ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา ตาย 11 ศพ

ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา ตาย 11 ศพ

3 ก.ย. 2568 13:04 น.

ทรัมป์เผยกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลา ตาย 11 ศพ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเรือขนยาเสพติดลำหนึ่งในทะเลแคริบเบียนทางตอนใต้ ทำให้มี “ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด” เสียชีวิต 11 ราย

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มุ่งเป้าไปที่สมาชิกแก๊ง “Tren de Aragua” จากเวเนซุเอลา โดยเรือลำดังกล่าวอยู่ในน่านน้ำสากลและกำลังขนยาเสพติดเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่สหรัฐฯ

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ “ยิงถล่ม” เรือขนยาเสพติดใกล้กับเวเนซุเอลา ซึ่งมี “ยาเสพติดจำนวนมาก” อยู่บนเรือ

หลังจากนั้น ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “ในช่วงเช้าวันนี้ ภายใต้คำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางจลน์ต่อผู้ก่อการร้ายยาเสพติด Tren de Aragua ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคทางใต้ (SOUTHCOM) การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 11 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับอันตราย ขอให้เรื่องนี้เป็นคำเตือนสำหรับทุกคนที่แม้แต่คิดจะนำยาเสพติดเข้ามาในสหรัฐอเมริกา… จงระวังไว้!”

โพสต์ดังกล่าวมาพร้อมกับคลิปวิดีโอจากมุมสูงที่แสดงภาพเรือยนต์ลำหนึ่งกำลังแล่นอยู่กลางทะเล ก่อนที่จะเกิดระเบิดและลุกเป็นไฟในที่สุด

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันทั้งทางการทหารและการเมืองต่อประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาอย่างหนักหน่วง รวมถึงการตั้งรางวัลนำจับ 50 ล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลที่จะนำไปสู่การจับกุมตัวมาดูโรในข้อหาค้ายาเสพติด

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศให้แก๊ง Tren de Aragua และอีกกลุ่มหนึ่งคือ “Cartel of the Suns” ซึ่งทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่านำโดยประธานาธิบดีมาดูโร เป็น “องค์กรก่อการร้าย” เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการดำเนินคดี

การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาตอบโต้อย่างรุนแรง โดยประธานาธิบดีมาดูโรเคยประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะ “ประกาศให้สาธารณรัฐอยู่ในภาวะติดอาวุธ” หากสหรัฐฯ โจมตี และระบุว่าการเคลื่อนกำลังพลของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็น “ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในทวีปของเราในรอบ 100 ปี”

ที่มา BBC

จีนโชว์ศักยภาพกองทัพ แสดงอำนาจหนุนวิสัยทัศน์ “ระเบียบโลกใหม่” ของสี จิ้นผิง

จีนโชว์ศักยภาพกองทัพ แสดงอำนาจหนุนวิสัยทัศน์ “ระเบียบโลกใหม่” ของสี จิ้นผิง

3 ก.ย. 2568 12:23 น.

จีนโชว์ศักยภาพกองทัพ แสดงอำนาจหนุนวิสัยทัศน์ “ระเบียบโลกใหม่” ของสี จิ้นผิง

ขบวนพาเหรดทางทหารครั้งใหญ่ของจีนสร้างความตื่นตะลึงต่อสายตานานาชาติ ด้วยการเปิดเผยอาวุธยุทโธปกรณ์ไฮเทคจำนวนมาก ตอกย้ำว่าจีนพร้อมใช้กำลังทางทหารสนับสนุนวิสัยทัศน์ “ระเบียบโลกใหม่” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่จีนเป็นศูนย์กลาง

แม้ความสนใจหลังงานส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่ ขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ DF-61 แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อาวุธใหม่อย่าง เลเซอร์ป้องกันภัยทางอากาศ ที่ติดตั้งได้ทั้งบนรถบรรทุกและเรือรบ อาจมีความสำคัญระยะยาวมากกว่า หากถูกนำเข้าประจำการจริงในกองทัพปลดแอกประชาชนจีนตามที่มีการระบุไว้ก่อนงาน จะสร้างปัญหาใหญ่ต่อการสกัดกั้นปฏิบัติการทางทหารของจีนในภูมิภาค

การจัดแสดงยุทโธปกรณ์ปริมาณมหาศาลสะท้อนว่า จีนมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมที่สามารถหนุนหลังคำประกาศ และอาจถึงขั้นบังคับใช้วิสัยทัศน์ของสี จิ้นผิงได้จริง เปรียบได้กับอุตสาหกรรมสหรัฐที่เคยเป็นกำลังหลักคว้าชัยในสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอเมริกาไม่สามารถผลิตอาวุธในปริมาณมหาศาลเช่นที่จีนทำได้

มัลคอม เดวิส นักวิเคราะห์อาวุธจากสถาบันยุทธศาสตร์กลาโหมออสเตรเลีย ระบุว่า จีนแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธล้ำสมัยด้วยตนเอง ประจำการได้จริง และทำได้รวดเร็วกว่าโลกตะวันตก อีกทั้งยังผลิตในปริมาณมาก ซึ่งถือเป็นประเด็นน่ากังวล

จีนเปิดตัว ICBM ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนิวเคลียร์แบบ “สามในหนึ่ง”

จีนได้เปิดตัว ขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่ DF-61 ซึ่งถูกขนส่งด้วยรถบรรทุกแปดล้อและสร้างความประหลาดใจแก่ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามมานาน DF-61 ถูกจัดแสดงร่วมกับขีปนาวุธ JL-1 (ยิงจากอากาศ), JL-3 (ยิงจากเรือดำน้ำ) และ DF-31 รุ่นปรับปรุง (ยิงจากบนบก) ครอบคลุมศักยภาพโจมตีจากทั้งสามมิติ

DF-61
DF-61

เปิดตัวอาวุธเลเซอร์ป้องกันภัยทางอากาศ

จีนเผยโฉม อาวุธเลเซอร์ป้องกันภัยทางอากาศ อย่างน้อย 2 แบบ ได้แก่ รุ่นขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งบนเรือรบ และรุ่นติดตั้งบนรถบรรทุกแปดล้อที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าเพียงพอ แก้ปัญหากำลังเลเซอร์ต่ำในอดีต

อาวุธเลเซอร์อยู่ในกลุ่ม “อาวุธพลังงานทิศทาง” (Directed Energy Weapons) ซึ่งรวมถึงระบบไมโครเวฟกำลังสูง ใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในการทำลายเป้าหมาย เช่น ทำให้เกิดความร้อน รบกวนระบบไฟฟ้าภายใน หรือทำลายเซ็นเซอร์ เช่น กล้องและเรดาร์ โดยเลเซอร์สามารถยิงได้ต่อเนื่องด้วยต้นทุนต่ำกว่าขีปนาวุธหรือกระสุนอย่างมาก และไม่ต้องขนกระสุนโลหะหนัก เพียงมีแหล่งพลังงานก็ใช้งานได้

ระบบไมโครเวฟยังถูกมองว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรับมือฝูงโดรน เนื่องจากสามารถโจมตีเป้าหมายหลายจุดพร้อมกัน ในขณะที่เลเซอร์จะยิงได้ครั้งละเป้าหมายเดียว

โดรนใต้น้ำขนาดใหญ่พิเศษเผยโฉมต่อสาธารณะครั้งแรก

งานนี้ยังถือเป็นการเปิดตัว โดรนใต้น้ำไร้คนขับขนาดใหญ่พิเศษ (XLUUVs) จำนวน 2 ลำ ซึ่งจีนถูกมองว่าเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้อย่างน้อยในเชิงจำนวน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือดำน้ำ H I Sutton ระบุว่า ทั้งสองลำเพิ่งผ่านการทดสอบเป็นเวลา 3 ปี โดยลำแรกที่ติดป้าย AJX002 มีความยาวราว 18–20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1–1.5 เมตร ส่วนอีกลำมีขนาดยาวเท่ากัน แต่กว้างกว่า 2–3 เมตร และมีเสามาสติดตั้งสองต้น ขณะที่ AJX002 ไม่มี

แม้ภารกิจที่แท้จริงยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าอาจถูกใช้ติดตั้งตอร์ปิโด วางทุ่นระเบิด หรือภารกิจลาดตระเวน

จีนอวดขีปนาวุธต่อต้านเรือรุ่นใหม่ YJ-17

จีนยังจัดแสดง ขีปนาวุธต่อต้านเรือ YJ-17 ที่เชื่อว่าเป็นรุ่นพัฒนาจาก DF-17 ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยกลางติดหัวรบ ไฮเปอร์โซนิก ที่ถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อปี 2014 โดยโครงการป้องกันขีปนาวุธของศูนย์ CSIS ระบุว่า YJ-17 อาจบรรทุกหัวรบธรรมดา หรือแม้กระทั่งหัวรบนิวเคลียร์ได้

ต่างจาก DF-17 ที่ใช้รถบรรทุกเคลื่อนย้าย YJ-17 ถูกออกแบบให้ยิงจากแท่นปล่อยแนวดิ่งบนเรือรบ ขีปนาวุธรุ่นนี้เคยทดสอบยิงด้วยความแม่นยำสูง ระดับที่หัวรบสามารถโจมตีเป้าหมายได้ “ภายในไม่กี่เมตร” และแสดงความสามารถในการ “หลบหลีกขั้นสุดขั้ว” ระหว่างการบิน

YJ-17
YJ-17

นอกจากนี้ จีนยังนำเสนอขีปนาวุธต่อต้านเรือรุ่นอื่น ได้แก่ YJ-15, YJ-19 และ YJ-20 ซึ่งสามารถยิงจากเรือพิฆาตและฟริเกตในกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน รวมกันแล้วถือเป็นการส่งสัญญาณตรงถึงสหรัฐว่า “เรือบรรทุกเครื่องบินไม่ปลอดภัยในภูมิภาคนี้อีกต่อไป”

ขบวนพาเหรดครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ยังถือเป็นการประกาศศักยภาพอย่างชัดเจนว่า จีนมีทั้งเทคโนโลยีและกำลังการผลิตที่จะหนุนหลังระเบียบโลกใหม่ในแบบที่ตนเองวางไว้.

ที่มา CNN

อังกฤษเตรียมห้ามขาย เครื่องดื่มชูกำลังคาเฟอีนสูง ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

อังกฤษเตรียมห้ามขาย เครื่องดื่มชูกำลังคาเฟอีนสูง ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

3 ก.ย. 2568 11:34 น.

อังกฤษเตรียมห้ามขาย เครื่องดื่มชูกำลังคาเฟอีนสูง ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

รัฐบาลอังกฤษเสนอแผน ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังที่มีคาเฟอีนสูง ให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ทั้งในร้านค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ หวั่นส่งผลเสียต่อสุขภาพ

อังกฤษเสนอแผน ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังที่มีคาเฟอีนสูง ให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ทั้งในร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ ตู้ขายอัตโนมัติ รวมถึงช่องทางออนไลน์ หลังมีหลักฐานทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเครื่องดื่มเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อ สุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก รวมถึงคุณภาพการนอนและผลการเรียน

ตามข้อเสนอใหม่ การจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเกิน 150 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีจะถือว่าผิดกฎหมาย โดย ไม่ครอบคลุมเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่ำ เช่น ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มอัดลมทั่วไป

ตัวอย่างแบรนด์ที่เข้าข่าย ได้แก่ Monster, Red Bull, Prime และ C4 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มวัยรุ่น

กระทรวงสาธารณสุขและการดูแลสังคมของอังกฤษระบุว่า มีหลักฐานชัดเจนมากขึ้นว่า เครื่องดื่มชูกำลังคาเฟอีนสูงทำให้เด็กนอนไม่หลับ เกิดความวิตกกังวล สมาธิสั้น และผลการเรียนตกต่ำ

รัฐบาลชี้ว่ามาตรการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ผู้ปกครองและครู พร้อมย้ำว่าจะช่วยลดปัญหาสุขภาพระยะยาวของเยาวชนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่ามาตรการนี้อาจช่วยป้องกันภาวะโรคอ้วนในเด็กได้มากถึง 40,000 คน ทั้งยังระบุว่าปัจจุบันเด็กในอังกฤษกว่า 100,000 คน ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังคาเฟอีนสูงอย่างน้อยวันละหนึ่งกระป๋อง

แม้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่งจะเริ่มจำกัดการขายด้วยความสมัครใจแล้ว แต่ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กบางแห่งยังคงขายให้เด็ก ๆ อยู่ ทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นในการสร้างมาตรการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

มีรายงานว่ารัฐบาลอังกฤษจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ครู ผู้ปกครอง ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต รวมถึงประชาชนทั่วไป เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ก่อนสรุปผลการดำเนินนโยบาย

เวส สตรีททิง รัฐมนตรีสาธารณสุขของอังกฤษ กล่าวว่า การห้ามขายเครื่องดื่มเหล่านี้ให้กับเด็ก จะช่วยวางรากฐานเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่สุขภาพดีและมีความสุขมากขึ้น พร้อมย้ำว่ารัฐบาลกำลังเปลี่ยนจากการเน้นการรักษา มาเป็น การป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง

ด้านผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างแสดงความเห็นหนุนแนวทางนี้ โดยศาสตราจารย์อมีเลีย เลก ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ มหาวิทยาลัยทีไซด์ ระบุว่า งานวิจัยจำนวนมากชี้ชัดว่าเครื่องดื่มชูกำลังไม่มีที่ทางในอาหารของเด็ก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและจิต ขณะที่ศาสตราจารย์สตีฟ เทอร์เนอร์ ประธานราชวิทยาลัยกุมารเวชศาสตร์และสุขภาพเด็ก กล่าวเสริมว่า เด็กและวัยรุ่นไม่จำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง พวกเขาควรได้พลังงานจากการนอนหลับ อาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและเพื่อน

โดยข้อมูลล่าสุดเผยว่า เด็กในอังกฤษกว่า 1 ใน 3 ของวัย 13–16 ปี และเกือบ 1 ใน 4 ของวัย 11–12 ปี ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังคาเฟอีนสูงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตัวเลขนี้สร้างความกังวลให้กับทั้งแพทย์และผู้ปกครอง เพราะหากไม่จัดการ อาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบนเครื่องดื่มชูกำลัง

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหา สี จิ้นผิง สมคบคิดกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ ต่อต้านสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหา สี จิ้นผิง สมคบคิดกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ ต่อต้านสหรัฐฯ

3 ก.ย. 2568 11:31 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหา สี จิ้นผิง สมคบคิดกับรัสเซีย-เกาหลีเหนือ ต่อต้านสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ กล่าวหาประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ว่าสมคบคิดต่อต้านสหรัฐฯ ร่วมกับผู้นำรัสเซียและเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวหาประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนว่ากำลังสมคบคิดกับผู้นำรัสเซียและเกาหลีเหนือเพื่อต่อต้านสหรัฐฯ ในระหว่างที่จีนกำลังจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะ ครบรอบ 80 ปี ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในกรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหาร

ในโพสต์บนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ทรัมป์เขียนข้อความถึง สี จิ้นผิง ว่า “โปรดฝากความปรารถนาดีอย่างอบอุ่นที่สุดของผมถึงวลาดิเมียร์ ปูติน และคิม จอง อึน ขณะที่คุณสมคบคิดกันเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา”

คำกล่าวหานี้เกิดขึ้นแม้ว่าก่อนหน้านี้ ทรัมป์จะเคยปฏิเสธว่าความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้นระหว่างจีน รัสเซีย และชาติอื่น ๆ ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ

ในการโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ยังกล่าวถึง “การสนับสนุนและเลือดเนื้ออันมหาศาล” ที่สหรัฐฯ ได้มอบให้กับจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งสหรัฐฯ ได้ช่วยเหลือให้จีนได้รับชัยชนะเหนือญี่ปุ่น และหวังว่าทหารอเมริกันผู้กล้าหาญที่สละชีพในครั้งนั้นจะได้รับการยกย่องและจดจำอย่างถูกต้อง

เมื่อถูกถามโดยสำนักข่าวบีบีซีว่าเขาเชื่อว่าจีนและพันธมิตรกำลังพยายามจัดตั้งกลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่เลย จีนต้องพึ่งพาเรา” และยืนยันว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการจัดตั้งขั้วอำนาจระหว่างรัสเซียและจีน โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ มีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และชาติเหล่านั้น “จะไม่มีวันใช้กำลังทหารของพวกเขาต่อต้านเราอย่างแน่นอน”

ทรัมป์ยังกล่าวถึงความผิดหวังในตัวประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน หลังจากที่ทั้งสองไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพสำหรับยูเครนได้ในการประชุมที่อะแลสกาเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเขาระบุว่าสหรัฐฯ “จะทำบางสิ่งเพื่อช่วยให้ผู้คนในยูเครนมีชีวิตอยู่ได้” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาจากชาติตะวันตกที่ระบุว่าได้ช่วยเหลือรัสเซียในการทำสงคราม โดยการจัดหาสิ่งของที่สามารถใช้งานได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร รวมถึงการซื้อน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC

“มิน อ่องหล่าย” ทัวร์จีนต่อ เดินสายพบปะนักลงทุนที่เฉิงตู

"มิน อ่องหล่าย" ทัวร์จีนต่อ เดินสายพบปะนักลงทุนที่เฉิงตู

3 ก.ย. 2568 10:43 น.

“มิน อ่องหล่าย” ทัวร์จีนต่อ เดินสายพบปะนักลงทุนที่เฉิงตู

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เตรียมพบกลุ่มนักธุรกิจจีนครั้งที่สองในระหว่างเยือนจีน เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและดึงการลงทุนใหม่

วันที่ 3 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี รายงานว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เตรียมเข้าร่วมการประชุม “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเมียนมา-จีน” ครั้งที่สอง ในวันที่ 6 กันยายน ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เมืองเฉิงตู หลังจากได้พบกลุ่มนักลงทุนจีนไปแล้วก่อนหน้านี้ที่เมืองเทียนจิน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนใหม่สู่เมียนมา

รายงานข่าวระบุว่า จดหมายเชิญที่ออกโดยสถานกงสุลเมียนมา ณ ฉงชิ่ง ระบุว่าการประชุมครั้งนี้จะมีผู้แทนจากสมาคมหอการค้าเมียนมา (UMFCCI) และสมาคมความร่วมมือระหว่างประเทศเมียนมา-อินเดีย-จีน (MICA) เข้าร่วม พร้อมกับนักธุรกิจจีนจากโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) และ China-Myanmar Economic Corridor รวมถึงบริษัทจีนที่สนใจเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ โดยผู้สนใจเข้าร่วมประชุมต้องส่งข้อมูลผู้เข้าร่วม เอกสารประจำตัว และประเด็นหรือคำถามล่วงหน้า

ก่อนหน้านี้ มิน อ่อง หล่ายได้พบกับนักลงทุนจีนที่เทียนจินและเชิญชวนให้ลงทุนในด้านการค้า โครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ไฟฟ้า การทำเหมือง พลังงาน และก๊าซธรรมชาติ หลังจากนั้นมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ 7 ฉบับครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสนับสนุนเอสเอ็มอี และภาษีศุลกากร.

จีนเปิดฉาก พิธีสวนสนามทางทหารสุดยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

จีนเปิดฉาก พิธีสวนสนามทางทหารสุดยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

3 ก.ย. 2568 09:10 น.

จีนเปิดฉาก พิธีสวนสนามทางทหารสุดยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

จีนเปิดฉากพิธีสวนสนามที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาสฉลอง “วันแห่งชัยชนะ” สี จิ้นผิง ลั่นจีนจะไม่ถูกข่มเหง “ปูติน–คิม” ร่วมชม ขณะที่ผู้สังเกตุการณ์พบมีขีปนาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ในขบวน

วันที่ 3 กันยายน 2568 จีนจัดพิธีสวนสนามทางทหารครั้งยิ่งใหญ่กลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง โดยมีผู้นำกว่า 26 ประเทศเข้าร่วม ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ยกย่องการ เสียสละของชาติที่ช่วยกอบกู้มนุษยชาติ พร้อมประกาศย้ำว่า “จีนที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ และจะไม่ยอมถูกข่มเหง”

พิธีเริ่มต้นด้วยการตรวจแถวทหารนับพันนายที่เรียงรายตามถนนชางอัน โดยสี จิ้นผิงยืนบนรถหรู Hongqi หลังคาสีดำ พร้อมไมโครโฟนติดตั้งเพื่อกล่าวกับกองทัพ ก่อนสั่งการด้วยเสียงหนักแน่นว่า “เริ่ม!”

งานนี้จัดขึ้นโดยมีผู้นำกว่า 26 ประเทศเข้าร่วม อาทิ บุคคลสำคัญอย่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และผู้นำอิหร่าน เข้าร่วมเป็นแขกเกียรติยศ สะท้อนบทบาทจีนที่ดึงพันธมิตรแน่นแฟ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับชาติตะวันตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในขบวนพาเหรดได้มีการเผยโฉมขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์รุ่นใหม่ ที่บรรทุกได้สูงสุดถึง 12 หัวรบ รวมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีการนำ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Missiles), โดรนใต้น้ำไร้คนขับ และเครื่องบินรบรุ่นใหม่ เข้าร่วมแสดงด้วย

ทั้งนี้ การปรากฏตัวพร้อมกันครั้งแรกของ “สี–ปูติน–คิม” ในพิธีสวนสนามครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่โลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าอาจจะกลายเป็นการจัดสมดุลใหม่ในเวทีการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ.

ทรัมป์โต้ข่าวลือเสียชีวิต ยันยังมีชีวิตอยู่ ข่าวป่วยเป็นข่าวปลอม

ทรัมป์โต้ข่าวลือเสียชีวิต ยันยังมีชีวิตอยู่ ข่าวป่วยเป็นข่าวปลอม

3 ก.ย. 2568 08:54 น.

ทรัมป์โต้ข่าวลือเสียชีวิต ยันยังมีชีวิตอยู่ ข่าวป่วยเป็นข่าวปลอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาโต้ข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขา รวมถึงข่าวปล่อยที่ระบุว่าเขาเสียชีวิตแล้ว โดยยืนยันว่าเป็นเพียง fake news ทั้งสิ้น

ข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เงียบหายไปจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะหลายวันติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ประกอบกับภาพถ่ายที่เผยให้เห็นมือมีรอยช้ำและข้อเท้าบวม ส่งผลให้เกิดกระแสคาดเดาอย่างกว้างขวางว่าอาจมีปัญหาสุขภาพร้ายแรง ขณะที่บางคนถึงกับเชื่อว่า ทำเนียบขาวปกปิดการเสียชีวิตของทรัมป์

ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะออกมาแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร พร้อมบ่นว่าตัวเองเพิ่งให้สัมภาษณ์หลายครั้งในสัปดาห์ก่อน แต่เพียงแค่เว้นช่วงไปสองวันก็ถูกสื่อบางแห่งและชาวโซเชียลตั้งคำถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น และสุขภาพของเขามีปัญหาหรือไม่

โดยทรัมป์ ไม่ได้มีกำหนดการออกสื่อหรือเผยตัวต่อสาธารณชนติดต่อกันถึง 6 วัน ก่อนการแถลงข่าวล่าสุด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเขาได้เล่นดนตรีในสวนกุหลาบของทำเนียบขาว และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นกอล์ฟตลอดช่วงวันหยุดยาววันแรงงานสหรัฐ

ประเด็นที่ทำให้เกิดข้อกังขามากขึ้นคือมือขวาของทรัมป์ที่ปรากฏว่ามีการใช้เครื่องสำอางปกปิดรอยบวมและรอยช้ำ โดยแฮชแท็ค #trumpdead ยังคงติดเทรนด์ในแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ทำเนียบขาวเคยออกแถลงในเดือนกรกฎาคมว่า รอยช้ำบนมือขวาของทรัมป์เกิดจากการจับมือบ่อยครั้ง รวมกับการใช้ยาแอสไพรินเพื่อการรักษาหัวใจและหลอดเลือดตามมาตรฐาน ส่วนอาการบวมที่ขาเป็นผลจาก ภาวะหลอดเลือดดำเสื่อม ซึ่งไม่เป็นอันตรายร้ายแรง

ขณะที่แพทย์ประจำตัวประธานาธิบดี ฌอน บาร์บาเบลลา ยืนยันในจดหมายทางการว่า ทรัมป์ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงดี แม้จะมีภาวะดังกล่าว

สุขภาพของผู้นำสหรัฐฯ มักถูกจับตามองมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทำเนียบขาวมีประธานาธิบดีอายุมากที่สุด 2 คนติดต่อกันตั้งแต่ปี 2017 คือโจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์ยังเคยกล่าวหาเดโมแครตว่าปกปิดความเสื่อมถอยทางร่างกายและจิตใจของโจ ไบเดน ซึ่งมีอายุ 82 ปีเมื่อพ้นตำแหน่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ สุขภาพของไบเดนเคยเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งปี 2024 จนสุดท้ายไบเดนต้องถอนตัวจากการชิงตำแหน่งสมัยที่สองหลังการดีเบตที่ล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์

“ปูติน-สี-คิม” เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

"ปูติน-สี-คิม" เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

3 ก.ย. 2568 08:38 น.

“ปูติน-สี-คิม” เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

“ปูติน-สี-คิม” ปรากฏตัวพร้อมผู้นำประเทศอื่นๆ เดินเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ท่ามกลางการจับตามองของทั่วโลก เพื่อร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

วันที่ 3 กันยายน 2568 จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง ของจีน กลายเป็นเวทีสำคัญของการแสดงพลังอำนาจทางทหาร เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นเจ้าภาพจัดพิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และชัยชนะเหนือญี่ปุ่น

บรรยากาศยิ่งใหญ่ตระการตา เมื่อกองทัพจีนเดินสวนสนามเป็นแถวตอน พร้อมเสียงสลุตปืนใหญ่กึกก้อง ขณะที่ผู้นำระดับโลกอย่าง นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ร่วมยืนเคียงข้างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในฐานะแขกเกียรติยศ

ภาพการถ่ายทอดสดจากมหาศาลาประชาชนและพื้นที่จัดงาน แสดงให้เห็น “สี–คิม–ปูติน” ปรากฏตัวพร้อมผู้นำประเทศอื่น ๆ เข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ท่ามกลางการจับตามองของทั่วโลก

พิธีครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำบทบาทจีนในฐานะผู้มีชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และเป็นการแสดงแสนยานุภาพเชิงสัญลักษณ์ ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ กำลังถูกจับตามองบนเวทีการเมืองโลก.

เผยภาพถ่ายดาวเทียม จีนเตรียมยุทโธปกรณ์เรียงเป็นตับ พร้อมแสดงแสนยานุภาพกองทัพ

เผยภาพถ่ายดาวเทียม จีนเตรียมยุทโธปกรณ์เรียงเป็นตับ พร้อมแสดงแสนยานุภาพกองทัพ

3 ก.ย. 2568 08:05 น.

เผยภาพถ่ายดาวเทียม จีนเตรียมยุทโธปกรณ์เรียงเป็นตับ พร้อมแสดงแสนยานุภาพกองทัพ

ดาวเทียมจับภาพ รถถัง-ขีปนาวุธ-ยานเกราะ ถูกนำมาจอดรวมพลใกล้ปักกิ่ง ก่อนเปิดฉากพาเหรดใหญ่เช้าวันนี้ “สี จิ้นผิง” ต้อนรับ “ปูติน” “คิม จองอึน” และบรรดาพันธมิตรผู้นำโลกร่วมงาน

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar Technologies  เผยให้เห็นรถบัสจำนวนนับร้อยคันจอดเรียงราย เตรียมลำเลียงกำลังพลที่จะเข้าร่วมขบวนพาเหรด รวมไปถึงรถถัง ขีปนาวุธ และยานหุ้มเกราะอีกหลายร้อยคันที่จอดรวมพลอยู่ใกล้กรุงปักกิ่ง

ภาพดาวเทียมแสดงให้เห็นยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งรถถัง รถเกราะ และแท่นยิงขีปนาวุธ ถูกนำไปประจำการรวมพลที่ฐานทัพหยางฟาง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง เพื่อใช้ในพิธีสวนสนาม “วันแห่งชัยชนะ” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

สื่อทางการจีนรายงานว่า พิธีรำลึกครั้งนี้มีชื่อเต็มว่า “การฉลองชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และชัยชนะของโลกในการต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์” จะจัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ในช่วงเช้าวันที่ 3 กันยายน 2568 

รายงานข่าวระบุว่า เช้าวันนี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตลอดจนนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง และบริเวณจัดพิธีสวนสนามครั้งสำคัญนี้แล้ว หลังจากงพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา 

 โดยงานนี้ถูกจับตาว่าเป็นการแสดงพลังทางทหารและความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศหลายภูมิภาคในปัจจุบัน.

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

3 ก.ย. 2568 06:19 น.

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

จีนเตรียมจัดแสดง มิสไซล์, เครื่องบินรบ และยุทโธปกรณ์กองทัพอื่นๆ ซึ่งบางอย่างโลกเพิ่งมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรก ในพิธีสวนสนามใหญ่ที่กรุงปักกิ่งเนื่องในวันแห่งชัยชนะในวันพุธนี้

กองทหารจะเดินขบวนอย่างพร้อมเพรียงกันนำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้บัญชาการกองทัพในฐานะประธานกรรมาธิการกองทัพกลาง

นายสีจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ภายในพิธีสวนสนาม ซึ่งเป็นการรำลึกครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ชมจะรวมถึงผู้นำโลก 26 คนที่เดินทางมาร่วมพิธี เพื่อหาทางพัฒนาหรือรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

เปิดตัวอาวุธมากมายเป็นครั้งแรก

เจ้าหน้าที่กองทัพจีนเปิดเผยว่า อาวุธและยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่จะจัดแสดงในการสวนสนามครั้งนี้ จะได้ออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก

อาวุธดังกล่าวรวมถึง อาวุธเชิงยุทธศาสตร์ทางบก, ทะเล และอากาศ อุปกรณ์สงครามที่มีความแม่นยำสูง และโดรน นอกจากนั้นยังมีแสดงการบินของเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์เหนือท้องฟ้ากรุงปักกิ่งด้วย

แสดงแสนยานุภาพ

นี่เป็นการจัดพิธีสวนสนามครั้งใหญ่ครั้งแรกของจีนนับตั้งแต่ปี 2562 ในวันครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งประเทศจีนคอมมิวนิสต์ เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่วนพิธีสวนสนามที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการรำลึกการสิ้นสุดสงครามโลก

พิธีสวนสนามนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าประเทศจีนแข็งแกร่งพอที่จะป้องกันการโจมตีใดๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่งทางทหารที่เพิ่มขึ้นของจีนก็สร้างความกังวลให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน

รัสเซีย-เกาหลีเหนือ เป็นผู้นำรายชื่อแขกผู้ร่วมงาน

ผู้นำสหรัฐฯ และชาติยุโรปไม่เดินทางเข้าร่วมพิธีสวนสนามของจีนในครั้งนี้ เช่นเดียวกับผู้นำญี่ปุ่น, อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งความสัมพันธ์ไม่สู้ดีต่อกัน

แต่นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในแขกที่จะเดินทางไปร่วมงาน แม้เจ้าตัวจะไม่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยนัก เช่นเดียวกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่ประเทศจีน นับตั้งแต่ปี 2502 โดยนายคิมจะเป็นหนึ่งในผู้นำโลก 26 คนที่จะมาร่วมงาน รวมถึงผู้นำจากเมียนมา, อิหร่าน และคิวบา และนี่จะเป็นการพบปะแบบพหุภาคีครั้งแรกของนายคิมด้วย

รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

พิธีสวนสนามในครั้งนี้จัดและควบคุมอย่างเข้มงวดมาก ไม่ใช่งานที่ประชาชนสามารถเข้าแถวตามท้องถนนเพื่อเข้าชมได้

เจ้าหน้าที่จะตั้งแบร์ริเออร์กั้นให้ประชาชนอยู่ห่างจากขบวนสวนสนาม 1 ช่วงตึก ส่วนอาคารพาณิชย์ตามเส้นทางเดินขบวนจะถูกปิดจนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น

คนทั่วไปจะสามารถชมพิธีสวนสนามได้ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือการไลฟ์สตรีมทางออนไลน์เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews