ผู้เสียชีวิตเหตุรถรางในโปรตุเกสตกรางเพิ่มเป็น 17 ศพ เด็ก 3 ขวบรอดตาย

ผู้เสียชีวิตเหตุรถรางในโปรตุเกสตกรางเพิ่มเป็น 17 ศพ เด็ก 3 ขวบรอดตาย

5 ก.ย. 2568 05:48 น.

ผู้เสียชีวิตเหตุรถรางในโปรตุเกสตกรางเพิ่มเป็น 17 ศพ เด็ก 3 ขวบรอดตาย

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุรถราง กลอเรีย อันโด่งดังของโปรตุเกสตกราง เพิ่มขึ้นเป็น 17 ศพแล้ว บาดเจ็บอีก 38 คน รวมเด็ก 3 ขวบ โดยทางการกำลังเร่งหาสาเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส สั่งลดธงลงครึ่งเสาเพื่อเป็นการไว้อาลัยในวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 หลังเกิดอุบัติเหตุรถรางกระเช้า “กลอเรีย” (Gloria funicular) ตกรางเมื่อวันพุธ ซึ่งล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 17 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 38 ราย

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ถนน อเวนิดา ดา ลิเบร์ดาเด เมื่อเวลาประมาณ 18.05 น. วันพุธที่ 3 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถรางคันนี้วิ่งลงจากถนนสูงชัน ด้วยความเร็วเต็มที่ ก่อนจะตกรางบริเวณทางโค้งและพุ่งชนอาคารโดยไม่มีการเบรกเลย

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือเด็กชายชาวเยอรมันวัย 3 ขวบ ออกมาจากซากรถรางได้สำเร็จ แต่พ่อของเขาเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต ขณะที่แม่ได้รับบาดเจ็บและกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ตำรวจลิสบอนระบุว่า ผู้เสียชีวิตมีทั้งชาวโปรตุเกส, เกาหลีใต้, สวิตเซอร์แลนด์, แคนาดา, เยอรมนี และยูเครน โดยตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุคืออะไร

แต่นาย มานูเอล เลอาล หัวหน้าของ “เฟคทรานส์” (Fectrans) สหภาพคนงานรถรางแห่งฝรั่งเศส อ้างว่า คนงานที่ดูแลรถรางกลอเรียร้องเรียนเรื่องการเกิดความตึงเครียดที่สายเคเบิลของรถราง ซึ่งทำให้การเบรกทำได้ยาก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า นี่เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุหรือไม่

มีรายงานว่า ในตอนเกิดเหตุสายเคเบิลรถรางขาด ทำให้รถรางเบรกแตกและพุ่งลงเนินสูงชันความยาวกว่า 265 ม. ก่อนจะตกรางตรงทางโค้ง และพุ่งชนอาคาร ในขณะที่รถรางอีกคันที่อยู่ด้านล่างสุดของเนิน กระตุกถอยหลังไปหลายเมตรจากการขาดของสายเคเบิล แม้จะไม่เกิดความเสียหาย แต่ผู้คนก็พากันหนีออกจากตัวรถด้วยความตกใจ

ด้านบริษัท “แคร์ริส” (Carris) ผู้ให้บริการรถราง สั่งหยุดให้บริการรถที่เหลืออีก 2 คันแล้ว เพื่อการตรวจสอบ โดยพวกเขายืนยันว่า ได้ดำเนินการซ่อมบำรุงรถรางทุกอย่างตามหลักปฏิบัติ รวมถึงการซ่อมบำรุงรายเดือนและรายสัปดาห์ และการตรวจสอบรายวันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำฝรั่งเศสเผย 26 ชาติสัญญาส่งทหารไปยูเครน หลังการต่อสู้จบลง

ผู้นำฝรั่งเศสเผย 26 ชาติสัญญาส่งทหารไปยูเครน หลังการต่อสู้จบลง

5 ก.ย. 2568 05:20 น.

ผู้นำฝรั่งเศสเผย 26 ชาติสัญญาส่งทหารไปยูเครน หลังการต่อสู้จบลง

ผู้นำฝรั่งเศสเผย ชาติพันธมิตรยูเครน 26 ประเทศให้คำมั่นว่าจะส่งทหารเข้าไปประจำการในยูเครนทันทีหลังจากการสู้รบจบลง เพื่อรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครน

เมื่อวันพฤหัสบดี 4 ก.ย. 2568 ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวว่า 26 ชาติพันธมิตรของยูเครนให้คำมั่นว่าจะส่งทหารไปเป็น “กองกำลังสร้างความมั่นใจ” แก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ทันทีที่การสู้รบกับรัสเซียสิ้นสุดลง

มาครงกล่าวหลังการประชุมของกลุ่ม “พันธมิตรผู้เต็มใจ” (coalition of the willing) ในกรุงปารีสว่า ประเทศเหล่านี้ได้ให้คำมั่นที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปในยูเครน หรือคงกำลังพลไว้ทั้งทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ เพื่อช่วยรับประกันความมั่นคงของยูเครน หลังจากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือสันติภาพ

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรป ยังได้พบกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งแต่งตั้งโดย โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ โดยหารือเรื่องความมั่นคงของยูเครน ขณะที่ชาติพันธมิตรพยายามหาทางรับประกันการสนับสนุนทางทหารระยะยาว และทำให้สหรัฐฯ ยังสนับสนุนยูเครนต่อไปหลังสงครามจบลง

ตามรายงานของนายเซอร์ฮี นิกิโฟรอฟ เลขาธิการฝ่ายสื่อมวลชนประจำประธานาธิบดียูเครน เซเลนสกีได้จัดการประชุมแบบปิดกับสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้ได้รับเชิญเพื่อหารือเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครน รวมถึงการร่างแผนการสนับสนุนทางทหารในกรณีที่มีการหยุดยิงเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม ย้ำด้วยว่า “กองกำลังสร้างความมั่นใจ” นี้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

สำนักงานของสตาร์เมอร์กล่าวหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษ “เน้นย้ำว่ากลุ่มพันธมิตรนี้มีคำมั่นที่แน่วแน่ต่อยูเครน โดยได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์ และเป็นที่แน่ชัดว่าขณะนี้พวกเขาต้องเดินหน้ากดดันประธานาธิบดีปูตินยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้เขายอมยุติการสู้รบ”

นอกจากนี้ สำนักงานของสตาร์เมอร์ยังกล่าวถึงการตัดสินใจของกลุ่มพันธมิตรที่จะจัดหาขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน “เพื่อเสริมคลังอาวุธของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

5 ก.ย. 2568 01:54 น.

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

ดีอาร์คองโกกำลังเผชิญการระบาดรอบใหม่ของไวรัสอีโบลาครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีกหลายสิบคน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 กระทรวงสาธารณสุขของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก เปิดเผยว่า การระบาดรอบใหม่ของไวรัสอีโบลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 ศพ และมีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ติดเชื้ออีก 28 คน

นี่นับเป็นการระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งที่ 16 ที่เกิดขึ้นในดีอาร์คองโกแล้ว โดยศูนย์กลางของการระบาดล่าสุดอยู่ในจังหวัด คาไซ ในภาคกลางของดีอาร์คองโก โดยผู้ติดเชื้อรายแรกที่พบคือหญิงตั้งครรภ์วัย 34 ปี ซึ่งถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเมื่อเดือนก่อน หลังมีไข้สูง และอาเจียนไม่หยุด และเธอเสียชีวิตเนื่องจากอวัยวะล้มเหลวหลายแห่งภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

ผลการตรวจสอบพบว่า ไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดเป็นเชื้อสายพันธุ์ “ซาอีร์” (Zaire) ซึ่งพบได้ยากแต่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้ทางการดีอาร์คองโกออกมาเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด รวมถึงล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างทางสังคมในพื้นที่เสี่ยง

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า พวกเขากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของไวรัสให้ได้อย่างรวดเร็ว และปกป้องชุมชนต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 4 คน รวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 15 ศพด้วย

“จำนวนผู้ติดเชื้อน่าจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการติดต่อยังคงดำเนินอยู่ ทีมตอบสนองและทีมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะทำงานเพื่อหาผู้ที่อาจติดเชื้อและจำเป็นต้องได้รับการรักษา เพื่อรับประกันว่าทุกคนจะได้รับความคุ้มครองโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” WHO ระบุในแถลงการณ์

องค์การอนามัยโลกเสริมด้วยว่า ดีอาร์คองโกมียารักษาต่างๆ เก็บสะสมเอาไว้ รวมถึงวัคซีน “เออร์เวโบ” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์นี้

อนึ่ง ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งก่อนเมื่อปี 2565 และทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ แต่การระบาดในช่วงปี 2561-2563 นั้นร้ายแรงกว่ามาก โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วอชิงตัน ดี.ซี. ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ส่งทหารคุมเมืองหลวง ชี้ผิดรัฐธรรมนูญ

วอชิงตัน ดี.ซี. ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ส่งทหารคุมเมืองหลวง ชี้ผิดรัฐธรรมนูญ

4 ก.ย. 2568 23:31 น.

วอชิงตัน ดี.ซี. ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ส่งทหารคุมเมืองหลวง ชี้ผิดรัฐธรรมนูญ

อัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์ กล่าวหาประธานาธิบดีว่าทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐบาลกลาง ที่ส่งทหารเข้ามาควบคุมเมืองหลวงแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวหาว่าประธานาธิบดีทำผิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐบาลกลาง ด้วยการส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติจำนวนหลายพันคนเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ โดยที่ผู้นำท้องถิ่นไม่ยินยอม

เอกสารคำฟ้อง ซึ่งยื่นต่อศาลโดยนาย ไบรอัน ชวาล์บ อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 อ้างว่า ทหารเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรัฐอื่น ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่โดยสำนักงานผู้รักษากฎหมายสหรัฐฯ (US Marshals office) และออกลาดตระเวนตามพื้นที่ต่าง ๆ เข้าตรวจค้น และจับกุมผู้คน ทั้งที่กฎหมายของรัฐบาลกลางโดยทั่วไปแล้วห้ามไม่ให้ทหารทำหน้าที่เป็นตำรวจท้องถิ่น

เอกสารคำฟ้องระบุอีกว่า การส่งทหารดังกล่าวบ่อนทำลายอำนาจปกครองตนเองของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกัดเซาะความเชื่อใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางเข้ามา ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจต่างๆ

“การส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้ามาบังคับใช้กฎหมายนั้น ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ไม่จริงและไม่เป็นที่ต้องการเท่านั้น แต่ยังอันตรายและสร้างความเสียหายต่อเมืองกับผู้อยู่อาศัยในเมืองหลวงแห่งนี้” นายชวาล์บระบุในแถลงการณ์ “ดี.ซี.ในวันนี้ อาจกลายเป็นเมืองอื่นในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ เราจึงยื่นฟ้องร้องนี้เพื่อหยุดการใช้อำนาจเกินขอบเขตและผิดกฎหมายของรัฐบาล”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเคลื่อนกำลังทหารพิทักษ์ชาติเข้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่อต้านอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ และพยายามเข้ายึดการทำงานของสำนักงานตำรวจท้องถิ่น และหลายสัปดาห์หลังจากนั้น กองกำลังพิทักษ์ชาติใน ดี.ซี. ซึ่งรวมถึงทหารจาก 6 รัฐฝั่งพรรครีพับลิกัน ได้รับคำสั่งให้พกพาอาวุธ

ปัจจุบัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติประจำการอยู่ทั้งหมด 2,290 นาย โดยในจำนวนนี้ 1,340 นายมาจากรัฐอื่น และคาดกันว่า พวกเขาจะได้รับคำสั่งให้ขยายปฏิบัติการออกไปจนถึงเดือนธันวาคม

รัฐบาลทรัมป์ออกมาอ้างว่า การส่งทหารเข้าไปในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้อาชญากรรมความรุนแรงในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลงอย่างมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคน รวมถึงนาง มูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน โต้แย้งว่า การส่งทหารนั้นไม่จำเป็นและสิ้นเปลืองภาษีของประชาชนถึงวันละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ทหารเหล่านี้ถูกพบเห็นว่า ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว, เก็บขยะ และโรยหน้าดิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

4 ก.ย. 2568 21:48 น.

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นระดับโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

จอร์โจ อาร์มานี นักออกแบบแฟชั่นชื่อดังชาวอิตาลี และผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก “อาร์มานี” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 91 ปี

อาร์มานี กรุ๊ป กลุ่มบริษัทแฟชั่นหรูสัญชาติอิตาลียืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ย. 2568 ว่า นายจอร์โจ อาร์มานี ผู้ก่อตั้งของพวกเขา เสียชีวิตแล้วอย่างสงบโดยรายล้อมไปด้วยผู้เป็นที่รักของเขา พร้อมยกย่องชายคนนี้ว่าเป็น “แรงผลักดันที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย”

“ในบริษัทนี้ เรารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ” แถลงการณ์ของ อาร์มานี กรุ๊ป ระบุ “วันนี้ ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งอย่างยิ่ง เรารู้สึกได้ถึงช่องว่างที่ถูกทิ้งไว้โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งและผู้เลี้ยงดูครอบครัวนี้ด้วยวิสัยทัศน์, ความหลงใหล และความอุทิศตน”

“แต่ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของเขา พวกเราในฐานะพนักงานและสมาชิกในครอบครัวที่ทำงานเคียงข้างคุณอาร์มานีมาโดยตลอด จึงขอให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิ่งที่เขาสร้างขึ้น และจะขับเคลื่อนบริษัทต่อไปเพื่อรำลึกถึงเขา ด้วยความเคารพ ความรับผิดชอบ และความรัก”

ทั้งนี้ อาร์มานี กรุ๊ป ไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของนายอาร์มานี แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ดีไซเนอร์ชื่อดังผู้นี้ไม่ได้ไปร่วมงาน “มิลาน เมนส์ แฟชั่น วีค” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เขาพลาดงานอีเวนต์ของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นทางบริษัทระบุว่า อาร์มานีกำลังพักฟื้นอยู่ที่บ้าน โดยไม่ระบุว่าเขาเป็นอะไร

จอร์โจ อาร์มานี ได้รับคำชื่นชมจากการสร้างสรรค์สุนทรียะแบบอิตาเลียนแท้ ๆ ในผลงานเครื่องแต่งกายมานานหลายทศวรรษ รวมถึงการยกระดับพรมแดงของฮอลลีวูดให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น

อาร์มานีเกิดในปี 2477 ที่เมืองปิอาเซนซา ทางเหนือของอิตาลี และไม่ได้แสดงความสนใจในอาชีพสายแฟชั่นจนกระทั่งในปี 2500 หลังจากศึกษาวิชาแพทย์แล้วเข้ารับใช้กองทัพ โดยเขาได้งานเป็นผู้จัดแต่งหน้าร้านแสดงสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า “ลา รีนาเชนเต” (La Rinascente) อันเก่าแก่ในเมืองมิลาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเขากับเมืองแฟชั่นแห่งนี้ไปตลอดกาล

ในปี 2507 นีโน แชร์รูติ ดีไซเนอร์ชื่อดัง ได้ให้โอกาสอาร์มานี ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานที่ห้างฯ ลา รีนาเชนเต ให้มาทำงานออกแบบเสื้อผ้าบุรุษ ที่นี่เองที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบเสื้อแจ็กเก็ตแบบไม่มีการเสริมโครงสร้าง (unstructured jackets) หรือเสื้อสูทที่นำผ้าซับในและแผ่นเสริมทรงแข็ง ๆ ออก เพื่อเน้นสรีระของผู้สวมใส่ ซึ่งต่อมาเขาได้พัฒนาจนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงจากผลงานเหล่านี้

ขณะทำงานกับแชร์รูติ อาร์มานีได้พบกับ เซร์คิโอ กาเลออตติ สถาปนิกที่ต่อมากลายเป็นทั้งคู่หูทางธุรกิจและคู่คิดของเขา กาเลออตติได้ชักชวนให้อาร์มานีเปิดธุรกิจของตัวเอง และทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์ Giorgio Armani ในปี 2518

คอลเล็กชันเสื้อผ้าบุรุษชุดแรกของพวกเขาประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา โดยวางขายที่ห้างบาร์นีย์ส นิวยอร์ก ในปี 2519 และทางห้างยังได้ผลิตโฆษณาทางโทรทัศน์เพื่อแนะนำอาร์มานีให้ลูกค้าชาวอเมริกันรู้จัก หลังจากนั้นไม่นาน อาร์มานีก็เปิดตัวคอลเล็กชันเสื้อผ้าสตรี ซึ่งแบรนด์ได้นำเสนอเสื้อผ้าดีไซน์แบบไม่จำกัดเพศ (androgynous look)

เสื้อแจ็กเก็ตของเขาได้รับความสนใจจากฮอลลีวูดอย่างรวดเร็ว ในปี 2523 ริชาร์ด เกียร์ สวมชุดสูทของอาร์มานีในภาพยนตร์เรื่อง “American Gigolo” ซึ่งทำให้ชุดสูทกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและสถานะทางสังคม และในไม่ช้า การแต่งตัวให้เหล่าคนดังสำหรับเดินพรมแดงก็กลายเป็นการโฆษณาที่สำคัญของแบรนด์อาร์มานี

แต่ความสำเร็จดังกล่าวก็นำไปสู่การแข่งขันอันดุเดือดกับอีกแบรนด์แฟชั่นที่มีชื่อเสียงแห่งยุค 80 อย่าง “จานนี เวอร์ซาเช่” (Gianni Versace) ซึ่งมีสไตล์ที่โดดเด่นสะดุดตา แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสไตล์ที่เรียบหรูตามแบบฉบับของอาร์มานี

ในปี 2528 กาเลออตติเสียชีวิตจากอาการแทรกซ้อนของโรคเอดส์ ทำให้อาร์มานีกลายเป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวของบริษัท ซึ่งอาร์มานีกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเขากับกาเลออตติในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vanity Fair เมื่อปี 2543 ว่า “คำว่ารักเป็นคำที่แคบเกินไป มันเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งในชีวิตและในโลกใบนี้”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาร์มานีได้เปิดตัวไลน์สินค้าที่ได้รับความนิยมอย่าง Emporio Armani รวมถึงแบรนด์ย่อยอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เช่น Armani Jeans, Armani Exchange และ Armani/Casa ซึ่งเป็นแบรนด์ของตกแต่งบ้าน

ในปี 2554 อาร์มานีได้เปิดอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ของอาร์มานีครอบคลุมทั้งบล็อกในใจกลางเมืองมิลาน ซึ่งนอกจากจะมีผลิตภัณฑ์หลากหลายจากแบรนด์อาร์มานี ทั้งช็อกโกแลต ดอกไม้ เครื่องประดับ และเครื่องสำอางแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของไนต์คลับและโรงแรมหรูอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

ลูกสาว "คิม จองอึน" ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

4 ก.ย. 2568 11:00 น.

ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

ลูกสาว “คิม จองอึน” โผล่ร่วมทริปจีน จุดกระแสคาดการณ์ว่าเธอถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

วันที่ 3 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า การเดินทางเยือนจีนของ คิม จูเอ บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้จุดกระแสคาดการณ์หนาหูว่า เธออาจถูกวางตัวเป็นทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลคิม 

โดยภาพถ่ายจากสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ เผยให้เห็น จูเอ ยืนอยู่ด้านหลังบิดาขณะก้าวลงจากรถไฟหุ้มเกราะที่กรุงปักกิ่ง ก่อนเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร โดยได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน อาทิ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน

รายงานข่าวระบุว่า จูเอ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น เริ่มถูกจับตามองในฐานะ “ทายาทตระกูลคิม” นับตั้งแต่เปิดตัวต่อสาธารณะในปี 2565 จากภาพที่เธอจับมือเดินเคียงข้างบิดาผ่านหน้าอาวุธนิวเคลียร์ จากนั้นเธอปรากฏตัวในกิจกรรมสำคัญอย่างสม่ำเสมอ ทั้งงานเปิดรีสอร์ต และการแสดงขีปนาวุธ

ทางด้านนายเชยอง ซองชัง รองประธานสถาบันเซจง วิเคราะห์ว่า การที่คิม จองอึน พาลูกสาวมาปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนต่อประชาคมโลกว่า เธอถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอด และยังถือเป็นการเริ่มต้นฝึกฝนทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ คิม จองอึน เองก็เคยผ่านการฝึกเป็นทายาทภายในประเทศตั้งแต่ปี 2552 ก่อนก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2554 หลังบิดา คิม จองอิล เสียชีวิต  

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางฝ่ายเตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจูเอคือทายาทแน่นอน เนื่องจากกระบวนการสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือมักต้องผ่านระบบพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ อีกทั้งวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และโครงสร้างทหารเป็นศูนย์กลางยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะที่นายฮง มิน นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันเอกภาพเกาหลีใต้ ระบุว่า การที่จูเอจับแขนหรือยืนข้างบิดาต่อหน้าสาธารณะ อาจเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การยืนยันตำแหน่งผู้สืบทอดที่แท้จริง.

พนักงานจับพิรุธ หนุ่มสิงคโปร์ตีเนียนฝากแบงก์ปลอมเข้าบัญชี ก่อนถูกจับคาที่

พนักงานจับพิรุธ หนุ่มสิงคโปร์ตีเนียนฝากแบงก์ปลอมเข้าบัญชี ก่อนถูกจับคาที่

4 ก.ย. 2568 10:29 น.

พนักงานจับพิรุธ หนุ่มสิงคโปร์ตีเนียนฝากแบงก์ปลอมเข้าบัญชี ก่อนถูกจับคาที่

หนุ่มวัย 22 ปีถูกรวบตัวกลางธนาคาร หลังทำเนียนนำธนบัตรปลอม 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ฝากเข้าบัญชี

ชายหนุ่มวัย 22 ปี ถูกตั้งข้อหาใช้ธนบัตรปลอม หลังพยายามนำธนบัตรปลอมมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ ราว 250,700 บาท ฝากเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยชายคนดังกล่าวได้ยื่นธนบัตรปลอมให้พนักงานเคาน์เตอร์เพื่อขอฝากเข้าบัญชี แต่พนักงานสงสัยว่าเป็นธนบัตรปลอมจึงรีบแจ้งผู้จัดการธนาคาร ก่อนจะเรียกตำรวจเข้าตรวจสอบ และนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาในที่สุด

ตำรวจสิงคโปร์ยืนยันว่า ธนบัตรปลอมมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ถูกยึดไว้เป็นหลักฐานเพื่อการสอบสวน และผู้ต้องหาจะถูกตั้งข้อหาใช้ธนบัตรปลอมเสมือนจริง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และปรับเงินจำนวนมาก

นอกจากนี้ ตำรวจยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงหรือผลิตธนบัตร รวมถึงผู้ครอบครองอุปกรณ์หรือวัสดุที่ใช้ทำธนบัตรปลอม อาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และถูกปรับเช่นกัน ขณะที่การครอบครองธนบัตรปลอมโดยไม่ได้ผลิตเอง ก็มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี และปรับเช่นกัน

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Monetary Authority of Singapore (MAS) ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ยกเลิกการออกธนบัตรใบละ 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ไปตั้งแต่ปี 2014 แล้ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบงก์ปลอม

ลือหึ่ง ปธน.อินโดฯ เตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังส่งกำลังทหารตร.คุ้มเข้มทั่วจาการ์ตาและหลายเมืองใหญ่

ลือหึ่ง ปธน.อินโดฯ เตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังส่งกำลังทหารตร.คุ้มเข้มทั่วจาการ์ตาและหลายเมืองใหญ่

4 ก.ย. 2568 10:25 น.

ลือหึ่ง ปธน.อินโดฯ เตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังส่งกำลังทหารตร.คุ้มเข้มทั่วจาการ์ตาและหลายเมืองใหญ่

นักวิชาการอินโดฯ -กระแสโลกออนไลน์ หวั่นวิตกรัฐบาลอาจกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังรัฐบาลส่งกองกำลังทหารและตำรวจรักษาความปลอดภัยทั่วจาการ์ตาและอีกหลายเมือง

วันที่ 4 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานว่า บรรดานักวิชาการและองค์กรภาคประชาชน ตลอดจนกระแสในโลกออนไลน์ ต่างหวั่นวิตกรัฐบาลอาจกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึก หลังรัฐบาลส่งกองกำลังทหารและตำรวจรักษาความปลอดภัยทั่วจาการ์ตาและอีกหลายเมือง ขณะที่เรียกร้องให้ถอนกำลังเพื่อคืนบรรยากาศประชาธิปไตย

รายงานข่าวระบุว่า หลังการประท้วงติดต่อกันหนึ่งสัปดาห์เพื่อต่อต้านสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา และเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสียชีวิตเพราะรถตำรวจพุ่งชน ทำให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้าง รัฐบาลต้องส่งทหารเข้าประจำจุดยุทธศาสตร์กลางเมืองทั้งบริเวณอนุสาวรีย์แห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี กระทรวงต่างๆ รวมถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่

โดยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ยังพบกำลังพลกว่า 3,000 นายประจำการตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะรอบอาคารรัฐสภามีทหารมากกว่า 500 นาย ขณะเดียวกันยังมีการซ้อมรบร่วม “Super Garuda Shield” กับกองทัพต่างชาติ

ทางด้านมูลนิธิความช่วยเหลือทางกฎหมายอินโดนีเซีย แถลงเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหม ถอนกำลังทหารทันที เหตุเพราะเสี่ยงเกินขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 

ทางด้านอัล อาราฟ นักวิจัยสิทธิมนุษยชน  จากองค์กรอิมพาร์เชียล ย้ำว่า ตำรวจสามารถดูแลสถานการณ์ได้แล้ว และเตือนถึงการให้อำนาจทหารมากเกินไปโดยไร้กรอบกำกับ ขณะที่กระแสออนไลน์ภายใต้แฮชแท็ก #DaruratMiliter สะท้อนความหวั่นวิตกว่ารัฐบาลอาจกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึก 

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ทันดโย บูดี เรวิตา รองผู้บัญชาการกองทัพ ออกโรงปฏิเสธข่าวลือ ยืนยัน “ไม่มีเจตนาจะยึดอำนาจ ตำรวจยังคงเป็นกำลังหลัก ส่วนทหารมีเพียงบทบาทสนับสนุนตามคำสั่งประธานาธิบดีเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 300 คนทั่วประเทศออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันจันทร์ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการประกาศกฎอัยการศึก เพราะจะนำไปสู่การกดขี่เสรีภาพของประชาชนและบ่อนทำลายหลักประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย.

กกต.เมียนมาประกาศรายชื่อ 9 พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนิทกับมิน อ่องหล่าย

กกต.เมียนมาประกาศรายชื่อ 9 พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนิทกับมิน อ่องหล่าย

4 ก.ย. 2568 10:03 น.

กกต.เมียนมาประกาศรายชื่อ 9 พรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ส่วนใหญ่สนิทกับมิน อ่องหล่าย

เมียนมาประกาศ 9 พรรคการเมืองใหญ่ร่วมลงสนามเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์โดยตรงและทางอ้อมกับมิน อ่องหล่าย กองทัพยันเดินหน้าจัดเลือกตั้ง แม้กว่า 200 ตำบลควบคุมโดยกองกำลังต้านรัฐบาล

วันที่ 3 กันยายน 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาประกาศว่ามี 9 พรรคการเมืองใหญ่ จากทั้งหมด 61 พรรค ที่จะส่งผู้สมัครแข่งขันทุกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ แม้พื้นที่กว่า 200 ตำบลยังอยู่ใต้การควบคุมกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล   

โดยรายชื่อพรรคที่ลงสมัครทั่วประเทศ ได้แก่ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP)  พรรคเอกภาพแห่งชาติ (NUP) พรรคผู้บุกเบิกประชาชน (PPP) พรรคประชาชน (People’s Party) พรรคประชาธิปไตยเพื่อการเมืองแห่งชาติ (DNP) พรรคพัฒนาเกษตรกรเมียนมา (MFDP)  พรรคประชาธิปไตยชาติพันธุ์และไทใหญ่ (SEDP) พรรคสตรี (มอญ) และพรรคกองกำลังประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDF)

สื่อท้องถิ่นของเมียนมารายงานว่า บรรดาพรรคการเมืองที่จะลงสนามเลือกตั้งเมียนมา ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

 พรรคที่ใกล้ชิดหรือมีความเชื่อมโยงทางตรงกับกองทัพ 

  1. พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งมีหัวหน้าพรรคคือนายขิ่น อี้ อดีตนายพล ตำรวจ พลพรรคคนสนิทของ มิน อ่องหล่าย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพรรคทหาร หรือพรรคของ มิน อ่องหล่าย ที่ถูกผลักดันให้เป็นพรรคหลักในการเลือกตั้ง
  2. พรรคเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Party – NUP) ซึ่งสืบทอดจากพรรคของกองทัพสมัยเผด็จการทหาร และมีอดีตนายพลทหารเป็นแกนนำ
  3. พรรคประชาธิปไตยเพื่อการเมืองแห่งชาติ (Democratic Party of National Politics – DNP) นำโดยอดีตนายพล และเป็นอีกพรรคที่ถูกมองว่าเป็นแนวร่วมของกองทัพ

สายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ NLD แต่หันมาร่วมกับรัฐบาลทหาร 

  1. พรรคผู้บุกเบิกประชาชน (People’s Pioneer Party – PPP) ซึ่งหัวหน้าพรรคคือนาย เธ็ตเธ็ตขิ่น อดีต ส.ส.พรรค NLD ที่ถูกขับออกในปี 2018 ปัจจุบันรับตำแหน่ง รัฐมนตรีสังคมสงเคราะห์และการท่องเที่ยว-โรงแรม ภายใต้รัฐบาลทหาร เขาถูกมองว่าเป็นนักการเมืองฝ่ายพลเรือนที่หันข้างไปหากองทัพ
  2. พรรคประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Force – NDF) หัวหน้าพรรคคือนายขิ่น หม่องส่วย อดีตสมาชิกสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของกองทัพ และเขาได้เลื่อนขึ้นเป็นที่ปรึกษาระดับสูง 

3. พรรคที่มีภาพลักษณ์พลเรือน หรือเป็นสายประชาธิปไตย แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องท่าที ได้แก่ พรรคประชาชน (People’s Party)หัวหน้าคือนายโก โกยี อดีตแกนนำนักศึกษาลุกฮือปี 1988 เคยติดคุกเกือบ 20 ปี เคยเป็นพันธมิตรกับ NLD แต่ไม่ถูกบรรจุเป็นผู้สมัครปี 2015 จึงตั้งพรรคใหม่ในปี 2018 หลังรัฐประหาร 2021 ประกาศจะต่อสู้ด้วยแนวทางไม่ใช้ความรุนแรง แต่ปัจจุบันหันมาสนับสนุนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร

4. พรรคขนาดเล็ก หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ พรรคพัฒนาเกษตรกรเมียนมา (Myanmar Farmers Development Party – MFDP) ซึ่งเป็นพรรคเล็ก ที่เน้นฐานเสียงเกษตรกร นอกจากนี้ยังมี พรรคชาติพันธุ์และประชาธิปไตยไทใหญ่ (Shan and Ethnic Democratic Party – SEDP) หัวหน้าพรรคคือนายไซ อ้ายเปา เคยได้รับบรรดาศักดิ์ “Thiri Pyanchi” จากมิน อ่องหล่าย นอกจากนี้ยังพรรคสตรีมอญ ที่เป็นพรรคขนาดเล็ก เน้นสิทธิสตรีและกลุ่มชาติพันธุ์มอญ

ทั้งนี้ แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งเมียนมาอ้างว่าจะจัดการเลือกตั้งครบทั้ง 330 ตำบลทั่วประเทศ แต่ข้อเท็จจริงคือ 144 ตำบลยังอยู่ใต้การควบคุมกองกำลังต่อต้าน และอีก 79 ตำบลยังมีการสู้รบต่อเนื่อง กองทัพเมียนมากำลังเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร-ทิ้งระเบิดหนักในพื้นที่ต้าน เพื่อตอกย้ำอำนาจก่อนเลือกตั้งิขณะที่กลุ่มต่อต้าน กองกำลังชาติพันธุ์ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต่างประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการเลือกตั้งลวงโลก  พร้อมเตือนอาจมีการโจมตีเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งของรัฐบาลทหาร ขณะที่องค์กรจับตาการเลือกตั้งสากลหลายแห่งก็ออกแถลงการณ์ไม่รับรองเช่นกัน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

4 ก.ย. 2568 09:05 น.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.