุนแรงของกองทัพทำให้เศรษฐกิจเมียนมาล่มสลาย ประชากรเกือบครึ่งประเทศอยู่ในภาวะความยากจน นักลงทุนต่างชาติพากันถอนตัว และโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง ระเบียงเศรษฐกิจจีน–เมียนมา (CMEC) ซึ่งตกลงกันตั้งแต่ปี 2563 ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับอดีตประธานาธิบดีอู วิน มยิ่น ต้องหยุดชะงักอย่างหนัก

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่า กองทัพเมียนมาปล่อยปละละเลยให้ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนแพร่ระบาด ทำให้ชาวจีนจำนวนมากถูกโกงเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จดหมายฉบับนี้ถูกเผยแพร่หลังจากที่ มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนจีน และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) รวมถึงพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะจีน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม อาทิ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และคิม จอง อึน.

ดราม่าศูนย์เด็กเล็กซิดนีย์! คุณตารับหลานผิดคนกลับบ้าน แม่ตัวจริงช็อกลูกหาย

ดราม่าศูนย์เด็กเล็กซิดนีย์! คุณตารับหลานผิดคนกลับบ้าน แม่ตัวจริงช็อกลูกหาย

5 ก.ย. 2568 09:35 น.

ดราม่าศูนย์เด็กเล็กซิดนีย์! คุณตารับหลานผิดคนกลับบ้าน แม่ตัวจริงช็อกลูกหาย

เกิดเหตุไม่คาดฝันที่ออสเตรเลีย เมื่อคุณตาคนหนึ่งไปรับหลานจากศูนย์เด็กเล็ก ในนครซิดนีย์ แต่กลับรับเด็กคนอื่นที่กำลังหลับอยู่กลับบ้านไปแทน พอแม่ตัวจริงมาถึงหาลูกวัย 1 ขวบไม่เจอแทบลมจับ

เรื่องราวโกลาหลครั้งนี้เกิดขึ้นที่ศูนย์เด็กเล็ก First Steps Learning Academy ย่านแบงกอร์ ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่คุณตาไปรับหลานกลับจากศูนย์ โดยไม่ได้ดูให้ดีว่าเด็กที่หลับอยู่ไม่ใช่หลานของตัวเองและพากลับบ้านไปโดยไม่รู้ จนกระทั่งคุณแม่ของเด็กตัวจริงมาถึงศูนย์ แต่กลับไม่เจอลูกชายวัย 1 ขวบ ทำให้เธอแทบช็อก โดยคุณแม่โกรธมากที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ ต่างไม่ได้ว่าใครเป็นคนรับลูกเธอไป ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ว่าเขามารับใคร และบอกได้แค่ว่าเป็นผู้ชายใส่กางเกงขาสั้นสูงวัยคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดเหตุสับสน แต่คุณแม่ยืนยันว่าไม่โกรธคุณตา เพราะเมื่อคุณตารู้ตัว เขาก็รีบนำเด็กกลับมาทันที พร้อมยอมรับความผิดพลาดอย่างจริงใจ โดยคุณแม่เธอกล่าวว่าทั้งหมดนี้เป็นความเลินเล่อของศูนย์เด็กเล็ก ไม่ใช่คุณตา

ด้านผู้บริหารศูนย์เด็กเล็ก First Steps ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าได้พักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมเร่งปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลการศึกษาและดูแลเด็กเล็กแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ยืนยันว่ากำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้อย่างจริงจัง เพราะเข้าข่ายเหตุการณ์ร้ายแรงและน่ากังวล โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมออสเตรเลียกำลังจับตาเรื่องความปลอดภัยในศูนย์เด็กเล็ก หลังเพิ่งมีการออกกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานเมื่อเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถานเขย่าซ้ำรอบ 3 ดับพุ่งทะลุ 2,200 ศพ

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถานเขย่าซ้ำรอบ 3 ดับพุ่งทะลุ 2,200 ศพ

5 ก.ย. 2568 09:19 น.

แผ่นดินไหวอัฟกานิสถานเขย่าซ้ำรอบ 3 ดับพุ่งทะลุ 2,200 ศพ

อัฟกานิสถานเผชิญเหตุแผ่นดินไหวซ้ำเป็นรอบที่ 3 ในเวลาเพียง 6 วัน ยอดเสียชีวิตพุ่งกว่า 2,200 ราย ขณะที่การกู้ภัยทำได้ล่าช้า

เกิดเหตุ แผ่นดินไหวขนาด 5.6 เขย่าพื้นที่ห่างไกลทางตะวันออกเฉียงใต้ของ อัฟกานิสถาน เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ตามเวลาในท้องถิ่น นับเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งที่ 3 ภายในรอบ 6 วัน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็น กว่า 2,200 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 3,600 คน

แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น (15.36 GMT) สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนในจังหวัดนานกะฮาร์และคุนาร์ ต้องวิ่งหนีออกจากที่พัก โดยมีรายงานจากแพทย์ท้องถิ่นว่ามีผู้บาดเจ็บ 17 คนถูกนำส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัดคุนาร์

รัฐบาลตาลีบันระบุว่าภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาและดินถล่ม ทำให้การเข้าถึงหมู่บ้านห่างไกลเป็นไปอย่างยากลำบาก การช่วยเหลือส่วนใหญ่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ และยังมีอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.5 จนต้องหยุดปฏิบัติการกู้ภัยชั่วคราว

ฮัมดุลลอห์ ฟิตรัต รองโฆษกรัฐบาลตาลีบัน เปิดเผยว่าการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป โดยทางการได้ตั้งเต็นท์พักพิงในหลายพื้นที่ พร้อมแจกจ่ายสิ่งของยังชีพและการแพทย์เบื้องต้นแล้ว

แม้รัฐบาลตาลีบันจะยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากนานาชาติ ยกเว้นรัสเซีย แต่ได้ออกแถลงการณ์ขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยสหประชาชาติ (UN) ได้จัดสรรงบฉุกเฉินช่วยเหลือแล้ว ขณะที่ สหราชอาณาจักร ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือมูลค่า 1 ล้านปอนด์ หรือกว่า 43 ล้านบาท

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนระหว่างแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเซีย ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง โดยในปี 2023 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ที่เมืองเฮราต์ คร่าชีวิตกว่า 1,400 คน ขณะที่ในปี 2022 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ที่ภาคตะวันออก คร่าชีวิตกว่า 1,000 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 3,000 คน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหวอัฟกานิสถาน

ญี่ปุ่นรับมือไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

ญี่ปุ่นรับมือไต้ฝุ่น "เผ่ย์ผ่า" พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

5 ก.ย. 2568 08:40 น.

ญี่ปุ่นรับมือไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ

อุตุฯ ญี่ปุ่น เตือนภัยไต้ฝุ่น “เผ่ย์ผ่า” พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ ทำให้มีฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และคลื่นลมแรงทั่วชายฝั่งแปซิฟิก

วันที่ 5 กันยายน 2565 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัย พายุไต้ฝุ่นเผ่ย์ผ่า (Peipah) ที่พัดขึ้นฝั่งบริเวณเมืองสุกุโมะ จังหวัดโคจิ บนเกาะชิโกกุ เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมา อิทธิพลของพายุทำให้มีฝนตกหนักทำสถิติใหม่ และยังทำให้เกิดความเสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และคลื่นลมแรงทั่วชายฝั่งแปซิฟิก

ทางด้านสำนักข่าว NHK รายงานว่า พายุไต้ฝุ่นเผ่ย์ผ่า ซึ่งก่อตัวใกล้เกาะอามามิโอชิมะ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. เพิ่งพัดถล่มพื้นที่เกาะคิวชู และชิโกกุ ด้วยฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและเสี่ยงดินถล่ม โดยเฉพาะที่หมู่บ้านชิโมกิตายามะ จังหวัดนารา มีปริมาณฝนสะสม 80 มิลลิเมตรภายใน 1 ชั่วโมง ขณะที่เมืองคุมาโนะ จังหวัดมิเอะ วัดได้ 63 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานข่าวระบุว่า ฝนเทกระหน่ำต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อาทิ เมืองสึโนะ จ.มิยาซากิ วัดปริมาณน้ำฝนในรอบ 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 21.00 น. วันที่ 4 ก.ย. ได้สูงถึง 465.5 มิลลิเมตร ทำลายสถิติสูงสุดของจุดวัดแห่งนี้ ขณะเดียวกันศูนย์อุตุนิยมฯ คาดการณ์ว่า พายุจะเคลื่อนตัวเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น ทำให้หลายภูมิภาคยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยอาจมีปริมาณฝนสะสมใน 24 ชั่วโมงจนถึงคืนวันที่ 5 ก.ย.  

โดยภูมิภาคโทไก สูงสุด 250 มม. ส่วนคินกิ และคันโต-โคชิน สูงสุด 200 มม. ตามมาด้วยชิโกกุ สูงสุด 180 มม.และโทโฮกุ สูงสุด 150 มม. ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เตือนให้ประชาชนระวัง ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง รวมทั้งภัยจากฟ้าผ่า คลื่นสูง ลมกระโชกแรง และทอร์นาโด ที่อาจเกิดขึ้นได้

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดกำแพงภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นเหลือ 15% แล้ว

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดกำแพงภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นเหลือ 15% แล้ว

5 ก.ย. 2568 06:24 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ลดกำแพงภาษีรถยนต์ญี่ปุ่นเหลือ 15% แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่ง บังคับใช้การลดกำแพงภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเหลือ 15% ตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเริ่มบังคับใช้ข้อตกลงการค้า ซึ่งจะลดอัตราการเก็บภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ญี่ปุ่นและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตกลงเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 7 วันหลังจากคำสั่งได้รับการเผยแพร่ และการลดภาษีบางกรณีจะมีผลย้อนหลังถึง 7 ส.ค.

คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์หมายถึง สหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีรถยนต์ญี่ปุ่น จาก 27.5% ในปัจจุบัน เหลือ 15% โดยจะเริ่มมีผลภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

อนึ่ง สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงการค้าเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าจะลดอัตราภาษีให้แก่รถยนต์ญี่ปุ่นและสินค้าอื่นๆ แต่ที่ผ่านมายังไม่แน่ชัดว่าจะเริ่มเมื่อใด เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร

ภาษีที่นายทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลก ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น โดยเมื่อเดือนก่อน บริษัท โตโยต้า ระบุว่า พวกเขาจะเสียหายจากภาษีรถยนต์ของนายทรัมป์เกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์ระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังเร่งรัดการจัดซื้อข้าวจากสหรัฐฯ ให้เพิ่มขึ้น 75 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรอื่นๆ จากสหรัฐฯ รวมถึง ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ปุ๋ย, ไบโอเอทานอล และอื่นๆ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

รัฐบาลญี่ปุ่นยังตกลงจะลงทุนกว่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ในโครงการในสหรัฐฯ ที่รัฐบาลอเมริกันเป็นผู้เลือกด้วย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้

นอกจากนั้น คาดกันว่าคำสั่งบริหารดังกล่าวจะมีข้อกำหนด ว่าภาษี 15% ที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม จะไม่ถูกนำไปใช้ทับซ้อนกับสินค้าที่นำเข้าจากญี่ปุ่นที่ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า ในขณะที่สินค้าซึ่งเดิมเคยต้องเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า 15% จะถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15%

ส่วนแพ็กเกจการลงทุน ซึ่งจะมาในรูปแบบของหุ้น เงินกู้ และการค้ำประกันจากธนาคารของรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna