ชาวอเมริกันแห่เสี่ยงโชค หวังแจ็กพอตลอตเตอรี่ 1.4 พันล้าน ลุ้นรางวัลคืนนี้

ชาวอเมริกันแห่เสี่ยงโชค หวังแจ็กพอตลอตเตอรี่ 1.4 พันล้าน ลุ้นรางวัลคืนนี้

4 ก.ย. 2568 08:35 น.

ชาวอเมริกันแห่เสี่ยงโชค หวังแจ็กพอตลอตเตอรี่ 1.4 พันล้าน ลุ้นรางวัลคืนนี้

ชาวอเมริกันแห่ซื้อลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลสหรัฐฯ หลังสะสมรางวัลแจ็กพอตสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ หลังไร้ผู้ถูกรางวัลใหญ่หลายงวดติด รอลุ้นโชคคืนนี้

เช้าวันพุธ ตู้ขายตั๋วลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลหน้าศาลาว่าการเมืองฟิลาเดลเฟียคึกคักเต็มไปด้วยผู้คน ที่แห่มาซื้อตั๋ว หวังจะคว้าเงินรางวัลก้อนโต หลังจากที่รางวัลแจ็กพอตลอตเตอรี่พาวเวอร์บอล มีมูลค่าสะสมสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 50,000 ล้านบาทแล้ว เนื่องจากไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่มายหลายงวดติดต่อกัน

รางวัลใหญ่ครั้งนี้ถือเป็นแจ็กพอตลอตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของสหรัฐฯ เกิดจากการออกรางวัลต่อเนื่องถึง 40 งวด โดยไม่มีใครถูกรางวัลเลขทั้ง 6 ตัว ซึ่งการออกรางวัลครั้งที่ 41 จะมีขึ้นในคืนวันพุธนี้ ตามเวลาในท้องถิ่น

สำหรับผู้ที่ถูกรางวัลใหญ่ 1.4 พันล้านดอลลาร์ จะได้รับเงินผ่านการทยอยจ่ายเป็นงวด ๆ ทั้งหมด 30 ครั้ง ภายในระยะเวลา 29 ปี แต่หากเลือกแบบรับเงินสดก้อนเดียว จะได้เงินรางวัลรับมูลค่าประมาณ 634.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 22,700 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ไม่มีใครถูกรางวัลเลย มาจากอัตราการถูกรางวัลแจ็กพอตที่ต่ำมากถึง 1 ใน 292.2 ล้าน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลอตเตอรี่

รถรางกระเช้าในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับแล้ว 15 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถรางกระเช้าในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับแล้ว 15 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

4 ก.ย. 2568 06:19 น.

รถรางกระเช้าในโปรตุเกสตกรางพุ่งชนตึก ดับแล้ว 15 ศพ เจ็บอีก 18 ราย

รถรางกระเช้าอันเก่าแก่และเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ตกรางและพุ่งชนกับอาคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รถรางกระเช้า “กลอเรีย” (Gloria funicular) อันมีชื่อเสียงของโปรตุเกส ตกรางในกรุงลิสบอน และพุ่งชนอาคารเมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ บาดเจ็บอีก 18 ราย โดยในจำนวนนี้ 5 รายมีอาการสาหัส

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินระบุว่า มีชาวต่างชาติรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย แต่ไม่มีการเปิดเผยสัญชาติ โดยยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้โดยสารอยู่บนรถรางกี่คน ในตอนเกิดเหตุที่ถนน อเวนิดา ดา ลิเบร์ดาเด เมื่อเวลาประมาณ 18.05 น. วันพุธที่ 3 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า รถรางสีเหลืองสดพลิกคว่ำและถูกทำลายเกือบทั้งคัน ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งวิ่งหนีออกมาจากบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยมีควันลอยอยู่ในอากาศ

รถรางกระเช้าสัญลักษณ์ของกรุงลิสบอน
รถรางกระเช้าสัญลักษณ์ของกรุงลิสบอน

เทเรซา ดีอาโว หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับหนังสือพิมพ์ “ออบเซอร์เวดอร์” (Observador) ของโปรตุเกสว่า รถรางคันนี้สูญเสียการควบคุมและไม่มีการเบรกเลย “พวกเราเริ่มวิ่งหนี เพราะเราคิดว่ารถรางจะวิ่งชนคันที่อยู่ด้านล่าง แต่รถรางกลับตกลงตรงทางโค้งแล้วพุ่งชนอาคาร”

ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคน บอกกับ SIC สถานีโทรทัศน์ของโปรตุเกสว่า รถรางคันนี้ชนกับอาคาร หลังจากมันวิ่งลงจากถนนสูงชันด้วยความเร็วเต็มที่ “มันชนเข้ากับอาคารอย่างรุนแรงและพังทลายเหมือนเป็นลังกระดาษ มันไม่มีการเบรกเลย”

ทางการกรุงลิสบอนระบุว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปได้ว่าอะไรคือสาเหตุของเหตุการณ์นี้ ขณะที่บริษัท แคร์ริส (Carris) ผู้ให้บริการรถรางคันที่เกิดเหตุระบุว่า พวกเขาเริ่มการสืบสวนข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และยืนยันว่าปฏิบัติตามขั้นตอนการบำรุงรักษาทั้งหมด

ทั้งนี้ รถรางกระเช้า เป็นระบบรถรางประเภทหนึ่งที่ทำให้สามารถเดินทางขึ้นหรือลงจากเนินสูงชันได้ โดยรถราง 2 คันของรถรางกระเช้า กลอเรีย ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยเชื่อมต่อกับปลายตรงข้ามของเคเบิลลากจูง ซึ่งหมายความว่าในขณะที่คันหนึ่งเคลื่อนที่ลงเนิน น้ำหนักของมันจะช่วยยกอีกคันหนึ่งขึ้น ทำให้รถรางสามารถขึ้นและลงได้พร้อมกัน

รถรางกระเช้า กลอเรีย เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีชื่อเสียงและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดในกรุงลิสบอน โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2428 ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าในอีก 3 ทศวรรษหลังจากนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝนถล่มภาคเหนืออินเดีย น้ำท่วมหมู่บ้าน 1,400 แห่ง ดับแล้ว 30 ศพ

ฝนถล่มภาคเหนืออินเดีย น้ำท่วมหมู่บ้าน 1,400 แห่ง ดับแล้ว 30 ศพ

4 ก.ย. 2568 04:30 น.

ฝนถล่มภาคเหนืออินเดีย น้ำท่วมหมู่บ้าน 1,400 แห่ง ดับแล้ว 30 ศพ

ฝนตกหนักในภาคเหนือของอินเดีย จนน้ำท่วมหมู่บ้านกว่า 1,400 แห่ง มีผู้ได้รับผลกระทบหลายแสนคน และพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐปัญจาบ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เผชิญฝนตกอย่างหนัก จนน้ำท่วมหมู่บ้านกว่า 1,400 แห่ง พบผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ และมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 354,000 คน โดยประมาณ 20,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ต่ำ โดยทางการจัดเต็นท์ที่พักชั่วคราวเอาไว้ให้หลายร้อยหลัง

ทีมกู้ภัยจากหลายหน่วยงาน ร่วมกับกองทัพบก, กองทัพอากาศ และกองทัพเรืออินเดีย ออกปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ 35 ลำ กับเรืออีกมากกว่า 100 ลำ

นายภควันต์ มานน์ มุขมนตรีรัฐปัญจาบระบุว่า นี่เป็นเหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดที่รัฐของเขาเคยเผชิญ นับตั้งแต่ปี 2531 และเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง

ทั้งนี้ รัฐปัญจาบมักถูกเรียกว่า “ตะกร้าใส่อาหาร” ของอินเดีย เนื่องจากรัฐแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตผลผลิตทางการเกษตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะข้าวสาลีและข้าวเจ้า แต่เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่เพาะปลูกจมอยู่ใต้บาดาลแล้วกว่า 148,000 เฮกตาร์ (ราว 925,000 ไร่)

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสตลุช, แม่น้ำบีอาส และแม่น้ำราวี เพิ่มขึ้นจนถึงระดับอันตราย ทำให้ประชาชนหลายร้อยคนในพื้นที่ลุ่มต่ำตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่มีรายงานว่าอ่างเก็บน้ำหลายแห่งก็มีปริมาณน้ำใกล้เต็มความจุแล้ว

กรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียกล่าวว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ระหว่างกระแสลมมรสุมและระบบสภาพอากาศ เช่น พายุดีเปรสชันจากตะวันตก ปรากฏการณ์นี้ยังทำให้เกิดฝนตกหนักผิดปกติในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของอินเดียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

4 ก.ย. 2568 03:31 น.

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เผลอพูดคุยกันออกไลฟ์สด เรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อการยืดอายุขัย นอกรอบพิธีสวนสนามที่กรุงปักกิ่ง

คำพูดดังกล่าวถูกจับได้ระหว่างการถ่ายทอดสดของสถานีโทรทัศน์ในประเทศจีน ในขณะที่นายสีกับนายปูติน และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินด้วยกันผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน หลังเสร็จสิ้นพิธีสวนสนามเนื่องในวันครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568

ในการสนทนา นายสีกับนายปูตินคุยกันผ่านล่ามภาษาแมนดารินกับภาษารัสเซีย ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยสำนักข่าว บีบีซี โดยล่ามของนายสีกล่าวว่า “ในอดีต การที่ใครสักคนมีอายุเกิน 70 ปีนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ทุกวันนี้พวกเขากลับพูดกันว่า คนอายุ 70 ปียังเป็นเด็กอยู่เลย”

จากนั้นนายปูตินจึงพูดขึ้นมา ตามด้วยล่ามภาษาแมนดารินแปลให้ว่า “ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ อวัยวะของมนุษย์จะสามารถปลูกถ่ายได้เรื่อยๆ และผู้คนจะมีอายุยืนขึ้น จนอาจถึงขั้นมีชีวิตเป็นอมตะ”

ล่ามของนายสีกล่าวตอบว่า “จากการคาดการณ์ ภายในศตวรรษนี้ มีโอกาสที่จะมีคนอายุยืนถึง 150 ปี”

ในเวลาต่อมา สำนักข่าว TASS ของรัสเซีย รายงานอ้างคำพูดของนายปูตินว่า “วิธีการฟื้นฟูสมัยใหม่ วิธีการทางการแพทย์ รวมถึงวิธีการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอวัยวะ ช่วยให้มนุษย์มีความหวังที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแรงได้ยาวนานกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

“อายุขัยเฉลี่ยนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่อายุขัยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นายปูตินกล่าว ตามรายงานของ TASS

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

4 ก.ย. 2568 02:41 น.

อินโดนีเซียไล่ออกตำรวจขับรถชนคนตาย หนึ่งในชนวนเหตุประท้วงใหญ่

ตำรวจอินโดนีเซียนายหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีรถตำรวจพุ่งชนชายวัย 21 ปีจนเสียชีวิต จนทำให้การประท้วงรุนแรงขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ถูกไล่ออกแล้ว

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซีย ดำเนินการไล่เจ้าหน้าที่ตำรวจ คอสมาส เค. กาอี ซึ่งอยู่ในรถคันที่ชนนายอัฟฟาน คูร์นีอาวาน คนขับจักรยานยนต์รับจ้างจนเสียชีวิต จนกลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่หลังจากนั้น ออกจากตำแหน่งแล้ว

นายทรูโนยูโด วิสนุ อันดิโก โฆษกตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า เจ้าหน้าที่คอสมาสถูกไล่ออกหลังจากการสืบสวนพบว่า เขามีความผิดจริงฐานละเมิดจรรยาบรรณ และปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นมืออาชีพระหว่างเกิดการประท้วง จนทำให้นายอัฟฟานเสียชีวิต

ทั้งนี้ ชาวอินโดนีเซียจำนวนหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่พอใจเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และสิทธิประโยชน์มากมายที่สมาชิกรัฐสภาได้รับ ก่อนที่การประท้วงจะรุนแรงขึ้นไปอีกเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังวิดีโอแสดงให้เห็นรถตำรวจวิ่งชนและทับนายอัฟฟานจนเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.)

สื่อของอินโดนีเซียระบุว่า นายคอสมาสอยู่ในรถตำรวจคันดังกล่าวด้วย แต่นายทรูโนยูโดไม่เปิดเผยว่า เขามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้อย่างไร

นายคอสมาสมีเวลา 3 วันที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไล่ออก โดยเขากล่าวหลังสำนักงานตำรวจมีคำสั่งออกมาว่า เขาเพียงปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่คนอื่นเท่านั้น ไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียชีวิตแม้แต่น้อย และเสริมด้วยว่า เขาทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายอัฟฟานจากโซเชียลมีเดีย

ตำรวจอินโดนีเซียยังควบคุมตัวเจ้าหน้าที่อีก 6 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ด้วย

ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียระบุว่า การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศจนถึงตอนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ ขณะที่คณะกรรมการเหยื่อความรุนแรงและผู้หายสาบสูญเผยว่า ยังมีประชาชนอีกอย่างน้อย 20 คนที่หายตัวไประหว่างการประท้วง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

4 ก.ย. 2568 00:22 น.

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

คณะกรรมการสหประชาชาติเผยว่า สงครามในฉนวนกาซาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี ทำให้เด็กกว่า 21,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พิการ ในขณะที่ความช่วยเหลือที่ถูกส่งเข้าไปก็ไม่เพียงพอ

เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (UNCRPD) เปิดเผยว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และยังดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เด็กๆ ราว 40,500 คน ได้รับบาดเจ็บ และกว่า 21,000 คนต้องกลายเป็นผู้พิการ

ขณะที่เมื่อนับรวมทั้งหมด สงครามที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปีนี้ ทำให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 157,114 คน และมากกว่า 25% ในจำนวนนี้มีความเสี่ยงทุพพลภาพตลอดชีวิต

รายงานของ UNCRPD ระบุว่า คำสั่งอพยพของอิสราเอลระหว่างปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซา มักเข้าไม่ถึงผู้ที่มีความทุพพลภาพทางการได้ยินหรือการมองเห็น ทำให้การอพยพเป็นไปไม่ได้ ผู้พิการยังถูกบังคับให้หลบหนีในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและไร้ซึ่งศักดิ์ศรี เช่นต้องหมอบคลานผ่านทรายและดินโคลนโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการระบุด้วยว่า การจำกัดการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา ส่งผลกระทบต่อผู้ทุพพลภาพอย่างไม่สมส่วน ผู้มีความทุพพลภาพเผชิญการตัดขาดจากความช่วยเหลืออย่างรุนแรง ทำให้หลายคนไม่มีอาหาร น้ำสะอาด หรือสุขอนามัย และต้องพึ่งคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอด

UNCRPD เตือนด้วยว่า ปัจจุบัน มูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดศูนย์กระจายความช่วยเหลือเพียง 4 จุดทั่วฉนวนกาซา ในขณะที่ระบบของสหประชาชาติที่ถูก GHF มาแทนที่ เคยมีศูนย์ถึง 400 แห่ง

อุปสรรคทางกายภาพเช่นซากปรักหักพังจากสงคราม และการสูญเสียอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ที่อยู่ใต้ซากปรักหักพัง ยังขัดขวางไม่ให้ผู้คนเข้าถึงจุดกระจายความช่วยเหลือยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้ทุพพลภาพกว่า 83% ในกาซายังสูญเสียอุปกรณ์ช่วยเหลือของตัวเอง และส่วนใหญ่ไม่สามารถหาอุปกรณ์มาทดแทนได้ ในขณะที่ รถเข็น, อุปกรณ์ช่วยเดิน, ไม้เท้า, เฝือกดาม และแขนขาเทียม ถูกอิสราเอลกำหนดเป็นสิ่งของที่ใช้ได้ 2 ทาง จึงไม่ถูกส่งมาพร้อมกับสิ่งของช่วยเหลืออื่นๆ

UNCRPD เรียกร้องให้มีการส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมากเข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ทุพพลภาพและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง, การทำร้าย, การเสียชีวิต และการพรากซึ่งสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สีจิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

สีจิ้นผิงย้ำ 'ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน' ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

3 ก.ย. 2568 23:38 น.

สีจิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เรียกร้องการยึดมั่นในหลักความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ เดินหน้าบนเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง

สำนักข่าว ซินหัว รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง กล่าวถ้อยคำข้างต้นในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก

สี จิ้นผิงกล่าวว่าชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของชาติจีนจากห้วงยามวิกฤตในยุคสมัยใหม่ มาสู่เส้นทางแห่งการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติ อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาของโลกด้วยเช่นกัน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ของประชาชนจีน ร่วมกับพันธมิตรต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และประชาชนทั่วโลก

รัฐบาลและประชาชนจีนจะไม่มีวันลืมรัฐบาลต่างประเทศและประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนและช่วยเหลือชาวจีนต่อต้านการรุกราน ในฐานะผู้อาศัยบนโลกใบเดียวกัน มนุษยชาติต้องยืนหยัดร่วมกันในยามยากลำบาก อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่หวนกลับไปสู่กฎแห่งป่าที่ผู้แข็งแกร่งล่าผู้ที่อ่อนแอกว่า

สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการสร้างความทันสมัยในการพัฒนาอย่างสันติ และจีนจะเป็นพลังแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความก้าวหน้าในโลกอยู่เสมอ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกประเทศจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ให้คุณค่ากับสันติภาพ และทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างความทันสมัยให้แก่โลก ตลอดจนสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับมนุษยชาติ

อนึ่ง สี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา เผิงลี่หยวน ได้เดินเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงและรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมร่วมกับผู้นำต่างประเทศและภริยาในงานเลี้ยงรับรอง ตอนราว 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยหลี่เฉียงเป็นประธานในพิธีการของงานเลี้ยงรับรอง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้แก่ จ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมงานด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : xinhua

ผู้นำไต้หวันโพสต์เฟซบุ๊กเหน็บจีน “ไม่เฉลิมฉลองสันติภาพด้วยปลายกระบอกปืน”

ผู้นำไต้หวันโพสต์เฟซบุ๊กเหน็บจีน "ไม่เฉลิมฉลองสันติภาพด้วยปลายกระบอกปืน"

3 ก.ย. 2568 15:31 น.

ผู้นำไต้หวันโพสต์เฟซบุ๊กเหน็บจีน “ไม่เฉลิมฉลองสันติภาพด้วยปลายกระบอกปืน”

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อวิพากษ์วิจารณ์พาเหรดทางการทหารของกองทัพจีนในกรุงปักกิ่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยกล่าวว่าไต้หวัน “ไม่ได้เฉลิมฉลองสันติภาพด้วยปลายกระบอกปืน”

คำกล่าวของผู้นำไต้หวันมีขึ้นในวันเดียวกันที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ร่วมงานพาเหรดทางการทหารอย่างยิ่งใหญ่เพื่อรำลึก 80 ปี วันแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งไต้หวันมองว่าจีนกำลังบิดเบือนประวัติศาสตร์สงคราม

ในโพสต์เฟซบุ๊กเนื่องในวันกองทัพแห่งชาติของไต้หวัน ประธานาธิบดีไล่ระบุว่า พลเอกซู หยงชาง ของสาธารณรัฐจีน (Republic of China) เป็นผู้ลงนามรับการยอมจำนนของญี่ปุ่นในนามของจีน โดยเขายังแสดงความยินดีที่อดีตประเทศฝ่ายอักษะทั้งหมดได้กลายเป็นประชาธิปไตยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันชี้ว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลที่เป็นผู้ต่อสู้เคียงข้างฝ่ายสัมพันธมิตรคือรัฐบาล “สาธารณรัฐจีน” ก่อนที่จะพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ของ เหมา เจ๋อตง และได้หนีมาตั้งมั่นบนเกาะไต้หวันในปี 1949 ซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวันก็ยังคงเป็นสาธารณรัฐจีนจนถึงทุกวันนี้ ขณะที่จีนยืนยันว่า พรรคคอมมิวนิสต์คือ “แกนหลัก” ในการต่อสู้กับญี่ปุ่น

ด้านสภาบริหารแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “ประชาชนและกองทัพของสาธารณรัฐจีนคือผู้ที่เสียสละและอุทิศตนอย่างมากมาย จนสามารถคว้าชัยชนะได้ในที่สุด” พร้อมเสริมว่า “ไม่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะทุ่มเททรัพยากรเพื่อจัดงานเฉลิมฉลองมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้”

ในวันเดียวกันนี้ ประธานาธิบดีไล่ได้เข้าร่วมพิธีรำลึกที่ศาลเจ้าวีรชนแห่งชาติในนครไทเป เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตที่ต่อสู้เพื่อสาธารณรัฐจีน ทั้งทหารที่ต่อสู้กับญี่ปุ่นและคอมมิวนิสต์.

ที่มา Reuters

รวมพลังไม้กวาด! ผู้หญิงอินโดฯ เข้าร่วมประท้วงในกรุงจาการ์ตา เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

รวมพลังไม้กวาด! ผู้หญิงอินโดฯ เข้าร่วมประท้วงในกรุงจาการ์ตา เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

3 ก.ย. 2568 14:48 น.

รวมพลังไม้กวาด! ผู้หญิงอินโดฯ เข้าร่วมประท้วงในกรุงจาการ์ตา เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

ผู้หญิงชาวอินโดนีเซียรวมตัวประท้วงในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงพลังต่อต้านนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้ไม้กวาด เป็นสัญลักษณ์ของการ “กวาดล้างสิ่งสกปรกของรัฐและความกดขี่ของเจ้าหน้าที่”

ผู้หญิงหลายร้อยคนในชุดสีชมพูเข้าร่วมการประท้วงในกรุงจาการ์ตาในวันนี้ (3 ก.ย.) เพื่อต่อต้านสิทธิพิเศษของนักการเมืองและความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้ “ไม้กวาด” เป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป ในขณะที่ประธานาธิบดีเดินทางไปจีน เพื่อร่วมพิธีสวนสนามเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 80 ปีวันแห่งชัยชนะ

กลุ่มผู้ประท้วงถือป้ายที่มีข้อความว่า “ปฏิรูปตำรวจ” และ “คำสัญญาที่หอมหวานทำให้เป็นเบาหวาน” พร้อมกับไม้กวาด ซึ่งกลุ่มพันธมิตรสตรีอินโดนีเซีย (The Alliance of Indonesian Women) ซึ่งเป็นผู้จัดการประท้วง ระบุว่าเป็นสัญลักษณ์ของการ “กวาดสิ่งสกปรกในรัฐ … และการกดขี่ของกองกำลังความมั่นคง”

การประท้วงที่เริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์ที่แล้วในกรุงจาการ์ตาได้ลุกลามไปทั่วประเทศ หลังจากที่รถหุ้มเกราะตำรวจคันหนึ่งได้ชนและคร่าชีวิตคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ จากเหตุประท้วง ซึ่งบางส่วนมีการปล้นสะดมและก่อจลาจลด้วย

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้ออกมากล่าวว่า กองทัพและตำรวจจะยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อความรุนแรง พร้อมกับชี้ว่าความไม่สงบบางอย่างมีลักษณะของการก่อการร้ายและการกบฏ ถึงแม้เขาจะเคยยกเลิกแผนการเดินทาง แต่ในที่สุดก็เดินทางไปจีนเพื่อร่วมชมขบวนพาเหรดทางทหารครั้งใหญ่ โดยสำนักงานประธานาธิบดีชี้ว่า สถานการณ์ในประเทศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินทาง

ด้านกลุ่มพันธมิตรสตรีอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประชาสังคมที่นำโดยผู้หญิง ได้เคยประกาศยกเลิกการประท้วงเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากเกรงว่าอาจเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรงจากเจ้าหน้าที่

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “เราต้องการแสดงให้เห็นว่าการประท้วงส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ” พร้อมกับตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลบอกว่าการประท้วงเป็นกบฏ ก็ควรตั้งข้อสงสัยในคำกล่าวนี้

ปัจจุบัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกำลังดำเนินการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังความมั่นคง ซึ่งทางสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เรียกร้องให้มีการสอบสวน “การละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด รวมถึงการใช้กำลัง” อย่างโปร่งใสด้วยเช่นกัน.

ที่มา Reuters

เจ้าของร้านพิซซ่ากรุงโซลก่อเหตุแทงดับ 3 ศพ

เจ้าของร้านพิซซ่ากรุงโซลก่อเหตุแทงดับ 3 ศพ

3 ก.ย. 2568 14:06 น.

เจ้าของร้านพิซซ่ากรุงโซลก่อเหตุแทงดับ 3 ศพ

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในย่าน โจวอนดง เขตกวานัก กรุงโซล เมื่อเจ้าของร้านพิซซ่าใช้มีดแทงกลุ่มช่างรับเหมาจนเสียชีวิต 3 ราย และทำร้ายตัวเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน เมื่อเวลา 10.57 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ตำรวจเขตกวานักและสำนักงานเขตกวานักเผยว่า มีสายด่วนโทรแจ้งเหตุเข้ามาว่า “ถูกแทง ช่วยด้วย” เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตชาย 2 คน หญิง 1 คน คาดว่าเป็นผู้รับเหมางานตกแต่งร้าน ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ผู้ก่อเหตุคือเจ้าของร้านพิซซ่าได้พยายามทำร้ายตัวเองหลังจากก่อเหตุ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า เหตุสลดครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งทางธุรกิจ โดยเจ้าของร้านพิซซ่ามีปัญหากับผู้รับเหมาที่ดูแลงานตกแต่งร้านกาแฟซึ่งตั้งอยู่ติดกัน วันเกิดเหตุคู่กรณีเข้ามาพูดคุยเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่กลับกลายเป็นการเผชิญหน้าที่บานปลายเป็นการใช้ความรุนแรง

จากการตรวจสอบ ร้านกาแฟดังกล่าวยังอยู่ในสภาพว่างเปล่า ไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ มีเพียงบันไดและกระป๋องเครื่องดื่มกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ซึ่งคาดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตกแต่ง

เจ้าของร้านค้าใกล้เคียงวัย 60 ปีให้การว่า “ร้านกาแฟข้าง ๆ ปิดมาหลายเดือนแล้ว เห็นว่ากำลังทำการตกแต่งใหม่ วันนี้ตอนเช้าเห็นคนที่น่าจะเป็นช่างตกแต่งเดินเข้าไปในร้านพิซซ่า ก่อนที่จะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น”

ตำรวจเกาหลีใต้กำลังสอบสวนสาเหตุอย่างละเอียด โดยเน้นไปที่ปมความขัดแย้งทางธุรกิจระหว่างเจ้าของร้านพิซซ่าและผู้รับเหมางานตกแต่งร้านกาแฟ ซึ่งกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนถึง 3 รายในครั้งนี้.

ที่มา Yonhap