ทรัมป์ประกาศย้าย สนง.กองบัญชาการกองทัพอวกาศไปแอละแบมา

ทรัมป์ประกาศย้าย สนง.กองบัญชาการกองทัพอวกาศไปแอละแบมา

3 ก.ย. 2568 05:28 น.

ทรัมป์ประกาศย้าย สนง.กองบัญชาการกองทัพอวกาศไปแอละแบมา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกองทัพอวกาศจากรัฐโคโลราโดไปรัฐแอละแบมา อ้างไม่ชอบที่โคโลราโดอนุญาตให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทางไปรษณีย์ได้

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2568 ว่า เขาจะย้ายที่ตั้งของสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกองทัพอวกาศ ซึ่งเป็นเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ จากรัฐโคโลราโดไปยังรัฐแอละแบมา โดยระบุว่าเขาได้รับการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากรัฐทางใต้แห่งนี้

“เรารักแอละแบมา ผมชนะที่นี่แค่ประมาณ 47 เสียง แต่ผมไม่คิดว่ามันส่งผลอะไรต่อการตัดสินใจของผม” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวและสมาชิกสภาที่มารวมตัวกันในห้องทำงานรูปไข่ ภายในทำเนียบขาวสหรัฐฯ

การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการย้อนกลับความเคลื่อนไหวรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งเลือกเมืองโคโลราโด สปริง เป็นที่ตั้งถาวรให้แก่กองบัญชาการเหล่าทัพใหม่ล่าสุดของสหรัฐฯ แห่งนี้

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมเคยประเมินเอาไว้ว่า การย้ายสำนักงานใหญ่กองบัญชาการกองทัพอวกาศ ซึ่งเพิ่งเริ่มปฏิบัติการเต็มรูปแบบเมื่อเดือนธันวาคม 2566 จะต้องใช้งบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีกว่าจะเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพอวกาศก่อตั้งขึ้นในปี 2562 ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 1 มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการทางทหารที่อยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลกขึ้นไป และปกป้องดาวเทียมของสหรัฐฯ จากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,700 นายทำงานที่กองบัญชาการแห่งนี้

นายทรัมป์มักเชื่อมโยงการตัดสินใจเรื่องงบประมาณของรัฐบาลกลางเข้ากับการเมือง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยขัดขวางการย้ายสำนักงานใหญ่ของสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ไปยังรัฐแมริแลนด์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “รัฐเสรีนิยม” และเชื่อมโยงการกระจายความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติในรัฐแคลิฟอร์เนีย เข้ากับการตัดสินใจทางการเมืองภายในรัฐแห่งนี้ด้วย

“ปัญหาที่ผมมีกับโคโลราโด หนึ่งในปัญหาใหญ่คือ พวกเขาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทางไปรษณีย์ พวกเขาเปลี่ยนไปใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ทั้งหมด ทำให้พวกเขามีการเลือกตั้งที่โกงโดยอัตโนมัติ” นายทรัมป์กล่าว โดยในรัฐโคโลราโด ประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยตัวเองที่คูหา หรือลงคะแนนด้วยการส่งไปรษณีย์ก็ได้

ด้านผู้นำสภาคองเกรสของรัฐโคโลราโดทุกคนออกแถลงการณ์ร่วมว่า “การย้ายกองบัญชาการอวกาศจะทำให้การป้องกันภัยทางอวกาศของเราถอยหลังไปหลายปี ทั้งยังสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนหลายพันล้านดอลลาร์ และส่งมอบความได้เปรียบให้กับภัยคุกคามที่กำลังรวมตัวกันจากจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

3 ก.ย. 2568 02:02 น.

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

ชายผู้ก่อเหตุยิงเด็กอายุเพียง 11 ขวบจนเสียชีวิต หลังจากเด็กมาแกล้งกดกริ่งที่ประตูหน้าบ้านของเขาแล้วหนี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเลออน กอนซาโล จูเนียร์ อายุ 42 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังจากเขาก่อเหตุยิงเด็กชายอายุเพียง 11 ขวบ ที่มาแกล้งกดกริ่งประตูบ้านของเขาในเมืองฮิวส์ตันจนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 ส.ค.)

ตำรวจเมืองฮิวส์ตันระบุว่า เด็กชายวัย 11 ขวบรายนี้กับเพื่อนๆ ของเขาเล่นเกมที่เรียกว่า “ding dong ditch” (กดกริ่งแล้วหนี) ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งห่างจากบ้านของพวกเขาไม่ไกลนัก เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนที่คนในบ้านจะออกมาแล้วยิงปืนเข้าใส่เด็กชายคนนี้

นายกอนซาโล จูเนียร์ ถูกจับและฝากขังในเรือนจำเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 2 ก.ย. ก่อนที่เขาจะถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม โดยที่นายไมเคิล แคส ตำรวจสืบสวนคดีฆาตกรรมของสำนักงานตำรวจเมืองฮิวส์ตันกล่าวก่อนหน้านี้ว่า การเสียชีวิตของเด็กชายรายนี้ไม่ปรากฏว่ามีการป้องกันตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการยิงไม่ได้เกิดขึ้นใกล้ตัวบ้าน

เลออน กอนซาโล จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุ
เลออน กอนซาโล จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ การกดกริ่งแล้วหนี เป็นการแกล้งกันที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว และกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการท้าทายกันบนโลกออนไลน์ โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการแกล้งกดกริ่งแล้วหนีหลากหลายรูปแบบถูกโพสต์ลงบน TikTok รวมถึงการทุบหรือถีบประตูหน้าบ้านคนอื่นแทนการกดกริ่ง

ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการกลั่นแกล้งลักษณะนี้หลายครั้งในสหรัฐฯ เช่นเมื่อช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่เมืองดัลลัสก็เกิดเหตุ ชายคนหนึ่งยิงปืนเข้าใส่รถยนต์ที่กำลังขับหนี หลังจากมีคนมาทุบประตูบ้านของเขา ทำให้ชายคนนี้ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม นักเรียนมัธยมปลายวัย 18 ปีคนหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียถูกยิงเสียชีวิต ในขณะที่เขากำลังถ่ายคลิปวิดีโอการกดกริ่งแล้วหนีเพื่อโพสต์ลงบน TikTok โดยชายผู้ยิงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับ 2 หรือฆาตกรรมโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่มีความตั้งใจที่จะทำร้ายผู้อื่นอย่างสาหัส

เมื่อปี 2563 เด็กอายุ 16 ปี 3 คนเสียชีวิต หลังจากชายคนหนึ่งขับรถพุ่งชนรถที่ทั้งสามคนโดยสาร เพื่อตอบโต้การกดกริ่งแล้วหนี โดยชายผู้ก่อเหตุถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง และถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

พรรคขวาจัดเยอรมนีมึน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

พรรคขวาจัดเยอรมนีมึน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

3 ก.ย. 2568 01:33 น.

พรรคขวาจัดเยอรมนีมึน ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นเสียชีวิตแล้ว 6 ศพ

ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรค AfD ฝ่ายขวาจัดในเยอรมนี เสียชีวิตแล้วถึง 6 ศพในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การเลือกตั้งในรัฐใหญ่ทางตะวันตกกำลังจะมาถึง แต่ตำรวจระบุว่าไม่พบความผิดปกติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ย. 2568 ว่า ผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรค AfD ฝ่ายขวาจัด ซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 ของเยอรมนี เสียชีวิตไปแล้วถึง 6 ศพในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่การเลือกตั้งที่รัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน รัฐใหญ่ทางตะวันตก กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ก.ย.นี้

ในตอนแรกรายงานข่าวมุ่งเน้นไปที่การเสียชีวิตของผู้สมัคร 4 คน ก่อนจะมีรายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้สมัครสำรองอีก 2 คน ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมายในโซเชียลมีเดีย

ด้านนางอลิซ วีเดล ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค AfD นอกจากจะไม่พยายามระงับการคาดเดาดังกล่าว เธอยังโพสต์คำกล่าวอ้างของนายสเตฟาน ฮอมบูร์ก นักเศรษฐศาสตร์เกษียณอายุ ซึ่งระบุว่า การเสียชีวิตของผู้สมัครจำนวนขนาดนี้ “แทบจะเป็นไปไม่ได้ในเชิงสถิติ”

อย่างไรก็ตาม นายคาย ก็อตต์ชอล์ค บุคคลอันดับ 2 ของพรรค AfD ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน กล่าวว่า ข้อมูลที่เขามีอยู่ ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลบางส่วน ไม่ได้สนับสนุนเรื่องความน่าสงสัยใดๆ ในขณะนี้ และพรรคของเขาต้องการให้มีการสืบสวนกรณีเหล่านี้ โดยไม่มีการรีบด่วนสรุป

ขณะที่ตำรวจของเยอรมนี บอกกับสำนักข่าว DPA ว่า ผู้สมัคร 4 ศพแรก เสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ หรือไม่ก็ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุเพื่อความเป็นส่วนตัวของครอบครัว ส่วนการเสียชีวิตของผู้สมัครอีก 2 ศพตำรวจก็มีคำอธิบายในทำนองเดียวกันนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

2 ก.ย. 2568 23:25 น.

คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งของจีนแล้ว โดยมี คิม จู-เอ ลูกสาวติดตามไปด้วย เพื่อร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะในวันพุธนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กับ คิม จู-เอ ลูกสาว เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีนแล้ว ในวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2568 โดยเขาจะเข้าร่วมชมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธนี้ เคียงข้าง สี จิ้งผิง ประธานาธิบดีจีน, วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำโลกคนอื่นๆ

นายคิมข้ามเข้าสู่ประเทศจีนในวันอังคารด้วยรถไฟหุ้มเกราะของเขา โดยภาพที่มีการเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือเดินลงจากรถไฟที่สถานีรถไฟปักกิ่ง โดยมี คิม จู-เอ ลูกสาว ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นผู้สืบทอดของนายคิม เดินตามลงมาด้วย

อนึ่ง คิม จู-เอ ออกงานพร้อมกับผู้เป็นบิดามากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เธอเปิดตัวให้โลกได้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 แต่แทบไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเธอออกมาอย่างเป็นทางการ แม้แต่อายุก็ยังไม่แน่ชัด โดยจากข้อมูลของหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ จู-เอ อาจมีอายุราว 13 ปีเท่านั้น

ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือ ระบุว่า นายคิมได้รับการต้อนรับที่สถานีปักกิ่งโดยสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งนายคิมได้ขอบคุณประธานาธิบดีสี สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย KCNA ยืนยันว่า ลูกสาวของนายคิมก็เดินทางมาด้วย

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่ประเทศจีน นับตั้งแต่ปี 2502 โดยนายคิมจะเป็นหนึ่งในผู้นำโลก 26 คนที่จะมาร่วมงาน รวมถึงผู้นำจากเมียนมา, อิหร่าน และคิวบา และนี่จะเป็นการพบปะแบบพหุภาคีครั้งแรกของนายคิมด้วย

สำหรับงานสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีเจ้าหน้าที่ของกองทัพจีนจำนวนหลายหมื่นนายร่วมเดินขบวน จากจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อรำลึกวันครบรอบ 80 ปีที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

การสวนสนามจะดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 70 นาที โดยจะมีการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพจีน รวมถึง เครื่องบิน, รถถัง และระบบต่อต้านโดรน ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่โครงสร้างใหม่ของกองทัพจีน ถูกจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบในพิธีสวนสนาม

คาดกันว่า ผู้นำชาติตะวันตกส่วนใหญ่จะไม่เดินทางมาร่วมพิธีสวนสนามด้วย เพื่อแสดงการต่อต้านการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย โดยจะมีผู้นำชาติสมาชิกสหภาพยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมคือนาย โรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย ขณะที่บัลแกเรียกับฮังการีจะส่งผู้แทนไปร่วมงาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

2 ก.ย. 2568 22:10 น.

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

แผ่นดินไหวระดับ 5.2 เขย่าซ้ำใกล้จุดเดิมในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังรับมือกับหายนะที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,400 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.ย. 2568 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.2 ในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินไหวระดับ 6.0 เมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่พื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแถบภูเขาบริเวณชายแดนปากีสถาน

เอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติในจังหวัดคูนาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว 6.0 มากที่สุด ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว 5.2 สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่เดิมที่เผชิญกับธรณีพิโรธก่อนหน้านี้ แต่มันยังไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ด้านนายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลตาลีบันเปิดเผยในวันอังคารว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายจากแผ่นดินไหวระดับ 6.0 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิต 1,411 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,124 รายในจังหวัดคูนาร์เพียงแห่งเดียว ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นแผ่นดินไหวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของอัฟกานิสถานในรอบหลายสิบปี

นอกจากนั้นยังมีผู้เสียชีวิตอีก 12 ศพและบาดเจ็บอีกหลายร้อยรายที่จังหวัดนันการ์ฮาร์ ซึ่งอยู่ติดกันด้วย

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และต้องรับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติมาตลอด แต่ความช่วยเหลือที่ลดลงหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจในปี 2564 ทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติของพวกเขายิ่งเหลือน้อยลงไปอีก

นายอินดริกา รัตวัตเต ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน กล่าวว่า หายนะที่เกิดขึ้นอาจกระทบประชาชนหลายแสนคน ขณะที่นายฮัมดุลเลาะห์ ฟิตรัต โฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถานระบุว่า แผ่นดินไหวทำลายบ้านเรือนในจังหวัดคูนาร์มากว่า 5,400 หลัง และเจ้าหน้าที่ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการขุดค้นหาผู้รอดชีวิต

นายฟิตรัตระบุด้วยว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอีกหลายแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงด้วยถนนได้ แต่รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกฉุกเฉินแล้วหลายแห่ง และหลายประเทศประกาศจะส่งความช่วยเหลือให้อัฟกานิสถานด้วย เช่นสหภาพยุโรประบุว่าจะส่งเสบียงฉุกเฉินไปให้ 130 ตัน และมอบเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยอดตายแผ่นดินไหวในอัฟกานิสถานพุ่งเกิน 1,100 ศพ

ยอดตายแผ่นดินไหวในอัฟกานิสถานพุ่งเกิน 1,100 ศพ

2 ก.ย. 2568 16:54 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวในอัฟกานิสถานพุ่งเกิน 1,100 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีของอัฟกานิสถานพุ่งสูงกว่า 1,100 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน  โดยสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากเป็นอุปสรรคต่อความพยายามกู้ภัย

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีของอัฟกานิสถาน ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 1,100 ศพ ในวันนี้ (2 ก.ย.) ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บมีมากกว่าพันราย ด้านองค์กรบรรเทาทุกข์เปิดเผยว่าภารกิจกู้ภัยในหมู่บ้านห่างไกลในเขตภูเขาทางภาคตะวันออกของประเทศเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากภูมิประเทศที่เข้าถึงได้ยาก

สภากาชาดอัฟกัน (Afghan Red Crescent Society) ซึ่งเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,124 ศพ และบาดเจ็บ 3,251 ราย รวมถึงบ้านเรือนอีกกว่า 8,000 หลัง ถูกทำลาย พร้อมเตือนว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ผู้ประสานงานของสหประชาชาติในอัฟกานิสถานกล่าวว่ายอดผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก

อัฟกานิสถานเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง โดยเฉพาะในเทือกเขาฮินดูกูช ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเชียมาบรรจบกัน

แผ่นดินไหวขนาด 6.0  เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันจันทร์ (1 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือจังหวัดคูนาร์และนันการ์ฮาร์ทางภาคตะวันออก

นายเอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน หัวหน้าฝ่ายจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดคูนาร์กล่าวว่า การกู้ภัยใน 4 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในจังหวัดคูนาร์ได้ดำเนินการไปแล้ว และหลังจากนี้จะมุ่งเน้นการเข้าถึงพื้นที่ภูเขาที่ห่างไกลมากขึ้น นายเอห์ซานกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่ายังมีศพอีกกี่รายที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” และ “ความพยายามของเราคือการเสร็จสิ้นภารกิจเหล่านี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเริ่มแจกจ่ายความช่วยเหลือให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย”

รายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุว่า ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงและสภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อหน่วยกู้ภัยในการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายแดนปากีสถาน ซึ่งเป็นที่ที่บ้านเรือนที่สร้างจากดินและอิฐหลายร้อยหลังถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง การเข้าถึงด้วยยานพาหนะตามถนนบนภูเขาที่แคบเป็นปัญหาหลัก นายเอห์ซานกล่าวว่ากำลังมีการนำเครื่องจักรเข้ามาเพื่อเคลียร์เส้นทางจากซากปรักหักพัง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีรถพยาบาลหลายคันเรียงรายอยู่บนถนนภูเขาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อพยายามเข้าถึงหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดคูนาร์ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์บินเข้าออกเพื่อนำส่งความช่วยเหลือและอพยพผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในกรุงคาบูลและจังหวัดนันการ์ฮาร์ที่อยู่ใกล้เคียง

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ได้ออกมาเตือนเมื่อวันอังคารว่าเด็กหลายพันคนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง UNICEF กล่าวว่ากำลังจัดส่งยารักษาโรค เสื้อผ้ากันหนาว เต็นท์และผ้าใบกันน้ำสำหรับที่พักพิง และสิ่งของสุขอนามัย เช่น สบู่ ผงซักฟอก ผ้าเช็ดตัว ผ้าอนามัย และถังน้ำ

ทหารตาลีบันถูกส่งเข้าประจำการในพื้นที่เพื่อช่วยในการให้ความช่วยเหลือและรักษาความปลอดภัย ภัยพิบัติครั้งนี้ยิ่งเพิ่มภาระให้กับรัฐบาลตาลีบัน ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการลดลงอย่างมากของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการเนรเทศชาวอัฟกันหลายแสนคนจากประเทศเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่กำลังพยายามกำจัดซากสัตว์อย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนแหล่งน้ำ องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า “ถนนที่เสียหาย และอาฟเตอร์ช็อกที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่ตั้งที่ห่างไกลของหมู่บ้านหลายแห่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งมอบความช่วยเหลือ” และเสริมว่ามีประชาชนกว่า 12,000 คนได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้.

ที่มา Reuters

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

2 ก.ย. 2568 13:08 น.

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน เสียชีวิตแล้วราว 2,000 นาย

สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 ก.ย.) ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครนเสียชีวิตแล้วประมาณ 2,000 นาย ตามข้อมูลจาก สส. อี ซอง-กึน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานดังกล่าว

สส. อี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา NIS เคยประเมินยอดผู้เสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนืออยู่ที่อย่างน้อย 600 นาย แต่จากการประเมินใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,000 นาย

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกกล่าวว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารกว่า 10,000 นายไปยังรัสเซียในปี 2024 โดยส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการในภูมิภาคเคิรสค์ พร้อมกับกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และระบบจรวดพิสัยไกล นอกจากนี้ สส. อี ยังกล่าวอีกว่า NIS เชื่อว่าเกาหลีเหนือมีแผนจะส่งทหารและวิศวกรอีก 6,000 นายไปยังรัสเซีย และมี 1,000 นายเดินทางถึงแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า เกาหลีเหนือจะส่งช่างก่อสร้างและผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปประจำการที่ภูมิภาคเคิรสค์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเพิ่งยืนยันในเดือนเมษายนว่าได้ส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน และยอมรับว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการรบ

นับตั้งแต่นั้นมา นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในการรบ และได้แสดงความเสียใจต่อ “ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทนได้” ของพวกเขา

สื่อทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นนายคิม จอง-อึน กอดทหารที่กลับจากแนวหน้า ซึ่งดูเหมือนจะมีอารมณ์สะเทือนใจมากจนซบหน้าลงกับอกของผู้นำ นอกจากนี้ยังมีภาพนายคิมคุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมทั้งวางเหรียญรางวัลและดอกไม้ไว้ข้างภาพเหล่านั้น

รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ลงนามในข้อตกลงทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงป้องกันร่วมกัน ระหว่างการเยือนเกาหลีเหนืออย่างหาได้ยากของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน.

ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

2 ก.ย. 2568 12:13 น.

ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

ปธน.ปูตินของรัสเซีย เจรจาทวิภาคีกับปธน. สี จิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง ก่อนการสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์จีน เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปี การยอมจำนนของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เปิดการเจรจาทวิภาคีกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันอังคาร ก่อนหน้าการสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน  โดยนายปูตินยกย่องความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนว่าอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมย้ำว่าการสื่อสารอย่างใกล้ชิดสะท้อนถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของความร่วมมือระหว่างรัสเซียและจีน

ปูตินกล่าวกับนายสี ตามวิดีโอที่เผยแพร่บนช่องทาง Telegram อย่างเป็นทางการของรัสเซียว่า “เพื่อนรัก ผมและคณะผู้แทนรัสเซียทุกคนมีความยินดีที่ได้พบกับเพื่อนและพันธมิตรชาวจีนอีกครั้ง เรายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด และวันนี้เรายังคงอยู่ด้วยกัน

ด้านสี จิ้นผิง ตอบกลับว่า ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย ผ่านการทดสอบจากการเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาติ และจีนพร้อมร่วมมือกับรัสเซีย เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของจีนในการแสดงบทบาทนำบนเวทีโลก ไม่เพียงในฐานะเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก แต่ยังในฐานะ มหาอำนาจทางการทูต ที่กำลังท้าทายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา

สี จิ้นผิง เน้นย้ำบทบาทของจีนในฐานะหุ้นส่วนการค้าที่มั่นคง ขณะที่มาตรการภาษีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยการเจรจาของสีและปูตินในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามหาข้อตกลงยุติสงครามยูเครน ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งสองผู้นำใช้เวทีซัมมิตโจมตีตะวันตก โดยสี จิ้นผิง ประณามพฤติกรรมชอบรังแกของบางประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงสหรัฐฯ ขณะที่ปูตินปกป้องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน พร้อมกล่าวโทษชาติตะวันตกว่าเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปูติน

เบลเยียมเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

เบลเยียมเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

2 ก.ย. 2568 12:03 น.

เบลเยียมเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

เบลเยียมเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ส่งผลให้มีแรงกดดันจากนานาชาติต่ออิสราเอลเพิ่มขึ้น หลังจากที่ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และฝรั่งเศส ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

นายแม็กซิม เพรโวต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียมประกาศว่า เบลเยียมจะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนนี้ โดยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอล ต่อจากออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และฝรั่งเศส ที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันไปแล้ว

การตัดสินใจของเบลเยียมมีขึ้นจาก “โศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในปาเลสไตน์ โดยเฉพาะในฉนวนกาซา และเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่อิสราเอลกระทำซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

นายเพรโวต์กล่าวว่า การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มทางการทูตร่วมกับฝรั่งเศสและซาอุดีอาระเบีย และยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่มุ่งประณามการขยายการตั้งถิ่นฐานและการแสดงตนทางทหารของอิสราเอลในดินแดนดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ เบลเยียมจะออกมาตรการคว่ำบาตรอิสราเอล 12 ข้อที่เด็ดขาด เช่น การห้ามนำเข้าสินค้าจากพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน, การทบทวนนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างกับบริษัทอิสราเอล และการประกาศให้ผู้นำฮามาสเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาในเบลเยียม

มาตรการของเบลเยียมมีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมองว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ควรมาจากการเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เท่านั้น และได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของประเทศพันธมิตรแล้ว

เบลเยียมยืนยันว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการสร้างปาเลสไตน์ขึ้นใหม่ และผลักดันให้มีการออกมาตรการของสหภาพยุโรปเพื่อจัดการกับกลุ่มฮามาสด้วย.

ที่มา Reuters

เวียดนามฉลอง 80 ปีประกาศเอกราช จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

เวียดนามฉลอง 80 ปีประกาศเอกราช จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

2 ก.ย. 2568 11:16 น.

เวียดนามฉลอง 80 ปีประกาศเอกราช จัดขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่

เวียดนามจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันประกาศเอกราชจากการปกครองของเจ้าอาณานิคมอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ โดยมีขบวนพาเหรดทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี พร้อมกับการแจกเงินครั้งประวัติศาสตร์ และการปล่อยตัวนักโทษเกือบ 14,000 คน

ประชาชนหลายหมื่นคนในกรุงฮานอยต่างสวมเสื้อสีแดงและถือธงชาติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติอย่างเข้มแข็ง โดยมีแขกคนสำคัญจากต่างประเทศเข้าร่วม เช่น นายจ้าว เล่อจี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับสามของจีน, นายฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล แห่งคิวบา

ขบวนพาเหรดได้แสดงแสนยานุภาพทางการทหารที่ล้ำสมัยของเวียดนาม รวมถึงเฮลิคอปเตอร์รุ่น Mi-171, เครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-30 ที่ผลิตจากรัสเซีย และโดรนที่ผลิตเองในประเทศ นอกจากนี้ยังมีทหารจากจีน, รัสเซีย และประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในพิธีด้วยประชาชนหลายหมื่นคนในกรุงฮานอยต่างสวมเสื้อสีแดงและถือธงชาติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติอย่างเข้มแข็ง 

นายโต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม กล่าวเปิดงานว่า “เรามุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะปกป้องอิสรภาพ เสรีภาพ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของมาตุภูมิของเรา ทุกตารางนิ้วที่ศักดิ์สิทธิ์” 

พิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้น ณ จัตุรัสบาดิ่ญ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้นำการปฏิวัติ โฮจิมินห์ ได้ประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 ซึ่งนับเป็นการก่อตั้งประเทศเวียดนามที่เป็นอิสระ หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเกือบศตวรรษ และการยึดครองโดยญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เพื่อเป็นการร่วมฉลองในโอกาสสำคัญนี้ รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศแจกเงิน 100,000 ดอง (ประมาณ 122 บาท) ให้กับประชาชน 100 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเงินสูงถึง 12,260 ล้านบาท นอกจากนี้ ประธานาธิบดีเลือง เกื่อง ยังได้ประกาศนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ให้กับนักโทษ 13,920 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 66 คน ซึ่งจะได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดโทษอีกด้วย.

ที่มา Reuters